บทที่ 27 ฉากแรกที่พบกัน (รีไรต์)
เมื่อได้ยินเสิ่นชิงตอบตกลงไปหางโจว ลู่เย่ก็ขมวดคิ้วมุ่น สีหน้ามืดครึ้มขึ้นมาทันที
เขาดึงเสิ่นชิงเข้ามาหา ดวงตาเป็ประกาย “เสิ่นชิง เธอรู้ตัวไหมว่าที่เขาเรียกเธอกลับไป มันหมายความว่ายังไง?”
เสิ่นชิงช้อนตามองขึ้นอย่างไม่แยแส “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับนาย?”
“เธอ!”
ลู่เย่ถึงกับพูดไม่ออกเมื่อเห็นท่าทางเ็าของเสิ่นชิง
ทันใดนั้น บรรยากาศโดยรอบก็ตึงเครียดขึ้นมาทันใด
“คุณชายลู่ นี่เจียงอีอีครับ หลังจากเสิ่นชิงไปแล้ว ให้เธอช่วยไลฟ์แทนสักสองสามวันก็ได้” หยางคังเห็นช่องว่างก็รีบพูดแทรกขึ้น พลางดันตัวเจียงอีอีดาราสาวสวยหน้าหวานที่ยืนอยู่ด้านหลังออกมา
ตอนนี้บริษัทเจียอี้้าขยายธุรกิจไปสู่วงการไลฟ์ ความตั้งใจของบริษัทที่ส่งเจียงอีอีมานั้นชัดเจนมาก พวกเขา้าให้เธอใช้กระแสของเสิ่นชิงไต่เต้าขึ้นไป
เจียงอีอียิ้มหวานให้ลู่เย่ “คุณชายลู่ ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
เจียงอีอีเป็สาวน้อยสดใสร่าเริง ใบหน้ากลมมน ปลายจมูกเล็กเรียว พอยิ้มก็ปรากฏลักยิ้มน่ารักบนแก้มทั้งสองข้าง
รอยยิ้มของเธอชวนให้นึกถึงดอกทานตะวันที่เบ่งบานในทุ่งกว้าง สดใสราวกับไอศกรีมราดแยมผลไม้ หรือตุ๊กตากระต่ายลีน่าเบลล์แสนน่ารักในสวนสนุก
สรุปคือ เธอเป็สาวน้อยแสนหวานคนหนึ่ง
เจียงอีอีเรียกเขาว่า ‘คุณชายลู่’ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ดวงตากลมโตกะพริบปริบ ๆ เปล่งประกายราวกับลูกกวางน้อย น่ารักและมีเสน่ห์
ทว่า น่าเสียดายที่ลู่เย่มองไม่เห็น!
เขายกคิ้วขึ้นอย่างหยิ่งผยอง ก่อนจะกวาดตามองเจียงอีอีั้แ่หัวจรดเท้า “หน้าเบี้ยวปากเบี้ยว หน้าเหมือนผีดิบ หน้าตาอัปลักษณ์แบบนี้ยังกล้าออกมาหลอกชาวบ้านอีกเหรอ? ใครให้ความกล้าเธอมาออกรายการของฉัน?”
ลู่เย่ขึ้นชื่อเื่ความปากร้ายอยู่พอตัว เพียงแค่ไม่กี่ประโยค ก็ทำเอาเจียงอีอีน้ำตาคลอ
น้ำตาแห่งความน้อยใจเอ่อล้นจนแทบจะไหลรินอาบแก้ม
เดิมทีเธอค่อนข้างมั่นใจในรูปลักษณ์ของตัวเอง สมัยที่ยังอยู่กับวงเกิร์ลกรุ๊ป ไม่เคยมีใครที่ไม่ชมว่าเธอน่ารักและมีเสน่ห์
นี่เป็ครั้งแรกที่เธอได้ยินคำวิจารณ์แสนร้ายกาจแบบนี้
แต่ลู่เย่คือโปรดิวเซอร์รายการนี้ การจะได้เข้าร่วมรายการหรือไม่ สุดท้ายแล้วเขาก็เป็คนตัดสินใจ
ตอนนี้รายการไลฟ์ของเสิ่นชิงได้รับความนิยมมากในโลกออนไลน์ หากเธอได้เข้าร่วมรายการ เธอจะได้รับความสนใจอย่างมากเช่นกัน
เจียงอีอีฝืนกลั้นน้ำตาไว้ พูดเสียงอ่อนหวานว่า “ขอโทษนะคะคุณชายลู่ ฉันรู้ว่าตัวเองหน้าตาไม่ดี แต่ฉันก็ไม่เหมือนใคร ได้โปรดให้โอกาสฉันสักครั้งเถอะค่ะ”
