บันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์

                เมื่อคิดได้แบบนี้จิตใจที่เสียขวัญขั้นรุนแรงของหานเฟิงก็ได้รับการปลอบประโลม

               แต่เขาไม่มีทางรู้เลยว่า ในเวลานี้หมิงอวี่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ชั้นเมฆเท่านั้นแต่เขารวบรวมความกล้าเดินหน้าต่อไปอีก!

                บนชั้นเมฆ มีแสงแดดเจิดจ้าส่องทะลุเมฆลงมา เห็นได้ชัดว่ามีแดดที่ดูอบอุ่นสะท้อนลงมาจากยอดเขาเซิงหานแต่มันไม่ได้นำพาความอบอุ่นมาให้เลยแม้แต่น้อย

               เพราะยิ่งเข้าใกล้บัวหิมะน้ำแข็งมากเท่าไรก็จะยิ่งหนาวมากขึ้นเท่านั้นตรงนี้นี่แหละที่เป็นสถานที่ที่หนาวเย็นที่สุดบนยอดเขาเซิงหาน!

                ตอนนี้ทุกก้าวของหมิงอวี่ช้ามาก แล้วแต่ละก้าวก็หมายถึงว่าชีวิตของเขานั้นใกล้อันตรายเข้าไปอีกขั้นแล้ว!

                หากไม่ใช่เพราะหมิงอวี่ฝึกเคล็ดวิชาหยินหยางขั้นสูง จนร่างกายของเขาไปถึงจุดที่ค่อนข้างผิดจากมนุษย์แล้วคงไม่มีทางทนมาได้ถึงตอนนี้

               แต่ถึงแม้ร่างกายจะแข็งแกร่ง การที่หมิงอวี่ทนจนมาถึงชั้นเมฆสีครามได้นี้ก็ถือว่าเกือบที่จะสุดแล้ว

               หมิงอวี่รู้สึกว่าเลือดลมในร่างกายของเขาเริ่มไหลเวียนช้าลงแล้วหัวใจก็เต้นช้าลงด้วยเช่นกัน และในนาทีต่อมาเขาก็บังเอิญเดินไปสะดุดก้อนหินเข้าจนล้มลงกับพื้น

               เฮยจีลุกขึ้นมา ร่างกายของนางมีหยินมากจึงไม่ถูกอากาศหนาวทำร้ายแต่พอเห็นสภาพของหมิงอวี่ สายตาของนางก็เริ่มมีแต่ความกังวลอย่างถึงที่สุด

               “หมิงอวี่ ... ถ้าไม่ไหวจริงๆ แล้วก็หยุดก่อนเถอะ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะมีอันตรายถึงชีวิตนะ”เฮยจีพยุงหมิงอวี่ แล้วพูดด้วยความปวดใจ

               “ไม่เป็นไร”

               หมิงอวี่มองผ่านหมอกหนา ด้านในเหมือนมีแสงสว่างสีน้ำเงินลอดออกมาดูคล้ายกับดวงดาวระยิบระยับราวกับเป็นตะเกียงในหมอกหนาเพื่อชี้ทางให้กับเขา

               แสงสีฟ้านั้น คือบัวหิมะน้ำแข็ง!

               “ผลาญโลหิต”

               หมิงอวี่เริ่มทำการผลาญเลือด เลือดที่เกาะตัวเป็นก้อนในร่างกายจนไหลเวียนช้านั่นเองแม้ว่าร่างกายของหมิงอวี่จะเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง ใบหน้าซีดเซียว แต่เขายังคงยืนหยัด! ทุกก้าวของหมิงอวี่มันยากลำบากมาก เขาพยายามปีนเขาด้วยร่างกายที่สั่นเครือมันแสดงให้เห็นถึงอุดมการณ์ที่แรงกล้าที่ไม่หวั่นไหวของเขา!

                หนึ่งก้าว สองก้าว ... ต่อให้หมิงอวี่จะอยู่ในสภาวะผลาญเลือดจากเดิมที่เดินได้แค่สิบก้าว แต่ว่าในตอนนี้เขากลับเดินได้ถึงยี่สิบก้าว!

