มารประหัตถ์ฟ้า (จบ)

บทที่ 223 ฟ้าทวงคืน

บทที่223ฟ้าทวงคืน

 

        ธรรมบาลมุทรานางมิได้ทรยศหรือคิดหักหลังมหาเทวะเทียนหมิงนางเทิดทูนมหาเทวะมิแพ้สิ่งใด ทว่าครั้งหนึ่งบังเอิญนางไปได้ยินแผนการของมหาเทวะเทียนหมิงกับสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์เข้าพอดีการแต่งงานครานี้มหาเทวะมิได้ต้องการมหาเทวีเพื่อครองคู่ในนิกาย แต่ทว่ามีเป้าหมายเพื่อบูชายัญซึ่งไป๋เหิ่นซินศิษย์นางมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของมหาเทวะพอดี

         

        ด้วยความที่เลี้ยงดูฟูมฟักมาแต่ยังเด็ก ธรรมบาลมุทราจึงผูกพันธ์และรักไป๋เหิ่นซินราวบุตรีในไส้รู้เช่นนี้ย่อมไม่มีทางปล่อยให้ศิษย์ตนต้องตกเป็นเครื่องสังเวย นางคิดหาวิธีมากมายเพื่อช่วยเหลือศิษย์จนกระทั่งวันหนึ่งนางได้บังเอิญพบพานสตรีที่มีใบหน้าเหมือนกับศิษย์ของตนไม่ผิดเพี้ยนแม้นางจะสงสัยในตัวตนของสตรีนางนั้น แต่นางก็ไม่คิดสืบสาวให้มากความ เพราะความจริงอาจเป็นสิ่งที่กระทบต่อศิษย์ของตนได้นางจึงจับสตรีน้อยนางนี้มา ข่มขู่นางให้เข้าพิธีสมรสกับมหาเทวะเทียนหมิง ก่อนจะวางแผนส่งไป๋เหิ่นซินศิษย์ตนไปทำภารกิจและก็เป็นธรรมบาลมุทราเองที่ลอบเล่นงานไป๋เหิ่นซินจนสิ้นสติแล้วจับตัวนางไปขังในที่ที่คิดว่าปลอดภัยและไกลที่สุดเพื่อมิให้นางกลับมายังนิกายเทวะวจนะได้ทันพิธีมงคลสมรสแต่ใครจะคิดว่าแผนการที่สมควรจะราบรื่น สตรีตัวตายตัวแทนของศิษย์ตน สตรีนางนี้กลับเป็นสายเลือดสุดท้ายที่มหาเทวะเทียนหมิงกริ่งเกรงและเป็นคนสังหารมหาเทวะเทียนหมิงได้ในที่สุด!

         

        ธรรมบาลมุทรามองสองมือของตนด้วยความสั่นพร่าสตรีที่เสมอมาเลือดเย็นอย่างนางกลับกำลังทำเรื่องผิดพลาดเพราะเกิดความรักความผูกพันธ์ขึ้นและความผูกพันธ์นั้นอาจกลับกลายเป็นสายเลือดของศัตรูที่ตนต้องการสังหารล้างอีกด้วย!

        “นี่มันเรื่องบ้าอันใด!”

         

        ธรรมบาลมุทราฝืนสังขารที่บาดเจ็บสาหัส นางผนึกพลังแห่งวจนะมุทรามาที่ปลายนิ้วก่อนกัดฟันแลคำรามก้องตวัดนิ้วออกไป

        “นางมิใช่ไป๋เหิ่นซินศิษย์ข้า!”

         

        มุทราเทพทอลำแสงสีขาวตัดผ่านบรรยากาศ นำพาความศักดิ์สิทธิ์ร้อนลวกยากต่อต้านมุทราเทพนี้เพียงพอสังหารหลงผิง อีกทั้งยังสามารถกำจัดอวิ๋นเซี่ยวซุนและหลงฮูหยินร่วมด้วยหากเป็นปกติหลงผิงในตอนนี้สามารถรับมือกับมุทราเทพนี้ได้ ทว่าเมื่อครู่นางพึ่งทุ่มสุดพลังที่มีไปฝืนใช้พลังส่วนของอาจารย์ไปกับพลังแห่งโลกานั่นแล้ว นางจึงยากจะเคลื่อนไหวอีก แต่ยังดีที่ธรรมบาลปัญญายังพอมีกำลังอยู่บ้างมันจึงกัดฟันฝืนร่วมมือกับตั้วซุนหงที่สภาพปางตายสร้างค่ายกลแห่งวจนะปัญญาสุดท้ายต้านทานมุทราเทพได้อย่างพอดิบพอดีซึ่งมุทราเทพนั่นก็เป็นขีดจำกัดของธรรมบาลมุทราแล้วเช่นกัน