ลู่เย่ถึงกับพูดไม่ออก เขาเหลือบมองเจียงอีอี ตอนนี้เด็กใหม่ในวงการบันเทิงช่างอดทนเก่งเหลือเกินนะ
เขามองหยางคังด้วยสายตาเรียบเฉย “ฝึกมาดีนี่”
พูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป
หยางคังผลักเจียงอีอีเบา ๆ เป็เชิงบอกให้เธอก้มหัว “ยังไม่รีบขอบคุณคุณชายลู่อีก”
เจียงอีอีก้มหัวให้ลู่เย่ที่เดินจากไป “ขอบคุณค่ะ คุณชายลู่”
เห็นได้ชัดว่าเจียงอีอีอยากโด่งดังมาก เธอเผยความปรารถนาของเธอออกมาทางสีหน้าทั้งหมด
เสิ่นชิงมองดูเื่ราวทั้งหมดนี้ด้วยสายตาเ็า วงการบันเทิงก็เหมือนกับเมืองที่ล้อมรอบด้วยกำแพง มีบางคนพยายามดิ้นรนออกไป ขณะที่บางคนก็พยายามดิ้นรนเข้ามา
หลังจากกลับเข้ามาในบ้าน เสิ่นชิงก็อ่านหนังสือและทำแบบฝึกหัดต่อ เธออ่านได้ไม่นาน หน้าจอโทรศัพท์ก็สว่างขึ้น
ลู่เย่ส่งข้อความมาหาเธอ
เสิ่นชิงเหลือบมองแต่ไม่ได้เปิดอ่าน จากนั้นก็ตั้งใจอ่านหนังสือต่อ
ลู่เย่รอข้อความอยู่นานแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบกลับ เขาจึงเริ่มส่งข้อความถล่มโทรศัพท์ของเสิ่นชิง
เสิ่นชิงไม่มีทางเลือก จึงต้องเปิดโทรศัพท์
จากนั้นเธอก็เห็นข้อความในแบบฉบับของลู่เย่ “ไม่ให้ไป!”
เสิ่นชิงเลิกคิ้ว นิ้วเรียวสวยพิมพ์ข้อความสี่คำอย่างรวดเร็ว “ยุ่งอะไรด้วย!”
…
สองวันต่อมา เสิ่นชิงสะพายกระเป๋าเดินไปที่ทางเข้าหมู่บ้าน หยางคังรอเธออยู่ในรถ
เสิ่นชิงสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลายเสื้อผูกเป็ปมเผยให้เห็นเอวบาง ๆ ขาวผ่องสะดุดตามาก
ส่วนล่างสวมกางเกงยีนส์สีน้ำเงินรัดรูป เผยให้เห็นเรียวขาที่เรียวยาวสวย
เสื้อผ้าที่เรียบง่าย ยิ่งเผยให้เห็นรูปร่างและใบหน้าที่แท้จริง คนงามที่สามารถสวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงยีนส์ได้อย่างมีรสนิยมแบบนี้หาได้ยากยิ่ง
“วิ้ววว” หยางคังผิวปากใส่เสิ่นชิงด้วยสายตาหื่นกระหาย ไม่ปิดบังความใคร่ในดวงตาแม้แต่น้อย
ถ้าเป็เมื่อก่อน เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิด
แต่ตอนนี้ เขารู้สึกว่าเสิ่นชิงเป็เหมือนตุ๊กตาในตู้โชว์ ที่ใคร ๆ ก็สามารถเล่นด้วยได้
เสิ่นชิงี้เีใส่ใจเขา เธอนั่งลงเบาะหลัง เตรียมปิดประตูรถ
ทันทีที่เสิ่นชิงก้าวขึ้นรถ ลู่เย่ก็ตามเข้ามา แล้วนั่งบนเบาะหลังเช่นกัน
เสิ่นชิงเหลือบมองลู่เย่ “นายมาทำอะไร”
ลู่เย่กระตุกมุมปาก ตอบกลับไปว่า “ยุ่งอะไรด้วย!”
เสิ่นชิง “...”
บรรยากาศภายในรถเย็นะเื หยางคังที่กำลังขับรถอยู่ด้านหน้าเหงื่อซึมผุดขึ้นตามหน้าผาก
เป็ไปตามข่าวลือจริง ๆ ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองนี้ไม่ดีเอาเสียเลย
ปัก!