                เฮยจีมองไปท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บ เขาเห็นผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าคนนี้ปีนเขาด้วยสภาพที่ย่ำแย่แต่มันกลับดูแล้วมีเสน่ห์น่าหลงใหลเป็นที่สุด

               “หมิงอวี่ ... ”

               เห็นหมิงอวี่พยายามอย่างเอาเป็นเอาตายเฮยจีก็เจ็บปวดใจจนดวงตาแดงก่ำ สุดท้ายนางก็ทนไม่ไหวจนร้องไห้ออกมา

               นางรู้สึกตื้นตัน มันเกิดขึ้นอย่างเงียบๆ โดยไม่ได้ตั้งใจเช่นกัน

               หมิงอวี่ในเวลานี้ร่างกายแข็งจนเริ่มชาแม้แต่ความรู้สึกหนาวเข้าไปถึงกระดูกก็ยังไม่รู้สึกเลย เขาค่อยๆ เดินข้ามชั้นหมอกน้ำแข็งจนมาถึงหน้าบัวหิมะน้ำแข็ง

               มันเป็นพื้นที่บริเวณลานกว้าง มีแท่นน้ำแข็งสีฟ้าทรงกลมที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติด้านบนมีดอกไม้น้ำแข็งสีฟ้าเล็กๆ ขึ้นเป็นแนวตามเส้นทางที่มุ่งหน้าไปที่บัวหิมะน้ำแข็ง

               บัวหิมะน้ำแข็งมีสีน้ำเงินเข้มมีกลีบเก้าสิบเก้ากลีบราวกับปีกจักจั่นผลึกน้ำแข็ง บานสะพรั่งด้วยความงดงามไร้ที่ติ

               เกสรตัวผู้ของบัวหิมะน้ำแข็งเปล่งสีน้ำเงินเข้มออกมาแล้วสะท้อนไปยังกลีบทั้งเก้าสิบเก้ากลีบจนเป็นประกายแวววาวอย่างมีเสน่ห์ล้ำลึกเมื่อมองดูแล้วก็อดไม่ได้ที่จะดื่มด่ำไปกับความงามอันลึกล้ำนี้

               บัวหิมะน้ำแข็งไม่เพียงแต่มีความเย็นมากแต่ยังมีจิตวิญญาณของน้ำแข็งแฝงอยู่ด้วยวิญญาณทั้งหมดที่หล่อเลี้ยงโดยบัวหิมะน้ำแข็งมีความแข็งแกร่งอย่างมากเมื่อเทียบกับวิญญาณทั่วไปแล้วมันแข็งแกร่งมากกว่าถึงสองเท่า

               พลังจิตที่แข็งแกร่งนี้ มีผลต่อการฝึกเพื่อที่จะหลุดพ้นขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนอย่างมากและนี่ก็เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมผู้กล้าขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกและเจ็ดถึงได้แย่งชิงบัวหิมะน้ำแข็งกัน!

                หมิงอวี่กำลังคิดจะยื่นมือไปจับบัวหิมะน้ำแข็งแต่กลับต้องชะงักไปปลายตาของเขามองไปเห็นแสงสีน้ำเงินอย่างอื่น ...

               หมิงอวี่ชะงักแล้วหันหน้าไปมอง ก็พบว่าด้านขวามือของเขามีบัวหิมะน้ำแข็งอยู่อีกดอกหนึ่งแต่มันนอนอยู่บนแท่นน้ำแข็ง!

                บัวหิมะน้ำแข็งชิ้นนั้นก็มีเก้าสิบเก้ากลีบเหมือนกัน แต่มันเหมือนเป็นบัวหิมะน้ำแข็งที่ลอกเลียนแบบขึ้นมา

               ทางด้านซ้ายของเขานั้น ก็มีบัวหิมะน้ำแข็งอยู่อีกหนึ่งดอกซึ่งเหมือนกับดอกที่อยู่ด้านขวา

               เท่ากับมีบัวหิมะน้ำแข็งถึงสามดอกวางตัวเป็นรูปสามเหลี่ยมมันโอบล้อมการเติบโตของยอดเขาเซิงหานเอาไว้!

