ทับยืนนิ่ง หลังจากได้ยินท้าวแสงขันผู้เป็นบิดาเอ่ยถึงชื่อคำภีร์ที่ตนไม่เคยได้ยินมาก่อน
“ข้าไคร่อยากรู้นัก ประเดี๋ยวข้าจักไปถามท่านอาจารย์เอาดอกขอรับท่านพ่อ หากมิมีสิ่งใดแล้ว ข้าขอลานะขอรับ…”
“เอาเถิดเจ้าทับ เมื่อถึงคราเจ้าก็น่าจักได้รู้เองดอก ช่วงนี้อาจารย์ของเจ้ามีกิจค่อนข้างมาก เจ้าก็อย่าได้หาเรื่องไปกวนท่านเลย เข้าใจหนา…”
“ขอรับท่านพ่อ ข้าจักเชื่อฟังท่าน เช่นนั้น ข้าไปหล่ะขอรับ…”
ได้ฟังผู้เป็นบิดากล่าวเช่นนั้นทับจึงล้มเลิกความคิดที่จะไปถามผู้เป็นอาจารย์ จากนั้นจึงขอตัวแล้วเดินลงจากเรือนไป ท้าวแสงขันมองตามลูกชายคนเล็กเดินลงบันไดไปอย่างภูมิใจ แล้วพลันหันไปมองที่ห้องพันหานที่เพิ่งจะถูกไล่เข้าห้องไปด้วยใบหน้าอดสู
‘เป็นเคราะห์กรรมอันใดของเจ้าหนา เจ้าหาน… เกิดมาเป็นพี่ชายคนโตแท้ๆ เจ้ากลับมิเป็นโล้เป็นพายอันใดเลย แลต้องมาถูกเปรียบเทียบกับน้องชายผู้มากความสามารถเหนือผู้ใดในรุ่นเช่นนี้อีก ภายภาคหน้าเจ้าทับก็น่าจักเหนือกว่าข้าผู้เป็นพ่อด้วยซ้ำ ข้าเข้าใจความเจ็บช้ำแลน้อยเนื้อต่ำใจของเจ้าหนา แต่ข้าก็มิรู้จักหาวิธีการอันใดมาช่วยให้เจ้าเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาจริงๆ ลูกเอ้ย…’
ท้าวแสงขันเจ็บปวดใจที่ลูกชายคนโต บัดนี้อายุย่างเข้า 17 แล้ว แต่กลับหาได้มีความสามารถอันใดโดดเด่นไม่ ที่มีศักดิ์เป็นถึงพัน ก็เพียงแต่ได้รับความกรุณาจากผู้ใหญ่ในราชสำนักที่เห็นว่าเป็นลูกชายคนโตของตนเท่านั้น ไม่ได้มีความดีความชอบอะไรเป็นพิเศษเลย
ต่างกับน้องชายวัยเพียง 14 ปีของเขา ที่ถูกเพียจันทน์แสงไชย ราชองครักษ์ของเจ้ามหาชีวิต (ชื่อเรียกพระมหากษัตริย์แห่งล้านช้าง) เห็นความสามารถและขอรับตัวไปเป็นศิษย์ตั้งแต่อายุ 12 ปี จนทุกวันนี้เป็นถึงผู้ที่มีความสามารถโดดเด่นอันดับต้นๆ ในรุ่นเยาว์ของราชสำนักล้านช้างผู้หนึ่งเลย
ตัดภาพกลับมาที่วัดมโนรมณ์ เวลาล่วงเข้าสู่ช่วงบ่าย บอสเริ่มรู้สึกตัว และเมื่อลืมตาตื่นขึ้น ภาพที่เห็นคือทุกคนในขบวนที่เดินทางมาครั้งนี้ทั้งหมด ต่างยืนและนั่งกระจายรายล้อมตนเพื่อเฝ้ารอให้ตนฟื้นคืนสติขึ้นมาอยู่ เมื่อทุกคนได้เห็นว่าบอสรู้สึกตัวและลืมตาลุกขึ้นนั่ง ต่างก็วิ่งกรูเข้ามาถามไถ่บอสอย่างเป็นห่วง
