ลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่านนครเทียนหลิงช้า ๆ
แต่คืนนี้—
ทั้งเมืองกลับไม่สงบเหมือนเดิมอีกแล้ว
ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”
กำลังถูกพูดถึงไปทั่วทุกมุมถนน
ในโรงเตี๊ยม
ในหอโคมแดง
ในตลาดมืด
แม้แต่ในจวนขุนนาง
ทุกคนกำลังพูดถึงคนคนเดียวกัน
แต่—
ไม่มีใครพูดเหมือนกันเลย
บางคนพูดว่าเขาคืออัจฉริยะ
บางคนพูดว่าเขาคือปีศาจ
และเมื่อข่าวลือเริ่มถูกแต่งเติม
ความจริง…
ก็มักกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ภายในโรงเตี๊ยมเมฆาแดง
เสียงผู้คนดังวุ่นวายเต็มไปหมด
“ข้าได้ยินมาว่าเด็กนั่นใช้วิชากลืนวิญญาณ!”
“ไม่ใช่แค่นั้นนะ!”
“ได้ข่าวว่าในสุสานโบราณ…เขาฆ่าคนทั้งกลุ่มคนเดียว!”
“เฮอะ! ถ้าไม่ใช่วิชามาร เด็กสร้างแกนพลังขั้นต้นจะชนะพวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้ยังไง?”
เสียงหัวเราะเย็นดังขึ้นเป็นระยะ
หลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย
เพราะมนุษย์…
มักกลัวสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ
มุมหนึ่งของโรงเตี๊ยม
ชายวัยกลางคนสวมชุดหรูหัวเราะเสียงต่ำ
“ข้าว่าเมืองเทียนหลิงควรรีบส่งตัวมันออกไป”
“ก่อนภัยจะมาถึงทั้งเมือง”
“ถูกต้อง!”
“หากผู้พิพากษาสวรรค์รู้เข้า…”
“พวกเราทั้งเมืองอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับวิชาต้องห้าม!”
เสียงสนับสนุนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ
จนกระทั่ง—
ตึง!
เสียงกระแทกโต๊ะดังสนั่น
คนทั้งโรงเตี๊ยมสะดุ้งทันที
หญิงสาวชุดแดงคนหนึ่งยืนขึ้นช้า ๆ
ดวงตาของนางเย็นจัด
“พวกเจ้าพูดจบหรือยัง”
หลิงเอ๋อ
ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมเงียบทันที
เพราะไม่มีใครไม่รู้จักนาง
บุตรสาวตระกูลหลิง
คนโปรดของผู้อาวุโสหลายคน
และที่สำคัญ—
นางเป็นคนที่อารมณ์ร้ายที่สุดคนหนึ่งในเมือง
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว
“คุณหนูหลิง พวกเราก็แค่พูดตามความจริง—”
ตูม!
จอกสุราพุ่งเฉียดหน้าเขาไปปักกำแพง
สุราสาดกระจายทั่วใบหน้า
หลิงเอ๋อจ้องเขาเขม็ง
“ความจริง?”
“พวกเจ้าเคยเห็นเขาฆ่าคนบริสุทธิ์หรือ?”
ไม่มีใครตอบ
เพราะไม่มี
หลิงเอ๋อหัวเราะเย็น
“ตอนเขาชนะ พวกเจ้าก็ร้องเรียกเขาว่าอัจฉริยะ”
“ตอนพวกเจ้ากลัว…”
“ก็รีบเรียกเขาว่าปีศาจ”
นางมองรอบโรงเตี๊ยมช้า ๆ
“คนอย่างพวกเจ้า…”
“น่ารังเกียจกว่าวิชามารอีก”
ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบ
ไม่มีใครกล้าสบตานางตรง ๆ
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
อีกด้านหนึ่งของเมือง
ภายในลานฝึกตระกูลเพ่ย
เพ่ยเหยากำลังฟาดหอกใส่เสาไม้ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง
ตูม!
ตูม!
ตูม!
เสาไม้แตกกระจายทีละต้น
ศิษย์รอบข้างต่างเงียบสนิท
เพราะสีหน้าของนางในตอนนี้…
น่ากลัวเกินไป
“คุณหนู…”
“ท่านใจเย็นก่อน…”
ศิษย์คนหนึ่งพูดเสียงเบา
เพ่ยเหยาหันขวับทันที
“เย็น?”
นางหัวเราะเสียงเย็น
“พวกมันนั่งด่าเขาทั้งเมือง”
“แล้วจะให้ข้าเย็นได้ยังไง?”
