ทวีปเจินเซิ่ง
เหวลึกสีดำมืดมิดไร้ขอบเขตแห่งหนึ่ง
ภายในนั้นปราณอสูรนับไม่ถ้วนกำลังเดือดพล่านและโหมกระหน่ำราวกับมหาสมุทรเป็นดั่งมังกรอสูรที่น่าสะพรึงกลัว แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายออกมา
แม้แต่มหาจักรพรรดิเมื่อมาถึงและได้เห็นปราณอสูรจำนวนมากเช่นนั้นก็ยังต้องรู้สึกหนาวเหน็บและหวาดหวั่น
เพราะมันคือสารอันชั่วร้ายที่ปนเปื้อนทุกสรรพสิ่งสามารถทำให้ผู้บำเพ็ญเพียร หรือแม้กระทั่งเซียนอมตะตกต่ำได้
น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง
และเหนือปราณอสูรจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นมีกระถางใบใหญ่ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางแสงเซียนที่ส่องประกายแผ่กลิ่นอายแห่งเซียนอมตะ ราวกับกำลังกดข่มกาลเวลาและอวกาศกดดันปราณอสูรจำนวนมหาศาล
เพียงแต่ว่าในตอนนี้กระถางใบใหญ่นั้นเต็มไปด้วยรอยร้าว และใกล้จะแตกสลายแล้วกลิ่นอายแห่งเซียนที่อยู่ภายในนั้นเหลือน้อยเต็มที
หากไม่มีกระไรผิดพลาดอีกไม่นานกระถางใบนี้ก็จะแตกสลายและพังทลายลง
ในขณะนี้เองเหนือเหวลึกนั้น ร่างที่น่าสะพรึงกลัวหลายร่างกำลังยืนตระหง่านอยู่ร่างกายของพวกเขาถูกห่อหุ้มด้วยปราณแห่งความโกลาหล เมื่อดวงตาของพวกเขาเปิดออกแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าก็ฉีกกระชากฟ้าดิน
“ผนึกกำลังจะแตกสลายแล้วจริงๆ!”
ร่างหนึ่งในนั้นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลเขาคือผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิจากสำนักศึกษาหุนคุน
“เป็นไปตามที่เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนทำนายไว้ผนึกของถ้ำปีศาจไม่อาจต้านทานต่อไปได้แล้ว บัดนี้กำลังจะแตกสลาย หากเป็นเช่นนั้นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่นางกล่าวไว้ก็คงจะมาถึงก่อนเวลาอันควร!”
อีกร่างหนึ่งกล่าวขึ้น
เขาคือจักรพรรดิอีกผู้หนึ่งของสำนักศึกษาหุนคุน
สองบรรพบุรุษจักรพรรดิในขณะนี้เคลื่อนพลพร้อมกันและมายังเหวลึกแห่งนี้
หากผู้คนภายนอกได้ล่วงรู้เข้าพวกเขาจะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน
เพราะบรรพบุรุษทั้งสองของสำนักศึกษาหุนคุนแทบจะไม่เคยปรากฏตัวในโลกภายนอก พวกเขาจำศีลอยู่เสมอและยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเคลื่อนพลพร้อมกันเช่นในตอนนี้
เมื่อใดที่พวกเขาเคลื่อนพลพร้อมกันนั่นหมายความว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
“ท่านบรรพบุรุษเราควรทำอย่างไรต่อไปผู้อาวุโสหลายคนที่ติดตามเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนเข้าไปในถ้ำปีศาจก็ล้วนล้มตายไปหมดแล้วเกรงว่าเซียนธิดาเองก็คงจะไม่ดีกว่ากันเท่าใด!”