                “มี ... ถึงสามดอกเลยหรือนี่!”

                ตอนนี้หมิงอวี่จึงได้เข้าใจแล้วว่าทำไมถึงไม่มีใครสามารถขึ้นมาถึงตรงนี้ได้ ที่แท้เพราะในตลอดสิบปีที่ผ่านมาบนยอดเขาเซิงหานมีบัวหิมะน้ำแข็งเกิดขึ้นถึงสามดอกนั่นเอง

               เพราะจำนวนของบัวหิมะน้ำแข็งที่เพิ่มมากขึ้นนั้นทำให้อุณหภูมิลดลงคนที่ทนต่อความหนาวเหน็บถึงกระดูกแบบนี้ได้ก็มีน้อยลง

               ผู้มีอิทธิพล ตระกูลที่มีอยู่เยอะแยะมากมายไม่ส่งผู้อาวุโสที่มีความสามารถมาชิงบัวหิมะน้ำแข็งเลย แต่ส่งผู้เยาว์มาฝึกฝนจิตแทน

               ใครจะคิดว่าที่นี่กลับมีบัวหิมะน้ำแข็งถึงสามดอกแล้วผู้เยาว์ที่มีพรสวรรค์ทั้งหลายจะปีนขึ้นมาที่ยอดเขาเซิงหานนี่ได้อย่างไรล่ะ?

               หากพวกผู้อาวุโสในตระกูลรู้ว่ามีบัวหิมะน้ำแข็งถึงสามดอกคงจะต้องเสียใจมากถ้ารู้แต่แรก พวกเขาจะต้องส่งคนที่มีความสามารถสูงที่สุดไปชิงเอามาแน่นอน!

                พูดได้เลยว่า หมิงอวี่ไม่เพียงมีความสามารถที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่เขายังมีจิตที่แข็งกล้าอีกด้วยและในขณะเดียวกันเขาก็ยังมีโชคด้วย

               มันคือจังหวะที่เหมาะเจาะพอดิบพอดี ถึงทำให้บัวหิมะน้ำแข็งทั้งสามดอกตกมาเป็นของหมิงอวี่!

                “ฮู้ว ... ”

               หมิงอวี่พ่นไอออกมาจากปากเพราะได้พบสิ่งที่ประหลาดใจมากทำให้ความหนาวจนเจ็บปวดนั้นลดน้อยลงไปด้วย

               เขาไม่ได้ลังเลใจอีกแล้วเขายื่นมือไปจับบัวหิมะน้ำแข็งที่อยู่ตรงหน้า แล้วพยายามดึงจนบัวหิมะน้ำแข็งนั้นหลุดออกมาพร้อมราก

               จากนั้น หมิงอวี่ก็เหมือนรู้สึกว่ามีพลังงานบางอย่างชี้นำหยกโบราณที่อยู่ตรงหน้าอกของเขาเริ่มสั่น เกสรของบัวหิมะน้ำแข็งก็ลอยขึ้นมาแล้วพุ่งเข้าไปในหยกโบราณ

               กลีบทั้งเก้าสิบเก้าดอกเองก็ลอยตามเข้าไปเช่นกันมันลอยขึ้นอยู่รอบตัวของเขา

               จากนั้น หมิงอวี่ก็รู้สึกว่าความเย็นกำลังแปรเปลี่ยนไปทั่วร่างกายเขาเหมือนได้เติมเต็มพลังงานอย่างต่อเนื่อง และค่อยๆรักษาอาการบาดเจ็บที่เกิดจากการถูกความเย็นกัดกร่อน

               เหมือนหมิงอวี่จะคิดได้ เขารีบนั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มทำการฝึกในทันที!

                เพราะในเกสรของบัวหิมะน้ำแข็งมีธาตุเย็นอยู่มาก แล้วเหมือนหยกโบราณจะสนใจธาตุนี้อย่างมากก็เลยดูดมันเข้าไปจากนั้นก็แปลงให้มันเป็นพลังงานบริสุทธิ์แล้วถ่ายเทไปให้กับหมิงอวี่

               ซึ่งแน่นอนว่า มันแค่รักษาอาการบาดเจ็บของเขาเท่านั้นการฝึกที่แท้จริงมันเพิ่งเริ่มต้นขึ้น!

