อันหลินเป็นชายหนุ่มที่มีจิตใจงามอย่างยิ่งเขารู้ความคิดของโจวชิงอวิ๋น เข้าใจความเจ็บปวดที่โจวชิงอวิ๋นแบกรับ
เขาจึงเดินมายืนข้างโจวชิงอวิ๋นกุมมือที่ถือกระบี่ของโจวชิงอวิ๋นไว้ด้วยสีหน้าอ่อนโยน ยกมือขึ้นเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ มือของโจวชิงอวิ๋นจึงถูกมือของอันหลินยกขึ้นมายื่นกระบี่แทงไปที่หัวเข่าของอันหลินเบาๆ ทีหนึ่ง
“เจ้าดูสิ...ข้าช่วยทำฝันของเจ้าให้เป็นจริงแล้วเจ้ายื่นกระบี่ออกมาสำเร็จแล้ว!”
อันหลินมองโจวชิงอวิ๋นด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ
น้ำตาของโจวชิงอวิ๋นไหนออกจากดวงตา พูดเสียงสั่นระริก “ศิษย์น้องอันหลิน ครั้งหน้าข้าจะไปขอบคุณถึงที่แน่!(แทงเจ้าให้ตายในกระบี่เดียวแน่)”
อันหลินส่ายหน้า โพล่งออกมาว่า “เรื่องเล็กน้อย ไม่ควรค่าให้เอ่ยถึง”
โจวชิงอวิ๋นเองก็ส่ายหน้าอย่างจริงจัง “พระคุณเพียงหนึ่งหยดน้ำขอทดแทนดั่งสายธาร! (เจ้าหนีไม่พ้นหรอก)”
อันหลินถอนหายใจอีกครั้ง ไม่พูดมากความอีกใช้กำปั้นแห่งรักกับโจวชิงอวิ๋นทันที...
...
การประมือระหว่างอันหลินกับโจวชิงอวิ๋น ถูกฉายบนหน้าจอผลึกหิน
นักเรียนนับหมื่นชีวิต ถูกการกระทำของพวกเขาสะเทือนอารมณ์เข้าอย่างจัง
“ช่างเป็นการประลองแห่งพี่น้องที่น่าประทับใจยิ่งนัก!”
“นั่นสิ สายตาอบอุ่นของอันหลิน น้ำตาลูกผู้ชายของโจวชิงอวิ๋นสะเทือนอารมณ์ข้านัก!”
“นี่แหละมิตรภาพแห่งลูกผู้ชาย!”
“เหลวไหล นี่มันความรักชัดๆ!” มีผู้หญิงโต้แย้ง
ไม่พูดไม่ได้ว่า การประลองระหว่างอันหลินกับโจวชิงอวิ๋น นับตั้งแต่วันนี้เริ่มแพร่กระจายไปทั่วสำนักความร่วมมือบำเพ็ญเซียน กลายเป็นเรื่องราวที่ยืนยง
...
หลังอันหลินเอาชนะโจวชิงอวิ๋นแล้ว ก็ขี่สุนัขเหาะเหิน มุ่งหน้าไปทางยอดเขาราชันเซียน
ตอนนี้ขอบเขตของเขตแดนหดเล็กลงเรื่อยๆได้ยินว่าสุดท้ายจะเหลือเนื้อที่เพียงรัศมีสามลี้ นี่มันบังคับให้คนต่อสู้กันชัดๆ!
ณ สถานที่อีกแห่งหนึ่งในป่าพันยอด มีคนสองคนกำลังยืนประจันหน้ากัน
ชายชุดสีฟ้าคนหนึ่ง มือถือหอกลายมังกรเนื้อตัวแผ่กลิ่นอายจอมราชันเย้ยปฐพี
เขามีพรสวรรค์เหนือชั้น ความสามารถเป็นหนึ่งไร้เทียมทานในรุ่นคนหนุ่มสาว
เขาเป็นเป้าหมายของนักเรียนทุกคนในสำนักเขาก็คือหวังเสวียนจ้านอันดับหนึ่งแห่งสำนักในตอนนี้นั่นเอง!
