ความอ่อนแอคือบาป
นั่นคือความรู้สึกแรกของเซิ่งซีหลังจากทะลุมิติมา
นางคือพวกบ้างาน กว่าจะประคองตัวมาจนถึงจุดที่กำลังจะได้เลื่อนตำแหน่งและขึ้นเงินเดือนได้นั้นก็แสนจะยากลำบาก แต่พอหันกลับมาอีกที นางกลับทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายบำเพ็ญเซียน กลายเป็ตัวประกอบหญิงที่มีชื่อแซ่เดียวกับนางเป๊ะ
เ้าของร่างเดิมถูกิซิวเซียนจวินซึ่งเป็อาจารย์ในนามใช้ฝ่ามือฟาดจนตาย เพียงเพราะไม่ยินยอมส่งมอบหยกที่บรรจุเคล็ดวิชาชิงชาง ซึ่งเป็เคล็ดวิชากระบี่โบราณให้
ในขณะนี้ เซิ่งซีที่เพิ่งทะลุมิติมาสด ๆ ร้อน ๆ กำลังคุกเข่าอยู่หน้าโถงหลักของสำนักลั่วเฟิง ในมือบีบหยกไว้แน่น อีกเพียงแค่ประโยคเดียวนางก็จะถึงแก่ความตายแล้ว
แรงกดดันิญญาอันทรงพลังของิซิวเซียนจวินกดทับลงบนร่าง เซิ่งซีกระอักเืออกมาคำหนึ่ง แผ่นหลังถูกบังคับให้โค้งงอลง
เืของนางหยดลงบนหยกในมือ ปลายนิ้วที่กำหยกอยู่พลันรู้สึกชาหนึบ ความรู้มากมายพรั่งพรูเข้ามาในสมองของนางทันที
มันคือเคล็ดวิชาชิงชางในหยกนั่นเอง!
ทำไมไอ้ของพรรค์นี้ถึงวิ่งเข้ามาในหัวนางกัน?
แรงกดดันิญญาของิซิวเซียนจวินหนักหน่วงขึ้นเรื่อย ๆ จนขัดจังหวะความคิดของเซิ่งซี นางไม่มีเวลามานั่งพิจารณาความรู้ที่จู่ ๆ ก็โผล่มาในหัว เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์เริ่มต้นที่นรกเรียกพี่แบบนี้ เซิ่งซีจึงตัดสินใจยอมแพ้อย่างเด็ดขาด "ศิษย์ยินดีมอบหยกชิ้นนี้ให้เ้าค่ะ"
แรงกดดันิญญาขั้นแปรเทวะที่กดทับอยู่พลันเบาบางลง เซิ่งซีเช็ดเืที่มุมปากแล้วประคองหยกส่งให้ด้วยสองมือ "ขอท่านอาจารย์โปรดรับไว้ด้วย"
"อืม ถือว่าเ้าเป็เด็กที่รู้ความ" ิซิวเซียนจวินพยักหน้าทำเป็สำรวมท่าที ราวกับว่าถ้าเขาไม่รับหยกนี้ไว้จะเป็การทำผิดต่อเซิ่งซีอย่างไรอย่างนั้น
เขาโบกมือทีหนึ่ง หยกเปื้อนเืก็ลอยจากมือเซิ่งซีไปตกลงบนฝ่ามือของเขา
รอบโถงหลักเต็มไปด้วยผู้คน เมื่อครู่พวกเขายังช่วยกันพูดกดดันให้เซิ่งซีส่งมอบหยกอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนท่าที พากันชื่นชมว่าเซิ่งซีรู้ความและรู้จักตอบแทนบุญคุณ
เซิ่งซีกวาดตามองไปรอบ ๆ แล้วยกยิ้มที่มุมปาก
จะมาเล่นบทจอมปลอมกับนางที่นี่ใช่หรือไม่?