ตูม!
หอกในมือแทงทะลุเสาหินทั้งต้น
เพ่ยเหยากัดฟันแน่น
“ตอนแพ้พวกมันหัวเราะ”
“ตอนชนะพวกมันอิจฉา”
“ตอนกลัว…”
“พวกมันก็พร้อมผลักคนคนหนึ่งไปตาย”
นางกำหอกแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
“ขยะ”
เสียงของนางเบามาก
แต่เย็นจนคนรอบข้างไม่กล้าหายใจดัง
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ภายในสำนักกระบี่ฟ้าคราม
ลานหิมะด้านหลังเงียบสงัด
จินเยว่กำลังนั่งเช็ดกระบี่อยู่คนเดียว
เกล็ดหิมะโปรยลงบนบ่าของนางช้า ๆ
ศิษย์หญิงสองคนเดินผ่าน
“ได้ยินหรือยัง…”
“ว่าหลินเสี่ยวชวนอาจใช้วิชามารจริง…”
จินเยว่หยุดมือทันที
ศิษย์ทั้งสองสะดุ้ง
เพราะดวงตาของนาง…
เย็นเกินไป
“พูดอีกครั้งสิ”
เสียงของจินเยว่เบามาก
แต่กลับกดดันจนทั้งสองหน้าซีด
“พ…พวกข้าแค่ได้ยินข่าวลือ…”
เคร้ง—
กระบี่ในมือจินเยว่ถูกเก็บกลับฝักช้า ๆ
“ข่าวลือ?”
นางลุกขึ้นยืน
สายลมหิมะพัดผ่านชุดสีฟ้าอ่อนของนาง
“ตอนศึกประลอง…”
“พวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่าเขาเสี่ยงชีวิตช่วยศิษย์ร่วมสำนักกี่ครั้งช่วยกอบกู้ชื่อเสียงกี่ครั้ง”
ไม่มีใครตอบ
จินเยว่ยิ้มบาง
แต่รอยยิ้มนั้น…
กลับเศร้ากว่าปกติ
“คนดี…”
“มักถูกสงสัยง่ายกว่าคนเลวเสมอ”
นางเดินจากไปช้า ๆ
ทิ้งเพียงความเงียบไว้ด้านหลัง
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ค่ำคืนเดียวกัน
ภายในเรือนรับรองของสำนักกระบี่ฟ้าคราม
มู่หรงเจี๋ยนั่งดื่มสุราคนเดียวริมหน้าต่าง
แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าคมคายของเขาเบา ๆ
ศิษย์สำนักคนหนึ่งพูดขึ้น
“พี่ใหญ่…”
“พวกเราไม่ควรเข้าใกล้หลินเสี่ยวชวนอีกแล้วหรือ?”
มู่หรงเจี๋ยเงียบไปครู่หนึ่ง
ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“ทำไม”
“เพราะคนทั้งเมืองเริ่มกลัวเขาหรือ?”
ศิษย์คนนั้นก้มหน้า
มู่หรงเจี๋ยจิบสุราช้า ๆ
“หากวันหนึ่ง…”
“ทั้งโลกบอกว่าเจ้าคือปีศาจ”
เขาหันมองอีกฝ่าย
“เจ้าจะเชื่อโลก…”
“หรือเชื่อดวงตาตัวเอง?”
ศิษย์คนนั้นพูดไม่ออกทันที
มู่หรงเจี๋ยมองจันทร์เงียบ ๆ
ก่อนพึมพำเบา ๆ
“คนที่ยืนอยู่ท่ามกลางข่าวลือ…”
“เหนื่อยกว่าคนที่โดนด่าเสียอีก”
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ส่วนหานอวี่…
ยังคงเหมือนเดิม
ลานหิมะเงียบสงัด
เขานั่งอยู่ใต้ต้นสนเพียงลำพัง
ราวกับข่าวลือทั้งเมือง…
ไม่อาจแตะต้องเขาได้เลย
จนกระทั่งศิษย์คนหนึ่งเดินเข้ามา
“พี่ใหญ่หาน…”
“ท่านคิดอย่างไรกับข่าวของหลินเสี่ยวชวน”
หานอวี่ลืมตาช้า ๆ
ดวงตาเย็นเยียบเหมือนหิมะพันปี
“ข้าไม่สนใจ”
“แต่—”
ศิษย์คนนั้นรีบพูด
“หากเขาเป็นปีศาจจริง…”
หานอวี่ตัดบททันที
“ถ้าเขาเป็นปีศาจ”
ลมหนาวพัดผ่านช้า ๆ
“งั้นคนที่เรียกเขาว่าปีศาจทั้งที่ไม่มีหลักฐาน…”
“ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากฝูงสัตว์”
ศิษย์คนนั้นหน้าซีดทันที
เพราะน้ำเสียงของหานอวี่…
เย็นเกินไปจริง ๆ
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ขณะเดียวกัน
บนหอสูงกลางเมือง
ฮั่วเจินกำลังยืนมองแสงไฟทั่วนครเทียนหลิงเงียบ ๆ
เปลวเพลิงสีทองลอยอยู่รอบตัวบางเบา
ด้านหลังเขา
ผู้อาวุโสสำนักเพลิงสุริยันกล่าวเสียงหนัก
“ฮั่วเจิน”
“เจ้าไม่ควรเข้าใกล้เด็กคนนั้นอีก”
“ข่าวลือเริ่มรุนแรงแล้ว”
ฮั่วเจินไม่ตอบ
เพียงมองเมืองเบื้องล่างนิ่ง ๆ
ผู้อาวุโสขมวดคิ้ว
“เจ้าได้ยินหรือไม่?”