“ไซ เอ็งเป็นอันใดหรือ อยู่ๆ ก็อาเจียนแลสลบไป…”
“ข้าก็หาได้รู้คำตอบไม่ขอรับ น่าจักเป็นที่ข้าอ่อนล้าเกินไปเป็นแน่ขอรับท่านลุง”
“เอ็งมิต้องปิดเรื่องวิชชาของเอ็งแล้ว ข้าได้เล่าให้ทุกผู้ที่อยู่แห่งนี้ฟังหมดแล้ว มันเกี่ยวกับวิชชานั้นใช่หรือไม่…”
“ข้าขอบคุณเอ็งมากเลยนะไซ หากมิได้เอ็งพวกข้าสองคนคงแย่แล้วเป็นแน่ เอ็งอย่าเป็นอันไดหนา มิเช่นนั้นข้าจักรู้สึกผิดแลมิให้อภัยตัวเองเป็นแน่”
ลุงคำเข้ามาถาม บอสจึงพยายามตอบแบบเลี่ยงๆ เพื่อไม่ให้ทุกคนสงสัยเกี่ยวกับวิชชาที่ตนใช้ แต่ลุงคำดันปากโป้งเอาไปเล่าให้ทุกคนฟังหมดแล้ว และพี่สียังจะมาร้องไห้ฟูมฟายขอบคุณตนใหญ่โตเช่นนี้อีก บอสจึงทำได้แค่ยิ้มเจื่อนๆ แล้วพูดว่า
“พวกท่านรู้หมดแล้วหรือขอรับ เช่นนั้นข้าก็ขอตอบตามตรง ว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงขอรับ ข้าใช้กำลังมากเกินความสามารถของตนไป จึงถูกวิชชาย้อนกลับขอรับ…”
ทุกคนต่างก็ตกใจในสิ่งที่ได้ยินจากบอส เพราะตอนแรกคิดว่าเขาจะสามารถกระทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้นได้โดยไม่มีผลกระทบใด แต่เมื่อมีผลกระทบที่เลวร้ายเช่นนี้ ลุงผู้ใหญ่จึงได้กำชับให้ทุกคนช่วยเก็บเรื่องวิชชาของบอสไว้เป็นความลับ และให้ทุกคนดูแลตัวเองให้ดี เพื่อจะได้ไม่ให้บอสใช้วิชชาจนเกินกำลังของตนอีก
ทุกคนต่างเห็นด้วยและพร้อมใจที่จะปกป้องบอสในยามวิกฤตนี้ บอสได้ฟังดังนั้นกลับรู้สึกนึกเสียใจที่ได้แจ้งทุกคนไปเกินกว่าความเป็นจริงมาก เพราะจริงแล้วเขาเพียงแค่รู้มึนหัวจากการใช้จิตบังคับให้เจ้าเสือตัวนั้นกระทำสิ่งต่างๆ ตามใจของตนเองจนเกินควบคุมไปเท่านั้น จึงคิดว่าตนเพียงรู้สึกเมาจากการอยู่ภายในหัวของเสือตัวนั้น
บอสคิดว่าคงไม่ได้มีผลกระทบอะไรร้ายแรงเหมือนที่ได้พูดกับทุกคนไป ที่พูดไปเช่นนั้นก็เพียงเพื่อต้องการให้ทุกคนอย่าได้หวังพึ่งพาตนเองมากเกินไปจนเลินเล่อ เพราะคิดเพียงว่าถึงจะพลาดไปก็ยังจะมีผู้มีวิชชาคอยช่วยเหลืออยู่ จนสุดท้ายบอสเองที่กลัวว่าจะไม่สามารถเข้าไปเหลือช่วยทุกคนได้ทันท่วงที