ร่างที่เหลือกล่าวออกมา
เขาคือปรมาจารย์เจ้าสำนักของสำนักศึกษาหุนคุนใบหน้าที่น่าเกรงขามในอดีต บัดนี้กลับมีแต่ความขมขื่น
เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าการช่วยเหลือเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนเพียงเล็กน้อยจะทำให้ต้องสูญเสียผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดิหลายคนไป
นั่นคือผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดิแม้เพียงคนเดียวก็เป็นกำลังรบที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสำนัก
ท้ายสุดกลับต้องมาสูญเสียไปเช่นนี้
สาเหตุที่พวกเขามาที่นี่ก็เป็นเพราะได้ทราบว่าตะเกียงวิญญาณของผู้ฝึกตนหลายคนในสำนักนั้นแตกสลายพวกเขาจึงรีบมาในทันที
ท้ายที่สุดแล้วการสูญเสียผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดิหลายคนถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่ครั้งแรกในรอบหมื่นปี
และข้อเท็จจริงก็เป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้
ถ้ำปีศาจแห่งนี้ได้มาถึงสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งแล้วและอาจจะแตกออกได้ทุกเมื่อ
ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมองจากปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวก็มีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะน่ากลัวอย่างยิ่ง หากปล่อยให้มันแตกออกไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุนทั้งหมดอาจจะถูกปราณอสูรกลืนกินได้
“พลังของเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนนั้นน่าทึ่งมากหากรวมกับไพ่ตายแล้ว แม้แต่ข้าก็มิอาจต่อกรได้ แม้แต่นางก็ยังติดอยู่ในนั้นวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะแก้ไขได้แล้ว”
จักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนถอนหายใจ
แม้เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนจะเป็นเพียงกึ่งจักรพรรดิทว่านางเป็นเซียนธิดาแห่งตำหนักสวรรค์ และมีพลังที่น่าทึ่งทั้งยังมีร่างเซียนสวรรค์ที่สามารถยืมพลังจากสวรรค์มาต่อสู้ได้
เมื่อรวมกับไพ่ตายของนางแล้ว
แม้แต่จักรพรรดิที่แข็งแกร่งอย่างเขาก็ยังอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง
หากแม้แต่เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนยังติดอยู่ในนั้นแม้พวกเขาเข้าไปก็คงจะได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน
“ความอันตรายของที่นี่เกรงว่าแม้มหาจักรพรรดิก็คงจะแก้ไขไม่ได้อาจจะมีเพียงเซียนอมตะเท่านั้นที่มีพลังที่จะกดข่มมันได้” จักรพรรดิท่านนี้กล่าวส่ายหน้า
เซียนอมตะรึ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ปรมาจารย์เจ้าสำนักก็รู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาในใจ
ในแดนสวรรค์อมตะนี้จะมีเซียนอมตะจากที่ใดกันเล่า
นับตั้งแต่ยุคโบราณดินแดนสวรรค์อมตะก็ไม่ได้ให้กำเนิดเซียนอมตะมานานแล้ว
มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลเพียงคนเดียวที่เพิ่งสำเร็จเต๋าก็ยังถูกซูฉางเซิงสังหารไปแล้ว
เพียงแต่เมื่อคิดถึงซูฉางเซิง
ดวงตาของปรมาจารย์เจ้าสำนักก็เป็นประกายขึ้นมาทันทีสิ่งที่มหาจักรพรรดิแก้ไขไม่ได้ ใช่ว่าจะเกินกำลังของซูฉางเซิง
ท่านผู้นี้เป็นคนเหี้ยมโหดที่เคยสังหารเซียนอมตะมาแล้วพลังของเขาแข็งแกร่งเกินกว่าจะจินตนาการได้
หากเขายินยอมที่จะลงมือบางทีวิกฤตของถ้ำปีศาจนี้อาจจะแก้ไขได้
“พวกเราอาจจะลองขอร้องท่านผู้นั้นดูได้ท้ายที่สุดแล้ว ทวีปเจินเซิ่งก็เป็นดินแดนของเขา แม้ว่าเขาจะย้ายไปแล้วทว่าที่นี่ก็ยังมีสาขาของตระกูลซูอยู่!”
“วิกฤตของถ้ำปีศาจนั้นอันตรายอย่างยิ่งหากมันแตกออก ไม่ต้องพูดถึงทวีปเจินเซิ่งเลย แม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุนหรือกระทั่งแดนสวรรค์อมตะทั้งหมดก็อาจจะถูกกลืนกินได้!”
จักรพรรดิอีกท่านกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก เขาก็คิดเช่นเดียวกับปรมาจารย์เจ้าสำนักอยากจะขอความช่วยเหลือจากซูฉางเซิง
“อืมลองดูเถิด!”
