ระบบตระกูลท้าปฐพีย่ำสวรรค์ 【จบ】

    เล่มที่ 5 บทที่ 148 จักรพรรดิมาเยือน ปรารถนาในร่างอสูรปฐมกาลอมตะนิรันดร์ กลืนกินปราณอสูร

            ทวีปเจินเซิ่ง

            เหวลึกสีดำมืดมิดไร้ขอบเขตแห่งหนึ่ง

            ภายในนั้นปราณอสูรนับไม่ถ้วนกำลังเดือดพล่านและโหมกระหน่ำราวกับมหาสมุทรเป็นดั่งมังกรอสูรที่น่าสะพรึงกลัว แผ่กลิ่นอายชั่วร้ายออกมา

            แม้แต่มหาจักรพรรดิเมื่อมาถึงและได้เห็นปราณอสูรจำนวนมากเช่นนั้นก็ยังต้องรู้สึกหนาวเหน็บและหวาดหวั่น

            เพราะมันคือสารอันชั่วร้ายที่ปนเปื้อนทุกสรรพสิ่งสามารถทำให้ผู้บำเพ็ญเพียร หรือแม้กระทั่งเซียนอมตะตกต่ำได้

            น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง

            และเหนือปราณอสูรจำนวนนับไม่ถ้วนนั้นมีกระถางใบใหญ่ลอยคว้างอยู่ท่ามกลางแสงเซียนที่ส่องประกายแผ่กลิ่นอายแห่งเซียนอมตะ ราวกับกำลังกดข่มกาลเวลาและอวกาศกดดันปราณอสูรจำนวนมหาศาล

            เพียงแต่ว่าในตอนนี้กระถางใบใหญ่นั้นเต็มไปด้วยรอยร้าว และใกล้จะแตกสลายแล้วกลิ่นอายแห่งเซียนที่อยู่ภายในนั้นเหลือน้อยเต็มที

            หากไม่มีกระไรผิดพลาดอีกไม่นานกระถางใบนี้ก็จะแตกสลายและพังทลายลง

            ในขณะนี้เองเหนือเหวลึกนั้น ร่างที่น่าสะพรึงกลัวหลายร่างกำลังยืนตระหง่านอยู่ร่างกายของพวกเขาถูกห่อหุ้มด้วยปราณแห่งความโกลาหล เมื่อดวงตาของพวกเขาเปิดออกแสงศักดิ์สิทธิ์แห่งเต๋าก็ฉีกกระชากฟ้าดิน

            “ผนึกกำลังจะแตกสลายแล้วจริงๆ!”

            ร่างหนึ่งในนั้นกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวลเขาคือผู้ฝึกตนระดับจักรพรรดิจากสำนักศึกษาหุนคุน

            “เป็นไปตามที่เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนทำนายไว้ผนึกของถ้ำปีศาจไม่อาจต้านทานต่อไปได้แล้ว บัดนี้กำลังจะแตกสลาย หากเป็นเช่นนั้นภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่นางกล่าวไว้ก็คงจะมาถึงก่อนเวลาอันควร!”

            อีกร่างหนึ่งกล่าวขึ้น

            เขาคือจักรพรรดิอีกผู้หนึ่งของสำนักศึกษาหุนคุน

            สองบรรพบุรุษจักรพรรดิในขณะนี้เคลื่อนพลพร้อมกันและมายังเหวลึกแห่งนี้

            หากผู้คนภายนอกได้ล่วงรู้เข้าพวกเขาจะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน

            เพราะบรรพบุรุษทั้งสองของสำนักศึกษาหุนคุนแทบจะไม่เคยปรากฏตัวในโลกภายนอก พวกเขาจำศีลอยู่เสมอและยิ่งไม่ต้องพูดถึงการเคลื่อนพลพร้อมกันเช่นในตอนนี้

            เมื่อใดที่พวกเขาเคลื่อนพลพร้อมกันนั่นหมายความว่าจะมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

            “ท่านบรรพบุรุษเราควรทำอย่างไรต่อไปผู้อาวุโสหลายคนที่ติดตามเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนเข้าไปในถ้ำปีศาจก็ล้วนล้มตายไปหมดแล้วเกรงว่าเซียนธิดาเองก็คงจะไม่ดีกว่ากันเท่าใด!”