ฮั่วเจินหัวเราะเบา ๆ
จากนั้นจึงพูดช้า ๆ
“ข้าไม่สนว่าเขาใช้พลังอะไร”
สายลมร้อนพัดผ่านหอสูง
ดวงตาของฮั่วเจินนิ่งกว่าทุกครั้ง
“ข้ารู้แค่ว่า…”
เขาหยุดเล็กน้อย
“เขาไม่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์”
ผู้อาวุโสเงียบทันที
ฮั่วเจินหันกลับมาช้า ๆ
รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า
“และคนแบบนั้น…”
“ดีกว่าพวกที่ชอบตัดสินคนอื่นจากข่าวลือมากนัก”
พูดจบ
เขาก็เดินจากไปทันที
ทิ้งให้ผู้อาวุโสยืนเงียบอยู่คนเดียว
━━━━━━━━━━━━━━━━━━━
ส่วนอีกด้านหนึ่งของเมือง
ภายในบ้านหลังเล็กเงียบสงัด
เสี่ยวชวนนั่งอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียง
กระบี่คราสฟ้าวางอยู่ข้างกาย
ด้านนอก—
เสียงผู้คนยังคงพูดถึงเขาไม่หยุด
ปีศาจ
วิชามาร
ตัวประหลาด
ภัยพิบัติ
เขาได้ยินทั้งหมด
และเข้าใจทั้งหมด
เพราะมนุษย์…
มักกลัวสิ่งที่ควบคุมไม่ได้
เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ
ในหัว—
เสียงเซวียนซาดังขึ้นเบา ๆ
“เสียใจหรือ”
เสี่ยวชวนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนตอบในใจ
“นิดหน่อย”
เซวียนซาหัวเราะต่ำ
“นี่แหละมนุษย์”
“ตอนเจ้ามีประโยชน์…”
“พวกมันจะเรียกเจ้าว่าอัจฉริยะ”
“แต่เมื่อวันหนึ่ง…”
“พวกมันเริ่มกลัวเจ้า”
เสียงนั้นเย็นลงช้า ๆ
“พวกมันก็พร้อมจะผลักเจ้าไปตาย”
เสี่ยวชวนลืมตาขึ้น
แสงตะเกียงสะท้อนดวงตาเงียบงันของเขา
แต่ขณะนั้นเอง—
ก๊อก
ก๊อก
เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ
เสี่ยวชวนชะงัก
ก่อนลุกไปเปิดประตูช้า ๆ
และเมื่อประตูเปิดออก—
เขาก็นิ่งไปเล็กน้อย
เพราะด้านนอกนั้น…
หลิงเอ๋อ หลิงเปา
เพ่ยเหยา
จินเยว่
มู่หรงเจี๋ย
หานอวี่
ต่างยืนอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ
สายลมกลางคืนพัดผ่านช้า ๆ
หลิงเอ๋อกอดอกแล้วทำเสียงหึ
“ทำหน้าเหมือนคนจะตายทำไม”
เพ่ยเหยาถือไหสุรามาโยนให้เขา
“ดื่ม”
จินเยว่ยิ้มบาง ๆ
“พวกเรารำคาญข่าวลือพวกนั้น”
มู่หรงเจี๋ยหัวเราะเบา ๆ
“เลยมาหาเจ้าดีกว่า”
ส่วนหานอวี่…
ยังคงเงียบเหมือนเดิม
แต่เขากลับพูดขึ้นช้า ๆ
“หากทั้งเมืองไม่เชื่อเจ้า”
สายลมหิมะบางเบาพัดผ่านหน้าประตู
“อย่างน้อย…”
“พวกเรายังเชื่อ”
เสี่ยวชวนเงียบไปชั่วครู่
ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย
เป็นรอยยิ้มที่บางมาก
แต่จริงที่สุดในหลายวันที่ผ่านมา
เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว…
ยังมีบางคน
ที่เลือกจะยืนอยู่ข้างเขา
ลานกลางเมืองเทียนหลิง…
เงียบราวสุสาน
ธงของห้าสำนักใหญ่สะบัดช้า ๆ ท่ามกลางแรงลมเย็น
แต่ไม่มีใครรู้สึกถึงลม