         

        “ฮ่าฮ่าฮ่า”

        ตั้วซุนหงทั้งที่บาดเจ็บสาหัสเจียนตาย แต่พอสัมผัสได้ถึงพลังชีวิตอันร่อแร่ของมหาเทวะเทียนหมิงมันก็พลันหัวเราะอย่างสาสมใจครานี้เจ้ามหาเทวะตัวร้ายมิอาจมีชีวิตรอดได้อีกแล้ว

        “เจ้าสามารถแทรกแซงในกฎเกณฑ์แห่งเทวะวจนะได้แต่มิอาจหนีพ้นจากพลังญาณ… อวิ๋นเซี่ยวซุน เจ้าทำให้มหาเทวะเทียนหมิงมีสภาพเช่นนี้ได้เจ้าช่างแน่จริงๆ ฮ่าฮ่าฮ่า”

         

        ธรรมบาลปัญญาที่คิดว่าโลกใบนี้จบสิ้นแล้วพอได้เห็นเหตุการณ์กลับตาลปัตร เห็นสายเลือดสุดท้ายแห่งตำนานเป็นผู้กุมชะตาเปลี่ยนแปลงโลกมันก็ยืนสงบนิ่งราวกับไว้อาลัยต่อเหตุการณ์และเหล่าคนที่สูญเสียชีวิตในเหตุการณ์ทั้งในที่แห่งนี้รวมถึงผู้ที่ต้องถูกสังหารล้างในอดีต

        “ลิขิตสวรรค์มิอาจฝืนจริงๆ สุดท้ายแล้วท่านก็พ่ายแพ้เป็น"

         

        ตอนนี้ตัวตนสำคัญของนิกายเทวะวจนะมิอาจสู้ต่อเหล่าคนในนิกายรวมถึงศิษยานุศิษย์ก็ต่างถอดใจยินยอมศิโรราบ เพราะก่อนหน้าสตรีที่สังหารมหาเทวะนางนั้นได้ออกปากไว้ชีวิตแก่พวกมันแล้วหากแข็งขืนนางอาจเปลี่ยนใจและอาจให้เหล่าผู้ฝึกญาณสมุนนางสังหารล้างพวกตน

         

        เมื่อเป็นเช่นนั้นเหตุการณ์สัประยุทธ์ที่สะเทือนไปทั้งปฐพีก็มาถึงบทสรุปการพ่ายแพ้แลตกตายของมหาเทวะเทียนหมิงกำลังจะเปลี่ยนทิศทางแห่งปฐพีอย่างสิ้นเชิง ผู้แข็งแกร่งยืนหยัดเป็นหนึ่งไม่มีใครกล้ามองหลงผิงว่าเป็นมารนอกรีตอีกต่อไป เพราะนับแต่นางโค่นมหาเทวะเทียนหมิงนางก็นับเป็นสมมุติเทพองค์ใหม่แห่งปฐพีแล้ว เพียงแต่เจตนารมณ์ของนางนั้นแตกต่าง นางมิได้หวังเป็นใหญ่ปกครองปฐพีนางเพียงต้องการให้ปฐพีนี้มีแต่ความผาสุขแลเท่าเทียม

         