            ร่างที่เหลือกล่าวออกมา

            เขาคือปรมาจารย์เจ้าสำนักของสำนักศึกษาหุนคุนใบหน้าที่น่าเกรงขามในอดีต บัดนี้กลับมีแต่ความขมขื่น

            เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าการช่วยเหลือเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนเพียงเล็กน้อยจะทำให้ต้องสูญเสียผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดิหลายคนไป

            นั่นคือผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดิแม้เพียงคนเดียวก็เป็นกำลังรบที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับสำนัก

            ท้ายสุดกลับต้องมาสูญเสียไปเช่นนี้

            สาเหตุที่พวกเขามาที่นี่ก็เป็นเพราะได้ทราบว่าตะเกียงวิญญาณของผู้ฝึกตนหลายคนในสำนักนั้นแตกสลายพวกเขาจึงรีบมาในทันที

            ท้ายที่สุดแล้วการสูญเสียผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดิหลายคนถือเป็นเหตุการณ์ใหญ่ครั้งแรกในรอบหมื่นปี

            และข้อเท็จจริงก็เป็นไปตามที่พวกเขาคาดการณ์ไว้

            ถ้ำปีศาจแห่งนี้ได้มาถึงสถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่งแล้วและอาจจะแตกออกได้ทุกเมื่อ

            ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อมองจากปรากฏการณ์ที่น่าสะพรึงกลัวก็มีความเป็นไปได้สูงว่ามันจะน่ากลัวอย่างยิ่ง หากปล่อยให้มันแตกออกไปดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุนทั้งหมดอาจจะถูกปราณอสูรกลืนกินได้

            “พลังของเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนนั้นน่าทึ่งมากหากรวมกับไพ่ตายแล้ว แม้แต่ข้าก็มิอาจต่อกรได้ แม้แต่นางก็ยังติดอยู่ในนั้นวิกฤตครั้งนี้ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะแก้ไขได้แล้ว”

            จักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนถอนหายใจ

            แม้เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนจะเป็นเพียงกึ่งจักรพรรดิทว่านางเป็นเซียนธิดาแห่งตำหนักสวรรค์ และมีพลังที่น่าทึ่งทั้งยังมีร่างเซียนสวรรค์ที่สามารถยืมพลังจากสวรรค์มาต่อสู้ได้

            เมื่อรวมกับไพ่ตายของนางแล้ว

            แม้แต่จักรพรรดิที่แข็งแกร่งอย่างเขาก็ยังอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง

            หากแม้แต่เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนยังติดอยู่ในนั้นแม้พวกเขาเข้าไปก็คงจะได้ผลลัพธ์เช่นเดียวกัน

            “ความอันตรายของที่นี่เกรงว่าแม้มหาจักรพรรดิก็คงจะแก้ไขไม่ได้อาจจะมีเพียงเซียนอมตะเท่านั้นที่มีพลังที่จะกดข่มมันได้” จักรพรรดิท่านนี้กล่าวส่ายหน้า

            เซียนอมตะรึ

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ปรมาจารย์เจ้าสำนักก็รู้สึกหนาวเย็นขึ้นมาในใจ

            ในแดนสวรรค์อมตะนี้จะมีเซียนอมตะจากที่ใดกันเล่า

            นับตั้งแต่ยุคโบราณดินแดนสวรรค์อมตะก็ไม่ได้ให้กำเนิดเซียนอมตะมานานแล้ว

            มหาจักรพรรดิแห่งความโกลาหลเพียงคนเดียวที่เพิ่งสำเร็จเต๋าก็ยังถูกซูฉางเซิงสังหารไปแล้ว

            เพียงแต่เมื่อคิดถึงซูฉางเซิง

            ดวงตาของปรมาจารย์เจ้าสำนักก็เป็นประกายขึ้นมาทันทีสิ่งที่มหาจักรพรรดิแก้ไขไม่ได้ ใช่ว่าจะเกินกำลังของซูฉางเซิง