เซิ่งซีกล่าวด้วยน้ำเสียงใสซื่อว่า "ท่านอาจารย์มีบุญคุณต่อข้ายิ่งใหญ่ดั่งขุนเขา การที่ข้าตอบแทนบุญคุณจึงเป็เื่ที่สมควรแล้ว หยกชิ้นนี้ล้ำค่ายิ่ง ท่านอาจารย์ย่อมไม่ปล่อยให้ข้าต้องเสียเปรียบ และต้องชดเชยให้ข้าอย่างดีแน่นอน ศิษย์พี่ทั้งหลายไม่ต้องเสียดายแทนข้าหรอกเ้าค่ะ"
บรรดาคนที่กำลังชมว่านางรู้ความถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน และพากันหันไปมองิซิวเซียนจวินที่ยืนอยู่บนตำแหน่งสูงสุด
สีหน้าของิซิวเซียนจวินแข็งค้างไปเล็กน้อย ตัวเขาที่มีระดับพลังถึงขั้นแปรเทวะ อุตส่าห์หมายตาของของเด็กน้อยขั้นรวบรวมปราณระดับสอง และยอมเอ่ยปากขอด้วยตัวเองก็นับว่าให้เกียรติอย่างยิ่งแล้ว เซิ่งซียังกล้ามาต่อรองเงื่อนไขกับเขาอีกหรือ?
แต่ต่อหน้าศิษย์สายตรงมากมายเช่นนี้ เขาจะทำตัวขี้เหนียวได้อย่างไร ิซิวเซียนจวินจึงรักษามาดแล้วเอ่ยว่า "เ้าพูดได้ถูกต้อง อาจารย์ย่อมไม่เอาของของเ้ามาเปล่า ๆ รับนี่ไปสิ"
เขาสะบัดมือ ถุงศิลาิญญาใบหนึ่งก็ตกมาตรงหน้าเซิ่งซี
เมื่อิซิวเซียนจวินจากไป บรรยากาศในโถงก็ผ่อนคลายลง
ศิษย์ในชุดสีน้ำเงินคนหนึ่งเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาแล้วพูดว่า "รอให้ศิษย์น้องหรูเยว่บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จ ในฐานะที่เ้าเป็น้องสาวแท้ ๆ ของนาง ย่อมมีที่พึ่งพิงที่มั่นคง"
เซิ่งซีรีบค้นหาข้อมูลในความทรงจำของร่างเดิมอย่างรวดเร็ว และเดาตัวตนของคนผู้นี้ได้
หลี่เหยียนรุ่ย…
นางเอกของเื่มีชื่อว่าเซิ่งหรูเยว่ เป็พี่สาวแท้ ๆ ของเซิ่งซี แม้หลี่เหยียนรุ่ยจะเป็เพื่อนเล่นกันมาแต่ตั้งเด็กกับเ้าของร่างเดิม แต่เขากลับเป็สุนัขเลีย*[1] อันดับหนึ่งของนางเอกอย่างเซิ่งหรูเยว่
เซิ่งหรูเยว่มีร่างกายเย็นแต่กำเนิด จึงจำเป็ต้องฝึกเคล็ดวิชาธาตุหยาง เคล็ดวิชาโบราณในหยกของเ้าของร่างเดิมนั้นเป็ธาตุหยางพอดี เพื่อจะเอาใจเซิ่งหรูเยว่ หลี่เหยียนรุ่ยจึงแอบคาบข่าวนี้ไปบอกิซิวเซียนจวิน จนทำให้เกิดเหตุการณ์ในวันนี้ขึ้น
เซิ่งซีกล่าวอย่างเฉยเมยว่า "เซิ่งหรูเยว่เป็พี่สาวแท้ ๆ ของข้า แถมยังได้เคล็ดวิชากระบี่ของข้าไปครองแต่เพียงผู้เดียว การที่นางจะดูแลข้ามันก็เป็เื่ที่สมควรอยู่แล้ว แล้วเ้าจะดีใจไปทำไม? คิดว่านางจะมองเ้าหรือไง? หรือว่าเ้าอยากจะอาศัยพึ่งพิงนางกันแน่?"