ลู่เย่ยกเท้าขึ้นไปวางบนเบาะคนขับ พื้นรองเท้าเปื้อนโคลนหันไปที่ท้ายทอยของหยางคัง
เสิ่นชิงเห็นการกระทำของลู่เย่ ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในใจของเธอ ลู่เย่เป็แบบนี้มาโดยตลอด ทั้งไร้มารยาท หยิ่งยโส และอารมณ์ร้าย
ลู่เย่เอามือทั้งสองข้างรองศีรษะ มุมปากคว่ำลง ดูอารมณ์ไม่ค่อยดีนัก
เมื่อครู่เขาเห็นภาพที่หยางคังผิวปากใส่เสิ่นชิง ทำให้รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
ในเมื่อเขาไม่พอใจ ก็ต้องทำให้ทุกคนไม่พอใจไปด้วย
หยางคังไม่กล้าล่วงเกินลู่เย่ แม้แต่พูดก็ไม่กล้า เขาได้แต่นั่งตัวตรง พยายามไม่พิงพนักพิงหลัง
ตลอดทางเขาต้องทนกับอาการปวดหลังปวดเอวอย่างทรมาน ไม่กล้าแม้แต่จะผายลม
รถแล่นไปบนถนนที่คดเคี้ยวเลียบูเา ทัศนียภาพสองข้างทางไหลผ่านอย่างรวดเร็ว ความคิดของเสิ่นชิงก็พลอยล่องลอยไปด้วย
อีกสี่วันก็จะถึงวันสอบแล้ว เสิ่นชิงรู้สึกกังวลใจไม่น้อย
เธอรู้สึกว่าตัวเองเตรียมตัวมาไม่พอ เพราะมีเวลาเรียนน้อยเกินไป มีหลายอย่างที่ยังไม่ได้ศึกษาอย่างละเอียด
แต่ระหว่างที่ไลฟ์ เธอเคยได้พูดคุยกับอาจารย์สอนกฎหมายออนไลน์ท่านหนึ่ง เขาบอกว่า “ถ้าจำกฎหมายได้ทุกมาตรา อย่าว่าแต่สอบด้วยตัวเองเลย แม้แต่สอบเนติบัณฑิตก็ไม่มีปัญหา”
คำพูดของอาจารย์ท่านนี้ ทำให้เสิ่นชิงสบายใจขึ้นมาก
เพราะเธอจำกฎหมายได้ทุกมาตรา แม้กระทั่งอยู่บรรทัดไหน หน้าไหน เธอก็จำได้แม่นยำ
หมู่บ้านสุ่ยวาอยู่ไกลจากหางโจวมาก รถยนต์วิ่งั้แ่เช้าตรู่จรดค่ำ
กว่าพวกเขาจะไปถึงหางโจว คาดว่าน่าจะถึงตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น
ค่ำคืนเงียบสงัด ทั้งโลกคล้ายกับตกอยู่ในความเงียบ ภายในรถก็เช่นกัน มีเพียงเสียงนำทางดังขึ้นเป็ระยะ
เสิ่นชิงเป็พวกหลับง่าย พอนั่งรถได้สักพักก็เริ่มง่วงทันที จึงเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว
ศีรษะของเธอเอนซบกับเบาะ เอียงไปมา และเป็เพราะแรงสั่นะเื ศีรษะของเธอจึงเอนไปซบไหล่ของลู่เย่
ลู่เย่มองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นเพียงความมืดมิดของยามราตรี จากนั้นเขาก็มองเสิ่นชิงที่อยู่ข้าง ๆ หัวใจของชายหนุ่มพลันสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
เขาปรับเปลี่ยนท่านั่งเล็กน้อย ปรับท่านั่งให้ตรงขึ้น ทำให้เสิ่นชิงซบลงบนไหล่ซ้ายของเขาได้สบายขึ้น
ใบหน้าเล็ก ๆ ของเสิ่นชิง ซ่อนอยู่ใต้เส้นผมสีดำขลับ อีกครึ่งหนึ่งซบอยู่บนไหล่ของเขา
มุมปากของลู่เย่ยกยิ้มขึ้นอย่างลืมตัว ทันใดนั้นเขาอยากให้ถนนเส้นนี้ยืดยาวออกไปไร้จุดสิ้นสุด ปล่อยให้รถคันนี้แล่นแบบนี้ตลอดไป
เสิ่นชิงตอนหลับดูนิ่งสงบ ราวดอกบัวที่ยังไม่บาน ทำให้ลู่เย่มองโดยไม่ละสายตา
จดจ้องใบหน้าสวยอย่างละเอียด พลางนึกถึงครั้งแรกที่เขาได้พบเสิ่นชิง