ธรณีกลับถึงห้องโดยไม่ให้สุ้มเสียงหรือบางทีผมอาจจะมีสมาธิจดจ่อกับข่าวในจอทีวีมากไปจนไม่ทันสังเกตเขาสาวเท้าตรงมาหาอย่างเชื่องช้า ใบหน้าดูเรียบเฉย เขาไม่แลมองเพื่อนนักข่าวในทีวีที่กำลังสัมภาษณ์ลุงของตนเองอย่างเข้มข้นราวกับรู้สาเหตุความขุ่นเคืองของเพื่อนร่วมห้องแล้ว เผลอ ๆ ชายผู้นี้จะติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดยิ่งกว่าผมซะอีก
ผมปิดปากเงียบแม้สัมผัสได้ถึงแรงกระเพื่อมของโซฟาในจังหวะที่เพื่อนหย่อนกายลงนั่งก็ไม่กระดุกกระดิกตัววันนี้ปัญหาหนักหน่วงทั้งหลายต่างถาโถมเข้ามาไม่บรรยะบรรยัง ผมอ่อนล้าเกินกว่าที่จะคิดริเริ่มเปล่งถ้อยคำใดๆ เมื่อมองไปยังเมฆดำที่ตั้งเค้าเต็มท้องฟ้ายิ่งรู้สึกหดหู่
“เราเสียใจด้วยนะ” ธรณีกล่าวสั้น ๆเพียงเท่านี้ การแสดงออกด้วยการปลอบโยนเพื่อนรักอย่างเข้าอกเข้าใจไม่ใช่นิสัยของชายผู้นี้ตั้งแต่แรก
ผมผงกหัวครั้งหนึ่งโดยไม่มีคำขอบคุณหลุดจากปากสายตายังไม่เบนไปจากข่าวบนจอทีวีขนาดยักษ์ตรงหน้า
“และนี่เป็นอีกหนึ่งครั้งนะค่ะที่เสียงของสส. ในสภา อาจไม่ตรงกับเสียงของประชาชนต้องดูว่าจะมีประชาชนเข้าชื่อกันอุทธรณ์เพื่อใช้ประชามติเพิกถอน (CORP) แทนหรือไม่ข้อขัดแย้งนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่ผลการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจอดีตรัฐมนตรีไกรลพ ผลโพลแห่งชาติที่เปลี่ยนไปมารายวันจนมาถึงครั้งนี้ที่กฎหมายประชาคมโลกไม่ผ่านวาระที่หนึ่งทั้งที่ปิติวัฒน์เพิ่งได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ทั้งประเทศ”กฤษฎิ์พูดขณะเสยผมที่ยาวกระเซอะกระเซิงไปด้านหลังไม่ให้บดบังใบหน้าการรายงานข่าวของซัมนิวส์จบลงแล้ว ผมไม่ได้เลือกเปิดคลิปอะไรต่อปล่อยให้หน้าจอค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น
“เห็นไหม ฉันบอกแล้วว่าประชาธิปไตยลื่นไหล มันไม่เวิร์ค” ผมเปรยออกมาลอย ๆ น้ำเสียงค่อย ๆสอดแทรกอารมณ์ฉุนเฉียวมากขึ้นทุกขณะ “งงว่าแบบนี้รัฐบาลจะมั่นคงได้ไงในเมื่อเราคาดเดาอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง ทุกคน แม่ง! เปลี่ยนใจกันทุกวินาที”