        เหตุการณ์สมควรจะเป็นเช่นนั้น เรื่องราวที่สงบสุขสมควรจะดำเนินไปทว่านับแต่การแหลกลานของมหาเทวะเทียนหมิง นับแต่ร่างของมันครึ่งหนึ่งจมโลหิต นับแต่ความอึงอลวุ่นวายจากการต่อสู้เงียบสงัดลงแต่มีสิ่งหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่เงียบสงบตาม เสียงระฆังสวรรค์ยังคงดังเหง่งหง่างสะท้อนสะท้านไปมาอย่างแผ่วเบาทั่วนิกายเทวะวจนะทั้งยังแผ่ปกคลุมทั่วแดนตะวันออก และอาจขยายไปทั่วปฐพีแผ่นดินใหญ่ เพราะการต่อสู้ที่ดุเดือดก่อนหน้าเสียงกึกก้องกัมปนาทของสุดยอดพลัง เหล่านี้จึงกลบเสียงระฆังสวรรค์ไปสิ้น พอเหตุการณ์สงบเสียงระฆังนี้จึงเริ่มเด่นชัด เช่นเดียวกับความรู้สึกที่หนักอึ้งได้แผ่ลามไปสู่ห้วงแห่งจิตสำนึกของอวิ๋นเซี่ยวซุนรวมทั้งหลงผิงอย่างไม่รู้ตัว

         

        หนึ่งอาจารย์หนึ่งศิษย์จึงต่างนิ่งเงียบสดับรับฟังเสียงเหง่งหง่างที่พัดพาแผ่วเบาเสมือนหนึ่งถูกดึงดูดสติสัมปะชัญญะให้เลื่อนลอย เสียงระฆังนี้ดังมาตั้งแต่ต้น อาจเป็นเพราะจิตจดจ่อกับมหาเทวะมากเกินไปอวิ๋นเซี่ยวซุนและหลงผิงจึงมองข้ามทว่าบัดนี้พวกมันมิอาจจะมองข้าม

         

        ผืนนภาที่สว่างโล่ราวฟ้าเปิด จู่ๆ กลับมีลมฝนแลพยัพเมฆาอันดำมืดเข้าปิดคลุมเสียงครืนครั่นของอัสนีที่แผ่ลามไปทั่วแผ่นฟ้า สอดคล้องกับเสียงระฆังราวกับธรรมชาติสรรค์สร้างบรรเลงหนึ่งเสียงคำรามของฟ้า นำพาเสียงโอดโอยของผู้คน ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนที่เดินอยู่ในมหาวิถีเทวะวจนะทั้งสิ้น!

         

        เมื่อฟ้าส่งเสียงคำราม เมื่อระฆังสวรรค์ดังเร่งเร้ามากยิ่งขึ้นเสียงความเจ็บปวดของผู้ที่อยู่ในมหาวิถีเทวะวจนะก็ยิ่งเด่นชัด ที่สำคัญกว่านั้นเสมือนหนึ่งมีเส้นสายจากฟ้าแผ่พุ่งระโยงระยางยึดร่างของพวกมันเส้นสายพลังเหล่านี้ดำมืดไร้ก้นบึ้ง เย็นเยือกราวหล่มน้ำแข็งพันปี มันไม่สังหารชีวิตของผู้คนที่มันยึดติดแต่มันกำลังสูบกลืนพลังชีวิตรวมไปถึงมหาวิถีเทวะวจนะอย่างตะกละตะกลาม ราวกับว่ามันคือทวารปีศาจที่กลืนกินสิ่งมีชีวิตก็ปาน

         

        อวิ๋นเซี่ยวซุนเบิกตามองภาพอันน่าสยดสยองเช่นเดียวกับผู้คนที่มิได้เดินอยู่ในเส้นทางแห่งเทวะวจนะ พวกมันไม่เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงคนที่เดินอยู่ในมหาวิถีเทวะวจนะเท่านั้นที่ได้รับทราบถึงความทรมาน

         

        ธรรมบาลปัญญาพลางเหลียวมองไปที่ยอดเขาแห่งหนึ่งที่ตั้งตระหง่านสูงเด่นที่สุดในนิกายเทวะวจนะที่แห่งนั้นมีระฆังทองขนาดใหญ่ถูกตั้งไว้ราวกับเป็นจุดเชื่อมต่อของสวรรค์และพิภพ มันถูกเรียกว่าระฆังสวรรค์เสมอมาระฆังสวรรค์มิเคยถูกตีออก เมื่อตีออกก็เป็นเหตุการณ์ในฤกษ์พิธีมงคลสมรสมันจึงไม่คิดอะไรทว่านั้บแต่เส้นสายที่สูบกลืนพลังชีวิตแลมหาวิถีเทวะวจนะในกายเกาะติดบนตัวพวกมัน นับแต่เสียงระฆังสวรรค์ดังกระชั้นชิดรัวเร็วและนับแต่การหายตัวไปของสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์จนถึงตอนนี้ มันค่อยได้คิดถึงเรื่องราวที่น่าสะพรึงกลัวประการหนึ่ง

