ข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน

    ตอนที่ 53

    ท่ามกลางความรุ่งโรจน์ของแคว้นต้าหยวน หากจะเอ่ยถึงขุมกำลังที่เปรียบเสมือนปฐพีอันแข็งแกร่งค้ำจุนราชบัลลังก์ ย่อมไม่มีผู้ใดไม่นึกถึง "ตระกูลฉิน" ตระกูลแม่ทัพใหญ่ผู้สืบเชื้อสายโลหิตนักรบมาอย่างยาวนานนับแต่ปฐมกษัตริย์ทรงสถาปนาราชวงศ์ 

    อำนาจของตระกูลฉินนั้นหยั่งรากลึกจนขยายอิทธิพลกลายเป็นหนึ่งใน ห้ามหาอำนาจ ที่กุมชะตาแผ่นดินไว้ในมิติต่างๆ บารมีของพวกเขามิได้มาเพราะโชคช่วย แต่ถูกสลักไว้ด้วยคมดาบและยอดฝีมือชั้นครู โดยเฉพาะการมียอดคนระดับ จอมราชันขั้นกลาง คอยเฝ้าหวงแหนจวนถึงสามคน! เพียงแค่หนึ่งคนขยับกาย ฟ้าดินก็แทบจะพลิกคว่ำ เช่นนั้นแล้วการมีถึงสามคนในตระกูลเดียว จึงเท่ากับเป็นการประกาศกร้าวว่าตระกูลฉินคือปราการเหล็กที่ไร้ผู้ต้าน 

    ในยุคปัจจุบัน เจ้าบ้านตระกูลฉินยังคงทำหน้าที่เป็น "โล่แห่งทิศอุดร" ดำรงตำแหน่ง แม่ทัพฝ่ายเหนือ ผู้เกรียงไกร เขาบัญชาการกองทัพนับแสนยืนหยัดต่อต้านการรุกรานจากชนเผ่าป่าเถื่อนท่ามกลางทุ่งหิมะอันอ้างว้างและสภาพอากาศที่เลวร้ายจนแม้แต่เหล็กกล้ายังเปราะบาง ทว่าจิตวิญญาณของนักรบตระกูลฉินกลับยังคงลุกโชนมิต่างจากดวงตะวัน 

    ความยิ่งใหญ่ของตระกูลยิ่งทวีความเกรียงไกรจนถูกกล่าวขานไปทั่วหล้า เมื่อบุตรชายคนเล็กของตระกูลนามว่า ฉินอวี้ ได้รับวาสนาปาฏิหาริย์ที่ผู้คนทั้งแผ่นดินต่างอิจฉา เขาถูกเลือกให้เป็นศิษย์ติดตามยอดยุทธ์ในตำนานอย่าง หวังซิว ยอดยุทธระดัมจอมราชันขั้นปลาย ที่บัดนี้มีข่าวลือว่าสามารถทะลวงขั้นเข้าถึงเทพสงคราม ออกท่องทะยานไปทั่วหล้าเพื่อขัดเกลาวิชาฝีมือ 

    ด้วยพรสวรรค์ที่ติดตัวมาแต่กำเนิดบวกกับการชี้แนะจากยอดคน ทำให้ฉินอวี้ได้รับการขนานนามว่าเป็นยอดยุทธ์รุ่นเยาว์ที่แข็งแกร่งที่สุดในวัยเดียวกัน 

    แม้ลึกๆ ในใจของบิดามารดาจะถวิลหาและห่วงใยบุตรชายเพียงใด ทว่าด้วยวิถีแห่งนักรบที่มองว่าการเผชิญโลกคือการเติบโต พวกเขาจึงยอมหักใจมองดูนกอินทรีหนุ่มกระพือปีกออกจากรัง เพื่อที่วันหนึ่งเขาจะกลับมาเป็นมังกรผู้ยิ่งใหญ่ที่สืบทอดเกียรติยศของตระกูลฉินให้คงอยู่ชั่วกาลนาน 