ถึงจะรู้สึกผิดที่หลอกทุกคนไป แต่บอสก็คิดว่าเจตนาของตนนั้นหวังดีกับทุกคน จึงปล่อยเลยตามเลย ซึ่งตอนนี้บอสก็หารู้ไม่เลยว่าความจริงแล้วอาการนี้ มันคือการตีกลับของการใช้อาคมจากคำภีร์สรรพอาคมเกินขีดจำกัดของตนจริงๆ
ตอนนี้ทุกคนอาการดีขึ้นมากแล้ว บอสเองก็แทบกลับเป็นปกติทุกอย่าง พี่สังและพี่สีก็ทุเลาไปมาก เนื่องจากได้ยาดีมาจากบ้านท้าวแสงขันที่ส่งคนนำยาและเงินจำนวนหนึ่งมาให้พร้อมคำขอโทษ ซึ่งลุงผู้ใหญ่ก็ได้ตำหนิทั้งสองคนไปแล้ว ที่แอบหนีเที่ยวจนเกิดเรื่องขึ้น ส่วนลุงคำก็โดนด้วยในข้อหาดูแลไม่ดี สรุปคือถูกโดนเอ็ดกันทั่วหน้า
เมื่อทุกคนเก็บของเสร็จ ก็ถึงเวลาที่ต้องกลับหมู่บ้านโพนสากันแล้ว ลุงผู้ใหญ่จึงเดินนำขบวนเพื่อไปลาเจ้าอาวาสที่ให้สถานที่พักพิง จากนั้นจึงเดินออกสู่ถนนเส้นหลักผ่านตลาดเพื่อไปข้ามแม่น้ำคาน ณ จุดที่ข้ามมาเมื่อวาน ขณะที่ทุกคนกำลังเดินบนถนนสายหลักอยู่นั้น พลันมีเด็กหนุ่มผู้หนึ่งเดินเข้ามาใกล้ๆ กับบอส ซึ่งบอสเองก็แทบไม่รู้สึกตัวเลย
“พวกท่านจักกลับกันแล้วหรือ ขอให้เดินทางปลอดภัยกันทุกคนหนา…”
บอสถึงกับสะดุ้ง และหันหลังกลับไปมองทันที จึงพบว่าทับได้มายืนอยู่ห่างจากตนเพียงแค่ครึ่งเมตรเท่านั้น บอสมองด้วยท่าทางประหม่ากึ่งตกใจ และก่อนจะทำสิ่งใดไป ลุงผู้ใหญ่ก็ได้พูดกับเด็กหนุ่มผู้นั้นว่า
“คุณชายเองดอกหรือขอรับ ใช่แล้วขอรับ พวกข้ากำลังจักเดินทางกลับหมู่บ้านกันแล้ว ต้องขอขอบคุณคุณชายด้วยที่ได้มอบยาแลเงินมาให้พวกเรา เช่นนั้นพวกเราขอลาเลยหนาขอรับ”
“ได้เลยท่านจ่าบ้าน พวกท่านเดินทางกันดีๆ หนา…”
เมื่อคุยกับลุงผู้ใหญ่เสร็จแล้ว ทับก็หันกลับมาประจัญหน้ากับบอสอีกครั้ง แล้วยิ้มให้อย่างมีเลศนัยก่อนจะใช้จิตสื่อสารกับบอสว่า
“เจ้ามีชื่อว่าเยี่ยงไรหรือ ข้ามีนามว่าทับ… เจ้านี่ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ข้ามั่นใจว่าเจ้ารู้จักสิ่งนี้ มิต้องปิดข้าดอก”