เพราะแรงกดดันที่กดลงมาจากฟากฟ้า…
หนักเกินไปแล้ว
เหนือเวทีประลอง—
ชายชุดขาวสิบสองคนยืนเรียงกันกลางอากาศ
ไม่ขยับ
ไม่ปลดปล่อยพลังมากมาย
แต่เพียงแค่ “ยืนอยู่”
กลับทำให้ยอดฝีมือทั้งเมืองแทบหายใจไม่ออก
ผู้พิพากษาสวรรค์
องค์กรที่แม้แต่ราชวงศ์ยังไม่กล้าขัดขืน
พวกเขาไม่ใช่คนดี
แต่พวกเขาคือ “กฎ”
และกฎ…
ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับใคร
ผู้อาวุโสชุดทองคนหนึ่งก้าวออกมาช้า ๆ
ใบหน้าแก่ชรา
แต่ดวงตาเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี
เขาก้มมองผู้คนทั้งสนาม
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“หลินเสี่ยวชวน”
“มีความเป็นไปได้สูง…”
“ว่าเกี่ยวข้องกับพลังต้องห้ามระดับกลืนวิญญาณ”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที
แม้หลายคนจะเคยได้ยินข่าวลือ
แต่เมื่อคำพูดนี้ออกมาจาก “ผู้พิพากษาสวรรค์”
ความหมายมันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
เพราะนั่นหมายความว่า—
ถ้าพิสูจน์ได้
ต่อให้เสี่ยวชวนเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมือง…
ก็ต้องถูกกำจัด
ผู้อาวุโสชุดทองยกมือขึ้นช้า ๆ
ลูกแก้วสีเงินลอยออกมา
ภายในเต็มไปด้วยอักขระโบราณนับไม่ถ้วน
“ข้าจะตรวจสอบวิญญาณของเขา”
“หากบริสุทธิ์…”
“พวกเราจะจากไปทันที”
เขาพูดเรียบ ๆ
เหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย
แต่ทุกคนรู้ดีว่า—
การตรวจสอบวิญญาณโดยผู้พิพากษาสวรรค์
เทียบไม่ต่างจากเปิดทุกความลับในชีวิตให้อีกฝ่ายเห็น
และถ้าในตัวเสี่ยวชวนมี “เซวียนซา” จริง…
ผลลัพธ์มีเพียงความตาย
ทั่วสนามเงียบสนิท
ไม่มีใครพูดอะไร
ไม่มีใครกล้าขยับ
แม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักกระบี่ฟ้าครามเอง…
ยังสีหน้าหนักอึ้ง
เพราะครั้งนี้
สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ศัตรูธรรมดา
แต่คือองค์กรที่สามารถลบทั้งเมืองทิ้งได้ในคืนเดียว
เสี่ยวชวนยืนอยู่กลางสนามเงียบ ๆ
สายลมพัดผ่านชายเสื้อสีดำของเขาเบา ๆ
ดวงตานิ่งสงบ
เกินไป
จนหลายคนเริ่มรู้สึกหนาว
ในหัว—
เสียงเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ
“หึ…”
“น่ารำคาญจริง ๆ”
“ถ้าข้าฟื้นพลังได้หนึ่งส่วน…”
“ข้าจะฆ่าพวกมันทั้งสนามเอง”
เสี่ยวชวนไม่ตอบ
นักพรตไร้หน้ากลับกล่าวขึ้นอีกเสียง
“อย่าโง่”
“ถ้าเจ้าปล่อยพลังตอนนี้…”
“ไม่ใช่แค่เจ้า”
“ทั้งเมืองจะตายไปด้วย”
เสี่ยวชวนกำมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
แล้วในตอนนั้นเอง—
เสียงหนัก ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง
ตึง!