จักรพรรดิอาวุโสพยักหน้าเห็นด้วย
ในไม่ช้าทั้งสามก็หายตัวไปจากที่นี่กำลังมุ่งหน้าไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนตุ้น ซึ่งก็คือตระกูลซูใหม่เพื่อขอความช่วยเหลือจากซูฉางเซิง
…
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตระกูลซู
“ข้าท้องแล้ว!”
ในเรือนพักกู้อู๋ซวงลูบหน้าท้องของตนเอง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความซับซ้อน
แม้ว่าจะเตรียมใจไว้ก่อนแล้วแต่เพิ่งจะแต่งงานมาได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น!
เพียงหนึ่งเดือนนางก็ตั้งครรภ์แล้ว
เมื่อคิดถึงซูฉางเซิงที่เอาแต่มอบความรักให้นางทุกวันและจงใจแต่กับนาง กู้อู๋ซวงก็กัดฟันแน่น และเหลือบมองซูฉางเซิงที่อยู่ข้างๆด้วยสายตาโกรธเคืองและอับอาย
เจ้าสัตว์ร้าย!
ควรทราบว่าคนอื่นๆในตระกูลเย่และราชวงศ์อมตะของนางไม่มีผู้ใดตั้งท้องเลย
เหล่าทายาทหญิงจากตระกูลเซียนและตำหนักเซียนมีเพียงนางเท่านั้นที่ตั้งท้องก่อนผู้ใด
หากพวกนางได้รู้เข้าจะต้องถูกล้อเลียนอย่างแน่นอน
“หึหึการตั้งท้องนั้นดีแล้วนี่อย่างน้อยก็จะได้มีลูกสาวที่น่ารักเหมือนฉางเกอและเหยาเหยาเจ้าเองก็ชอบพวกนางไม่ใช่รึ”
เมื่อเห็นดวงตาของกู้อู๋ซวงที่ฉายแววตำหนิและโกรธเคืองซูฉางเซิงก็กระแอมสองครั้ง และเปลี่ยนหัวข้อด้วยความรู้สึกผิด
เขาก็รู้ว่าช่วงนี้เขาสนใจกู้อู๋ซวงมากเกินไป
แต่ก็ช่วยไม่ได้ผู้ใดใช้ให้กู้อู๋ซวงมีเสน่ห์ดึงดูดเขารุนแรงเช่นนี้
ตลอดเวลาเกือบทั้งหมดเขาได้แต่คลุกคลีอยู่กับกู้อู๋ซวง และทุกครั้งก็เติมเต็มเข้าไป
มากมายหลายครั้งถึงเพียงนี้
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดที่ยากจะตั้งครรภ์ได้แต่สุดท้ายนางก็ยังตั้งท้องลูกของซูฉางเซิง
“หึไม่ต้องพูดเลย ลูกสาวของข้าจะต้องน่ารักอย่างแน่นอน” เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู้อู๋ซวงก็เบะปากเล็กน้อย
ถึงแม้จะรู้ว่าซูฉางเซิงกำลังเปลี่ยนหัวข้ออยู่ทว่าก็ไม่ได้โต้แย้ง หากแต่กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
ลูกสาวของนางจะต้องงดงามและโดดเด่นเช่นเดียวกับนาง
จะต้องเป็นอัจฉริยะที่ไร้ผู้ใดเทียบเทียมอย่างแน่นอน
“ใช่ๆๆ”
ซูฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“หืม!”
ในขณะนั้นซูฉางเซิงก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ราวกับรับรู้ถึงสิ่งใดบางอย่างและแสดงท่าทีครุ่นคิด
“อู๋ซวงข้ามีธุระต้องออกไปข้างนอกสักหน่อย!”
จากนั้นเขาก็มองไปยังกู้อู๋ซวง ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
“ไปเถิดจะมีเจ้าหรือไม่มีก็ไม่ต่างกันหรอก!”