         

        ตามตำนานแลบันทึกเล่าขาน ต้นกำเนิดแห่งผู้เหยียบย่างในเส้นทางแห่งมหาวิถีเทวะวจนะคนแรกเริ่มต้นจากการประทานพรของมหาเทวะและการลั่นระฆังสวรรค์ถ่ายทอดปาฏิหาริย์ระฆังทองเปรียบเสมือนสิ่งส่งเสริมอาญาสิทธิ์ของมหาเทวะ ขอเพียงพึงพอใจมันสามารถลั่นระฆังสวรรค์มอบวาสนาแก่คนผู้นั้นได้แต่ในทางกลับกัน มอบได้ย่อมเอาคืนได้ เสียงระฆังสวรรค์ที่อึงอนรัวเร็วในครานี้ เป็นการเรียกคืนพลังจากฟ้าโดยมีสามผู้เฒ่าศักดิ์สิทธิ์เป็นผู้ตีระฆัง!

         

        ธรรมบาลปัญญามิอาจกล่าววาจาใดออก ลำพังเส้นสายอันดำมืดที่ดูดกลืนพลังชีวิตและมหาวิถีแห่งเทวะวจนะในกายมันก็หนักหนาแล้วดีที่มันแข็งแกร่ง เพราะหากมันอ่อนแอกว่านี้คงถูกสูบกลืนพลังชีวิตและมหาวิถีเทวะวจนะจนเหือดแห้งเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกดั่งเช่นผู้อื่น!

         

        “อ๊าาากกก!”

         

        “นี่มันเกิดอะไรขึ้น"

         

        ยิ่งเนิ่นนานฟ้ายิ่งดำมืด กลางวันราวกลับแปรเปลี่ยนเป็นกลางคืนอย่างทันตาเหล่าคนจากนิกายเทวะวจนะและศิษยานุศิษย์ของพวกมันร่างเหี่ยวแห้งล้มตายนับมิถ้วน ที่ยืนหยัดได้ก็ล้วนแต่สูญพลังไปหมดสิ้นแม้รักษาชีวิตเอาไว้แต่พวกมันมิอาจมีพลังปาฏิหาริย์อีกต่อไป

         

        “หรือนี่จะเป็นผลกรรมของพวกเจ้า"

         

        “แม้พวกเราจะไว้ชีวิตพวกเจ้า แต่ฟ้ามิได้ปราณีคนผิด"

         

        นี่คือคำอธิบายเดียวที่เหล่าผู้ฝึกญาณกับผู้ที่มิได้เดินอยู่ในเส้นทางแห่งเทวะวจนะพอจะอธิบายต่อเรื่องราวที่เกิดอย่างฉับพลันตรงหน้าทว่าอวิ๋นเซี่ยวซุนและหลงผิงกลับไม่คิดเช่นนั้น คนทั้งสองเริ่มคิดได้ถึงขอเท็จจริงแห่งมหาวิถีเทวะวจนะประการหนึ่ง

         

        เทวะวจนะเกิดจากความพิเศษของคนมิต้องอาศัยพลังธรรมชาติเหล่านี้ล้วนขัดต่อหลักความเป็นจริงตั้งแต่ต้น พลังลมปราณเจ็ดดารายังก่อเกิดจากพลังแห่งคนคนฝึกปรือพลังชีวิตแลลมปราณในกายให้เป็นหนึ่ง ซึ่งมีกลิ่นอายแห่งพลังธรรมชาติผสมผสานกลมกลืนกันไปจึงเกิดก่อเกิดพลังลมปราณเจ็ดดาราที่ราวกับปาฏิหาริย์แต่มหาวิถีเทวะวจนะกลับมิใช่ เทวะวจนะเกิดจากหลักความคิดและหลักการที่ว่าปาฏิหาริย์มาจากฟ้าประทาน

         

        ทว่าตอนนี้ความจริงได้ให้คำตอบแก่พวกมันแล้ว

         

        เทวะวจนะมิใช่พลังจากฟ้า

         

        แต่เทวะวจนะเป็นส่วนหนึ่งของมหาเทวะเทียนหมิง!