ตึง!
ตึง!
ผู้คนจำนวนมากหันไปพร้อมกัน
ชายร่างยักษ์คนหนึ่งเดินฝ่าฝูงชนออกมา
กระบองเหล็กขนาดมหึมาพาดอยู่บนบ่า
ทุกก้าวทำให้พื้นสั่นเบา ๆ
เหยียนตง
ศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักภูผาทมิฬ
เขาเดินตรงขึ้นมาหน้าเวที
ก่อนปักกระบองลงพื้น
ตูม—!
พื้นหินแตกร้าวทันที
จากนั้น—
เขาจึงพูดเพียงประโยคเดียว
“ใครจะเอาตัวมัน…”
“เดินผ่านข้าก่อน”
ทั้งสนามเงียบกริบ
แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์เอง…
ยังหรี่ตาลงเล็กน้อย
เพราะไม่มีใครคิดว่า—
จะมีคนกล้ายืนออกมาแบบนี้จริง ๆ
ผู้อาวุโสชุดทองกล่าวเรียบ ๆ
“เจ้ารู้หรือไม่…”
“ว่ากำลังขวางใครอยู่”
เหยียนตงหัวเราะเสียงต่ำ
“รู้สิ”
“พวกเจ้าคือหมาที่ชอบใช้ชื่อสวรรค์ขู่คน”
พรึ่บ—!
แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกจากผู้พิพากษาสวรรค์ทันที!
ผู้คนจำนวนมากหน้าซีด
บางคนถึงกับทรุดลงกับพื้น
แต่เหยียนตง…
ยังยืนอยู่
ไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว
เขาถ่มเลือดลงพื้นเบา ๆ
ก่อนยิ้มดิบ ๆ
“ข้าก็แค่อยากรู้…”
“ว่าสวรรค์มันหนักแค่ไหน”
ตึง!
เสียงฝีเท้าอีกสายดังขึ้น
หานอวี่เดินออกมาช้า ๆ
ชุดขาวพลิ้วเบา
สีหน้ายังคงเย็นชาราวหิมะ
เขาหยุดยืนข้างเหยียนตง
ก่อนกล่าวเรียบ ๆ
“หากจะตรวจเขา…”
“ตรวจข้าด้วย”
ผู้อาวุโสชุดทองขมวดคิ้ว
“เจ้าหมายความว่าอะไร”
หานอวี่ตอบทันที
“คนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันในสนาม”
“หากพวกเจ้าสงสัยเขา…”
“ก็ควรสงสัยข้าด้วย”
ทั้งสนามเริ่มปั่นป่วนอีกครั้ง
เพราะนี่คือ “หานอวี่”
คนที่เย็นชาจนแทบไม่มีใครเคยเห็นเขาเข้าข้างใคร
แต่วันนี้—
เขากลับยืนออกมาเอง
จากนั้น—
เสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น
เฟิงลั่วนั่งอยู่บนกำแพงหินสูงไม่ไกล
แกว่งขาเล่นเหมือนไม่ใช่สถานการณ์คอขาดบาดตาย
“น่าสนุกดีนี่”
เขายิ้มกว้าง
“ถ้าจะฆ่าเสี่ยวชวน…”
“ข้าขอคิวก่อนละกัน”
ผู้พิพากษาสวรรค์มองเขาเย็น ๆ
เฟิงลั่วหัวเราะ
“อย่ามองแบบนั้นสิ”
“ข้าแค่ไม่ชอบให้ใครมาแย่งของเล่น”
แม้จะพูดเล่น
แต่ทุกคนรู้ว่า—
เขากำลังเลือกข้างแล้ว
ด้านอัฒจันทร์สูง—
เพ่ยเหยาลุกขึ้นทันที
“พวกเจ้ามีหลักฐานอะไร!?”
“แค่ข่าวลือก็จะจับคนแล้วหรือ!?”
จินเยว่เองก็กัดฟันแน่น
“ถ้าผู้พิพากษาสวรรค์ทำงานแบบนี้…”
“ต่างอะไรกับโจร!”