            ท่านผู้นี้เป็นคนเหี้ยมโหดที่เคยสังหารเซียนอมตะมาแล้วพลังของเขาแข็งแกร่งเกินกว่าจะจินตนาการได้

            หากเขายินยอมที่จะลงมือบางทีวิกฤตของถ้ำปีศาจนี้อาจจะแก้ไขได้

            “พวกเราอาจจะลองขอร้องท่านผู้นั้นดูได้ท้ายที่สุดแล้ว ทวีปเจินเซิ่งก็เป็นดินแดนของเขา แม้ว่าเขาจะย้ายไปแล้วทว่าที่นี่ก็ยังมีสาขาของตระกูลซูอยู่!”

            “วิกฤตของถ้ำปีศาจนั้นอันตรายอย่างยิ่งหากมันแตกออก ไม่ต้องพูดถึงทวีปเจินเซิ่งเลย แม้แต่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุนหรือกระทั่งแดนสวรรค์อมตะทั้งหมดก็อาจจะถูกกลืนกินได้!”

            จักรพรรดิอีกท่านกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก เขาก็คิดเช่นเดียวกับปรมาจารย์เจ้าสำนักอยากจะขอความช่วยเหลือจากซูฉางเซิง

            “อืมลองดูเถิด!”

            จักรพรรดิอาวุโสพยักหน้าเห็นด้วย

            ในไม่ช้าทั้งสามก็หายตัวไปจากที่นี่กำลังมุ่งหน้าไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนตุ้น ซึ่งก็คือตระกูลซูใหม่เพื่อขอความช่วยเหลือจากซูฉางเซิง

            …

            ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตระกูลซู

            “ข้าท้องแล้ว!”

            ในเรือนพักกู้อู๋ซวงลูบหน้าท้องของตนเอง ริมฝีปากเม้มเข้าหากันใบหน้าสวยเต็มไปด้วยความซับซ้อน

            แม้ว่าจะเตรียมใจไว้ก่อนแล้วแต่เพิ่งจะแต่งงานมาได้เพียงหนึ่งเดือนเท่านั้น!

            เพียงหนึ่งเดือนนางก็ตั้งครรภ์แล้ว

            เมื่อคิดถึงซูฉางเซิงที่เอาแต่มอบความรักให้นางทุกวันและจงใจแต่กับนาง กู้อู๋ซวงก็กัดฟันแน่น และเหลือบมองซูฉางเซิงที่อยู่ข้างๆด้วยสายตาโกรธเคืองและอับอาย

            เจ้าสัตว์ร้าย!

            ควรทราบว่าคนอื่นๆในตระกูลเย่และราชวงศ์อมตะของนางไม่มีผู้ใดตั้งท้องเลย

            เหล่าทายาทหญิงจากตระกูลเซียนและตำหนักเซียนมีเพียงนางเท่านั้นที่ตั้งท้องก่อนผู้ใด

            หากพวกนางได้รู้เข้าจะต้องถูกล้อเลียนอย่างแน่นอน

            “หึหึการตั้งท้องนั้นดีแล้วนี่อย่างน้อยก็จะได้มีลูกสาวที่น่ารักเหมือนฉางเกอและเหยาเหยาเจ้าเองก็ชอบพวกนางไม่ใช่รึ”

            เมื่อเห็นดวงตาของกู้อู๋ซวงที่ฉายแววตำหนิและโกรธเคืองซูฉางเซิงก็กระแอมสองครั้ง และเปลี่ยนหัวข้อด้วยความรู้สึกผิด

            เขาก็รู้ว่าช่วงนี้เขาสนใจกู้อู๋ซวงมากเกินไป

            แต่ก็ช่วยไม่ได้ผู้ใดใช้ให้กู้อู๋ซวงมีเสน่ห์ดึงดูดเขารุนแรงเช่นนี้

            ตลอดเวลาเกือบทั้งหมดเขาได้แต่คลุกคลีอยู่กับกู้อู๋ซวง และทุกครั้งก็เติมเต็มเข้าไป

            มากมายหลายครั้งถึงเพียงนี้

            แม้แต่ผู้แข็งแกร่งระดับสูงสุดที่ยากจะตั้งครรภ์ได้แต่สุดท้ายนางก็ยังตั้งท้องลูกของซูฉางเซิง