เมื่อเห็นซูฉางเซิงกล่าวเช่นนี้กู้อู๋ซวงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และหัวเราะเยาะออกมา
ปากไม่ตรงกับใจ
ซูฉางเซิงส่ายหน้าอย่างจนใจ
เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่ากู้อู๋ซวงกำลังปากแข็ง
“วางใจเถิดอีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับมา และเมื่อถึงตอนนั้นก็คงจะไม่มีกระไรแล้วข้าจะอยู่กับพวกเจ้าตลอดไป”
เมื่อมองกู้อู๋ซวงที่มีท่าทีไม่ใส่ใจซูฉางเซิงก็กล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
หลังจากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไป ปล่อยให้กู้อู๋ซวงที่มีท่าทีสับสนอยู่ด้านหลัง
อีกด้านหนึ่งณ ห้องโถงใหญ่ของตระกูลซู จักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนได้มาถึงแล้วและกำลังพบปะกับซูอวิ๋น
“ท่านผู้นำตระกูลซูข้ามาในวันนี้โดยพลการ ก็เพื่อต้องการเข้าพบท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิง!”
จักรพรรดิกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก
แม้ว่าพลังของเขาจะอยู่เหนือซูอวิ๋นมากทว่าในฐานะผู้นำตระกูลซูเขาคือเจ้าแห่งตระกูลจักรพรรดิ
แม้พลังจะด้อยกว่าทว่าเมื่อกล่าวถึงสถานะแล้วก็ไม่ด้อยไปกว่าเขาแม้แต่น้อย
“ท่านอาวุโสวางใจเถิดท่านบรรพบุรุษได้มีคำสั่งไว้ หากมีสหายจากสำนักศึกษาหุนคุนมาเยือนจะต้องรีบแจ้งให้ท่านทราบโดยทันที ข้าจะให้คนไปแจ้งท่านบรรพบุรุษในทันที”
ซูอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นเป็นเรื่องดี!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นจักรพรรดิก็ยิ้มออกมา และรู้สึกโล่งใจในใจสิ่งที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดคือการไม่ได้พบกับซูฉางเซิง
หากไม่ได้พบกับตัวจริงการแก้ไขวิกฤตถ้ำปีศาจก็จะกลายเป็นเรื่องตลกไป
“ไม่ต้องหรอกข้าทราบแล้ว”
ในขณะนั้นเสียงที่สงบก็ดังขึ้นในห้องโถง และร่างเงาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว
เขาคือซูฉางเซิง
สิ่งที่เขาสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ก็คือจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุน
“คารวะท่านบรรพบุรุษ!”
“คารวะท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิง!”
เมื่อเห็นซูฉางเซิงปรากฏตัวซูอวิ๋นและจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนก็ลุกขึ้นพร้อมๆ กันและกล่าวด้วยความเคารพ
แม้ว่าเมื่อกล่าวถึงอายุจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนจะมีอายุมากกว่าซูฉางเซิงนับร้อยนับพันเท่า
ทว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรผู้ที่บรรลุแล้วย่อมเป็นครู
เมื่อเผชิญหน้ากับซูฉางเซิงจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนก็ได้แต่เรียกเขาว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่และรุ่นพี่
“ว่ามามีธุระกระไร”
ซูฉางเซิงพยักหน้าเล็กน้อยและถามขึ้นเสียงเรียบ
เขาไม่เชื่อว่าผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิจะมาเยือนเขาโดยไม่มีเหตุผล
และยิ่งเป็นจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุน
ควรทราบว่าจากการทำความเข้าใจของกู้ชิงเกอซูฉางเซิงรู้ดีถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของสำนักศึกษาหุนคุน
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกองกำลังที่ซ่อนตัวอยู่ลึกมาก
สืบทอดมาจากพญาคุนเผิงแห่งโลกเซียนเป็นหนึ่งในกองกำลังของพญาคุนเผิงในโลกเสวียนหวง
แม้ว่าความแข็งแกร่งและรากฐานจะไม่เท่ากับตระกูลเซียนแต่ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน และยังคงมีเซียนจำศีลอยู่ภายใน
ในภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่จะมาถึงในอนาคตสำนักศึกษาหุนคุนก็จะเผยรากฐานที่น่าสะพรึงกลัวออกมาและสร้างความตกตะลึงให้แก่กู้ชิงเกอในตอนนั้น
“เรื่องมันเป็นเช่นนี้...”