                เพราะหยกโบราณปล่อยพลังงานความเย็นออกมาแล้วพุ่งไปยังจุดเซินถิงอย่างบ้าคลั่ง

               “เอือก ... ”

               แรกเริ่มเดิมทีหมิงอวี่รู้สึกว่าหัวของเขาเหมือนมีเข็มพันๆเล่มทิ่มแทง มันเจ็บปวดอย่างมากจนทำให้เขาเวียนหัว แต่ว่าเขายังไม่ได้สลบไปเพราะความหนาวเย็นถึงกระดูกมันทำให้หมิงอวี่ตื่นตัว

               จิตวิญญาณที่หนาวเย็นในเกสรบัวหิมะน้ำแข็งจะทำการทดสอบจิตและวิญญาณของเขา!

                ที่จริงหมิงอวี่เองก็ไม่รู้ว่าพลังจิตของเขามีพลังมากว่าคนทั่วไปมากแล้วไม่อย่างนั้นด้วยขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่ห้าที่เขามีคงไม่สามารถรับแรงกดทับของความหนาวเย็นในวิญญาณได้ดังนั้น เขาก็เลยสามารถทำเรื่องที่เป็นการล้อเล่นกับชีวิตได้ขนาดนี้

               ตอนที่จิตวิญญาณอันหนาวเย็นกำลังทดสอบจิตของหมิงอวี่อยู่นั้นกลีบของดอกบัวหิมะน้ำแข็งกลีบหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่จุดเซินถิงของเขา

               ทันใดนั้นเองความรู้สึกเย็นก็แผ่ซ่านไปทั่วหัวของหมิงอวี่เกือบจะในทันที

               แม้ว่าเกสรของบัวหิมะน้ำแข็งจะมีแรงกดดันวิญญาณที่หนาวเย็นมาก แต่กลีบของบัวหิมะน้ำแข็งกลับมีฤทธิ์ในการต้านทานความหนาวเย็นและเพราะได้รับพลังงานแบบนี้นี่เอง ตอนที่หมิงอวี่ต้านจิตวิญญาณของความหนาวเย็นถึงได้รู้สึกผ่อนคลาย

               เขาอดทนเต็มๆ หนึ่งชั่วยาม ในที่สุดหมิงอวี่ก็เคยชินกับแรงกดของจิตวิญญาณความหนาวเย็นจากนั้น กลีบของดอกบัวหิมะน้ำแข็งใบหนึ่งก็พุ่งเข้าสู่จุดเซินถิงของหมิงอวี่อีก

               พูดได้เลยว่า พลังจิตของหมิงอวี่ในตอนนี้ยังไม่สามารถกดจิตวิญญาณความหนาวที่อยู่ในเกสรได้แต่ว่ากลีบดอกบัวก็ทำให้พลังการรับแรงต้านของเขาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง

               วันที่หมิงอวี่ดูดซับพลังการต้านทานของกลีบดอกบัวเก้าสิบเก้ากลีบจนครบก็จะเป็นเวลาที่แรงดันวิญญาณความหนาวเย็นในเกสรถูกปลดปล่อยออกมาอย่างครบถ้วนและก็เป็นเวลาที่บัวหิมะน้ำแข็งจะเสริมความแข็งแกร่งได้อย่างสมบูรณ์อีกด้วย!

                เฮยจีมองดูอยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆเขามองเห็นหมิงอวี่กำลังฝึกอย่างจริงจังแล้วนางถึงได้สบายใจขึ้น

               เพราะนางคุ้นชินกับความเงียบเหงาแล้ว ดังนั้นเฮยจีถึงไม่กลัวการอยู่คนเดียว แต่กลับกัน เพราะมีหมิงอวี่อยู่เคียงข้างด้วยจึงทำให้นางรู้สึกอุ่นใจ

               เวลาล่วงเลยไปสิบวันโดยไม่รู้ตัว

               กลีบดอกบัวรอบตัวของหมิงอวี่ลดลงไปกว่าครึ่งแรงกดดันจากจิตวิญญาณที่หนาวเย็นก็ทดสอบวิญญาณของเขาอย่างหนักหน่วง แต่ก็ยังต้านมันได้ไหว

               เขาดูดซับพลังและฝึกอยู่อย่างนี้ตลอดสิบวัน!