            “หึไม่ต้องพูดเลย ลูกสาวของข้าจะต้องน่ารักอย่างแน่นอน” เมื่อได้ยินเช่นนั้นกู้อู๋ซวงก็เบะปากเล็กน้อย

            ถึงแม้จะรู้ว่าซูฉางเซิงกำลังเปลี่ยนหัวข้ออยู่ทว่าก็ไม่ได้โต้แย้ง หากแต่กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

            ลูกสาวของนางจะต้องงดงามและโดดเด่นเช่นเดียวกับนาง

            จะต้องเป็นอัจฉริยะที่ไร้ผู้ใดเทียบเทียมอย่างแน่นอน

            “ใช่ๆๆ”

            ซูฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “หืม!”

            ในขณะนั้นซูฉางเซิงก็ขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย ราวกับรับรู้ถึงสิ่งใดบางอย่างและแสดงท่าทีครุ่นคิด

            “อู๋ซวงข้ามีธุระต้องออกไปข้างนอกสักหน่อย!”

            จากนั้นเขาก็มองไปยังกู้อู๋ซวง ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย

            “ไปเถิดจะมีเจ้าหรือไม่มีก็ไม่ต่างกันหรอก!”

            เมื่อเห็นซูฉางเซิงกล่าวเช่นนี้กู้อู๋ซวงก็เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย และหัวเราะเยาะออกมา

            ปากไม่ตรงกับใจ

            ซูฉางเซิงส่ายหน้าอย่างจนใจ

            เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่ากู้อู๋ซวงกำลังปากแข็ง

            “วางใจเถิดอีกไม่กี่วันข้าก็จะกลับมา และเมื่อถึงตอนนั้นก็คงจะไม่มีกระไรแล้วข้าจะอยู่กับพวกเจ้าตลอดไป”

            เมื่อมองกู้อู๋ซวงที่มีท่าทีไม่ใส่ใจซูฉางเซิงก็กล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง

            หลังจากนั้นเขาก็หันหลังเดินจากไป ปล่อยให้กู้อู๋ซวงที่มีท่าทีสับสนอยู่ด้านหลัง

            อีกด้านหนึ่งณ ห้องโถงใหญ่ของตระกูลซู จักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนได้มาถึงแล้วและกำลังพบปะกับซูอวิ๋น

            “ท่านผู้นำตระกูลซูข้ามาในวันนี้โดยพลการ ก็เพื่อต้องการเข้าพบท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิง!”

            จักรพรรดิกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก

            แม้ว่าพลังของเขาจะอยู่เหนือซูอวิ๋นมากทว่าในฐานะผู้นำตระกูลซูเขาคือเจ้าแห่งตระกูลจักรพรรดิ

            แม้พลังจะด้อยกว่าทว่าเมื่อกล่าวถึงสถานะแล้วก็ไม่ด้อยไปกว่าเขาแม้แต่น้อย

            “ท่านอาวุโสวางใจเถิดท่านบรรพบุรุษได้มีคำสั่งไว้ หากมีสหายจากสำนักศึกษาหุนคุนมาเยือนจะต้องรีบแจ้งให้ท่านทราบโดยทันที ข้าจะให้คนไปแจ้งท่านบรรพบุรุษในทันที”

            ซูอวิ๋นกล่าวด้วยรอยยิ้ม

            “เช่นนั้นเป็นเรื่องดี!”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นจักรพรรดิก็ยิ้มออกมา และรู้สึกโล่งใจในใจสิ่งที่เขาเป็นกังวลมากที่สุดคือการไม่ได้พบกับซูฉางเซิง

            หากไม่ได้พบกับตัวจริงการแก้ไขวิกฤตถ้ำปีศาจก็จะกลายเป็นเรื่องตลกไป

            “ไม่ต้องหรอกข้าทราบแล้ว”

            ในขณะนั้นเสียงที่สงบก็ดังขึ้นในห้องโถง และร่างเงาหนึ่งก็ปรากฏขึ้นอย่างรวดเร็ว

            เขาคือซูฉางเซิง

            สิ่งที่เขาสัมผัสได้ก่อนหน้านี้ก็คือจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุน

            “คารวะท่านบรรพบุรุษ!”