“ที่ผ่านมามันก็ไม่ได้ขนาดนั้นหรอก สส.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยก็เพราะแผนงานมันยังไม่ชัดเจนพอต่างหาก พูดง่าย ๆคือยังไม่ไว้ใจว่าปิติวัฒน์จะทำได้” ธรณีแก้ตัว
จะมีสักกี่เรื่องเชียวที่ผมเห็นพ้องกับชายผู้นี้ตั้งแต่ต้นเหล่าองค์กรอิสระที่เข้าฟังตอนอภิปรายไม่ไว้วางใจอดีต รมต.ไกรลพต่างสืบสวนแล้วมีมติไม่ชี้มูลความผิดของเขา ถ้าไม่นับเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัวผมกลับสงสารไกรลพขึ้นมาจับใจต้องพ้นจากตำแหน่งเพียงเพราะข้อครหาที่ไม่มีมูล แต่ธรณีกลับเห็นต่างเพื่อนบอกว่าถึงศาลจะตัดสินว่านักการเมืองไม่ผิดก็ไม่ได้เปลี่ยนความจริงที่ว่าประชาชนเคลือบแคลงทักษะความสามารถของเขาจนไม่อยากให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อ
“นี่ยังไม่ชัดอีกเหรอขนาดวางแผนกันตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้ว เคโอไอก็ตั้งแล้วในค่ายคุณธรรมก็ประชุมกับส่วนราชการแล้ว”
ธรณียักไหล่ “ไม่รู้สิไม่ไว้ใจก็คือไม่ไว้ใจ ถ้าพวกเขาเห็นการทำงานของลุงสักพักหนึ่งอาจจะเปลี่ยนใจ”
“ฉันว่าปัญหามันอยู่ที่ระบบต่างหากผลตัดสินอะไรออกมาก็เปลี่ยนได้หมดคนส่วนใหญ่ของประเทศก็เหมือนเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก” ผมเน้นเสียงกระแทกคำสุดท้ายใส่หน้าเพื่อนแต่อีกฝ่ายไม่สะทกสะท้าน เขายังปกป้องสิ่งที่ตนคิดว่าเป็นประชาธิปไตยในอุดมคติ
“สำหรับเราไม่เรียกว่าเผด็จการหรอกในเมื่อคนสั่งใช้อำนาจบงการไม่ได้ทุกอย่าง เพราะมีสองเสาหลักที่คานอำนาจอยู่นั่นคือ กฎหมายข้อบังคับเรื่องสิทธิมนุษยชนของยูเอ็นดีกับระบบเอไอของรัฐบาลถ้าคนส่วนใหญ่สั่งให้ตำรวจฆ่าคนหนึ่งคนเอไอก็จะเตือนว่าคำสั่งนั้นขัดกับสิทธิมนุษยชนจึงทำไม่ได้ทันทีระหว่างนั้นเหยื่อก็อาจร้องเรียนต่อยูเอ็นดีเพื่อส่งทหารเข้ามาปกป้องตนเองได้”
“แล้วถ้าเป็นคำสั่งที่ไม่ขัดสิทธิมนุษยชนจะทำไงสมมุติคนส่วนใหญ่ในประเทศช่วยกันออกกฎหมายเอาเปรียบชาวต่างชาติอย่างการเก็บภาษีไม่เท่าเทียม กีดกันงานบางอย่าง คนกลุ่มน้อยแบบฉันจะทำอะไรได้”
ธรณีใช้เวลาครุ่นคิดไม่ถึงห้าวินาทีก็ได้คำตอบ“ท่านก็จะมีทางเลือกสองสามทาง คือ รณรงค์เปลี่ยนใจคนส่วนใหญ่ให้ได้หรือเรียกร้องการโหวตถ่วงน้ำหนัก...”