    ณ ปลายสุดของถนนสายหลักที่ตัดผ่านย่านขุนนางอันเงียบสงบและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความร่ำรวย ร่างของบุรุษสองคนเดินเคียงคู่กันมาท่ามกลางแสงแดดยามบ่ายที่ส่องกระทบใบหน้า คนหนึ่งคือ ฉินอวี้ ชายหนุ่มรูปงามที่มีราศีแผ่ซ่านประหนึ่งหยกสลัก ทุกย่างก้าวของเขามั่นคง องอาจ และเปี่ยมไปด้วยพลังเร้นลับที่ชวนให้ผู้คนต้องสยบยอม ทว่าบุรุษที่เดินเคียงข้างเขากลับดูเหมือนหลุดออกมาจากภาพวาด "ยาจกสู้ชีวิต" อย่าง ลู่ชิง บัณฑิตหนุ่มในชุดผ้าป่านสีซีดจางที่มีรอยปะชุนนับไม่ถ้วน แถมยังสะพายย่ามตำราใบเก่าที่ดูเหมือนจะพังแหล่ไม่พังแหล่ 

    ความแตกต่างสุดขั้วนี้ทำให้ชาวเมืองและบรรดาบ่าวไพร่ที่กำลังทำความสะอาดหน้าจวนขุนนางใกล้เคียง ถึงกับต้องหยุดมือแล้วหันมาจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรส 

    "นี่พวกเจ้าดูนั่นสิ! ตาข้าฝาดไปหรือเปล่า? นั่นคุณชายบ้านไหนกัน ทำไมถึงเดินมากับ... เอ่อ... ซากศพบัณฑิตเช่นนั้น?" สตรีวัยกลางคนในชุดผ้าแพรแอบป้องปากกระซิบกับเพื่อน 

    "ข้าว่าไม่ใช่ซากศพหรอก ดูนั่นสิ ยังเดินกระพริบตาปริบๆ มองแจกันหน้าจวนคนอื่นอย่างกะจะกลืนลงท้องไปเสียให้ได้" ชายร่างท้วมอีกคนหัวเราะคิกคัก 

    "หรือจะเป็นนายน้อยผู้สูงศักดิ์ท่านนั้นแอบไปทำบุญรับเลี้ยงขอทานข้างถนนมาเป็นข้ารับใช้กันนะ?" 

    "ข้ารับใช้อะไรจะแต่งตัวข่มขวัญเจ้านายขนาดนี้ รอยปะที่ก้นนั่นน่ะ... ข้าว่ามองไปมองมาก็เห็นถึงดวงดาวบนท้องฟ้าได้เลยนะ!" เสียงนินทาและเสียงหัวเราะคิกคักลอยมาเข้าหูลู่ชิงเป็นระยะ จนเขาต้องแอบถอนใจพลางคิดในใจว่า 'พวกเจ้านี่ช่างไม่รู้อะไรเลย ชุดปะชุนนี่แหละคือวิถีแห่งความสมถะ! (จริงๆ คือไม่มีเงินซื้อใหม่)'
    กระทั่งทั้งคู่ก้าวเข้ามาอยู่ในระยะสายตาของทหารยามหน้าจวนตระกูลฉิน สองทหารยามร่างยักษ์ในชุดเกราะมันวาวที่ยืนเฝ้าประตูมังกรคำรณก็เริ่มขยับตัว พวกเขามองหน้ากันแล้วเบ้ปากทันทีที่เห็นหน้าลู่ชิง 

    "พี่ใหญ่ ดูไอ้ยาจกนั่นสิ มันหลุดเข้ามาในย่านขุนนางได้ยังไง? ทหารลาดตระเวนปล่อยให้มันเดินมาถึงหน้าจวนตระกูลฉินที่ทรงอิทธิพลที่สุดในแผ่นดินได้ยังไงกัน!" ทหารยามหน้าใหม่คนหนึ่งกระซิบเสียงต่ำด้วยความดูแคลน 

    "นั่นน่ะสิ ดูท่าทางมัน... เดินไปมองป้ายทองหน้าจวนไป สงสัยกำลังคำนวณว่าถ้าแกะทองไปขายจะเลี้ยงชีพได้กี่ปีล่ะมั้ง" ทหารอีกคนหัวเราะหึๆ ในลำคอ "ข้าว่ามันคงกะจะมาขอเศษเงิน หรือไม่ก็มาอ้างว่าเป็นญาติห่างๆ ของข้ารับใช้ในจวนเราแน่ๆ ทรงนี้ข้าเจอมาเยอะ!" 

    เมื่อทั้งคู่มาหยุดฝีเท้าลงที่หน้าประตูจวนมหึมา ทหารยามทั้งสองก็ขยับทวนในมือหมายจะก้าวออกมาตวาดไล่บัณฑิตซอมซ่อผู้นี้ให้พ้นทาง ทว่าคำด่าที่เตรียมมาจนเต็มรักกลับต้องถูกกลืนลงคอไปดัง 'อึ๊ย!' เมื่อสายตาของพวกเขาปะทะเข้ากับรัศมีอำนาจอันเย็นเยียบแต่แฝงด้วยความอบอุ่นของ ฉินอวี้ 

    ทหารยามกลุ่มนี้เพิ่งจะถูกคัดเลือกเข้ามาประดับบารมีตระกูลฉินได้ไม่นาน พวกเขาจึงไม่เคยเห็นหน้าค่าตาของ "นายน้อยเล็ก" เลยแม้แต่น้อย เพราะฉินอวี้ถูกส่งไปฝากตัวเป็นศิษย์ท่านหวังซิ่วตั้งแต่อายุยังน้อยมาก ภาพในหัวของพวกเขาคือนายน้อยฉินที่อาจจะเป็นเด็กหนุ่มแก้มป่องในภาพวาดเก่าๆ ไม่ใช่ชายหนุ่มยอดยุทธ์ผู้องอาจเช่นนี้ 

    "เอ่อ... ท่านผู้สูงศักดิ์ท่านนี้..." ทหารยามเปลี่ยนท่าทีจากการจะกระทืบเท้าไล่ เป็นการประสานมือคารวะฉินอวี้อย่างเก้ๆ กังๆ แต่สายตาก็ยังเหลือบมองลู่ชิงอย่างไม่ไว้วางใจ "มิทราบว่าท่านมีธุระอันใดกับจวนตระกูลฉินหรือขอรับ? แล้ว... บุรุษผู้ที่ใส่ชุด 'เครื่องยศ' แปลกตาผู้นี้ คือคนสนิทของท่านหรือ?" 

    ลู่ชิงที่ได้ยินคำว่า "เครื่องยศแปลกตา" ถึงกับคิ้วกระตุก พลางคิดในใจว่า 'เจ้าทหารพวกนี้ ตาถึงเหมือนกันนี่นา รู้ด้วยว่านี่คือชุดจำกัดจำนวนที่มีรอยปะชุนไม่ซ้ำกันในใต้หล้า!' 

    ในขณะที่ หนิงเซียน ซึ่งลอยละล่องอยู่ด้านหลังลู่ชิง (และแน่นอนว่าไม่มีใครเห็น) บัดนี้กำลังทำหน้าล้อเลียนทหารยามเหล่านั้นอย่างสุดกวน นางบินไปเป่าหูทหารยามคนหนึ่งจนเขาต้องเอามือตะปบใบหูด้วยความงุนงง 

    "ฮิๆ นายท่านดูเจ้าพวกหน้าโง่นี่สิเจ้าคะ มองคนแต่ภายนอกแท้ๆ ถ้าพวกมันรู้ว่าท่านคือพญามังกรที่พวกมันต้องก้มกราบ มีหวังได้หัวทิ่มดินแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ!" 

    ฉินอวี้มองดูทหารใหม่เหล่านั้นด้วยรอยยิ้มจางๆ เขาไม่ได้ถือสาความไม่รู้ของพวกเขาสักนิด ก่อนจะเหลือบมองลู่ชิงที่ตอนนี้เริ่มจะเดินไปสำรวจสิงห์โตหินหน้าจวนอย่างละเอียดประหนึ่งจะประเมินราคาขายต่อ 

    "พี่ลู่... ดูเหมือนบ้านข้าจะเปลี่ยนคนเฝ้าประตูใหม่หมดเลยนะเนี่ย" 

    ลู่ชิงพยักหน้าหงึกๆ พลางกระซิบตอบ 

    "น้องฉิน ข้าว่าทหารพวกนี้ขยันขันแข็งดีนะ ดูสิ... มองข้าตาเขม็งเชียว สงสัยจะชื่นชมในความสมถะของข้าจนอยากจะเข้ามาขอลายเซ็นบัณฑิตแน่ๆ!" 

    เมื่อเห็นว่าลู่ชิงไม่ได้ใส่ใจเอาความนินทาของเหล่านกกระจอกข้างรั้ว เพราะมัวแต่อยู่ในภวังค์ประเมินราคาสิงห์โตหินหน้าจวนว่าหากสกัดเอาดวงตาหยกออกมาจะแลกหมั่นโถวได้กี่ปี ฉินอวี้ก็ลอบยิ้มพลางกระแอมเบาๆ เพื่อกู้หน้าสหาย เขาล้วงเข้าไปในอกเสื้อแล้วหยิบ ป้ายหยกสีเขียวจักรพรรดิ สลักลายมังกรพิโรธซึ่งเป็นสัญลักษณ์สูงสุดของทายาทสายตรงออกมาแสดง 

    ทหารยามใหม่ถอดด้ามสองคนรับป้ายหยกมาพิจารณาด้วยมือที่สั่นเทา คราแรกกะจะวางมาดตรวจจับของปลอม แต่พอแสงแดดตกกระทบเนื้อหยกจนทอประกายปราณจางๆ และเห็นตราประทับลับของราชวงศ์ที่สลักอยู่ด้านหลัง ทั้งคู่ก็ตาโตเท่าไข่ห่าน หน้าถอดสีจนซีดยิ่งกว่ากระดาษชำระ ก่อนจะสะดุ้งสุดตัวแล้ววิ่งโกยอ้าวเข้าไปในจวนราวกับโดนไฟลนก้น 

    สักพักใหญ่... ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าโกลาหลของคนนับสิบที่พุ่งทะลักออกมาจากประตูจวนแทบจะพร้อมกัน พร้อมเสียงตะโกนประสานสายดังลั่นจนลู่ชิงเกือบจะสะดุดเท้าตัวเอง 

    "โอ้! เจ้าตัวเล็กกลับมาแล้วหรือ!"
    ไม่ทันที่ฉินอวี้จะตั้งตัว ร่างเงางามในชุดอาภรณ์สีม่วงอ่อนปักดิ้นทองคำขาวก็พุ่งถลาออกมาก่อนใครเพื่อน นางคือ ฉินเยี่ย พี่สาวคนโตของฉินอวี้ สตรีผู้มีสิริโฉมงดงามราวกับนางเซียนตกสวรรค์ ดวงตาคมซึ้งดุจหงส์ ผิวพรรณขาวละเอียดประดุจน้ำนมที่ถูกเคี่ยวจนงวด ความงามของนางนั้นสูงส่งเสียจนทำให้บรรยากาศรอบข้างที่เคยร้อนระอุเย็นสบายขึ้นมาทันตา ทว่ากิริยาตอนนี้กลับผิดกับรูปโฉม เพราะนางวิ่งหน้าตั้งมาสวมกอดฉินอวี้เต็มรักจนเกิดเสียง 

    'อั้ก!' 

    ฉินอวี้ผู้ที่เพิ่งสำแดงวิชาตัวเบาระดับสูงหลบคมดาบมานับไม่ถ้วน กลับมิต่างจากนกกระจิบตัวน้อยที่โดนตาข่ายคลุม เขาถูกพี่สาวกอดแน่นจนหน้าบี้กับไหล่หอมๆ ของนาง ท่ามกลางวิทยายุทธ์อันแข็งแกร่ง เขากลับมิอาจ (และมิกล้า) หลบหลีกได้แม้แต่น้อย ได้แต่ยืนทำหน้าเขินๆ สลับกับทำหน้าเหยเกเพราะขาดอากาศหายใจ โดยมีลู่ชิงยืนกอดอกยิ้มกริ่ม แววตาเต็มไปด้วยคำล้อเลียนประมาณว่า "โถ... คุณชายผู้เกรียงไกร แพ้อ้อมกอดพี่สาวเสียแล้ว" 

    ตามมาด้วยญาติพี่น้องและข้ารับใช้เก่าแก่อีกขบวนใหญ่ และที่เดินออกมาอย่างสุขุมแต่ดวงตาสั่นเครือคือ ฮูหยินฉิน มารดาของเขา นางมองบุตรชายคนเล็กด้วยความภาคภูมิใจและโหยหา ฉินอวี้เมื่อหลุดจากพันธนาการของพี่สาวได้ ก็รีบพุ่งเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้ามารดาทันที 

    "ลูกอกตัญญู มิได้อยู่ปรนนิบัติท่านแม่ ปล่อยให้ท่านต้องเป็นห่วงอยู่หลายปี โปรดลงโทษลูกด้วยขอรับ!" ฉินอวี้กล่าวด้วยน้ำเสียงที่พยายามจะให้ดูขรึมแต่ก็สั่นพร่า 

    ฮูหยินฉินรีบขยับกายเข้าไปพยุงลูกรักขึ้นมาด้วยมืออันอ่อนโยน 

    "เจ้าเด็กโง่ กลับมาก็ดีแล้ว ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ" นางลูบใบหน้าบุตรชายพลางถามไถ่สารทุกข์สุกดิบไม่หยุด จนฉินอวี้เริ่มจะเขินสายตาชาวบ้านที่ยืนมุงดู เขาจึงรีบตัดบทกระชับความสัมพันธ์กับคนสำคัญที่ยืนข้างๆ 

    "ท่านแม่ พี่ใหญ่... ข้าขอแนะนำนี่คือ ลู่ชิง พี่ชายและสหายผู้มีพระคุณยิ่งของลูก หากไม่มีเขาคอยชี้แนะ ลูกคงมิลำบากและเติบโตได้ถึงเพียงนี้" (คำว่าลำบากในใจฉินอวี้อาจหมายถึงการต้องวิ่งหาหมั่นโถวให้ลู่ชิงกิน) ฉินอวี้หันมาทางลู่ชิง 

    "พี่ลู่ นี่คือท่านแม่ของข้า และนี่คือพี่หญิงฉินเยี่ย... ที่เพิ่งกอดข้าจนเกือบตายเมื่อครู่นี้"
    ทันใดนั้น สายตาทุกคู่ในตระกูลฉินก็พุ่งเป้าไปที่ลู่ชิงทันที! 

    บรรยากาศพลันเปลี่ยนจากความซาบซึ้งเป็นความงุนงงสับสน สายตาของเหล่าญาติพี่น้องมองลู่ชิงด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย ตั้งแต่ความสงสัยในชุดปะชุนที่เป็นเอกลักษณ์ ไปจนถึงความฉงนว่าบัณฑิตผู้นี้มี "ของดี" อะไรนายน้อยถึงได้เทิดทูนนัก ทว่าด้วยเกียรติของตระกูลขุนนางใหญ่ พวกเขาจึงมิได้แสดงกิริยาดูแคลนออกมาแม้แต่น้อย กลับพยายามมองหา "ร่องรอยผู้ทรงศีล" ในตัวลู่ชิงอย่างสุดความสามารถ 

    "อ้อ... เป็นแขกของอาอวี้นี่เอง" ฮูหยินฉินกล่าวพลางยิ้มต้อนรับอย่างมีเมตตา 

    "มิต่างจากแขกสำคัญของจวนแม่ทัพ เชิญท่านบัณฑิตลู่เข้าไปพักผ่อนด้านในเถิด อย่ามัวมายืนตากแดดให้เสียสุขภาพเลย" 

    ลู่ชิงประสานมือคารวะอย่างอ่อนน้อมประหนึ่งปราชญ์ผู้สันโดษ 

    "ฮูหยินให้เกียรติเกินไปแล้ว ข้าเป็นเพียงนักเดินทางพเนจรคนหนึ่งเท่านั้น" (ในใจลู่ชิงกำลังนึกถึง สิงห์โตหินหน้าจวนนั่น... ถ้าขูดเอาทองที่ป้ายชื่อไปขายได้ คงซื้อข้าวสารได้ทั้งหมู่บ้านชิงหมิงแน่ๆ!) 

    ในขณะที่ หนิงเซียน แอบร่อนลงมาอยู่บนบ่าลู่ชิง พลางกระซิบเบาๆ 

    "นายท่านเจ้าคะ! ข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่น 'เนื้อย่างพริกไทยดำ' จากห้องโถงใหญ่เจ้าค่ะ! พี่สาวคนนี้สวยก็จริงแต่ใจดีน้อยกว่าเนื้อย่างนะเจ้าคะ รีบเข้าไปเถอะ!" 

    ตระกูลฉินพากันเดินล้อมหน้าล้อมหลังนำทั้งสองเข้าสู่จวน ทิ้งให้ทหารยามหน้าใหม่สองคนยืนขาสั่นพั่บๆ คิดในใจว่า 'ข้าเกือบจะขับไล่ฮ่องเต้จำลอง (นายน้อย) และอาจารย์ปู่ของเขาเสียแล้ว!'
     

    คล้ายกับเรื่องข้าเป็นเพียงบัณฑิตที่บังเอิญบรรลุเซียน ที่คุณอ่าน