            “คารวะท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิง!”

            เมื่อเห็นซูฉางเซิงปรากฏตัวซูอวิ๋นและจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนก็ลุกขึ้นพร้อมๆ กันและกล่าวด้วยความเคารพ

            แม้ว่าเมื่อกล่าวถึงอายุจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนจะมีอายุมากกว่าซูฉางเซิงนับร้อยนับพันเท่า

            ทว่าในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียรผู้ที่บรรลุแล้วย่อมเป็นครู

            เมื่อเผชิญหน้ากับซูฉางเซิงจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุนก็ได้แต่เรียกเขาว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่และรุ่นพี่

            “ว่ามามีธุระกระไร”

            ซูฉางเซิงพยักหน้าเล็กน้อยและถามขึ้นเสียงเรียบ

            เขาไม่เชื่อว่าผู้แข็งแกร่งระดับจักรพรรดิจะมาเยือนเขาโดยไม่มีเหตุผล

            และยิ่งเป็นจักรพรรดิของสำนักศึกษาหุนคุน

            ควรทราบว่าจากการทำความเข้าใจของกู้ชิงเกอซูฉางเซิงรู้ดีถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของสำนักศึกษาหุนคุน

            นี่ก็เป็นอีกหนึ่งกองกำลังที่ซ่อนตัวอยู่ลึกมาก

            สืบทอดมาจากพญาคุนเผิงแห่งโลกเซียนเป็นหนึ่งในกองกำลังของพญาคุนเผิงในโลกเสวียนหวง

            แม้ว่าความแข็งแกร่งและรากฐานจะไม่เท่ากับตระกูลเซียนแต่ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน และยังคงมีเซียนจำศีลอยู่ภายใน

            ในภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่จะมาถึงในอนาคตสำนักศึกษาหุนคุนก็จะเผยรากฐานที่น่าสะพรึงกลัวออกมาและสร้างความตกตะลึงให้แก่กู้ชิงเกอในตอนนั้น

            “เรื่องมันเป็นเช่นนี้...”

            จักรพรรดิก็อธิบายด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

            “กระไรนะเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนหายตัวไปรึ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นสีหน้าของซูฉางเซิงก็เคร่งขรึมขึ้นมา

            เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนท่านผู้นี้เป็นหนึ่งในฮูหยินที่เขาหมายตาเอาไว้ หากนางต้องสูญเสียไปเช่นนี้เขาคงต้องเสียดายมากเป็นแน่

            ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเรื่องของทวีปเจินเซิ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งซูฉางเซิงเองก็ต้องให้ความสำคัญ

            เพียงแต่ว่าจากสิ่งที่กู้ชิงเกอกล่าวมาวิกฤตของถ้ำปีศาจในทวีปเจินเซิ่งไม่ควรจะร้ายแรงถึงเพียงนี้ ในชาติที่แล้วถึงแม้จะมีวิกฤตครั้งใหญ่เช่นกัน

            ทว่าการที่เซียนนักบุญขั้นสูงหลายคนร่วมมือกันก็สามารถกดข่มมันไว้ได้แล้ว

            หรือว่าจะเป็นเพราะผลกระทบจากทฤษฎีผีเสื้อขยับปีกที่ทำให้ภัยอันตรายของถ้ำปีศาจเพิ่มขึ้นหลายเท่ากันแน่

            “วิกฤตของถ้ำปีศาจนั้นจำเป็นต้องมีผู้แข็งแกร่งไร้ผู้ใดเทียบในระดับเซียนอมตะ จึงจะมีโอกาสแก้ไขได้สำนักศึกษาหุนคุนไม่มีความสามารถนั้นทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิงเท่านั้น!”