บอสก็แอบตกใจที่มีเด็กรุ่นราวคราวเดียวกับตน สามารถใช้จิตสื่อสารกับตนได้เช่นกัน แต่ใจไม่อยากเปิดเผยความสามารถของตัวเอง จึงพยายามปิดกั้นจิตไม่ให้อีกฝ่ายรับรู้ถึงความคิดของตน แล้วพูดด้วยวาจาพร้อมกับแกล้งแสดงอาการประหลาดใจไปว่า
“ข้าชื่อไซขอรับคุณชาย ท่านทำเยี่ยงนี้ได้เช่นไร ข้าไม่เห็นว่าปากท่านจักขยับเลยขอรับ…”
บอสทำท่าทางตื่นเต้นในสิ่งที่ตนเห็น พยายามให้คล้ายเมื่อตอนที่เห็นพระอาจารย์แสดงวิชชานี้ให้ดูเป็นครั้งแรก แต่เหมือนทับจะไม่เชื่อ จึงได้หัวเราะอย่างมีความสุข แล้วตอบกลับด้วยวาจาว่า
“เจ้านี่มันช่างน่าสนใจจริงๆ ฮ่าๆ ชื่อไซสินะ ข้าจักจำชื่อเจ้าไว้ แล้วพวกเราค่อยพบกันใหม่ ข้าไปหล่ะ… ฮ่าๆ”
เมื่อคุยกับบอสจบ ทับก็เดินหันหลังพร้อมโบกมือไปมาก่อนจะเดินหัวเราะจนลับตาไป บอสก็งุนงงในท่าทางของทับ จึงเดินเลียบๆ เคียงๆ ไปถามลุงผู้ใหญ่
“ท่านลุงผู้ใหญ่ขอรับ คุณชายเมื่อครู่คือผู้ใดกันหรือขอรับ”
“เอ็งถามเช่นนี้ แสดงว่าเป็นจริงดังคำเล่าลือกันสินะ…"
“ผู้ใดเล่าลือกันหรือขอรับ แล้วลือกันว่าเยี่ยงไร”
"คุณชายผู้นั้นหน่ะ เป็นบุตรชายคนรองของท้าวแสงขัน น้องชายพันหานที่พวกเอ็งไปมีเรื่องมานั้นแล คนผู้นี้ถูกลือว่าเป็นยอดคนในรุ่นราวคราเดียวกันเลยหนา ข้าแอบรู้มาว่าเขาน่าจักเป็นถึงศิษย์เอกของราชองค์รักษ์ในเจ้ามหาชีวิตเลยเชียว แลเขาสนใจในตัวเอ็งเยี่ยงนี่ แสดงว่าเขาก็คงสัมผัสถึงเอ็งได้สินะ”
“เขาเก่งถึงเพียงนั้นเลยหรือขอรับ ช่างน่ากลัวจริงๆ…”
ลุงผู้ใหญ่ได้แต่พะงกหัวให้ เมื่อบอสได้คำตอบแล้วจึงเดินกลับไปยังตำแหน่งของตนเองในขบวน ลุงผู้ใหญ่มองดูบอสเดินกลับไปก็พลอยคิดในใจว่า
‘เอ็งมันก็น่ากลัวไม่ต่างจากเจ้านั้นดอก อะไรกันเจ้าเด็กพวกนี้ อายุเพียงเท่านี้ ก็มีความสามารถกันได้ระดับนี้แล้ว ข้าล่ะทึ่งกับพวกเจ้าจริงเชียว…’
ระหว่างเดินอยู่นั้น บอสก็ครุ่นคิดในใจถึงสิ่งที่เพิ่งประสบมา
‘เจ้านั่นมันจะมีความสามารถขนาดไหนกันนะ เป็นถึงศิษย์เอกขององค์รักษ์กษัตริย์เชียว น่าจะเก่งกว่าเรามากๆ แน่เลย ดูแล้วก็ขี้เก๊กด้วย ไม่น่าจะใช่คนดีแน่ๆ อย่าได้เจอกันอีกเลยดีกว่า…’
---------------------------------------