ผู้ใดกันที่มีความสามารถยืนประจันหน้ากับเขาได้
ตรงข้ามหวังเสวียนจ้าน มีชายหนุ่มรูปโฉมงดงามคนหนึ่งยืนจังก้าอยู่
ดวงตาคู่นั้นของเขาบริสุทธิ์ยิ่งนัก ราวกับลบมลทินทั้งหมดในโลกหล้าจนสิ้นแล้ว
เขายืนอยู่ตรงนั้น เก็บงำพลังปราณ แทบจะไม่มีตัวตน เสมือนก้อนหินก้อนหนึ่งเป็นดั่งฝุ่นผง คนที่เดินผ่านมองเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็จะลืมเลือนเขาไป
ชายหนุ่มคนนั้นอันหลินเคยเจอก่อนหน้านี้...ชื่อของเขาคือเฉินเฉิน
เฉินเฉินผู้ที่ระดับพลังยุทธ์หยุดอยู่ที่กายแห่งมรรคขั้นแปดเสมอมาตั้งแต่เข้าเรียน
“เฉินเฉิน ครั้งนี้เจ้าหนีไม่รอดแน่!” หวังเสวียนจ้านจ้องเฉินเฉิน ในดวงตามีเปลวไฟร้อนรุ่ม
เฉินเฉินมองชายหนุ่มที่พร้อมจะแสดงความสามารถเต็มที่แล้วถอนหายใจเบาๆ“คนอื่นต่างก็ลืมข้าไปโดยไม่รู้ตัวเจ้ากลับจดจำข้าได้ลึกซึ้งขึ้นทุกวัน...ความปรารถนาของเจ้ารุนแรงเกินไปหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ข้าจะกลายเป็นปีศาจในใจเจ้าได้...”
หวังเสวียนจ้านปล่อยพลังในตัวออกมาแล้ว ความมุ่งร้ายพลุ่งพล่าน “เฉินเฉิน ตั้งแต่ข้าเข้าเรียนมา เจ้าเป็นคนเดียวที่มีบัตรเชิญของผู้เที่ยงแท้เช่นเดียวกับข้าข้าอยากประลองยุทธ์กับเจ้านานแล้ว ข้ารู้ความสามารถของเจ้าต้องไม่ด้อยเป็นแน่แต่เจ้ากลับหลบหลีกไม่สู้ครั้งแล้วครั้งเล่า นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของข้าแล้ว เจ้าเป็นคู่ต่อสู้เพียงหนึ่งเดียวที่ข้ายังไม่เคยเอาชนะได้ยิ่งไม่อาจสู้กับเจ้าได้ ข้าก็ยิ่งอยากสู้กับเจ้า! ไม่อาจเอาชนะเจ้าได้ตำแหน่งอันดับหนึ่งแห่งสำนักนี้ ข้ารู้สึกผิดที่จะรับมันไว้!เจ้ากลายเป็นปีศาจในใจข้าแล้ว ฉะนั้นข้าจำต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ทำให้เจ้าแพ้เสีย มีแค่ทางนี้เท่านั้นจึงจะกำจัดปีศาจในใจข้าได้!”
ได้ยินหวังเสวียนจ้านพร่ำรำพันไม่หยุดใบหน้าหล่อเหลาของเฉินเฉินมีความประหลาดใจปรากฏให้เห็น “หวังเสวียนจ้านเจ้าราศีกันย์หรือ”
หวังเสวียนจ้านพูดอย่างฉงนว่า “อะไรนะ”
เฉินเฉินถอนหายใจ “เฮ้อเจ้าไม่ตั้งใจเรียนวิชาแดนมนุษย์นี่นา”
หวังเสวียนจ้าน “?”