จักรพรรดิก็อธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“กระไรนะเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนหายตัวไปรึ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของซูฉางเซิงก็เคร่งขรึมขึ้นมา
เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนท่านผู้นี้เป็นหนึ่งในฮูหยินที่เขาหมายตาเอาไว้ หากนางต้องสูญเสียไปเช่นนี้เขาคงต้องเสียดายมากเป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องของทวีปเจินเซิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งซูฉางเซิงเองก็ต้องให้ความสำคัญ
เพียงแต่ว่าจากสิ่งที่กู้ชิงเกอกล่าวมาวิกฤตของถ้ำปีศาจในทวีปเจินเซิ่งไม่ควรจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ ในชาติที่แล้วถึงแม้จะมีวิกฤตครั้งใหญ่เช่นกัน
ทว่าการที่เซียนนักบุญขั้นสูงหลายคนร่วมมือกันก็สามารถกดข่มมันไว้ได้แล้ว
หรือว่าจะเป็นเพราะผลกระทบจากทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกที่ทำให้ภัยอันตรายของถ้ำปีศาจเพิ่มขึ้นหลายเท่ากันแน่
“วิกฤตของถ้ำปีศาจนั้นจำเป็นต้องมีผู้แข็งแกร่งไร้ผู้ใดเทียบในระดับเซียนอมตะ จึงจะมีโอกาสแก้ไขได้สำนักศึกษาหุนคุนไม่มีความสามารถนั้นทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิงเท่านั้น!”
จักรพรรดิกล่าวด้วยความขมขื่น
“ไม่มีความสามารถรึอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูฉางเซิงก็มองเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ อย่างน้อยที่สุดก็อย่าได้พูดถึงเรื่องอื่นๆ เลยในสำนักศึกษาหุนคุนนั้นยังมีสิ่งมีชีวิตแห่งเซียนที่ซ่อนอยู่
เขาไม่รู้ว่าแข็งแกร่งเพียงใด
ในตอนนั้นกู้ชิงเกอก็ไม่รู้เช่นกัน
เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือพลังนั้นอยู่เหนือกว่านางในชาติก่อนอย่างมาก
ควรทราบว่ากู้ชิงเกอในชาติที่แล้วนั้นมีความสามารถในการต่อสู้ในระดับจักรพรรดิสวรรค์ขั้นสูงสุด
แม้จะไม่เทียบเท่ากับจักรพรรดิสวรรค์แห่งยุคโบราณทว่าก็ยังน่าสะพรึงกลัวและสามารถโค่นล้มเซียนอมตะลงได้
จากจุดนี้ก็สามารถบอกได้ว่าผู้แข็งแกร่งแห่งเซียนอมตะที่ซ่อนอยู่ในสำนักศึกษาหุนคุน
อย่างน้อยก็มีพลังในระดับเซียนอมตะขั้นสุดยอด
และสำนักศึกษาหุนคุนก็ไม่ได้มีเซียนอมตะเพียงคนเดียว
“...ท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิงกล่าวเกินไปแล้วสำนักศึกษาหุนคุนนั้นยังไม่นับว่าเป็นกองกำลังระดับจักรพรรดิด้วยซ้ำจะมีความสามารถกระไรไปแก้ไขวิกฤตเช่นนี้ได้” จักรพรรดิก็ตกใจและรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อถูกซูฉางเซิงมองเขาจึงได้แต่หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน
“ไปเถิด!”
ซูฉางเซิงส่ายหน้าและไม่ได้กล่าวกระไรต่อ
ไม่ว่าสำนักศึกษาหุนคุนจะซ่อนพลังกระไรไว้ก็ไม่เกี่ยวกระไรกับเขา
เขามีเพียงต้องการจะช่วยเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนและแก้ไขปัญหาของถ้ำปีศาจก็เท่านั้น
ซูฉางเซิงไม่คิดว่าเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนสิ้นชีพแล้ว
เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนในฐานะเซียนธิดาแห่งสวรรค์มีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ ตามการประเมินของระบบ นางมีระดับโชคชะตาใกล้เคียงสีม่วงทองจึงไม่ควรที่จะต้องมาจบชีวิตอยู่ในถ้ำปีศาจแห่งนี้
“ขอบคุณท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิง!”