                จนในที่สุดบัวหิมะน้ำแข็งก็หลอมเข้ากับจุดเซินถิงของหมิงอวี่โดยสมบูรณ์แรงดันจากจิตวิญญาณที่หนาวเย็นก็ได้รับการปลดปล่อยออกมาอย่างครบถ้วน!

                จิตวิญญาณของความหนาวเย็นรัดจิตของหมิงอวี่เอาไว้อย่างบ้าคลั่งเขารู้สึกว่าในเวลานี้วิญญาณของเขากำลังระเหิดตัวขึ้น!

                ขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกระดับกระชากวิญญาณมันคือการสร้างวิญญาณใหม่และแตกต่างจากเดิมไปอย่างสิ้นเชิงหลังจากผ่านไปยี่สิบวันแห่งการฝึก ในที่สุดหมิงอวี่ก็ไปถึงขอบเขตหลุดพ้นปุถุชนขั้นที่หกระดับกระชากวิญญาณ!

                ตอนนี้กำลังจิตของหมิงอวี่ไม่รู้ว่าแข็งแกร่งกว่าเมื่อยี่สิบวันก่อนกี่เท่า

               ในเวลานี้ไม่มีคิ้วที่ขมวด แต่มีรอยย่นที่ไม่ใช่เพราะความรู้สึกเจ็บปวดแต่เขาพบว่าในจุดเซินถิงของเขามีแอ่งน้ำปรากฏอยู่

               หมิงอวี่พบว่าเขาสามารถมองเข้าไปด้านในได้และมองเห็นชัดว่าภายในแอ่งน้ำนั้นยังมีโลกอีกโลกหนึ่งอยู่ด้วย!

                บ่อน้ำนี้มีขนาดหนึ่งเมตรโดยประมาณ รอบๆ มีแผงกั้นสีขาวล้อมอยู่ บ่อนี้ลึกประมาณสามเมตรมันเป็นหลุมบ่อน้ำสีดำ

               หมิงอวี่ควบคุมพลังจิตบ่อน้ำนิ่งสงบก็เริ่มเกิดการเคลื่อนไหวไปตามพลังจิต น้ำในบ่อเริ่มเดือดและเริ่มสลายถึงแม้จะมีน้ำอยู่น้อยนิดมากแต่เขาก็สัมผัสได้ว่ามันมีอยู่จริง!

                ที่จริงบ่อน้ำศักดิ์สิทธินี้มันเป็นการเปลี่ยนรูปไปอีกแบบหนึ่งหลังจากที่พลังจิตวิญญาณนั้นแข็งแกร่งขึ้นมีเพียงผู้ที่มีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้ได้

               ก่อนที่จะเป็นนักร่างอักขระที่สมบูรณ์ได้ก็จะต้องมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์นี้และน้ำในบ่อจะลึกจะกว้างเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของพลังจิตวิญญาณเนื่องจากร่างกายของแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน สีของน้ำก็จะแตกต่างกันไปด้วยมันมีทั้งสีเขียว สีน้ำเงิน บางคนมีพรสวรรค์มากหน่อย น้ำในบ่อก็จะเป็นสีทอง สีม่วงซึ่งมีพลังงานที่มหาศาล

               แต่น้ำในบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ของหมิงอวี่นั้นกลับเป็นสีดำซึ่งตามบันทึกของบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ว่า มันไม่เคยปรากฏสีดำมาก่อนเลย

               คนปกติที่ปลุกบ่อศักดิ์สิทธิ์ให้ตื่นขึ้นส่วนมากก็จะมีความกว้างสามเมตร ลึกสิบเมตร แต่หมิงอวี่กลับยังมีขนาดไม่ถึงหนึ่งในสามเลย...

    คล้ายกับเรื่องบันทึกตำนานราชันย์สยบฟ้า (แปลจบแล้ว) ที่คุณอ่าน