“แล้วถ้าทุกอย่างที่นายว่ามาไม่สำเร็จล่ะ”ผมรีบชิงดักทางไว้ก่อน สิ่งที่เขาเอ่ยมาทำได้ไม่ง่ายเลย
“ทางเลือกสุดท้ายก็คือ ย้ายประเทศ”ธรณีตอบอย่างหนักแน่น “หรือไม่ก็แบ่งแยกดินแดนมาอยู่เอง”
ผมไม่อยากเถียงกับเพื่อนเรื่องนี้ต่อเกรงว่ายิ่งพูดจะยิ่งอารมณ์เสีย ไม่ว่าหนทางไหนที่ธรณีเสนอก็เต็มไปด้วยขวากหนามผมเอนตัวไปพิงพนักด้านหลัง ปล่อยร่างกายย้อยไหลไปเป็นสภาพกึ่งนอน สายตาเหม่อมองไปยังฝ้าเพดานขาวสะอาดผมคงสภาพนั้นเกินห้านาทีซึ่งนานจนกระทั่งธรณีลุกไปดื่มน้ำส้มในตู้เย็นเสร็จแล้ววกกลับมานั่งที่เดิม
ไม่มีใครเอ่ยปากพูดก่อนห้องเงียบจนได้ยินเสียงหึ่งของพัดลมเครื่องปรับอากาศ สอดแทรกกับเสียงฟังไม่ได้ศัพท์ของคนคุยกันจากห้องข้างๆ หรือไม่ก็เหนือศีรษะบนชั้นสิบห้า
“ท่านจะทำอะไรต่อ” เพื่อนพูดขึ้นคงทนความอึดอัดไม่ไหวอีกต่อไป
“นายมีอะไรจะเสนอไหม”ผมตอบเสียงแผ่วเบาไร้ชีวิตชีวา
“งั้นท่านอยากทำอะไรล่ะ? ให้เราไปเป็นเพื่อนไหมได้ยินว่ากลุ่มกรีนพีซจะมาพูดเวทีหมายเลขสิบแปดที่เอฟอีเอ น่าสนใจดีหรือไปฟังดีเบตทั่วไปที่เวทียี่สิบเอ็ดก็น่าสนุกนะ เขาเถียงกันเรื่องนักการเมืองควรฟ้องประชาชนหรือไม่“ธรณีเสนออย่างกระตือรือร้นราวกับว่าเป็นสถานที่โปรดของตนเอง ทว่ามันไม่ใช่ของผมคนบ้าที่ไหนจะฟังการเมืองเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียด ผมจึงปล่อยให้เพื่อนพล่ามโดยไม่แสดงปฏิกิริยาตอบสนอง
“หรือจะไปเที่ยวชมตึกจีซีบีท่านยังไม่เคยไปใช่ไหม เหลือเวลาอีกชั่วโมงกว่า ๆ ยังทันอยู่”ธรณีสั่งเปิดจอภาพด้วยความคิด คงหมายจะโชว์รูปการตกแต่งภายในที่สวยงามของตึกศูนย์ราชการมาหลอกล่อใจแต่ผมยกมือห้ามปรามเขาไว้
“ไม่ต้องหรอก ฉันไม่อยากไป”
“หรือจะเล่นแบตเทิลเอิร์ธสู้กัน”ธรณีสั่งให้ภาพหน้าปกของเกมนี้ปรากฏบนจอทีวีเป็นภาพกองทหารในชุดอวกาศสุดไฮเทควิ่งเข้าหาผู้ชม แต่ละคนถืออาวุธเฉพาะตัวทั้งปืนเลเซอร์ดาบพลาสมา ระเบิดควอนตัมครบมือ มีกองทัพยานอวกาศรูปร่างประหลาดเป็นฉากหลัง
“ไม่เอา ถ้าจะเล่นขอเล่นคนเดียวดีกว่า”ผมตอบตรง ๆ ยังจำครั้งสุดท้ายที่สู้กับธรณีได้ การชนะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากคงไม่ให้ผมรู้สึกดีขึ้นเป็นแน่
“งั้นท่านอยากทำอะไร” น้ำเสียงเพื่อนเหมือนเริ่มรำคาญ
“อะไรก็ได้ที่มีประโยชน์” ผมไม่ได้โกหกตอนนี้อับจนหนทางจนไม่รู้จะทำอะไรจริง ๆ จู่ ๆ ธรณีก็กรอกตามองบน เหมือนนึกอะไรออก