รอยยิ้มบนหน้าของหลี่เหยียนรุ่ยแข็งค้างไปทันที ศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น ๆ ที่ยังไม่เดินจากไปได้ยินเข้าต่างก็พากันหัวเราะลั่น
เซิ่งซีคร้านจะใส่ใจเขา นางหยิบถุงศิลาิญญาขึ้นมาดู และพบว่าข้างในมีศิลาิญญาระดับสูงถึงหนึ่งร้อยก้อน ก็พลันรู้สึกว่าาแบนร่างไม่ได้เ็ปขนาดนั้นแล้ว
ในโลกใบนี้ ตราบใดที่ไม่บำเพ็ญเซียน ศิลาิญญาระดับสูงเพียงก้อนเดียวก็เพียงพอให้ครอบครัวธรรมดาที่มีสมาชิกสามคนใช้ชีวิตไปได้ตลอดชาติ
ชาติที่แล้วเซิ่งซีบ้างานมาทั้งชีวิต ผลตอบแทนที่ได้รับคือการทำงานจนตาย ชาตินี้ในฐานะตัวประกอบหญิง นางจึงตัดสินใจที่จะใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยเป็ปลาเค็มตัวหนึ่ง
สำนักลั่วเฟิงเป็สำนักอันดับหนึ่งในบรรดาเจ็ดสำนักใหญ่ ทุกปีจะมีการประเมินผลงาน หากทำประโยชน์ให้สำนักไม่เพียงพอ ก็จะถูกขับออกจากสำนักลั่วเฟิง
ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสำหรับชีวิตหลังเกษียณนัก เซิ่งซีจึงตัดสินใจจะไปหาหมู่บ้านหรือเมืองมนุษย์ธรรมดาสักแห่งเพื่อนอนเป็ปลาเค็ม
อย่างไรเสียนางก็มีศิลาิญญาระดับสูงตั้งหนึ่งร้อยก้อน อยู่ในโลกมนุษย์ย่อมสุขสบายราวกับฮ่องเต้
เมื่อออกจากโถงหลัก เซิ่งซีก็รีบมุ่งหน้าไปยังหอเวิ่นหยวนอย่างกระตือรืนร้น หวังจะยกเลิกสถานะการเป็ศิษย์ของสำนักลั่วเฟิง
ผู้าุโประจำหอเวิ่นหยวนมองนางด้วยสายตาเหลือเชื่อ และสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือไม่
"เ้า้าตัดขาดความสัมพันธ์กับสำนักลั่วเฟิงงั้นรึ?"
เซิ่งซีพยักหน้า "ช่วยทำเื่ให้เร็วหน่อยเ้าค่ะ"
สำนักลั่วเฟิงครอบคลุมพื้นทีู่เาขนาดใหญ่ ระยะห่างระหว่างยอดเขาแต่ละแห่งนั้นไกลกันมาก หากเดินเท้าต้องใช้เวลานาน หลังจากขั้นสร้างรากฐานแล้ว ผู้ฝึกตนสามารถเหินกระบี่หรือใช้ศาสตราวิเศษบินข้ามไปมาได้ แต่ในขั้นรวบรวมปราณนั้นพลังิญญาไม่เพียงพอ หากไม่อยากเดินก็ต้องนั่งนกกระเรียนเซียนของสำนักเท่านั้น
่กลางวันนกกระเรียนเซียนจะให้บริการเป็รอบโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย แต่่กลางคืนต้องเสียค่าบริการ
เ้าของร่างเดิมทุ่มเททั้งแรงกายแรงใจให้สำนักมาหลายปี แต่ผลที่ได้คือเคล็ดวิชากระบี่ถูกแย่งชิงไปดื้อ ๆ ตอนนี้เซิ่งซีไม่อยากเสียศิลาิญญาแม้แต่ครึ่งก้อนให้สำนักลั่วเฟิงอีก นางจึงรีบไปเพื่อให้ทันรอบนกกระเรียนฟรี
ศิษย์หอเวิ่นหยวนที่อยู่ข้าง ๆ เห็นป้ายประจำตัวของนางระบุว่าสังกัดอยู่ใต้ปกครองของิซิวเซียนจวินก็แค่นหัวเราะ "ที่แท้เ้าก็คือเซิ่งซีผู้นั้นนี่เอง ได้ยินว่าเ้ามีพี่สาวที่มีรากิญญาธาตุไม้ระดับเลิศ และถูกิซิวเซียนจวินรับเป็ศิษย์สายตรงไปแล้ว ส่วนเ้าอยู่ในสำนักมาหลายปีกลับไม่มีความก้าวหน้า คงจะรู้สึกอับอายจนไม่อยากอยู่ในสำนักต่อแล้วล่ะสิ?"
"ใช่แล้ว ๆ ช่วยทำให้เร็ว ๆ หน่อยได้หรือไม่เ้าคะ?"