            จักรพรรดิกล่าวด้วยความขมขื่น

            “ไม่มีความสามารถรึอาจจะไม่เป็นเช่นนั้น!”

            เมื่อได้ยินเช่นนั้นซูฉางเซิงก็มองเขาด้วยรอยยิ้มจางๆ อย่างน้อยที่สุดก็อย่าได้พูดถึงเรื่องอื่นๆ เลยในสำนักศึกษาหุนคุนนั้นยังมีสิ่งมีชีวิตแห่งเซียนที่ซ่อนอยู่

            เขาไม่รู้ว่าแข็งแกร่งเพียงใด

            ในตอนนั้นกู้ชิงเกอก็ไม่รู้เช่นกัน

            เพียงแต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้คือพลังนั้นอยู่เหนือกว่านางในชาติก่อนอย่างมาก

            ควรทราบว่ากู้ชิงเกอในชาติที่แล้วนั้นมีความสามารถในการต่อสู้ในระดับจักรพรรดิสวรรค์ขั้นสูงสุด

            แม้จะไม่เทียบเท่ากับจักรพรรดิสวรรค์แห่งยุคโบราณทว่าก็ยังน่าสะพรึงกลัวและสามารถโค่นล้มเซียนอมตะลงได้

            จากจุดนี้ก็สามารถบอกได้ว่าผู้แข็งแกร่งแห่งเซียนอมตะที่ซ่อนอยู่ในสำนักศึกษาหุนคุน

            อย่างน้อยก็มีพลังในระดับเซียนอมตะขั้นสุดยอด

            และสำนักศึกษาหุนคุนก็ไม่ได้มีเซียนอมตะเพียงคนเดียว

            “...ท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิงกล่าวเกินไปแล้วสำนักศึกษาหุนคุนนั้นยังไม่นับว่าเป็นกองกำลังระดับจักรพรรดิด้วยซ้ำจะมีความสามารถกระไรไปแก้ไขวิกฤตเช่นนี้ได้” จักรพรรดิก็ตกใจและรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อถูกซูฉางเซิงมองเขาจึงได้แต่หัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน

            “ไปเถิด!”

            ซูฉางเซิงส่ายหน้าและไม่ได้กล่าวกระไรต่อ

            ไม่ว่าสำนักศึกษาหุนคุนจะซ่อนพลังกระไรไว้ก็ไม่เกี่ยวกระไรกับเขา

            เขามีเพียงต้องการจะช่วยเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนและแก้ไขปัญหาของถ้ำปีศาจก็เท่านั้น

            ซูฉางเซิงไม่คิดว่าเซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนสิ้นชีพแล้ว

            เซียนหญิงศักดิ์สิทธิ์เต๋าเสวียนในฐานะเซียนธิดาแห่งสวรรค์มีโชคชะตาอันยิ่งใหญ่ ตามการประเมินของระบบ นางมีระดับโชคชะตาใกล้เคียงสีม่วงทองจึงไม่ควรที่จะต้องมาจบชีวิตอยู่ในถ้ำปีศาจแห่งนี้

            “ขอบคุณท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิง!”

            เมื่อได้ยินซูฉางเซิงยินยอมจักรพรรดิก็เผยสีหน้าดีใจออกมา และกล่าวด้วยความรู้สึกขอบคุณ

            “อย่าเสียเวลาเลยไปกันเถิด!”

            ซูฉางเซิงเหลือบมองเขาด้วยน้ำเสียงที่สงบ จากนั้นเขาก็คิดกระไรบางอย่างขึ้น และกล่าวต่อว่า

            “ช่างเถิดข้าจะพาเจ้าไปเอง!”