“เออ จริงด้วยสิ สุรินทร์ส่งอีเมลมาให้แล้วนะท่านได้อ่านไฟล์ของสุรินทร์รึยัง เราส่งต่อให้ท่านในแอปเดย์แชตตอนบ่ายสาม”
ผมสั่นศีรษะอย่างไร้อารมณ์แม้เรื่องของตัวเองโดยตรงก็ไม่อาจกระตุ้นความกระหายใคร่รู้ได้ “นายสรุปมาเลยก็ได้”
ธรณีชะงักแล้วเงียบไปคล้ายลังเลอยู่พักหนึ่งในที่สุดก็ยอมทำตาม “ก็เป็นคู่มือการใช้รุ่นที่เขาบอกที่ร้านนั่นแหละมีรายละเอียดว่าปุ่มไหนใช้ทำอะไร ท่านลองดูก็ได้ว่าตรงไหมแล้วก็บอกว่าถ้าจะตรวจโดยไม่แกะนาฬิกาทำไงได้บ้าง อย่างพวกนาโนบอท หรือไม่ก็ใช้แสงซินโครตรอนส่วนหน้าสุดท้ายเป็นเรื่องประวัติคนก่อตั้งบริษัทเอส-ควาร์ก(S-QUARK)”
“แค่นี้เองเหรอ” ผมกล่าวอย่างผิดหวังคิดว่าจะมีหลักฐานว่านาฬิกาเรือนนี้อาจเป็นไทม์แมชชีนซะอีก
“แค่นี้ก็เยอะแล้วถ้าอยากได้มากกว่านี้ก็ลองให้สุรินทร์แกะนาฬิกาดูไหม” เสียงธรณีฟังดูแข็งกร้าวขึ้นราวกับเริ่มสะสมความขุ่นเคืองทีละน้อย
“จะบ้าเหรอ ใครจะไปยอม”ผมสวนกลับทันทีที่เพื่อนพูดจบ
“งั้นก็ตามใจ” ธรณีเอ่ยพลางผุดตัวลุกยืนแล้วพุ่งปราดไปทางห้องของตนเองแสดงความไม่พอใจคำตอบผมชัดเจน
“นายจะไปไหน” ผมรั้งเขาไว้ด้วยคำถามเพื่อนหยุดกึกโดยไม่หันกลับมาสบตา
“ไปทำงานต่อสิถามได้เราก็มีงานของเรานะ ไม่ได้ว่างเหมือนใครบางคน” ธรณีเดินต่อพลางบ่นพึมพำผมพอจับใจความได้แม้ว่าจะเบามาก เขาหาว่าผมกลับเป็นคนไร้สาระแบบเดิม
“มีสาระสำหรับฉันแล้วกัน ถึงจะทำอะไร คนต่างถิ่นแบบฉันก็ทำไม่ได้อยู่ดี”ผมตัดพ้ออย่างตั้งใจให้เขาได้ยิน ธรณีคงทนฟังไม่ไหวจนต้องหันกลับมาเถียง
“เราไปยุ่มย่ามท่านไม่เข้าเรื่องเองสินะวันเสาร์นี้ท่านก็ไปงานอีเอสดีเองแล้วกัน ดีเลยเราจะได้ไม่ต้องสอนนักเรียนชดเชยวันหลัง“ ใบหน้าเขาขมึงตึงหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัดพอได้ยินอีกรอบเลยนึกชื่อได้ ทีแรกผมตอบตกลงไปนิทรรศการการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย (Exhibitionof the Struggle for Democracy) ที่จัดขึ้นในหอประชุมของจังหวัดพุกามพร้อมกับเขาเพราะหวังว่าจะได้ข้อมูลบางอย่างเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์ต้นตอของการเดินทางข้ามกาลเวลาแต่ตอนนี้ชักสองจิตสองใจ ถึงจะไปผมก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเพื่อนอยู่ดี แค่สวมกำไลเอ็มซีเอสซีก็เข้าได้เหมือนพื้นที่เอฟอีเอปกติธรณีสื่อเป็นนัยว่าอุตส่าห์ทิ้งงานพิเศษมาเป็นเพื่อนผมโดยเฉพาะลำเลิกบุญคุณจนน่าหมั่นไส้