“ต้องขออภัย ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่อยากลงมือ หากว่าปีศาจในใจเจ้าคือข้าเช่นนั้นเจ้าก็แก้ไขปัญหาด้วยวิธีอื่นเถอะ” เฉินเฉินส่ายหน้ามีความคิดจะจากไปแล้ว
ในขณะเดียวกันณ จัตุรัสหยกขาว
การต่อสู้ของหวังเสวียนจ้านเป็นที่สนใจของนักเรียนส่วนใหญ่
“เจ้าว่า ครั้งนี้หวังเสวียนจ้านกับเฉินเฉินจะสู้กันไหม”
“เฉินเฉินคือใคร...อ้อ คนที่ประจันหน้ากับเขาคือเฉินเฉินหรือ ข้าเกือบลืมเขาไปแล้ว!”
“เจ้าน่าจะถามว่า เฉินเฉินจะหนีจากเงื้อมมือของหวังเสวียนจ้านได้อีกนานแค่ไหนมากกว่า”
“นั่นสิ! วิชาหลีกลี้ของเฉินเฉินพิสดารพันลึกสมญานามผู้หลีกลี้อันดับหนึ่งของสำนักไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!”
“อืม...มีเหตุผล เพราะหนีมาได้สามครั้งแล้ว ซ้ำยังหายไปในเสี้ยววินาทีหวังเสวียนจ้านทำอะไรเขาไม่ได้เลย!”
“ไม่แน่ว่าครั้งนี้หวังเสวียนจ้านอาจมีทางออกก็ได้”
“ทุกครั้งที่หวังเสวียนจ้านเข้าร่วมศึกแห่งอิสรภาพก็บอกว่ามีหนทางรับมือกับเฉินเฉินตลอด เจ้าเห็นเขาทำสำเร็จสักครั้งไหม”
“เอ่อ...”
ในจัตุรัส นักเรียนต่างก็พูดคุยกันเซ็งแซ่ ในป่าพันยอด การต่อสู้จะเริ่มขึ้นแล้ว!
“เฉินเฉิน ข้าบรรลุพลังหอกมังกรขาวแล้ว เจ้าหนีไม่รอดแน่!”
หวังเสวียนจ้านมองความคิดอยากหลบหนีของเฉินเฉินออกพลันปล่อยพลังทั้งหมดที่มีออกมา หอกส่องแสงสีขาว ยื่นหอกออกไปประหนึ่งมังกรตัดขาดทางหนีทีไล่ของเฉินเฉินในกระบวนท่าเดียว
ขณะนั้นเอง ชายชุดขาวคนหนึ่งก็ขี่กระบี่มากลายเป็นลำแสงสีขาวมาหยุดอยู่ตรงหน้าเฉินเฉิน
“ผู้มาเยือนเป็นใคร ไยต้องขัดขวางการต่อสู้ระหว่างข้ากับเฉินเฉิน!”
หวังเสวียนจ้านไม่พอใจกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญคนนี้ยิ่งนัก!
“ข้าเซวียนหยวนเฉิง ปีหนึ่งห้องหนึ่ง” ชายหนุ่มงามสง่าโค้งตัวคำนับอย่างสุภาพแล้วตอบ
“เจ้าคือเซวียนหยวนเฉิงเองหรือ” หวังเสวียนจ้านหรี่ตาลงสีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย “แม้เจ้าจะมีพรสวรรค์เหนือชั้นเช่นกันแต่จะสอดมือเข้ามายุ่งสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้ หากว่าอยากสู้กับข้า รอข้าจัดการเฉินเฉินก่อนค่อยว่ากัน!”