นกกระเรียนฟรีเหลือเวลาอีกแค่ครึ่งก้านธูปก็จะหมดรอบแล้ว ตอนนี้เซิ่งซีรีบมาก
ศิษย์ที่คอยเยาะเย้ยนาง "..." ไม่รู้ทำไม เขาถึงรู้สึกเหมือนถูกเซิ่งซีเยาะเย้ยกลับซะอย่างนั้น
"ไร้ความทะเยอทะยาน!" ผู้าุโถลึงตาใส่นางอย่างแรง ก่อนจะขีดชื่อเซิ่งซีออกจากทะเบียนศิษย์ เรียกคืนป้ายประจำตัวและของอื่น ๆ แล้วไล่นางออกไปอย่างนึกรังเกียจ
เซิ่งซีเหมือนนกที่หลุดออกจากกรง นางวิ่งร่าไปยังจุดรับส่ง และขึ้นนกกระเรียนเซียนตัวสุดท้ายได้ทันเวลาก่อนพวกมันจะเลิกงาน มุ่งหน้าไปยังประตูทางเข้าสำนัก
สำนักลั่วเฟิงนั้นร่ำรวย แต่การดูแลนกกระเรียนเหล่านี้กลับแย่มาก ทำให้นกกระเรียนมีขนหม่นหมองและร่างกายผอมโซ
เซิ่งซีเพิ่งเคยนั่งนกกระเรียนเป็ครั้งแรก นางโอบกอดคอนกกระเรียนและอดไม่ได้ที่จะคลอเคลียกับมัน "เ้านกกระเรียนน้อย บินไปบินมาทุกวันเหนื่อยหรือไม่? อาหารที่สำนักให้ก็คงไม่ถูกปากล่ะสิ? สนใจจะออกจากสำนักไปหาที่นอนเป็ปลาเค็มด้วยกันหรือไม่ล่ะ?"
นกกระเรียนเซียนมีสติปัญญาอยู่บ้าง เมื่อได้ยินดังนั้นก็เอียงคอมามองนาง
เซิ่งซีหยิบปลาแห้งตัวเล็กออกมาจากถุงวิเศษแล้วป้อนให้นกกระเรียน "ชีวิตคนเรามันสั้นนัก ต้องหาความสุขให้ทันท่วงที จะมาตรากตรำทำงานทำไม? เ้าขนส่งศิษย์สำนักมากมายขนาดนี้ทุกวัน สำนักให้ศิลาิญญาเ้าบ้างหรือไม่? ปรับปรุงอาหารให้เ้าบ้างหรือเปล่า?"
เซิ่งซีนึกถึงชาติที่แล้วของตัวเองแล้วพูดด้วยความรันทดใจ "ที่สำนักให้พวกเ้าสลับกันพักตอนกลางคืนน่ะ เขาหวังดีกับเ้าจริง ๆ งั้นหรือ? เปล่าเลย เขาแค่กลัวเ้าเหนื่อยตายแล้วต้นทุนการเลี้ยงนกกระเรียนฝูงใหม่มันจะสูงเกินไปต่างหาก ศิลาิญญาที่ได้จากการทำงานล่วงเวลาตอนกลางคืน สำนักเคยแบ่งให้เ้าสักก้อนหรือไม่? พวกเขาไม่แม้แต่จะพูดคำว่าลำบากหน่อยนะกับเ้าด้วยซ้ำ แถมยังคิดว่าการให้เ้ามาทำงานที่นี่คือบุญคุณเสียอีก"
"งานพรรค์นี้ ไม่ทำเสียยังดีกว่า!"
นกกระเรียนเซียนชูคอขึ้นส่งเสียงร้องยาว ๆ เสียงร้องใสกระจ่างของมันดึงดูดนกกระเรียนรอบ ๆ ให้ตามมาเป็พรวน
เสียงร้องประชันกันของนกกระเรียนเซียนดังระงมราวกับการปรึกษาหารือที่เผ็ดร้อน
เมื่อบินข้ามูเาสูงชันหลายลูก ในที่สุดก็ถึงประตูสำนักลั่วเฟิง ทว่านกกระเรียนเซียนที่เซิ่งซีนั่งอยู่นั้นกลับไม่ยอมจอดที่จุดรับส่งตามกำหนด แต่กลับพาเซิ่งซีพร้อมกับฝูงนกกระเรียนกลุ่มใหญ่ด้านหลังบินทะยานออกนอกประตูสำนักไปอย่างยิ่งใหญ่
เซิ่งซี "?"
โอ้โห นอกจากนางจะลาออกจากสำนักลั่วเฟิงเองแล้ว นางยังพาฝูงนกกระเรียนของสำนักลั่วเฟิงหนีตามกันมาหมดเลยหรือเนี่ย?
[1] สุนัขเลีย (舔狗) หมายถึงคนที่ตามจีบหรือทุ่มเททำดีให้คนที่ชอบทุกอย่าง แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่รัก ไม่สนใจ หรือไม่เห็นค่า ก็ยังยอมลดศักดิ์ศรีตัวเองเพื่อให้คนที่ชอบหันมามอง