“ทำไม แค่นี้ก็น้อยใจเหรอ”
คำพูดผมเหมือนจี้ใจดำธรณีใบหน้าเขาเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อ หายใจแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าใช่แล้วไง!เราก็คนเหมือนกัน ท่านต่อว่าเราก็เพื่อหลอกให้ตัวเองสบายใจแค่นั้นใช่ไหมท่านแค่อิจฉาเราที่มีอนาคตสดใสกว่า”
ผมขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างไม่สบอารมณ์ไม่ยอมให้ถูกยั่วยุฝ่ายเดียวแน่ “มั่นใจเหรอว่าอนาคตพรรคนายจะสดใสแค่เห็นนายเอาคนสารเลวอย่างสหายเข้าไปในพรรคฉันก็เดาได้แล้ว”
“สหาย เขาไม่ได้แย่เหมือนที่ท่านคิดท่านต่างหากที่โดนอคติบังตา”
“เห็นมั้ย แค่นี้ก็ชัดแล้วว่านายเป็นพวกมันเท่ากับทรยศฉัน” ผมขบกรามแน่น ยิ่งเอ่ยถึงชื่อมันมากเท่าไรยิ่งรู้สึกโกรธเหมือนตอกตะปูให้ฝังจมในเนื้อไม้ลึกขึ้นทุกครา ผมยังจำตอนที่สหายแอบช่วยธรณีหาข้อมูลแบบแนบเนียนในปาร์ตี้คนโสดได้เห็นความสนิทสนมของพวกเขาสองคนได้แจ่มแจ้ง
“ไร้สาระแค่เรื่องส่วนตัวกับสาธารณะก็แยกไม่ได้ ท่านมีวุฒิภาวะน้อยกว่าที่เราคิด”ธรณีส่ายศีรษะเบา ๆ อย่างเหนื่อยหน่าย
“สำหรับฉันแล้วปลาเน่าตัวเดียวทำเหม็นไปทั้งข้องคนเลวยังไงก็เลววันยังค่ำ คนดี ๆ ที่ไหนจะปล่อยคลิปประจานคนอื่น? ถ้าเป็นฉัน ให้ตายยังไงก็คงไม่มีทางร่วมงานกับคนพรรณนี้หรอก“
“ก็แล้วแต่จะคิดทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงความเห็นอยู่แล้ว ยังไงความดีก็เป็น ‘อัตวิสัย’ ซึ่งแต่ละคนเห็นไม่ตรงกันท่านไม่ต้องพยายามโยงไปเรื่องอื่นหรอก ไม่ต้องโทษคนอื่นด้วยสิ่งที่ท่านเจอมาทั้งหมด ท่านทำตัวเองทั้งนั้น หรือจะเถียงว่าไม่จริง”
“ชักจะมากไปแล้วนะ”ผมจ้องเขาอย่างอาฆาตเพราะข้อกล่าวหานี้รุนแรงสำหรับผมพูดราวกับว่าผมควบคุมปัจจัยทุกอย่างหรือบงการสมองคนได้อย่างนั้นแหละธรณียืนอยู่ที่เดิมแต่ปากยังจ้อไม่หยุด ราวกับเก็บกดอัดอั้นมานาน
“ถ้าเราพูดอะไรผิดแน่จริงท่านยกเหตุผลมาค้านได้เลย ท่านก็รู้ ปกติเราจะโทษปัญหาเชิงระบบก่อนเสมอแต่นี่มันเกิดจากตัวบุคคลชัดเจนทำงานดี ๆ ไม่ชอบคิดอยากจะมีครอบครัว ทีนี้เป็นยังไง พอคบกันจริงก็กลัวเขาทอดทิ้งถ้ารู้ความจริงพอมีความลับมากเข้าเพื่อนสนิทเขาก็หวาดระแวงเป็นห่วงแถมยังไปสร้างศัตรูที่อิจฉาเพิ่มอีกคน ท่านมีโอกาสบอกอีฟตั้งหลายครั้งแต่ก็เพราะมัวแต่วิตกกังวลลังเลอยู่นั่นแหละจนพลาดโอกาสดี ๆ ไป ปล่อยให้เขารู้จากปากคนอื่นพอเลิกแล้วกันไปก็ยังสร้างเรื่องอีกเพราะอยากได้เงินคิดว่าตัวเองเก่งแค่ไหนถึงกล้าไปขอทำงานพิเศษ ทอดทิ้งงานหลักแถมทำชุ่ยจนโดนใบเหลือง”
