มิลอสไม่มีแม้แต่เวลาที่จะร่ายเวทใดๆออกมา ไม่มีแม้แต่เวลาที่จะคิดวางแผนการต่อสู้ มันทำได้เพียงยกอาวุธที่อยู่ในมือของมันขึ้นมารับการโจมตีของแอเรียสเท่านั้น แอเรียสใช้เพลิงอัสนีคลั่งโจมตีเข้าปะทะกับคันธนูในมือของมิลอสโดยไม่มีการหลบเลี่ยงใดๆ
กร็อบ !!
เสียงของคันธนูที่หักออกราวกับกิ่งไม้ มันดังขึ้นพร้อมกับร่างของมิลอสที่กระเด็นออกไปไกล หลังของมันกระแทกเข้ากับต้นไม้บริเวณนั้นเข้าอย่างจัง ความรู้สึกที่จุกและเจ็บปวดจากบาดแผลแผ่ซ่านไปทั่วร่างของมัน แม้จะได้คันธนูที่อยู่ในมือทำหน้าที่แทนโล่เพื่อป้องกันแรงปะทะจากเพลิงอัสนีคลั่งแต่มันก็ยังโดนพลังบางส่วนของเพลิงอัสนีคลั่งโจมตีไปที่ร่างกายของมันอยู่ดี แขนเสื้อสองข้างเป็นรอยไหม้ดำพร้อมกับรอยแผลที่เห็นอยู่ทั่วแขน แต่บาดแผลเหล่านั้นก็ไม่อาจจะเทียบได้กับรอยไหม้ขนาดใหญ่ที่ประทับอยู่บนอกของมัน มันเป็นแผลที่พึ่งเกิดขึ้นจากการโจมตีของแอเรียสเมื่อครู่ ที่บาดแผลของมันยังคงเห็นร่องรอยโลหิตไหลซึมอยู่ทั่วบาดแผล หากไม่ใช่เป็นเพราะคันธนูในมือของมันที่ช่วยรับการโจมตีจากแอเรียสเอาไว้ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นกระดูกซี่โครงของมันที่หักแทนคันธนู
“ นี่เจ้า…!! “
มิลอสกุมไปบาดแผลพร้อมกับกัดฟันพูดออกมาความเจ็บปวด มันมองไปที่คันธนูด้วยความตกตะลึง คันธนูในมือของมันเป็นถึงอาวุธเวทถึงแม้ว่ามันจะเป็นเพียงอาวุธเวทระดับต่ำแต่มันก็ไม่ใช่สิ่งของที่จะถูกทำลายได้ง่ายดายเช่นนี้ ศัตรูของมันใช้เพียงมือข้างเดียวเท่านั้นในการหักคันธนูของมันออกเป็นสองท่อน มันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าพลังของแอเรียสจะแข็งแกร่งเช่นนี้ หนำซ้ำการโจมตีของแอเรียสยังเต็มไปด้วยความรวดเร็ว มันไม่แม้แต่จะทันได้ตอบโต้ใดๆด้วยซ้ำ
แม้จะรู้สึกเจ็บปวดจากบาดแผลแต่มันก็ประคองร่างของมันลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว สายตามองไปด้านหน้าด้วยความหวาดระแวง ทันทีที่มันลุกขึ้นมาได้มันก็เริ่มใช้ทักษะเวททันที พลังเวทสีเขียวก่อตัวที่ฝ่าเท้าของมันก่อนสายลมกลุ่มหนึ่งจะพัดโหมอยู่รอบๆเท้าของมัน แต่ทิศทางการเคลื่อนไหวของมันกลับไม่ได้มุ่งหน้าไปทางแอเรียส มันเคลื่อนไปยังจุดที่นักเวทอีกสี่คนกำลังยืนอยู่ มิลอสรู้ดีว่ามันตัวคนเดียวไม่อาจจะต่อสู้กับแอเรียสได้อย่างแน่นอน
“ พวกเจ้าช่วยข้าด้วย !! เจ้านี่มันคิดจะสังหารข้า“
มันเลือกที่จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแทนที่จะต่อสู้กับแอเรียสแบบตัวต่อตัว มิลอสหันมองไปยังทั้งสี่คนด้วยสายตาที่วิงวอนขอความช่วยเหลือ แต่ทุกคนราวกับตกอยู่ใต้มนต์สะกด ไม่มีผู้ใดเอ่ยปากหรือแสดงท่าทีที่จะช่วยเหลือมันเลยแม้แต่น้อย เหตุการณ์ทุกอย่างนั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้การอธิบายอาจจะใช้เวลาเนิ่นนานแต่เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นโดยใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีเท่านั้นนับตั้งแต่ยามที่แอเรียสเริ่มโจมตีมิลอส มันทำให้ทุกคนยังคงตกตะลึงและสับสนต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเบื้องหน้า