ผู้คนรอบสนามเริ่มสีหน้าเปลี่ยน
เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเสี่ยวชวนอีกแล้ว
แต่มันเริ่มกลายเป็น—
“เมืองทั้งเมืองจะเลือกอะไร”
เลือกความปลอดภัย
หรือเลือกปกป้องคนของตัวเอง
และในตอนนั้นเอง—
ฮั่วเจินจึงเดินออกมาช้า ๆ
ทันทีที่เขาปรากฏ
ทั้งสนามกลับเงียบลงเองโดยอัตโนมัติ
ราชันแห่งรุ่น
อัจฉริยะอันดับหนึ่ง
คนที่แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์เอง…
ก็ยังต้องให้เกียรติ
ฮั่วเจินหยุดยืนกลางสนาม
สายตาคมกริบมองตรงไปยังผู้อาวุโสชุดทอง
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ข้าไม่สนว่าเขาใช้พลังอะไร”
เงียบ
ทั้งสนามเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ
ฮั่วเจินกล่าวต่อ
“ข้ารู้แค่ว่า…”
“เขาไม่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์”
คำพูดนั้น…
หนักยิ่งกว่าตะโกนด่าทั้งสนาม
เพราะคนพูดคือฮั่วเจิน
คนอย่างเขา…
ไม่มีวันโกหกเพื่อใคร
ผู้อาวุโสชุดทองหรี่ตาลง
“เจ้ากำลังใช้ชื่อเสียงตัวเองค้ำประกันเขา?”
ฮั่วเจินตอบเรียบ ๆ
“ถ้าจำเป็น ก็ใช่”
แรงกดดันทั่วสนามเริ่มปั่นป่วนทันที
จ้าวเทียนหลงสีหน้าเปลี่ยน
เหล่าประมุขหลายคนเริ่มนั่งไม่ติด
เพราะถ้าฮั่วเจินเลือกยืนฝั่งเสี่ยวชวนจริง…
เรื่องนี้จะไม่จบง่าย ๆ แล้ว
และตอนนั้นเอง—
หลิงเอ๋อก็กระโดดลงจากอัฒจันทร์
นางมายืนหน้าเสี่ยวชวนทันที
แม้ใบหน้าจะซีดเล็กน้อย
แต่ดวงตากลับดื้อรั้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
“ถ้าจะจับเขา…”
“ก็จับข้าก่อน!”
หลิงเปารีบตามลงมา
“เอ๋อ!”
แต่หลิงเอ๋อไม่ถอย
นางกำชายเสื้อแน่น
ก่อนพูดเสียงสั่นเล็กน้อย
“คนพวกนี้…”
“ไม่เคยเห็นตอนเขาช่วยคนเลยหรือไง…”
“ตอนเมืองโดนสัตว์อสูรบุก…”
“ตอนช่วยศิษย์คนอื่น…”
“พวกเจ้ามองไม่เห็นกันหรือ!?”
หลายคนเริ่มหลบสายตา
เพราะพวกเขาเห็น
แต่พวกเขา “เลือก” จะไม่พูดถึงมัน
ผู้พิพากษาสวรรค์กล่าวเย็นชา
“ความดีเล็กน้อย…”
“ลบล้างพลังต้องห้ามไม่ได้”
เสี่ยวชวนเงียบมาตลอด
จนตอนนี้—
เขาจึงค่อย ๆ ก้าวออกมา
“พอเถอะ”
เสียงของเขาไม่ดัง
แต่กลับทำให้ทุกคนเงียบลงทันที
เสี่ยวชวนมองคนที่ยืนอยู่ข้างตัวเองทีละคน
เหยียนตง
หานอวี่
ฮั่วเจิน
หลิงเอ๋อ
เพ่ยเหยา
จินเยว่
เฟิงลั่ว
คนพวกนี้…
ทั้งที่ไม่จำเป็นเลยแท้ ๆ
ในโลกที่ทุกคนเลือกเอาตัวรอด
พวกเขากลับเลือกยืนอยู่ตรงนี้
เซวียนซาเงียบไปชั่วขณะ
ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ
“หึ…”
“เจ้านี่…”
“มีคนโง่อยู่ข้างตัวเยอะจริง”
แต่น้ำเสียงครั้งนี้…
กลับไม่ได้เยาะเย้ยเหมือนทุกครั้ง
เสี่ยวชวนสูดลมหายใจช้า ๆ
ก่อนเงยหน้ามองผู้พิพากษาสวรรค์
ดวงตานิ่งสงบจนแม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงยังรู้สึกหนาว
“ถ้าพวกเจ้าจะตรวจ…”
“ก็เข้ามา”
ลมทั้งสนามหยุดนิ่งทันที
เพราะทุกคนสัมผัสได้ว่า—
ต่อจากนี้
ชะตาของหลินเสี่ยวชวน
และชะตาของเมืองเทียนหลิง
กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล