แกนกลืนวิญญาณต้องห้าม

    ตอนที่ 51 ไม่มีใครยืนอยู่ข้างปีศาจ

    ลมหนาวยามค่ำคืนพัดผ่านนครเทียนหลิงช้า ๆ


    แต่คืนนี้—


    ทั้งเมืองกลับไม่สงบเหมือนเดิมอีกแล้ว


    ชื่อของ “หลินเสี่ยวชวน”


    กำลังถูกพูดถึงไปทั่วทุกมุมถนน


    ในโรงเตี๊ยม


    ในหอโคมแดง


    ในตลาดมืด


    แม้แต่ในจวนขุนนาง


    ทุกคนกำลังพูดถึงคนคนเดียวกัน


    แต่—


    ไม่มีใครพูดเหมือนกันเลย


    บางคนพูดว่าเขาคืออัจฉริยะ


    บางคนพูดว่าเขาคือปีศาจ


    และเมื่อข่าวลือเริ่มถูกแต่งเติม


    ความจริง…


    ก็มักกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ภายในโรงเตี๊ยมเมฆาแดง


    เสียงผู้คนดังวุ่นวายเต็มไปหมด


    “ข้าได้ยินมาว่าเด็กนั่นใช้วิชากลืนวิญญาณ!”


    “ไม่ใช่แค่นั้นนะ!”


    “ได้ข่าวว่าในสุสานโบราณ…เขาฆ่าคนทั้งกลุ่มคนเดียว!”


    “เฮอะ! ถ้าไม่ใช่วิชามาร เด็กสร้างแกนพลังขั้นต้นจะชนะพวกสัตว์ประหลาดพวกนั้นได้ยังไง?”


    เสียงหัวเราะเย็นดังขึ้นเป็นระยะ


    หลายคนเริ่มพยักหน้าเห็นด้วย


    เพราะมนุษย์…


    มักกลัวสิ่งที่ตนเองไม่เข้าใจ


    มุมหนึ่งของโรงเตี๊ยม


    ชายวัยกลางคนสวมชุดหรูหัวเราะเสียงต่ำ


    “ข้าว่าเมืองเทียนหลิงควรรีบส่งตัวมันออกไป”


    “ก่อนภัยจะมาถึงทั้งเมือง”


    “ถูกต้อง!”


    “หากผู้พิพากษาสวรรค์รู้เข้า…”


    “พวกเราทั้งเมืองอาจถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับวิชาต้องห้าม!”


    เสียงสนับสนุนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ


    จนกระทั่ง—


    ตึง!


    เสียงกระแทกโต๊ะดังสนั่น


    คนทั้งโรงเตี๊ยมสะดุ้งทันที


    หญิงสาวชุดแดงคนหนึ่งยืนขึ้นช้า ๆ


    ดวงตาของนางเย็นจัด


    “พวกเจ้าพูดจบหรือยัง”


    หลิงเอ๋อ


    ทั่วทั้งโรงเตี๊ยมเงียบทันที


    เพราะไม่มีใครไม่รู้จักนาง


    บุตรสาวตระกูลหลิง


    คนโปรดของผู้อาวุโสหลายคน


    และที่สำคัญ—


    นางเป็นคนที่อารมณ์ร้ายที่สุดคนหนึ่งในเมือง


    ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว


    “คุณหนูหลิง พวกเราก็แค่พูดตามความจริง—”


    ตูม!


    จอกสุราพุ่งเฉียดหน้าเขาไปปักกำแพง


    สุราสาดกระจายทั่วใบหน้า


    หลิงเอ๋อจ้องเขาเขม็ง


    “ความจริง?”


    “พวกเจ้าเคยเห็นเขาฆ่าคนบริสุทธิ์หรือ?”


    ไม่มีใครตอบ


    เพราะไม่มี


    หลิงเอ๋อหัวเราะเย็น


    “ตอนเขาชนะ พวกเจ้าก็ร้องเรียกเขาว่าอัจฉริยะ”


    “ตอนพวกเจ้ากลัว…”


    “ก็รีบเรียกเขาว่าปีศาจ”


    นางมองรอบโรงเตี๊ยมช้า ๆ


    “คนอย่างพวกเจ้า…”


    “น่ารังเกียจกว่าวิชามารอีก”


    ทั้งโรงเตี๊ยมเงียบกริบ


    ไม่มีใครกล้าสบตานางตรง ๆ


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    อีกด้านหนึ่งของเมือง


    ภายในลานฝึกตระกูลเพ่ย


    เพ่ยเหยากำลังฟาดหอกใส่เสาไม้ตรงหน้าอย่างบ้าคลั่ง


    ตูม!


    ตูม!


    ตูม!


    เสาไม้แตกกระจายทีละต้น


    ศิษย์รอบข้างต่างเงียบสนิท


    เพราะสีหน้าของนางในตอนนี้…


    น่ากลัวเกินไป


    “คุณหนู…”


    “ท่านใจเย็นก่อน…”


    ศิษย์คนหนึ่งพูดเสียงเบา


    เพ่ยเหยาหันขวับทันที


    “เย็น?”


    นางหัวเราะเสียงเย็น


    “พวกมันนั่งด่าเขาทั้งเมือง”


    “แล้วจะให้ข้าเย็นได้ยังไง?”


    ตูม!


    หอกในมือแทงทะลุเสาหินทั้งต้น


    เพ่ยเหยากัดฟันแน่น


    “ตอนแพ้พวกมันหัวเราะ”


    “ตอนชนะพวกมันอิจฉา”


    “ตอนกลัว…”


    “พวกมันก็พร้อมผลักคนคนหนึ่งไปตาย”


    นางกำหอกแน่นขึ้นเรื่อย ๆ


    “ขยะ”


    เสียงของนางเบามาก


    แต่เย็นจนคนรอบข้างไม่กล้าหายใจดัง


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ภายในสำนักกระบี่ฟ้าคราม


    ลานหิมะด้านหลังเงียบสงัด


    จินเยว่กำลังนั่งเช็ดกระบี่อยู่คนเดียว


    เกล็ดหิมะโปรยลงบนบ่าของนางช้า ๆ


    ศิษย์หญิงสองคนเดินผ่าน


    “ได้ยินหรือยัง…”


    “ว่าหลินเสี่ยวชวนอาจใช้วิชามารจริง…”


    จินเยว่หยุดมือทันที


    ศิษย์ทั้งสองสะดุ้ง


    เพราะดวงตาของนาง…


    เย็นเกินไป


    “พูดอีกครั้งสิ”


    เสียงของจินเยว่เบามาก


    แต่กลับกดดันจนทั้งสองหน้าซีด


    “พ…พวกข้าแค่ได้ยินข่าวลือ…”


    เคร้ง—


    กระบี่ในมือจินเยว่ถูกเก็บกลับฝักช้า ๆ


    “ข่าวลือ?”


    นางลุกขึ้นยืน


    สายลมหิมะพัดผ่านชุดสีฟ้าอ่อนของนาง


    “ตอนศึกประลอง…”


    “พวกเจ้าเห็นหรือไม่ว่าเขาเสี่ยงชีวิตช่วยศิษย์ร่วมสำนักกี่ครั้งช่วยกอบกู้ชื่อเสียงกี่ครั้ง”


    ไม่มีใครตอบ


    จินเยว่ยิ้มบาง


    แต่รอยยิ้มนั้น…


    กลับเศร้ากว่าปกติ


    “คนดี…”


    “มักถูกสงสัยง่ายกว่าคนเลวเสมอ”


    นางเดินจากไปช้า ๆ


    ทิ้งเพียงความเงียบไว้ด้านหลัง


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ค่ำคืนเดียวกัน


    ภายในเรือนรับรองของสำนักกระบี่ฟ้าคราม


    มู่หรงเจี๋ยนั่งดื่มสุราคนเดียวริมหน้าต่าง


    แสงจันทร์ตกกระทบใบหน้าคมคายของเขาเบา ๆ


    ศิษย์สำนักคนหนึ่งพูดขึ้น


    “พี่ใหญ่…”


    “พวกเราไม่ควรเข้าใกล้หลินเสี่ยวชวนอีกแล้วหรือ?”


    มู่หรงเจี๋ยเงียบไปครู่หนึ่ง


    ก่อนหัวเราะเบา ๆ


    “ทำไม”


    “เพราะคนทั้งเมืองเริ่มกลัวเขาหรือ?”


    ศิษย์คนนั้นก้มหน้า


    มู่หรงเจี๋ยจิบสุราช้า ๆ


    “หากวันหนึ่ง…”


    “ทั้งโลกบอกว่าเจ้าคือปีศาจ”


    เขาหันมองอีกฝ่าย


    “เจ้าจะเชื่อโลก…”


    “หรือเชื่อดวงตาตัวเอง?”


    ศิษย์คนนั้นพูดไม่ออกทันที


    มู่หรงเจี๋ยมองจันทร์เงียบ ๆ


    ก่อนพึมพำเบา ๆ


    “คนที่ยืนอยู่ท่ามกลางข่าวลือ…”


    “เหนื่อยกว่าคนที่โดนด่าเสียอีก”


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ส่วนหานอวี่…


    ยังคงเหมือนเดิม


    ลานหิมะเงียบสงัด


    เขานั่งอยู่ใต้ต้นสนเพียงลำพัง


    ราวกับข่าวลือทั้งเมือง…


    ไม่อาจแตะต้องเขาได้เลย


    จนกระทั่งศิษย์คนหนึ่งเดินเข้ามา


    “พี่ใหญ่หาน…”


    “ท่านคิดอย่างไรกับข่าวของหลินเสี่ยวชวน”


    หานอวี่ลืมตาช้า ๆ


    ดวงตาเย็นเยียบเหมือนหิมะพันปี


    “ข้าไม่สนใจ”


    “แต่—”


    ศิษย์คนนั้นรีบพูด


    “หากเขาเป็นปีศาจจริง…”


    หานอวี่ตัดบททันที


    “ถ้าเขาเป็นปีศาจ”


    ลมหนาวพัดผ่านช้า ๆ


    “งั้นคนที่เรียกเขาว่าปีศาจทั้งที่ไม่มีหลักฐาน…”


    “ก็ไม่ได้ต่างอะไรจากฝูงสัตว์”


    ศิษย์คนนั้นหน้าซีดทันที


    เพราะน้ำเสียงของหานอวี่…


    เย็นเกินไปจริง ๆ


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ขณะเดียวกัน


    บนหอสูงกลางเมือง


    ฮั่วเจินกำลังยืนมองแสงไฟทั่วนครเทียนหลิงเงียบ ๆ


    เปลวเพลิงสีทองลอยอยู่รอบตัวบางเบา


    ด้านหลังเขา


    ผู้อาวุโสสำนักเพลิงสุริยันกล่าวเสียงหนัก


    “ฮั่วเจิน”


    “เจ้าไม่ควรเข้าใกล้เด็กคนนั้นอีก”


    “ข่าวลือเริ่มรุนแรงแล้ว”


    ฮั่วเจินไม่ตอบ


    เพียงมองเมืองเบื้องล่างนิ่ง ๆ


    ผู้อาวุโสขมวดคิ้ว


    “เจ้าได้ยินหรือไม่?”


    ฮั่วเจินหัวเราะเบา ๆ


    จากนั้นจึงพูดช้า ๆ


    “ข้าไม่สนว่าเขาใช้พลังอะไร”


    สายลมร้อนพัดผ่านหอสูง


    ดวงตาของฮั่วเจินนิ่งกว่าทุกครั้ง


    “ข้ารู้แค่ว่า…”


    เขาหยุดเล็กน้อย


    “เขาไม่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์”


    ผู้อาวุโสเงียบทันที


    ฮั่วเจินหันกลับมาช้า ๆ


    รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏบนใบหน้า


    “และคนแบบนั้น…”



    “ดีกว่าพวกที่ชอบตัดสินคนอื่นจากข่าวลือมากนัก”


    พูดจบ


    เขาก็เดินจากไปทันที


    ทิ้งให้ผู้อาวุโสยืนเงียบอยู่คนเดียว


    ━━━━━━━━━━━━━━━━━━━


    ส่วนอีกด้านหนึ่งของเมือง


    ภายในบ้านหลังเล็กเงียบสงัด


    เสี่ยวชวนนั่งอยู่คนเดียวใต้แสงตะเกียง


    กระบี่คราสฟ้าวางอยู่ข้างกาย


    ด้านนอก—


    เสียงผู้คนยังคงพูดถึงเขาไม่หยุด


    ปีศาจ


    วิชามาร


    ตัวประหลาด


    ภัยพิบัติ


    เขาได้ยินทั้งหมด


    และเข้าใจทั้งหมด


    เพราะมนุษย์…


    มักกลัวสิ่งที่ควบคุมไม่ได้


    เสี่ยวชวนหลับตาลงช้า ๆ


    ในหัว—


    เสียงเซวียนซาดังขึ้นเบา ๆ


    “เสียใจหรือ”


    เสี่ยวชวนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง


    ก่อนตอบในใจ


    “นิดหน่อย”


    เซวียนซาหัวเราะต่ำ


    “นี่แหละมนุษย์”


    “ตอนเจ้ามีประโยชน์…”


    “พวกมันจะเรียกเจ้าว่าอัจฉริยะ”


    “แต่เมื่อวันหนึ่ง…”


    “พวกมันเริ่มกลัวเจ้า”


    เสียงนั้นเย็นลงช้า ๆ


    “พวกมันก็พร้อมจะผลักเจ้าไปตาย”


    เสี่ยวชวนลืมตาขึ้น


    แสงตะเกียงสะท้อนดวงตาเงียบงันของเขา


    แต่ขณะนั้นเอง—


    ก๊อก


    ก๊อก


    เสียงเคาะประตูดังขึ้นเบา ๆ


    เสี่ยวชวนชะงัก


    ก่อนลุกไปเปิดประตูช้า ๆ


    และเมื่อประตูเปิดออก—


    เขาก็นิ่งไปเล็กน้อย


    เพราะด้านนอกนั้น…


    หลิงเอ๋อ หลิงเปา


    เพ่ยเหยา


    จินเยว่


    มู่หรงเจี๋ย


    หานอวี่


    ต่างยืนอยู่ตรงนั้นเงียบ ๆ


    สายลมกลางคืนพัดผ่านช้า ๆ


    หลิงเอ๋อกอดอกแล้วทำเสียงหึ


    “ทำหน้าเหมือนคนจะตายทำไม”


    เพ่ยเหยาถือไหสุรามาโยนให้เขา


    “ดื่ม”


    จินเยว่ยิ้มบาง ๆ


    “พวกเรารำคาญข่าวลือพวกนั้น”


    มู่หรงเจี๋ยหัวเราะเบา ๆ


    “เลยมาหาเจ้าดีกว่า”


    ส่วนหานอวี่…


    ยังคงเงียบเหมือนเดิม


    แต่เขากลับพูดขึ้นช้า ๆ


    “หากทั้งเมืองไม่เชื่อเจ้า”


    สายลมหิมะบางเบาพัดผ่านหน้าประตู


    “อย่างน้อย…”


    “พวกเรายังเชื่อ”


    เสี่ยวชวนเงียบไปชั่วครู่


    ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย


    เป็นรอยยิ้มที่บางมาก


    แต่จริงที่สุดในหลายวันที่ผ่านมา


    เพราะในโลกที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว…


    ยังมีบางคน


    ที่เลือกจะยืนอยู่ข้างเขา


    ลานกลางเมืองเทียนหลิง…


    เงียบราวสุสาน


    ธงของห้าสำนักใหญ่สะบัดช้า ๆ ท่ามกลางแรงลมเย็น


    แต่ไม่มีใครรู้สึกถึงลม


    เพราะแรงกดดันที่กดลงมาจากฟากฟ้า…


    หนักเกินไปแล้ว


    เหนือเวทีประลอง—


    ชายชุดขาวสิบสองคนยืนเรียงกันกลางอากาศ


    ไม่ขยับ


    ไม่ปลดปล่อยพลังมากมาย


    แต่เพียงแค่ “ยืนอยู่”


    กลับทำให้ยอดฝีมือทั้งเมืองแทบหายใจไม่ออก


    ผู้พิพากษาสวรรค์


    องค์กรที่แม้แต่ราชวงศ์ยังไม่กล้าขัดขืน


    พวกเขาไม่ใช่คนดี


    แต่พวกเขาคือ “กฎ”


    และกฎ…


    ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับใคร


    ผู้อาวุโสชุดทองคนหนึ่งก้าวออกมาช้า ๆ


    ใบหน้าแก่ชรา


    แต่ดวงตาเย็นเยียบราวน้ำแข็งพันปี


    เขาก้มมองผู้คนทั้งสนาม


    ก่อนกล่าวเรียบ ๆ


    “หลินเสี่ยวชวน”


    “มีความเป็นไปได้สูง…”


    “ว่าเกี่ยวข้องกับพลังต้องห้ามระดับกลืนวิญญาณ”


    เสียงฮือฮาดังขึ้นทันที


    แม้หลายคนจะเคยได้ยินข่าวลือ


    แต่เมื่อคำพูดนี้ออกมาจาก “ผู้พิพากษาสวรรค์”


    ความหมายมันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง


    เพราะนั่นหมายความว่า—


    ถ้าพิสูจน์ได้


    ต่อให้เสี่ยวชวนเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของเมือง…


    ก็ต้องถูกกำจัด


    ผู้อาวุโสชุดทองยกมือขึ้นช้า ๆ


    ลูกแก้วสีเงินลอยออกมา


    ภายในเต็มไปด้วยอักขระโบราณนับไม่ถ้วน


    “ข้าจะตรวจสอบวิญญาณของเขา”


    “หากบริสุทธิ์…”


    “พวกเราจะจากไปทันที”


    เขาพูดเรียบ ๆ


    เหมือนเป็นเรื่องง่ายดาย


    แต่ทุกคนรู้ดีว่า—


    การตรวจสอบวิญญาณโดยผู้พิพากษาสวรรค์


    เทียบไม่ต่างจากเปิดทุกความลับในชีวิตให้อีกฝ่ายเห็น


    และถ้าในตัวเสี่ยวชวนมี “เซวียนซา” จริง…


    ผลลัพธ์มีเพียงความตาย


    ทั่วสนามเงียบสนิท


    ไม่มีใครพูดอะไร


    ไม่มีใครกล้าขยับ


    แม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักกระบี่ฟ้าครามเอง…


    ยังสีหน้าหนักอึ้ง


    เพราะครั้งนี้


    สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่ศัตรูธรรมดา


    แต่คือองค์กรที่สามารถลบทั้งเมืองทิ้งได้ในคืนเดียว


    เสี่ยวชวนยืนอยู่กลางสนามเงียบ ๆ


    สายลมพัดผ่านชายเสื้อสีดำของเขาเบา ๆ


    ดวงตานิ่งสงบ


    เกินไป


    จนหลายคนเริ่มรู้สึกหนาว


    ในหัว—


    เสียงเซวียนซาดังขึ้นช้า ๆ


    “หึ…”


    “น่ารำคาญจริง ๆ”


    “ถ้าข้าฟื้นพลังได้หนึ่งส่วน…”


    “ข้าจะฆ่าพวกมันทั้งสนามเอง”


    เสี่ยวชวนไม่ตอบ


    นักพรตไร้หน้ากลับกล่าวขึ้นอีกเสียง


    “อย่าโง่”


    “ถ้าเจ้าปล่อยพลังตอนนี้…”


    “ไม่ใช่แค่เจ้า”


    “ทั้งเมืองจะตายไปด้วย”


    เสี่ยวชวนกำมือแน่นขึ้นเล็กน้อย


    แล้วในตอนนั้นเอง—


    เสียงหนัก ๆ ดังขึ้นจากด้านหลัง


    ตึง!


    ตึง!



    ตึง!


    ผู้คนจำนวนมากหันไปพร้อมกัน


    ชายร่างยักษ์คนหนึ่งเดินฝ่าฝูงชนออกมา


    กระบองเหล็กขนาดมหึมาพาดอยู่บนบ่า


    ทุกก้าวทำให้พื้นสั่นเบา ๆ


    เหยียนตง


    ศิษย์อันดับหนึ่งแห่งสำนักภูผาทมิฬ


    เขาเดินตรงขึ้นมาหน้าเวที


    ก่อนปักกระบองลงพื้น


    ตูม—!


    พื้นหินแตกร้าวทันที


    จากนั้น—


    เขาจึงพูดเพียงประโยคเดียว


    “ใครจะเอาตัวมัน…”


    “เดินผ่านข้าก่อน”


    ทั้งสนามเงียบกริบ


    แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์เอง…


    ยังหรี่ตาลงเล็กน้อย


    เพราะไม่มีใครคิดว่า—


    จะมีคนกล้ายืนออกมาแบบนี้จริง ๆ


    ผู้อาวุโสชุดทองกล่าวเรียบ ๆ


    “เจ้ารู้หรือไม่…”


    “ว่ากำลังขวางใครอยู่”


    เหยียนตงหัวเราะเสียงต่ำ


    “รู้สิ”


    “พวกเจ้าคือหมาที่ชอบใช้ชื่อสวรรค์ขู่คน”


    พรึ่บ—!


    แรงกดดันมหาศาลระเบิดออกจากผู้พิพากษาสวรรค์ทันที!


    ผู้คนจำนวนมากหน้าซีด


    บางคนถึงกับทรุดลงกับพื้น


    แต่เหยียนตง…


    ยังยืนอยู่


    ไม่ถอยแม้แต่ครึ่งก้าว


    เขาถ่มเลือดลงพื้นเบา ๆ


    ก่อนยิ้มดิบ ๆ


    “ข้าก็แค่อยากรู้…”


    “ว่าสวรรค์มันหนักแค่ไหน”


    ตึง!


    เสียงฝีเท้าอีกสายดังขึ้น


    หานอวี่เดินออกมาช้า ๆ


    ชุดขาวพลิ้วเบา


    สีหน้ายังคงเย็นชาราวหิมะ


    เขาหยุดยืนข้างเหยียนตง


    ก่อนกล่าวเรียบ ๆ


    “หากจะตรวจเขา…”


    “ตรวจข้าด้วย”


    ผู้อาวุโสชุดทองขมวดคิ้ว


    “เจ้าหมายความว่าอะไร”


    หานอวี่ตอบทันที


    “คนที่ร่วมเป็นร่วมตายกันในสนาม”


    “หากพวกเจ้าสงสัยเขา…”


    “ก็ควรสงสัยข้าด้วย”


    ทั้งสนามเริ่มปั่นป่วนอีกครั้ง


    เพราะนี่คือ “หานอวี่”


    คนที่เย็นชาจนแทบไม่มีใครเคยเห็นเขาเข้าข้างใคร


    แต่วันนี้—


    เขากลับยืนออกมาเอง


    จากนั้น—


    เสียงหัวเราะเบา ๆ ก็ดังขึ้น


    เฟิงลั่วนั่งอยู่บนกำแพงหินสูงไม่ไกล


    แกว่งขาเล่นเหมือนไม่ใช่สถานการณ์คอขาดบาดตาย


    “น่าสนุกดีนี่”


    เขายิ้มกว้าง


    “ถ้าจะฆ่าเสี่ยวชวน…”


    “ข้าขอคิวก่อนละกัน”


    ผู้พิพากษาสวรรค์มองเขาเย็น ๆ


    เฟิงลั่วหัวเราะ


    “อย่ามองแบบนั้นสิ”



    “ข้าแค่ไม่ชอบให้ใครมาแย่งของเล่น”


    แม้จะพูดเล่น


    แต่ทุกคนรู้ว่า—


    เขากำลังเลือกข้างแล้ว


    ด้านอัฒจันทร์สูง—


    เพ่ยเหยาลุกขึ้นทันที


    “พวกเจ้ามีหลักฐานอะไร!?”


    “แค่ข่าวลือก็จะจับคนแล้วหรือ!?”


    จินเยว่เองก็กัดฟันแน่น


    “ถ้าผู้พิพากษาสวรรค์ทำงานแบบนี้…”


    “ต่างอะไรกับโจร!”


    ผู้คนรอบสนามเริ่มสีหน้าเปลี่ยน


    เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของเสี่ยวชวนอีกแล้ว


    แต่มันเริ่มกลายเป็น—


    “เมืองทั้งเมืองจะเลือกอะไร”


    เลือกความปลอดภัย


    หรือเลือกปกป้องคนของตัวเอง


    และในตอนนั้นเอง—


    ฮั่วเจินจึงเดินออกมาช้า ๆ


    ทันทีที่เขาปรากฏ


    ทั้งสนามกลับเงียบลงเองโดยอัตโนมัติ


    ราชันแห่งรุ่น


    อัจฉริยะอันดับหนึ่ง


    คนที่แม้แต่ผู้พิพากษาสวรรค์เอง…


    ก็ยังต้องให้เกียรติ


    ฮั่วเจินหยุดยืนกลางสนาม


    สายตาคมกริบมองตรงไปยังผู้อาวุโสชุดทอง


    ก่อนกล่าวช้า ๆ


    “ข้าไม่สนว่าเขาใช้พลังอะไร”


    เงียบ


    ทั้งสนามเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจ


    ฮั่วเจินกล่าวต่อ


    “ข้ารู้แค่ว่า…”


    “เขาไม่เคยฆ่าคนบริสุทธิ์”


    คำพูดนั้น…


    หนักยิ่งกว่าตะโกนด่าทั้งสนาม


    เพราะคนพูดคือฮั่วเจิน


    คนอย่างเขา…


    ไม่มีวันโกหกเพื่อใคร


    ผู้อาวุโสชุดทองหรี่ตาลง


    “เจ้ากำลังใช้ชื่อเสียงตัวเองค้ำประกันเขา?”


    ฮั่วเจินตอบเรียบ ๆ


    “ถ้าจำเป็น ก็ใช่”


    แรงกดดันทั่วสนามเริ่มปั่นป่วนทันที


    จ้าวเทียนหลงสีหน้าเปลี่ยน


    เหล่าประมุขหลายคนเริ่มนั่งไม่ติด


    เพราะถ้าฮั่วเจินเลือกยืนฝั่งเสี่ยวชวนจริง…


    เรื่องนี้จะไม่จบง่าย ๆ แล้ว


    และตอนนั้นเอง—


    หลิงเอ๋อก็กระโดดลงจากอัฒจันทร์


    นางมายืนหน้าเสี่ยวชวนทันที


    แม้ใบหน้าจะซีดเล็กน้อย


    แต่ดวงตากลับดื้อรั้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน


    “ถ้าจะจับเขา…”


    “ก็จับข้าก่อน!”


    หลิงเปารีบตามลงมา


    “เอ๋อ!”


    แต่หลิงเอ๋อไม่ถอย


    นางกำชายเสื้อแน่น


    ก่อนพูดเสียงสั่นเล็กน้อย


    “คนพวกนี้…”


    “ไม่เคยเห็นตอนเขาช่วยคนเลยหรือไง…”


    “ตอนเมืองโดนสัตว์อสูรบุก…”


    “ตอนช่วยศิษย์คนอื่น…”


    “พวกเจ้ามองไม่เห็นกันหรือ!?”


    หลายคนเริ่มหลบสายตา


    เพราะพวกเขาเห็น


    แต่พวกเขา “เลือก” จะไม่พูดถึงมัน


    ผู้พิพากษาสวรรค์กล่าวเย็นชา


    “ความดีเล็กน้อย…”


    “ลบล้างพลังต้องห้ามไม่ได้”


    เสี่ยวชวนเงียบมาตลอด


    จนตอนนี้—


    เขาจึงค่อย ๆ ก้าวออกมา


    “พอเถอะ”


    เสียงของเขาไม่ดัง


    แต่กลับทำให้ทุกคนเงียบลงทันที


    เสี่ยวชวนมองคนที่ยืนอยู่ข้างตัวเองทีละคน


    เหยียนตง


    หานอวี่


    ฮั่วเจิน


    หลิงเอ๋อ


    เพ่ยเหยา


    จินเยว่


    เฟิงลั่ว


    คนพวกนี้…


    ทั้งที่ไม่จำเป็นเลยแท้ ๆ


    ในโลกที่ทุกคนเลือกเอาตัวรอด


    พวกเขากลับเลือกยืนอยู่ตรงนี้


    เซวียนซาเงียบไปชั่วขณะ


    ก่อนหัวเราะต่ำ ๆ


    “หึ…”


    “เจ้านี่…”


    “มีคนโง่อยู่ข้างตัวเยอะจริง”


    แต่น้ำเสียงครั้งนี้…


    กลับไม่ได้เยาะเย้ยเหมือนทุกครั้ง


    เสี่ยวชวนสูดลมหายใจช้า ๆ


    ก่อนเงยหน้ามองผู้พิพากษาสวรรค์


    ดวงตานิ่งสงบจนแม้แต่ยอดฝีมือระดับสูงยังรู้สึกหนาว


    “ถ้าพวกเจ้าจะตรวจ…”


    “ก็เข้ามา”


    ลมทั้งสนามหยุดนิ่งทันที


    เพราะทุกคนสัมผัสได้ว่า—


    ต่อจากนี้


    ชะตาของหลินเสี่ยวชวน


    และชะตาของเมืองเทียนหลิง


    กำลังจะเปลี่ยนไปตลอดกาล