แอเรียสยังคงเดินมาใกล้กับมิลอสอย่างช้าๆ มันราวกับพายุใหญ่ที่กำลังเคลื่อนตัว แอเรียสในยามนี้ราวกับพายุลูกใหญ่ที่พร้อมจะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าให้พังพินาศไป ประกายสายฟ้าน้อยใหญ่ที่โอบอุ้มอยู่ทั่วร่างของแอเรียสมันยิ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับมิลอสเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
มิลอสมองไปยังดวงตาที่เต็มไปด้วยเพลิงพิโรธนั่นด้วยความหวาดกลัว ขาของมันก้าวถอยหลังทีละก้าวอย่างไม่รู้ตัว มันไม่รู้ว่าเหตุใดแอเรียสจึงโจมตีมันด้วยความโกรธแค้นเช่นนี้ มันไม่รู้ว่าสายฟ้าที่ล้อมรอบกายของแอเรียสคือสิ่งใด มันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามีพลังเวทเช่นนี้อยู่ด้วย แม้แอเรียสจะแสดงพลังบางส่วนออกมาเมื่อครั้งงานประลอง แต่พลังของเขาก็ยังคงมีปริศนามากมายที่คนอย่างมิลอสมิอาจรู้
“ ใครไม่เกี่ยวก็ถอยไปให้หมดซะ“
ในที่สุดคำพูดแรกก็เอ่ยออกมาจากปากของแอเรียส น้ำเสียงที่พูดออกมามันเต็มไปด้วยความเย็นชา มือข้างหนึ่งร่ายทักษะเพลิงอัสนีคลั่งออกมาอีกครั้ง สายฟ้าจำนวนมากเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างหนาแน่นที่ฝ่ามือข้างนั้น กลุ่มก้อนสายฟ้าที่รวมตัวกันมันราวกับเปลวเพลิงสีฟ้าที่พร้อมจะแผดเผาและทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้ามันในทันที
คำพูดของแอเรียสเป็นดั่งเสียงระฆังที่ปลุกให้นักเวทอีกสี่คนตื่นขึ้นจากความสับสน โรดาสและออสตินคือผู้ที่ถอยห่างออกมาโดยไม่มีแม้แต่การลังเลใดๆ เหตุใดพวกมันจะต้องเอาตัวเข้าไปเสี่ยงเพื่อเจ้าตัวน่ารำคาญนั่นด้วย สำหรับพวกมันอาจจะเป็นการดีด้วยซ้ำที่มิลอสโดนแอเรียสจัดการ
เฮเลน่าที่กำลังยืนอยู่ที่เดิมด้วยสายตาที่ดูสับสน นางมองไปที่มิลอสที่กำลังจ้องมาทางนางเพื่อขอความเมตตาด้วยความลังเลใจ แม้นางจะเป็นถึงบุตรสาวของเจ้าเมืองเบอเนียร์แต่นางเองก็ไม่รู้ว่าจะหยุดแอเรียสได้หรือไม่ ทันใดนั้นนางก็สัมผัสได้ถึงมืออันบอบบางที่คว้าเข้าที่แขนของนางก่อนจะพาร่างนางให้เคลื่อนที่ห่างออกไปจากบริเวณการต่อสู้
“ จะ..จะ..เจ้าบ้าไปแล้วรึอย่างไรแอเรียส หะ..หากเจ้าสังหารข้าท่านดยุคโคเว่นจะต้องเอาโทษแก่เจ้าแน่“
มิลอสพูดออกมาพร้อมความหวาดกลัว ตอนนี้รอบกายของมันเหลือเพียงมันเท่านั้นที่ยืนอยู่ ไม่มีใครแม้แต่ผู้เดียวที่ขึ้นจะสอดมือเข้าช่วยเหลือมัน ขาของมันก้าวถอยหลังมาอย่างร้อนรน ในหัวของมันตอนนี้มีเพียงการหนีไปให้พ้นจากมัจจุราชที่กำลังก้าวเดินเข้ามาหามันเท่านั้น
แต่ดูเหมือนคำขู่ของมิลอสจะไม่มีผลใดๆต่อแอเรียสเลยแม้แต่น้อย เขายังคงก้าวเดินไปด้านหน้าอย่างมั่นคงพร้อมกับเพลิงสายฟ้าที่กำลังลุกโชนขึ้นอย่างเกรี้ยวกราด ดวงตากำลังลุกโชนอยู่ด้วยเปลวเพลิงโทสะ
คมเขี้ยววายุ !!