เซวียนหยวนเฉิงส่ายหน้าน้อยๆ “เป้าหมายที่ข้ามาที่นี่ก็เพื่อหยุดยั้งการต่อสู้ของท่านกับรุ่นพี่เฉิน”
หวังเสวียนจ้านได้ฟังก็เลือดขึ้นหน้า “ข้าสู้กับเขาเกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
“รุ่นพี่หวังอยู่ในระดับหล่อเลี้ยงวิญญาณขั้นปลายแล้วแต่กลับจะจัดการรุ่นพี่เฉินกายแห่งมรรคขั้นแปด เรื่องนี้ข้าทนดูไม่ได้” เซวียนหยวนเฉิงทำหน้าแน่วแน่ พูดอย่างเชื่องช้า
เมื่อพูดเช่นนี้หวังเสวียนจ้านก็ยิ่งโมโห “ศึกแห่งอิสรภาพสามารถเลือกคู่ต่อสู้ได้อย่างเสรีอยู่แล้วเจ้ายุ่งอะไรด้วย!”
เซวียนหยวนเฉิงขมวดคิ้ว “การต่อสู้ที่ความสามารถแตกต่างกันเกินไปจะสร้างความเสียหายอย่างมหันต์ให้อีกฝ่ายได้ง่ายก่อนหน้านี้เคยถึงขั้นเสียชีวิตด้วยซ้ำ พวกเรามีหน้าที่ต้องดูแลผู้ที่อ่อนแอ! แม้ผู้ที่อ่อนแอจะไม่สมควรอยู่ในโลกใบนี้ แต่เพราะเหตุนี้พวกเราจึงต้องให้โอกาสผู้ที่อ่อนแอ ให้พวกเขาได้เติบโตกลายเป็นผู้ที่แข็งแกร่ง!”
มุมปากของหวังเสวียนจ้านกระตุกคิดในใจว่าหลักการเป็นตุเป็นตะของเซวียนหยวนเฉิงได้แต่ใดมากันแน่
ไฟโทสะสุมอยู่ในอก เขาสะกดกลั้นมันไว้แล้วพูดต่อว่า “เฉินเฉินเก็บซ่อนพลังต่างหาก เขาเป็นผู้แข็งแกร่ง!”
“เช่นนั้นศิษย์พี่หวังรู้หรือไม่ว่าระดับพลังยุทธ์ที่แท้จริงของรุ่นพี่เฉินคืออะไร”เซวียนหยวนเฉิงกล่าว
“มัน...” หวังเซวียนจ้านไม่เคยต่อสู้กับเฉินเฉินไหนเลยจะรู้ความสามารถที่แท้จริงของเขา
เมื่อเห็นหวังเสวียนจ้านลังเลเซวียนหยวนเฉิงก็รู้ว่าตัวเองทำถูกแล้ว จึงหว่านล้อมด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า “หากรุ่นพี่เฉินอยู่แค่กายแห่งมรรคขั้นแปดจริงเช่นนั้นเขาก็จะประสบภัยอันตรายอย่างใหญ่หลวงในเงื้อมมือของรุ่นพี่หวังไม่ใช่หรือ รุ่นพี่หวังไยท่านต้องลำบากด้วยเล่า...”
“เจ้าจะถอยหรือไม่ถอย” หวังเสวียนจ้านจ้องอย่างโกรธขึ้ง
เขาไม่รู้จริงๆว่าชายหนุ่มคนตรงหน้า ทำไมถึงได้เรื่องมาก ทำไมถึงได้พูดมากปานนั้น...
ความหงุดหงิดและไฟโทสะแทบจะทะลักออกจากอกของเขาแล้ว
“ไม่ถอย” สีหน้าของเซวียนหยวนเฉิงหนักแน่น
ด้วยเหตุนี้ในที่สุดหวังเสวียนจ้านก็ระเบิด...
“ใจกล้าดีนี่! ข้าทนฟังเจ้าพล่ามมามากพอแล้ว! เอาหอกข้าไปกิน!”
หอกของหวังเสวียนจ้านกลายเป็นมังกรเขียวแผดเสียงดังสะเทือนฟ้าพุ่งไปหาเซวียนหยวนเฉิง!