ธรณีพรั่งพรูถ้อยคำออกมาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อนทุกประโยคเปรียบเสมือนมีดนับสิบเล่มที่พุ่งเข้ามาจ้วงแทงจนร่างกายพรุนไปหมดผมจนมุม สมองตื้อจนคิดหาคำโต้แย้งไม่ทัน เหตุผลที่นึกออกก็เบาหวิวถ้าบอกคงฟังแปร่งหูเหลือแค่ประเด็นเดียวที่พอเถียงได้
“แล้วเรื่องภาษี จะให้ฉันทำยังไง ถึงก้มหน้าก้มตาทำงานไม่สุงสิงกับใคร ก็โดนอยู่ดีหรือเปล่า”
“เห็นไหม สุดท้ายมันก็วกกลับมาที่ต้นตออย่างที่เราเคยบอกให้แจ้งตำรวจตั้งแต่แรกแล้วหันหน้าสู้กับความจริง อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดแต่ท่านกลัวเกินเหตุมองแง่ลบเกินไป คำโกหกไม่ใช่สิ่งที่จีรังยั่งยืน สุดท้ายมันก็ต้องเปิดเผยตัวเองวันยังค่ำยิ่งแถยิ่งหาข้ออ้างเท่าไหร่ เรื่องก็ยิ่งลุกลามบานปลายมากขึ้นเท่านั้นท่านคิดว่ามันจะสิ้นสุดที่ตรงไหน เราต้องมาตามเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวให้ท่านเหรอ”
“งั้นก็ไม่ต้องช่วย” ผมตะคอกใส่เขาแรงมาก็ต้องแรงกลับ เขาพูดราวกับว่าเป็นผู้มีพระคุณมหาศาลที่คอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลังมาตลอดทั้งที่วันวันเอาแต่ทำงานส่วนตัว ผมแค่ขอความเห็นเขาในบางเรื่องเท่านั้นหลังจากตั้งตัวได้ก็แทบไม่ได้อ้อนวอนร้องขออะไรอีก มิหนำซ้ำหลายครั้งก็ยังปฏิเสธอย่างแล้งน้ำใจตอนที่ผมอยากให้เขาช่วยกระจายข่าวเรื่องปิติวัฒน์ธรณีก็ปฏิเสธโดยอ้างว่ากลัวข้อครหานินทาว่าส่งเสริมระบบอุปถัมภ์
“ในเมื่อนายไม่เต็มใจช่วยแต่แรกก็ไม่ต้องช่วย…ใช่สิคนที่ชีวิตสุขสบายดีอย่างนายจะพูดอะไรก็ได้นี่นายไม่ใช่คนดวงซวยอย่างฉันที่หลุดมาในโลกบ้า ๆ บอ ๆ นี้ ยังมีหน้ามาโทษว่าเป็นความผิดฉันอีกเหรอฉันมาที่นี่ตัวเปล่า เงินทองก็ไม่มีสักบาท บ้านก็ไม่มี อาชีพการงานก็หายหมดกฎเกณฑ์เละเทะแค่ไหนก็ต้องทำตาม แม้แต่ในคอนโดนี้นายก็เป็นผู้วางกฎให้ส่งเสียงดังแค่ไหนก็ได้หลายคืนฉันนอนไม่หลับก็เพราะเสียงกุ๊กกิ๊กซ้ำไปซ้ำมาในห้อง บางวันนายก็เปิดห้องตัวเองเพื่อย่ำเท้าตึงตังไปหาของกินในตู้เย็นไม่เกรงใจคนที่หลับอยู่บนโซฟาห่างไปไม่ถึงสามเมตรบ้าง แค่ฉันแง้มประตูห้องนายดูยังเคยโดนหาว่าผิดกฎ ต้องเคาะประตูก่อน” ผมได้ทีสวนกลับไปบ้างปลดปล่อยความเครียดที่สะสมมานาน
ธรณียืนกอดอกฟังโดยไม่ส่งเสียงคัดค้าน แต่ผมสังเกตเห็นมือคู่นั้นจิกเกร็งจนข้อนิ้วซีดขาวใบหน้าเขาบึ้งตึงราวกับไม่รู้สำนึกบางทีมารยาทการอยู่ร่วมกันไม่ได้จำเป็นต้องเขียนไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือว่าคุณความดีนี้เลือนหายไปตามยุคสมัยแล้ว เขารอจนผมปล่อยของจนหมดแล้วสวนด้วยหมัดฮุกทีเดียว
“ถ้าท่านไม่ชอบก็ไม่ต้องอยู่สิเราก็เป็นของเราแบบนี้ตั้งนานแล้ว” เสียงของธรณีต่ำลึกแต่สั่นเครือด้วยความโกรธที่ปิดไม่มิด
“ดีเลยรู้ว่าท่านก็ไม่เต็มใจให้เราอยู่เหมือนกัน” ผมตอบโต้ไม่จำเป็นต้องง้อชายผู้นี้ในเมื่อผมมีงานทำ เงินเก็บก็มีเป็นของตัวเองไม่เหมือนช่วงเดือนแรกที่เจาะเวลามา
“ท่านเป็นคนเสนอเองนะ ดีเหมือนกัน เราจะได้ไม่ต้องเห็นคนที่นอนอยู่เฉยๆ ซังกะตายไปวัน ๆ ไม่สนใจเหตุบ้านการเมือง เห็นภาพคนละทิ้งความฝันของตัวเองแล้วหงุดหงิดแทบทุกครั้ง”
ภาพสุดท้ายของธรณีคือนัยน์ตาที่ผิดหวังเขาหมุนตัวกลับเข้าห้องแล้วดึงประตูปิดโครมแม้จะออกแบบให้กันแรงกระแทกได้ระดับหนึ่งก็ยังได้ยินเสียงแห่งความพิโรธดังก้องไปทั่วห้องหลังจากนั้นก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีกไม่อาจรู้ได้ว่าเพื่อนคนนี้จะหัวเราะครื้นเครงที่ได้เป็นอิสระหรือร้องไห้โศกเศร้าจากความรู้สึกผิด และการพลัดพราก ภาพลักษณ์เช่นนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยๆ แสดงว่าที่ผ่านมาเขาอาจข่มความโกรธเคืองไว้ในใจ แสดงออกเพียงสีหน้าเฉยเมยให้เห็น
ช่างมันปะไร
ผมคิดในใจ ฉวยกระเป๋าเป้ที่ใช้ประจำมาวางบนโซฟาอย่างกระฉับกระเฉงเปิดซิปอ้าออกให้กว้างที่สุด ยัดเสื้อผ้าบางส่วนที่แขวนในตู้ใส่จนเต็มความจุมีข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวอื่นแทรกอยู่บ้าง ผมรู้ว่านี่เป็นการฆ่าตัวตายชัดๆ ที่ออกไปโดยไม่มีที่แห่งนี้เป็นเกราะคุ้มกัน แต่ศักดิ์ศรีที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดสั่งให้ผมทำเช่นนั้น
ผมเตรียมก้าวออกจากห้อง เอ็มการ์ดในมือหนักอึ้งราวกับถือก้อนหินผมลังเลอยู่เสี้ยววินาทีว่าจะบอกให้ธรณีตัดสัญญาณกุญแจออกดีไหม แต่สุดท้ายก็สอดมันลงในกระเป๋ากางเกงทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าอาจไม่มีวันกลับมาเยือนคอนโดแห่งนี้อีก ประตูปิดลงพร้อมกับเสียงกลอนล็อกอัตโนมัติดังกริ๊กผมเหลียวมองประตูบานนั้นเป็นครั้งสุดท้าย นี่คือบ้านหลังแรกที่ประทับในความทรงจำ
วินาทีนั้นเองน้ำตาผมก็เอ่อล้นออกมาโดยไม่รู้ตัว