เมื่อไม่สามารถพึ่งพาผู้ใดได้มันก็ทำได้เพียงอาศัยพลังของตนเองเท่านั้น มิลอสกัดฟันแน่นก่อนจะใช้ทักษะคมเขี้ยววายุออกมาด้วยพลังทั้งหมดที่มันมีอยู่ วงแหวนเวทสีเขียวปรากฏขึ้นที่ฝ่ามือของมิลอส มันก่อตัวกลายเป็นสายลมที่พัดกระหน่ำอย่างรุนแรงก่อนที่มันจะกลายเป็นใบมีดสายลมที่พุ่งเข้ามาโจมตีแอเรียสอย่างรวดเร็ว
เพียงแค่ใช้การเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยแอเรียสก็กลับหลบเลี่ยงการโจมตีของมิลอสได้อย่างสมบูรณ์แบบ การโจมตีที่ทุ่มด้วยพลังทั้งหมดของมิลอสกลับโดนเพียงความว่างเปล่าเท่านั้น แม้พลังธาตุวายุจะเป็นธาตุที่รวดเร็วแต่มันก็กลับเชื่องช้ากว่าธาตุอัสนี และด้วยระดับพลังที่แตกต่างกันจนเกินไปการโจมตีของมิลอสจึงเป็นเพียงของเด็กเล่นเท่านั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าแอเรียส
ทันใดนั้นร่างของแอเรียสก็เคลื่อนที่หายไปจากสายตาของมิลอสอีกครั้ง มันรีบใช้ทักษะกำแพงวายุออกมาอย่างรวดเร็ว แต่ก่อนที่สายลมสีเขียวจะทันได้ก่อตัวรอบร่างของมิลอส มันก็ถูกฝ่าเท้าของแอเรียสเตะเข้าที่ชายโครงอย่างจัง ความรู้สึกทั้งชาและเจ็บปวดต่างแผ่ไปทั่วบริเวณชายโครงของมันอย่างพร้อมเพียง
ตุ๊บบบ !!
ร่างมิลอสที่กระเด็นไปไกลกว่าสองเมตรจากแรงเตะของแอเรียส มีกระดูกซี่โครงบางซี่ของมันที่หักออกจากแรงเตะของแอเรียส
ไม่มีแม้แต่เวลาให้มิลอสได้แสดงความเจ็บปวด สายฟ้าเส้นหนึ่งที่พุ่งเข้ามาโจมตีมันอีกครั้งโดยไม่มีแม้แต่เวลาให้มันได้พักหายใจใดๆ มันเป็นสายฟ้าที่ถูกส่งมาจากฝ่ามือข้างหนึ่งของแอเรียส ทันทีที่มันปะทะเข้ากับร่างของมิลอสมันก็สร้างบาดแผลขนาดใหญ่อีกแห่งขึ้นบนร่างของมัน แรงปะทะของสายฟ้าส่งให้ร่างของมิลอสกระเด็นไปอีกครั้ง หลังของมันกระแทกเข้ากับต้นไม้ต้นหนึ่งเข้าอย่างจัง โลหิตสายหนึ่งไหลลงมาจากปากของมันเป็นผลมาจากอาการเจ็บภายในร่าง
แอเรียสไม่รอให้มันได้ลุกยืนขึ้นมา ริ้วประกายสายฟ้าเคลื่อนไปยังร่างของมิลอสที่นอนสะบักสะบอมอยู่อย่างรวดเร็ว มิลอสเบิกตากว้างมองไปยังประกายสายฟ้าเหล่านั้นราวกับฝันร้าย หากมันรู้ว่าเรื่องราวทั้งหมดจะลงเอยเช่นนี้มันคงตัดใจจากร่างของสัตว์อสูรตัวนั้นไปนานแล้ว มันไม่คิดมาก่อนเลยว่าเพียงแค่ต้องการแย่งชิงปักษาแสงจันทร์จะเป็นเหตุให้แอเรียสลงทำกับมันถึงเพียงนี้
“ อย่าาาา!! “
มิลอสตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว ในตอนนี้ภายในใจของมันมีเพียงความหวาดกลัวต่อพลังของแอเรียสเท่านั้น
ตู๊มมม !!
