ลมหนาวพัดหวีดหวิวผ่านหุบเขาเงามืด ราวกับเสียงคร่ำครวญของิญญาที่สูญหาย ท้องฟ้ามืดครึ้มด้วยเมฆฝนหนาที่ยังไม่ยอมปล่อยหยาดน้ำลงมา หลินเฉิน เด็กหนุ่มวัยสิบหกปี เดินก้าวยาวบนทางเดินแคบ ๆ ที่ปกคลุมด้วยก้อนหินและรากไม้ขดเกลียว เสื้อผ้าขาดวิ่นของเขาปลิวไสวตามสายลม ดาบสั้นสนิมเกาะที่สะพายไว้ด้านหลังส่งเสียงกระทบกันเบา ๆ รอยแผลเก่าบนใบหน้าของเขายังคงเ็ปเมื่อลมเย็นัั แต่ั์ตาคู่หนึ่งของหลินเฉินกลับเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นราวกับเปลวไฟที่ไม่มีวันดับ
หลินเฉินไม่ใช่จอมยุทธ์ ไม่ใช่ศิษย์ของสำนักใด และไม่ใช่บุคคลที่ยุทธภพจดจำ เขาคือเด็กกำพร้าที่รอดชีวิตจากเหตุการณ์ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ของเขาถูกเผาทิ้งโดยสำนักัดำเมื่อสิบปีก่อน ความทรงจำเพียงอย่างเดียวที่เขายังเก็บไว้คือภาพของเปลวไฟที่กลืนกินบ้านเรือน และเสียงกรีดร้องของผู้คนที่เขาเรียกว่าครอบครัว แต่ในคืนนี้ เขากำลังมุ่งหน้าไปยังจุดหมายที่เขาเองก็ไม่แน่ใจ—เพียงรู้สึกว่ามีบางสิ่งในหุบเขาแห่งนี้กำลังเรียกหาเขา
เมื่อเมฆฝนเริ่มปล่อยหยาดน้ำลงมา หลินเฉินรีบวิ่งหาที่หลบภัย เขาพบถ้ำร้างเล็ก ๆ ซ่อนตัวอยู่ใต้เงื้อมผา ภายในถ้ำมืดมิดและชื้นแฉะ กลิ่นดินและตะไคร่น้ำอบอวลในอากาศ เขานั่งลงพิงผนังถ้ำ หยิบเอาขนมปังแข็งจากย่ามเก่า ๆ มากัดกินเพื่อประทังความหิว ขณะที่สายฝนดังซู่ ๆ อยู่นอกถ้ำ เสียงกระซิบแ่เบาก็ดังขึ้นจากส่วนลึกของถ้ำ
“หลินเฉิน…” เสียงนั้นราวกับลมที่พัดผ่านช่องหิน แต่ชัดเจนราวกับมีใครบางคนกำลังเรียกชื่อเขา
เด็กหนุ่มชะงัก มือที่กำลังถือขนมปังหยุดนิ่ง เขามองลึกเข้าไปในความมืด แต่ไม่เห็นอะไรนอกจากเงาดำสนิท หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้น สัญชาตญาณบอกให้เขาหนี แต่ความอยากรู้กลับผลักดันให้เขาลุกขึ้นและก้าวเดินไปข้างหน้า มือหนึ่งจับด้ามดาบสั้นไว้แน่น
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในถ้ำ แสงสลัวสีชาดก็เริ่มปรากฏจากผนังหินด้านหน้า มันส่องสว่างราวกับมีชีวิต หลินเฉินหยุดยืนหน้าหินก้อนใหญ่ที่ฝังอยู่ในผนัง ตรงกลางของหินนั้นคือดาบเล่มหนึ่ง ใบดาบสีเงินสลักด้วยอักขระโบราณที่ส่องแสงสีแดงเข้มราวกับเื ด้ามดาบเรียบง่ายแต่ดูสง่างามราวกับถูกหล่อหลอมจากแสงดาว
“ดาบรุ่งอรุณสีชาด…” หลินเฉินพึมพำโดยไม่รู้ตัว คำนี้ผุดขึ้นในใจราวกับความทรงจำที่ไม่เคยมีอยู่จริง
เมื่อเขายื่นมือไปััดาบ พลังงานร้อนแรงพุ่งผ่านร่างกายของเขา ร่างกายของเขาสั่นสะท้านราวกับถูกสายฟ้าฟาด ภาพนิมิตนับพันปีไหลบ่าเข้ามาในจิตใจ—าระหว่างเทพและปีศาจ นักรบในชุดเกราะสีขาวที่ยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางกองศพ และดาบเล่มนี้ที่ตัดผ่านท้องฟ้า เปลี่ยนโชคชะตาของโลก
หลินเฉินทรุดลงคุกเข่าด้วยความเ็ป หายใจหอบถี่ แต่เมื่อเขาลืมตาขึ้น ดาบรุ่งอรุณสีชาดอยู่ในมือของเขาแล้ว มันเบาราวกับขนนก แต่หนักแน่นราวกับชะตากรรมของทั้งยุทธภพ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินเฉินออกจากถ้ำด้วยดาบรุ่งอรุณสีชาดที่สะพายไว้ด้านหลัง แสงแดดยามเช้าสะท้อนกับใบดาบ สร้างแสงวาววับที่ทำให้หัวใจเขาเต้นแรงด้วยความตื่นเต้น แต่ความรู้สึกนั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะเงาดำกลุ่มหนึ่งปรากฏขึ้นที่ขอบฟ้า นักฆ่าสี่คนในชุดคลุมสีดำกำลังมุ่งหน้ามาทางเขา นำโดยชายร่างสูงที่มีแววตาเย็นเยือกราวกับงูพิษ—จ้าวเฟิง หนึ่งในสี่จตุรเทพแห่งสำนักัดำ ผู้มีฉายาว่า "เงามรณะ"
“เ้าเด็กน้อย คิดว่าถือดาบเล่มนั้นแล้วจะรอดจากข้าได้หรือ?” จ้าวเฟิงหัวเราะเยาะ ดาบยาวในมือของเขาสะท้อนแสงแดดขณะที่พุ่งเข้าหาหลินเฉินเร็วราวสายฟ้า
หลินเฉินที่ยังไม่เคยฝึกวิชาดาบขั้นสูง ต้องพึ่งสัญชาตญาณในการหลบหลีก เขากลิ้งตัวลงจากโขดหิน การโจมตีของจ้าวเฟิงเฉือนผ่านอากาศ เฉียดร่างของเขาไปเพียงเสี้ยววินาที พลังปราณที่หลินเฉินไม่เคยรู้ว่ามีอยู่ในตัวเองพลุ่งพล่านขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว คลื่นพลังเล็ก ๆ ะเิออกจากร่างของเขา ทำให้จ้าวเฟิงและลูกน้องของเขาถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“เ้ามีพลังเช่นนี้ได้อย่างไร?!” จ้าวเฟิงะโด้วยความประหลาดใจ แววตาของเขาเปลี่ยนจากเยาะเย้ยเป็ระแวดระวัง
หลินเฉินไม่ตอบ เขาคว้าดาบรุ่งอรุณสีชาดออกจากฝักโดยสัญชาตญาณ แสงสีชาดสว่างวาบจากใบดาบ คลื่นพลังที่ทรงพลังกว่าครั้งก่อนพุ่งออกมา ผลักจ้าวเฟิงและนักฆ่าคนอื่น ๆ กระเด็นไปชนกับโขดหิน หลินเฉินฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีเข้าไปในป่าที่ยังคงเปียกชื้นจากฝนเมื่อคืน
ขณะที่หัวใจเต้นรัวและลมหายใจถี่กระชั้น หลินเฉินรู้ดีว่านี่เป็เพียงจุดเริ่มต้น การเผชิญหน้ากับจ้าวเฟิงทำให้เขาตระหนักว่า ดาบรุ่งอรุณสีชาดไม่ใช่แค่อาวุธธรรมดา และตัวเขาเองก็ไม่ใช่เด็กกำพร้าธรรมดาอีกต่อไป เขาต้องหาคำตอบ—ทั้งเกี่ยวกับดาบและเกี่ยวกับตัวเขาเอง
“สำนักดาบ์…” หลินเฉินพึมพำกับตัวเอง นั่นคือสถานที่เดียวที่เขาคิดว่าน่าจะให้คำตอบได้ เขาก้าวเดินต่อไป มุ่งหน้าสู่ยอดเขาที่กล่าวกันว่ารวบรวมยอดฝีมือด้านดาบแห่งยุทธภพ โดยไม่รู้เลยว่าโชคชะตากำลังรอเขาอยู่ด้วยอันตรายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยเผชิญ
จบตอนที่ 1