ทั่วทั้งสังเวียนโลหิตเงียบลงในทันทีผู้คนต่างเบิกต้ากว้างขึ้นเมื่อเห็นอำนาจทำลายล้างของดาบที่อสูรคลั่งฟาดฟันออกไป และเมื่อมองไปยังร่างของหมิงเชว่ที่ถูดแยกออกจากกันร่างกายของพวกเขาก็สั่นกลัวอย่างบอกไม่ถูก
“นั่นมันทักษะใช่หรือไม่” บางคนถึงกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเหม่อลอย
“ไม่ผิดแน่นั่นคือทักษะที่มีแต่ในตำนาน ว่ากันว่าใรสมัยนั้นมีจอมเวทย์เสริมกำลังของเผ่าอสูรใช้มันในการสังการคนของสามดินแดนไปมาก แต่ว่าหลังจากที่พวกเราไล่ต้อนจนพวกอสูรถอยไปทักษะเหล่านี้กลับไม่ถูกพบหรือถูกทิ้งเอาไว้ทำให้จอมเวทย์เสริมกำลังของสามดินแดนไม่สามารถแสดงความแข็งแกร่งออกมาได้เต็มที่” ชายชราคนหนึ่งกล่าวด้วยสีหน้าตื่นเต้น
ตอนนี้ใบหน้าของจอมเวทย์เสริมกำลังแต่ละคนต่างแสดงความโลภออกมาอย่างปิดไม่มิด สำหรับพวกเขาทักษะพวกนี้มีค่ามากกว่าอุปกรณ์เวทสีส้มเสียอีก
“ตายแล้วงั้นเหรอ หมิงเชว่ตายแล้ว” จั่วหยานถึงกับหวาดกลัวทันที
หมิงเชว่เป็นถึงหนึ่งในศิษย์ของราชินีภูติเป็นศิษย์พี่ของหมิงเย่พรสวรรค์แม้จะไม่เท่ากับหมิงเย่แต่ก็ไม่ด้อยกว่าจั่วหยานอย่างแน่นอน และที่สำคัญพลังของหมิงเชว่เทียบเท่ากับจอมพลขั้นสูงไปแล้วแต่กลับตายด้วยน้ำมือของอสูรคลั่ง นี่หมายถึงอะไร นี่หมายถึงพลังของอสูรคลั่งเทียบได้กับจอมพลขั้นสูงเช่นกัน
“ผู้ชนะอสูรคลั่ง” ผู้ตัดสินที่เหม่อลอยก็ได้สติและประกาศผลทันที
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ได้กำไรอีกแล้วอสูรคลั่งไม่ทำให้ข้าผิดหวังจริงๆ” พวกครึ่งอสูรที่ลงพนันข้างอสูรคลั่งพากันโห่ร้องด้วยความยืนดี
กลับกันพวกภูติและมนุษย์หลายคนพากันแสดงสีหน้ามืดมน พวกเขาสูญเสียแต้มสังหารไปจำนวนมากในครั้งนี้เพราะเลือกฝั่งผิด ต้าหมิงได้รับสัญลักษณ์ของหมิงเชว่และแต้มสังหารของอีกฝ่ายมารวมถึงแหวนมิติด้วย
“ตราสังหารเริ่มเข้มข้นขึ้นมาดูเหมือนข้าจะต้องฝึกความคุมจิตใจให้มั่นคงเพื่อไม่ให้ถูกตราสังหารควบคุมเอา” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าสงบก่อนจะเดินออกไป
ขณะที่ต้าหมิงเดินออกจากสนามประลองเพื่อกลับไปพักด้านหน้าของพวกต้าหมิงก็ปรากฏกลุ่มของหมิงเยายืนดักอยู่
“หมิงเฉียนเจ้าคิดดีแล้วงั้นเหรอที่ไปอยู่ข้างนั้น” หมิงเย่กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา
“หมิงเฉียนแห่งเผ่าภูติได้ตายไปตั้งแต่เจ้าสั่งให้ไปตายเรียบร้อยแล้ว” หมิงเฉียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
นางเองก็ไม่คิดว่าหมิงเย่จะโหดเหี้ยมสั่งให้นางไปต่อสู้กับอสูรคลั่งทั้งๆที่รู้ว่านางนั้นเอาชนะอีกฝ่ายไม่ได้ ซึ่งมันไม่ต่างจากการสั่งให้นางไปตายเลยแม้แต่น้อย
“ถ้าเจ้าจะตายก็ต้องตายเพื่อผลประโยชน์ของเผ่าไม่ใช่ทรยศไปติดตามศัตรูหรือเจ้าอยากให้สหายของเจ้าเดือดร้อนไปได้” หมิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงข่มขู่
“ชีวิตของนางข้าเป็นคนกำหนดไม่ใช่เจ้า” ในตอนนั้นเองต้าหมิงก็ก้าวออกไปแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาแรงกดดันและจิตสังหารปะทุออกมาอย่างต่อเนื่อง
“อสูรคลั่งเจ้าอย่าได้ลำพองใจไป ในสังเวียนที่สามนี้มีหลายคนที่สามารถสังหารเจ้าได้อยู่และอีกไม่นานคนพวกนั้นจะต้องมาท้าประลองเจ้าแน่” หมิงเย่กล่าว
“แล้วยังไงอย่างน้อยก็ไม่หวาดกลัวและต่อสู้กับไปตรงๆ ดีกว่าพวกที่เอาแต่หวาดกลัวและใช้แผนสกปรกเพื่อให้ได้ชัยชนะมา” ต้าหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
คำกล่าวของต้าหมิงทำให้หมิงเฉียนรู้สึกพึงพอใจอย่างมาก หมิงเย่แม้จะมีพรสวรรค์ที่น่าทึ่งแต่เมื่อเทียบกับอสูรคลั่งแล้วหมิงเฉียนรู้ว่าหมิงเย่ยังด้อยกว่าระดับหนึ่งและหมิงเย่ก็ไม่กล้าที่จะต่อสู้กับอสูรคลั่งตรงๆเพราะไม่รู้ว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากแค่ใหนและมีไพ่ตายกี่ใบกันแน่
เพราะความระเอียดในการวางแผนของนางทำให้จิตใจของนางบกพร่องขึ้นมาความกล้าที่จะเสี่ยงอันตรายเพื่อชัยชนะของนางหายไปจนหมด
“เพื่อชัยชนะข้าไม่สนวิธีการ” หมิงเย่กล่าว
“ก็ดี อีกไม่กี่วันข้าจะท้าประลองกับเจ้า เจ้ากล้ารับหรือไม่ละ” ต้าหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ต้าหมิงนั้นเกลียดผู้หญิงแบบหมิงเย่ที่สุด นางนั้นไม่เห็นค่าของชีวิตคนอื่นและเห็นชีวิตของหมิงเฉียนเป็นหมากหรือสิ่งของที่นางสามารถทิ้งเมื่อไหร่ก็ได้
“อสูรคลั่งอย่าได้ใจไปนัก เจ้าคิดว่ามีจักรพรรดิจิ้งจอกปกป้องแล้วจะไม่มีใครกล้าทำอะไรเจ้างั้นเหรอ” หญิงชราที่อยู่ด้านหลังของหมิงเย่เค้นเสียง
“ถ้างั้นข้าขอคืนคำพูดบ้าง พวกเจ้าอย่าคิดว่ามีราชินีภูติคอยปกป้องแล้วข้าจะไม่กล้าสังหารเจ้า ขอบอกเลยว่าข้าไม่กลัว ข้าพร้อมจะสังหารพวกเจ้าถ้ามีโอกาสจงจำเอาไว้ให้ดี” ต้าหมิงกล่าวด้วยน้ำเสียงโหดเหี้ยมก่อนจะพาคนของตนจากไปปล่อยให้พวกหมิงเย่แสดงสีหน้าบิดเบี้ยว
คำขู่ของต้าหมิงนั้นทำให้พวกจั่วหยานยิ่งหวาดกลัว ด้วยความป่าเถื่อนของครึ่งสูรพวกข้าไม่กังขาอีกฝ่ายเลยว่ากล้าที่จะสังหารพวกเขาหรือไม่ และถ้าอสูรคลั่งท้าประลองกับพวกตัวเองในอีกไม่กี่วันสิ่งที่พวกเขาจะทำคือการปฏิเสธแต่ถ้าทำแบบนั้นมันก็จะแสดงให้ผู้คนได้รับรู้ว่าตนเองกำลังหวาดกลัวอสูรคลั่งอยู่
“แล้วเราจะทำยังไงต่อ หมิงเชว่ที่เป็นยอดฝีมือของพวกเราในชั้นที่ 3 ก็ตายไปแล้วตอนนี้คนที่คิดจะท้าประลองกับอสูรคลั่งก็คงจะไม่เคลื่อนใหวสักพัก” ฉื่อเล่อกล่าว
“พวกเราจะกลับดินแดนภูติ อีกไม่นานมิติลับก็จะเปิดขึ้นเมื่อเวลานั้นอสูรคลั่งจะต้องไปที่นั่นด้วยแน่และเมื่อถึงตอนนั้นข้าจะทำให้เจ้านั่นรู้ถึงความน่ากลัวของข้า” หมิงเย่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชาดวงตาของนางฉายแววโกรธแค้นอย่างถึงที่สุด
ขณะที่ต้าหมิงกำลังถึงที่พักและพักผ่อนได้สามวัน ร่างกายของต้าหมิงก็กลับมาเป็นปกติเพราะมีสมุนไพรเวทย์คอยรักษา
“นายท่าน หมิงเย่และพักพวกของนางกลับดินแดนภูติแล้วดูเหมือนว่ามิติลับกำลังจะถูกเปิดทำให้พวกนางรีบกลับไปเตรียมตัว” หมิงเฉียนกล่าว
ในฐานะที่เคยทำงานเป็นสายลับมาก่อนหมิงเฉียนย่อมมีความสามารถในการสืบข้อมูลในระดับหนึ่ง
“ทางอสูรสังหารเองก็ส่งข่าวมาบอกเช่นกันว่าท่านจักรพรรดิจิ้งจอกได้ส่งคำสั่งให้พวกเรากลับไปยังเมืองจิ้งจอก” เหม่ยซูกล่าว
“ถ้างั้นพวกเราก็ไปเตรียมตัวเถอะ แต่ก่อนอื่นข้าขอนำแต้มสังหารไปแลกทรัพยากรที่จำเป็นเสียก่อน” ต้าหมิงกล่าว
ต้าหมิงได้รับแต้มสังหารจากศัตรูมาค่อนข้างมาก ตอนนี้ต้าหมิงมีแต้มสังหารถึงสามหมื่นแต้ม ต้าหมิงได้ใช้แต้มสังหารแลกทรัพยากรบ่มเพาะและของที่จำเป็นต้องหมดก่อนจะออกเดินทาง
ไม่ใช่เพียงแต่พวกต้าหมิงคนจำนวนมากได้เดินทางออกจากสังเวียนโลหิตเพื่อเตรียมตัวเข้าไปในมิติลับที่กำลังจะเปิด