         

        คนธรรมดาบนโลกนี้ไฉนจะมีร่างกายที่เป็นปาฏิหาริย์หรือมีพลังแต่กำเนิดได้ทั้งหมดล้วนเป็นเสี้ยววิญญาณของมหาเทวะเทียนหมิงแทรกแซงไว้โดยใช้ร่างคนเหล่านั้นเป็นภาชนะทั้งสิ้นโดยที่วิธีนี้นอกจากจะทำให้คนธรรมดามีพลังปาฏิหาริย์ มหาเทวะเองก็ไม่ต้องฝึกปรือวิชาอาศัยเพียงกระถางมนุษย์เหล่านั้นฝึกฝนแลฝึกปรือพลังฝีมือตนเองให้มีระดับสูงขึ้นไป พลังระดับสูงเหล่านั้นก็จะหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งในพลังของมหาเทวะด้วยนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้มันแข็งแกร่งขึ้นอย่างไร้ขีดจำกัด

         

        “ไม่คิดว่ามันจะมีวิธีอันโหดร้ายเช่นนี้…และนี่ก็หมายความว่า"

        อวิ๋นเซี่ยวซุนกล่าวไปพลางหันไปมองร่างครึ่งหนึ่งที่จมโลหิตของมหาเทวะเทียนหมิงไปพลาง

        “มันคิดที่จะเอาพลังทั้งหมดที่ตนฝังไว้ในร่างมนุษย์รวมถึงพลังชีวิตของกระถางมนุษย์เหล่านั้น เพื่อคืนชีพและคืนพลังแก่ตนเอง!”

         

        หลงผิงรับรู้สถานการณ์เลวร้ายภายใต้คำพูดของอาจารย์นางจึงถ่ายทอดกระแสเสียงจนสะท้อนสะท้านไปไกล

        “อย่าได้ปล่อยให้พลังอันดำมืดนั่นหลอมรวมสู่ร่างอีกครึ่งของเทียนหมิง!”

         

        แม้ผู้อื่นไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง แต่ท่าทีของอวิ๋นเซี่ยวซุนและหลงผิงรวมถึงฟ้าที่ดำมืด เส้นสายพลังที่น่าหวาดหวั่นสูบกลืนคน ทำให้พวกมันมิอาจอยู่เฉย ผู้ที่ยังพอเคลื่อนไหวได้ล้วนทุ่มสุดชีวิตเพื่อทำลายร่างส่วนที่เหลือของมหาเทวะเทียนหมิง

         

        แต่ขาเพียงย่างก้าว เสียงระฆังสวรรค์ที่ดังมาอีกระลอกก็นำพาอัสนีบาตรผ่าฟาดไปทั่วบริเวณผู้คนจึงล้วนกระจัดกระจายลมตายไปมิน้อย หยุดยั้งสภาวะการรุกคืบโจมตีของผู้คนได้อย่างเด็ดขาดก่อนที่ลมฝนจะพัดอื้ออึงมากขึ้น คลื่นลมยิ่งมายิ่งหนักหน่วง มวลพลังที่แสนจะน่ากลัวกลุ่มหนึ่งก่อรวมจนเห็นเป็นเสาสีดำขนาดใหญ่แทงทะลวงไปถึงแผ่นฟ้า

         

        ใต้เสาสีดำบริเวณซากร่างของมหาเทวะที่เหลือเพียงครึ่งบัดนี้ได้ถูกเสาสีดำกลืนกินไปแล้ว ที่ตรงนั้นมองไม่เห็นสิ่งใด มีเพียงแว่วเสียงอันเย็นชาเย็นเยือกจนชวนขนหัวลุกดังขึ้นแทน

        “ข้าอุตส่าห์สร้างกองทัพและบ่มเพาะบ่อพลังแห่งมนุษย์มานับหลายร้อยปีทว่าพวกเจ้ากลับบีบให้ข้าทำลายมันในชั่วพริบตา เช่นนั้นข้าก็จะกวาดล้างโลกใบนี้ และสร้างโลกที่ไม่มีตัวปัญหาอย่างพวกเจ้าขึ้นมาใหม่และข้าค่อยหาทางอยู่ปกครองโลกนั้นตราบนิจนิรันดร์!”