            วินาทีต่อมาซูฉางเซิงก็ยกตัวจักรพรรดิขึ้นมาด้วยมือเดียว ในขณะที่เขากำลังแสดงสีหน้าตกตะลึงซูฉางเซิงก็ฉีกมิติออก และทะยานไปยังทวีปเจินเซิ่งอย่างรวดเร็ว

            ใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา

            ทั้งสองก็ข้ามผ่านระยะทางนับพันแดนศักดิ์สิทธิ์และมาถึงดินแดนแห่งทวีปเจินเซิ่ง

            ณที่แห่งนี้ จักรพรรดิอีกท่านหนึ่งของสำนักศึกษาหุนคุน ปรมาจารย์เจ้าสำนักและผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดินับสิบกำลังรออยู่

            ไม่เพียงแต่สำนักศึกษาหุนคุนเท่านั้นแต่ยังมีผู้ฝึกตนระดับกึ่งจักรพรรดิจากกองกำลังอื่นๆ อีกด้วย

            พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุนและตอนนี้ทั้งหมดก็มาถึงแล้ว เพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตของถ้ำปีศาจ

            พวกเขารู้ดีถึงหลักการที่ว่า ‘ริมฝีปากหายฟันก็หนาว[1]’

            ครั้นผนึกของถ้ำปีศาจแตกออกและทวีปเจินเซิ่งล่มสลาย ในไม่ช้าก็จะแผ่ลามไปทั่วทั้งเขตแดน

            เมื่อถึงตอนนั้นพวกเขาในฐานะผู้ทรงอำนาจในดินแดนศักดิ์สิทธิ์หุนคุน ก็ไม่อาจหลีกหนีไปได้เช่นกันเว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะยอมทิ้งรากฐานที่สร้างมานับหมื่นปีไป

            แน่นอนว่าหากยังไม่ถึงช่วงเวลาวิกฤติพวกเขาจะไม่เลือกทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน

            “คารวะท่านผู้ยิ่งใหญ่ฉางเซิง!”

            “ศิษย์พี่!”

            เมื่อเห็นซูฉางเซิงปรากฏตัวพร้อมกับจักรพรรดิอีกท่านหนึ่งเหล่าจักรพรรดิของสำนักก็ตกตะลึงไปชั่วขณะแต่ก็รีบตอบสนองและกล่าวทักทายด้วยความเคารพ

            “ไม่ต้องมากพิธี!”

            ซูฉางเซิงมองไปอย่างไม่ใส่ใจด้วยอารมณ์สงบจากนั้นสายตาของเขาก็จดจ้องไปยังเหวลึก

            ภายในนั้นปราณอสูรที่เหมือนมหาสมุทรกำลังโหมกระหน่ำอย่างน่าสะพรึงกลัวจนทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา

            ไม่ใช่เพราะภัยอันตรายภายในนั้นจะทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคาม

            แต่เป็นเพราะแก่นแท้ของปราณอสูรนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ และมีความรู้สึกต่อต้านโดยธรรมชาติ

            “ฮึ่มๆ...”

            ในขณะที่ซูฉางเซิงรู้สึกไม่สบายใจร่างกายของเขา ร่างอสูรปฐมกาลอมตะนิรันดร์ก็เริ่มเคลื่อนไหวอย่างเงียบๆแผ่ความปรารถนาออกมา

            นั่นทำให้ซูฉางเซิงตกตะลึงเมื่อสัมผัสอย่างละเอียดแล้ว ซูฉางเซิงก็แสดงสีหน้าที่แปลกประหลาดออกมา

            เพราะนี่คือความปรารถนาที่แผ่ออกมาจากด้านบรรพบุรุษอสูรในร่างอสูรปฐมกาลอมตะนิรันดร์

            ดูเหมือนว่า...การกลืนกินปราณอสูรแห่งความมืดเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างมากต่อมัน

            นั่นทำให้ซูฉางเซิงรู้สึกแปลกประหลาดขึ้นมา

            หรือว่าปราณอสูรที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้จะเป็นสิ่งบำรุงสำหรับเขาด้วยหรือไม่

            ควรทราบว่าในชาติที่แล้วปราณอสูรเหล่านี้ทำให้ผู้ฝึกตนในโลกเสวียนหวงหวาดกลัวและระแวดระวังอย่างยิ่ง

            แม้แต่มหาจักรพรรดิและเซียนอมตะก็ยังหลีกหนีราวกับหนีงูพิษ

            เพราะเมื่อปราณอสูรเข้าสู่ร่างและปนเปื้อนไปด้วยสสารชั่วร้ายแล้ว แม้แต่มหาจักรพรรดิหรือเซียนอมตะก็ยังมีโอกาสที่จะถูกทำให้มืดมิด กลายเป็นอสูร และกลายเป็นผู้ฝึกตนแห่งด้านมืด

            สิ่งที่เรียกว่าผู้ฝึกตนแห่งความมืดนั้นไม่ใช่ผู้ฝึกตนแห่งอสูรในความหมายโดยทั่วไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร

            แต่เป็นผู้ฝึกตนแห่งด้านมืดจากยุทธภพแห่งความมืดมิด

            นี่คือเผ่าพันธุ์อีกเผ่าหนึ่งที่สามารถเรียกว่าสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดมิดได้

            เมื่อกลายเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งความมืดมิดแล้วก็จะไม่เป็นตัวเองอีกต่อไป แม้แต่วิญญาณก็ไม่เหลืออยู่กลับกลายเป็นส่วนหนึ่งของความมืด

            อาจกล่าวได้ว่าอันตรายอย่างยิ่ง

            ไม่ว่าจะเป็นในชาติที่แล้วของกู้ชิงเกอหรือในยุคโบราณที่ฉางเยวี่ยกล่าว หรือในยุคไท่กูของราชันมนุษย์แห่งยุคบรรพกาล

            ปราณอสูรจากยุทธภพแห่งความมืดมิดเหล่านี้ล้วนนำมาซึ่งความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อผู้ฝึกตนในโลกเสวียนหวง

            แม้แต่ราชันเซียนบางคนก็ยังจมอยู่ในความมืดไม่อาจถอนตัวได้ และกลายเป็นราชันเซียนแห่งความมืดมิดในที่สุด

            ทว่าบัดนี้ร่างกายของเขากลับสามารถควบคุมปราณอสูรที่น่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ได้รึ

            อย่างไรก็ตามเมื่อคิดถึงร่างอสูรปฐมกาลอมตะนิรันดร์ซึ่งเป็นร่างที่มุ่งสู่ขั้นมหาจักรพรรดิได้โดยตรงการควบคุมปราณอสูรนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผลหรือไม่

            “อืม...”

            ซูฉางเซิงพึมพำอย่างเงียบๆเขาลังเลอยู่ว่าควรจะลองทดสอบดูหรือไม่

            เมื่อเห็นซูฉางเซิงเงียบไปเหล่าผู้แข็งแกร่งทั้งหลายก็ไม่กล้ารบกวน ต่างยืนอยู่ด้านข้างด้วยความเคารพไม่มีผู้ใดกล้าหายใจดัง

            “ช่างเถิดเพียงดูดซับปราณอสูรเล็กน้อยก็คงจะไม่ส่งผลกระทบกระไรต่อข้ามากนัก”

            ซูฉางเซิงพึมพำกับตัวเอง

            ปราณอสูรเพียงเล็กน้อยสำหรับผู้ฝึกตนในระดับต่ำถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

            ทว่าสำหรับมหาจักรพรรดิและเซียนอมตะดั้งเดิมแล้วสิ่งเหล่านี้ยังไม่นับว่าร้ายแรง ตราบใดที่ไม่ได้สัมผัสกับปราณอสูรมากเกินไปและสารชั่วร้ายไม่ได้เข้าสู่ร่างหรือรุกรานวิญญาณก็คงไม่อาจทำให้สิ่งมีชีวิตในระดับนั้นต้องตกต่ำลงได้

            ยิ่งไม่ต้องพูดถึงซูฉางเซิง

            “ลองดูเถิด!”

            ในไม่ช้าแววตาของซูฉางเซิงก็แน่วแน่ขึ้นมา

            --------------

            เชิงอรรถ

            [1]ริมฝีปากหายฟันก็หนาว หมายความถึงสำนวนน้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่จะขาดจากกันไม่ได้และถ้อยทีถ้อยอาศัย