เสียงของเพลิงอัสนีคลั่งที่โจมตีเข้ากับบางสิ่งอย่างรุนแรง เศษฝุ่นผงกระจายไปทั่วบริเวณจนแทบจะบดบังร่างของแอเรียสและมิลอสที่กำลังต่อสู้กันอยู่ตอนนี้ กลิ่นเหม็นไหม้โชยมาจากการโจมตีของสายฟ้า ต้นไม้ที่อยู่ด้านหลักของมิลอสค่อยๆหักโค่นลงมาอย่างช้าๆ
“ ขะ ข้า…ข้ายังไม่ตาย “
มิลอสมองไปที่มือสองข้างของมันที่ยังคงสั่นเครือด้วยความกลัว มันแทบไม่อยากจะเชื่อในสายตาของมันเอง ยามที่มันมองเห็นเพลิงอัสนีคลั่งโจมตีมายังทิศทางที่มันอยู่มันก็คิดเอาไว้แล้วว่ามันคงไม่อาจจะรอดชีวิต แต่ราวกับปาฏิหาริย์ที่แอเลียสกลับโจมตีไปเพียงต้นไม้ด้านหลังของมันเท่านั้น การโจมตีของแอเรียสทำเพียงเฉียดไปที่ใบหน้าของมันเท่านั้นโลหิตสายหนึ่งไหลรินมาจากแก้มด้านซ้ายของมันอย่างช้าๆ แต่ตอนนี้สิ่งที่มันสนใจมีเพียงมันที่ยังมีชีวิตรอดอยู่เท่านั้น
“ มันยังไม่จบหรอก“
ดั่งเสียงของมัจจุราชที่กลับมาหลอกหลอนจิตวิญญาณของมิลอสอีกครั้ง มันมองเหลือบไปที่เจ้าของเสียงอันเย็นชานั่นด้วยความกลัว มันมองเห็นร่างของแอเรียสที่ล้อมรอบไปด้วยประกายกายสายฟ้ายืนอยู่ห่างจากมันเพียงไม่ถึงหนึ่งฟุตเท่านั้น มันเตรียมที่จะพูดบางสิ่งบางอย่างแก่แอเรียส แต่ดูเหมือนคำพูดของมันจะสายเกินไป
ปั๊กกก !!
ฝ่าเท้าของแอเรียสเตะเข้าไปปลายคางของมิลอสเข้าจังอย่าง ฟันสามซี่กระเด็นหลุดออกมาจากปากของมันพร้อมกับสติของมันที่วูบดับลง กระดูกกรามของมันดูเหมือนจะมีบางส่วนที่แตกหัก หน้าของมันมีรอยบาดแผลและรอยช้ำจากแรงเตะของแอเรียส โลหิตที่ไหลออกมาจากปากของมันดูเหมือนจะมากขึ้นกว่าเก่า
แอเรียสหันหลังกลับโดยไม่ได้เข้าไปโจมตีใดๆต่อ เขาไม่แม้แต่จะสนใจว่ามันจะตายหรือมีชีวิตอยู่ต่อ เมื่อการต่อสู้ทั้งหมดสิ้นสุดลง ราวกับสติของผู้คนฟื้นกลับคืนมาอีกครั้ง เฮเลน่าเป็นคนแรกที่เดินไปตรวจจับดูชีพจรของมิลอส เมื่อพบว่ามันยังไม่ตายนางจึงใช้เวทรักษามันทันที
“ เมเบลมาช่วยข้ารักษาเขาหน่อย “
เฮเลน่ารีบตะโกนเรียกเมเบลที่กำลังยืนอยู่อย่างกล้าๆกลัวๆให้รีบมาช่วยนางรักษามิลอส นางนำเม็ดยาเม็ดหนึ่งออกมาจากแหวนมิติก่อนจะจับมันใส่เข้าไปในปากของมิลอสในทันที