เมื่อได้ยินซูฉางเซิงยินยอมจักรพรรดิก็เผยสีหน้าดีใจออกมา และกล่าวด้วยความรู้สึกขอบคุณ
“อย่าเสียเวลาเลยไปกันเถิด!”
ซูฉางเซิงเหลือบมองเขาด้วยน้ำเสียงที่สงบ จากนั้นเขาก็คิดกระไรบางอย่างขึ้น และกล่าวต่อว่า
“ช่างเถิดข้าจะพาเจ้าไปเอง!”
วินาทีต่อมาซูฉางเซิงก็ยกตัวจักรพรรดิขึ้นมาด้วยมือเดียว ในขณะที่เขากำลังแสดงสีหน้าตกตะลึงซูฉางเซิงก็ฉีกมิติออก และทะยานไปยังทวีปเจินเซิ่งอย่างรวดเร็ว
ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา
ทั้งสองก็ข้ามผ่านระยะทางนับพันแดนศักดิ์สิทธิ์และมาถึงดินแดนแห่งทวีปเจินเซิ่ง
ณที่แห่งนี้ จักรพรรดิอีกท่านหนึ่งของสำนักศึกษาหุนคุน ปรมาจารย์เจ้าสำนักและผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดินับสิบกำลังรออยู่
ไม่เพียงแต่สำนักศึกษาหุนคุนเท่านั้นแต่ยังมีผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดิจากกองกำลังอื่นๆ อีกด้วย
พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุนและตอนนี้ทั้งหมดก็มาถึงแล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตของถ้ำปีศาจ
พวกเขารู้ดีถึงหลักการที่ว่า ‘ริมฝีปากหายฟันก็หนาว[1]’
ครั้นผนึกของถ้ำปีศาจแตกออกและทวีปเจินเซิ่งล่มสลาย ในไม่ช้าก็จะแผ่ลามไปทั่วทั้งเขตแดน
เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาในฐานะผู้ทรงอำนาจในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุน ก็ไม่อาจหลีกหนีไปได้เช่นกันเว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะยอมทิ้งรากฐานที่สร้างมานับหมื่นปีไป
แน่นอนว่าหากยังไม่ถึงช่วงเวลาวิกฤติพวกเขาจะไม่เลือกทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน
“คารวะท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิง!”
“ศิษย์พี่!”
เมื่อเห็นซูฉางเซิงปรากฏตัวพร้อมกับจักรพรรดิอีกท่านหนึ่งเหล่าจักรพรรดิของสำนักก็ตกตะลึงไปชั่วขณะแต่ก็รีบตอบสนองและกล่าวทักทายด้วยความเคารพ
“ไม่ต้องมากพิธี!”
ซูฉางเซิงมองไปอย่างไม่ใส่ใจด้วยอารมณ์สงบจากนั้นสายตาของเขาก็จดจ้องไปยังเหวลึก
ภายในนั้นปราณอสูรที่เหมือนมหาสมุทรกำลังโหมกระหน่ำอย่างน่าสะพรึงกลัวจนทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
ไม่ใช่เพราะภัยอันตรายภายในนั้นจะทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคาม
แต่เป็นเพราะแก่นแท้ของปราณอสูรนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ และมีความรู้สึกต่อต้านโดยธรรมชาติ
“ฮึ่มๆ...”
ในขณะที่ซูฉางเซิงรู้สึกไม่สบายใจร่างกายของเขา ร่างอสูรปฐมกาลอมตะนิรันดร์ก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆแผ่ความปรารถนาออกมา
นั่นทำให้ซูฉางเซิงตกตะลึงเมื่อสัมผัสอย่างละเอียดแล้ว ซูฉางเซิงก็แสดงสีหน้าที่แปลกประหลาดออกมา
เพราะนี่คือความปรารถนาที่แผ่ออกมาจากด้านบรรพบุรุษอสูรในร่างอสูรปฐมกาลอมตะนิรันดร์
ดูเหมือนว่า...การกลืนกินปราณอสูรแห่งความมืดเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมากต่อมัน
นั่นทำให้ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา
หรือว่าปราณอสูรที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้จะเป็นสิ่งบำรุงสำหรับเขาด้วยหรือไม่
ควรทราบว่าในชาติที่แล้วปราณอสูรเหล่านี้ทำให้ผู้ฝึกตนในโลกเสวียนหวงหวาดกลัวและระแวดระวังอย่างยิ่ง
แม้แต่มหาจักรพรรดิและเซียนอมตะก็ยังหลีกหนีราวกับหนีงูพิษ
เพราะเมื่อปราณอสูรเข้าสู่ร่างและปนเปื้อนไปด้วยสสารชั่วร้ายแล้ว แม้แต่มหาจักรพรรดิหรือเซียนอมตะก็ยังมีโอกาสที่จะถูกทำให้มืดมิด กลายเป็นอสูร และกลายเป็นผู้ฝึกตนแห่งด้านมืด
สิ่งที่เรียกว่าผู้ฝึกตนแห่งความมืดนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกตนแห่งอสูรในความหมายโดยทั่วไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร
แต่เป็นผู้ฝึกตนแห่งด้านมืดจากยุทธภพแห่งความมืดมิด
นี่คือเผ่าพันธุ์อีกเผ่าหนึ่งที่สามารถเรียกว่าสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดมิดได้
เมื่อกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดมิดแล้วก็จะไม่เป็นตัวเองอีกต่อไป แม้แต่วิญญาณก็ไม่เหลืออยู่กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมืด
อาจกล่าวได้ว่าอันตรายอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นในชาติที่แล้วของกู้ชิงเกอหรือในยุคโบราณที่ฉางเยวี่ยกล่าว หรือในยุคไท่กูของราชันมนุษย์แห่งยุคบรรพกาล
ปราณอสูรจากยุทธภพแห่งความมืดมิดเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ฝึกตนในโลกเสวียนหวง
แม้แต่ราชันเซียนบางคนก็ยังจมอยู่ในความมืดไม่อาจถอนตัวได้ และกลายเป็นราชันเซียนแห่งความมืดมิดในที่สุด
ทว่าบัดนี้ร่างกายของเขากลับสามารถควบคุมปราณอสูรที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ได้รึ
อย่างไรก็ตามเมื่อคิดถึงร่างอสูรปฐมกาลอมตะนิรันดร์ซึ่งเป็นร่างที่มุ่งสู่ขั้นมหาจักรพรรดิได้โดยตรงการควบคุมปราณอสูรนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลหรือไม่
“อืม...”
ซูฉางเซิงพึมพำอย่างเงียบๆเขาลังเลอยู่ว่าควรจะลองทดสอบดูหรือไม่
เมื่อเห็นซูฉางเซิงเงียบไปเหล่าผู้แข็งแกร่งทั้งหลายก็ไม่กล้ารบกวน ต่างยืนอยู่ด้านข้างด้วยความเคารพไม่มีผู้ใดกล้าหายใจดัง
“ช่างเถิดเพียงดูดซับปราณอสูรเล็กน้อยก็คงจะไม่ส่งผลกระทบกระไรต่อข้ามากนัก”
ซูฉางเซิงพึมพำกับตัวเอง
ปราณอสูรเพียงเล็กน้อยสำหรับผู้ฝึกตนในระดับต่ำถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง
ทว่าสำหรับมหาจักรพรรดิและเซียนอมตะดั้งเดิมแล้วสิ่งเหล่านี้ยังไม่นับว่าร้ายแรง ตราบใดที่ไม่ได้สัมผัสกับปราณอสูรมากเกินไปและสารชั่วร้ายไม่ได้เข้าสู่ร่างหรือรุกรานวิญญาณก็คงไม่อาจทำให้สิ่งมีชีวิตในระดับนั้นต้องตกต่ำลงได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซูฉางเซิง
“ลองดูเถิด!”
ในไม่ช้าแววตาของซูฉางเซิงก็แน่วแน่ขึ้นมา
--------------
เชิงอรรถ
[1]ริมฝีปากหายฟันก็หนาว หมายความถึงสำนวนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่จะขาดจากกันไม่ได้และถ้อยทีถ้อยอาศัย