แสงอาทิตย์ยามเช้าทอประกายสีทองอร่ามลงมายังลานฝึกอันกว้างขวางของตระกูลไป๋ เสียงดาบปะทะกันดังกังวานไปทั่วบริเวณ สะท้อนก้องจากกำแพงหินสีขาวที่ล้อมรอบ ณ จุดศูนย์กลางของลานฝึก ไป๋ หยูเซียน คุณหนูสาวสวยแห่งตระกูลผู้กำจัดปีศาจอันเลื่องชื่อ กำลังฝึกฝนวิชากระบี่หยก์อย่างขะมักเขม้นและเอาจริงเอาจัง ร่างบางพลิ้วไหวดั่งสายลมยามเช้า ะโโลดเต้นไปมาอย่างงดงามและคล่องแคล่ว เหงื่อใสๆ ไหลซึมตามขมับและลำคอระเรื่อ แต่รอยยิ้มน้อยๆ อันสดใสก็ยังประดับอยู่บนใบหน้างดงามราวกับเทพธิดาของเธอ สะท้อนถึงความสุขและความภาคภูมิใจในการฝึกฝนอย่างหนักเพื่อพัฒนาฝีมือของตน
"คุณหนู!" เสียงะโอันดังและกังวานดังแว่วมาจากด้านหลัง ทำให้หยูเซียนต้องชะงักการเคลื่อนไหวกลางอากาศอย่างกะทันหัน เธอหมุนตัวกลางอากาศอย่างสวยงาม ก่อนที่ร่างบางจะลอยละลิ่วลงมาสู่พื้นอย่างนุ่มนวลและสง่างาม ราวกับนางฟ้าที่กำลังโปรยปรายลงมาจากสรวง์
"มีอะไรหรือ อาเหลียง?" หยูเซียนถามพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ไหลซึมตามใบหน้า ดวงตาคู่งามฉายแววสงสัยและใคร่รู้
“อาเหลียง สตรีวัยกลางคนผู้ทำหน้าที่ดูแลคุณหนูมาั้แ่ยังเยาว์วัย รีบสาวเท้าเข้ามาหาด้วยสีหน้าตื่นเต้นและปลาบปลื้ม ดวงตาเป็ประกายวิบวับด้วยความยินดี ‘ท่านหัวหน้าตระกูลเรียกพบค่ะ ดูเหมือนจะมีภารกิจสำคัญรออยู่! เป็โอกาสอันยิ่งใหญ่ของคุณหนูแล้วล่ะค่ะ!’”
ทันทีที่ได้ยินคำว่า "ภารกิจ" ดวงตาคู่งามของหยูเซียนก็เป็ประกายวาววับขึ้นมาทันควัน ความตื่นเต้นและความคาดหวังฉายชัดบนใบหน้าอันงดงาม "ภารกิจ? จริงหรือ อาเหลียง? ในที่สุดก็ถึงเวลาของข้าที่จะได้พิสูจน์ตัวเองแล้วสินะ! ข้ารอมานานแสนนานเลยนะ"
ด้วยความตื่นเต้นที่ไม่อาจระงับได้ หยูเซียนรีบสาวเท้าวิ่งอย่างรวดเร็วไปยังห้องโถงใหญ่ของตระกูล ชายกระโปรงสีขาวบางเบาพลิ้วไหวตามแรงลมยามวิ่ง อาเหลียงรีบวิ่งตามมาติดๆ พลางบ่นพึมพำด้วยความเป็ห่วง "คุณหนู ระวังสะดุดชายกระโปรงนะคะ! อย่าวิ่งเร็วนักเลย เดี๋ยวจะล้มเอา!" แต่คำเตือนของนางก็ไม่อาจหยุดยั้งความกระตือรือร้นของหยูเซียนได้ เธอมุ่งหน้าไปยังห้องโถงด้วยหัวใจที่เต้นรัวด้วยความตื่นเต้นและความคาดหวังถึงภารกิจแรกที่กำลังจะมาถึง
เมื่อมาถึงห้องโถงอันโอ่อ่า หยูเซียนชะงักเล็กน้อยด้วยความประหม่า สายตาของเธอกวาดมองไปรอบๆ ห้องที่ประดับประดาด้วยภาพวาดโบราณและอาวุธล้ำค่า ก่อนจะหยุดลงที่ร่างสูงสง่าของบิดา ไป๋ เทียนหลง ผู้เป็หัวหน้าตระกูลอันทรงเกียรติ
ท่านนั่งอยู่บนบัลลังก์ัเงินอันวิจิตร แสงเทียนสะท้อนกับเกล็ดัแวววาว ทำให้ดูราวกับว่าบัลลังก์นั้นมีชีวิต สีหน้าของท่านเคร่งขรึม แต่ดวงตากลับฉายแววอ่อนโยนเมื่อมองมาที่บุตรสาว
"ลูกรัก" เสียงทุ้มนุ่มของท่านดังขึ้น ทำให้หยูเซียนรู้สึกอบอุ่นใจ "เ้าโตเป็สาวแล้ว ถึงเวลาที่เ้าต้องรับผิดชอบหน้าที่อันยิ่งใหญ่ของตระกูลเรา วันนี้คือจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่จะพิสูจน์ความสามารถของเ้า"
หัวใจของหยูเซียนเต้นแรง เธอยืดอกขึ้นอย่างภาคภูมิ พยายามกลั้นรอยยิ้มที่กำลังจะปรากฏบนใบหน้า "ลูกพร้อมแล้วค่ะท่านพ่อ! ลูกจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาเกียรติของตระกูลไป๋"
รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้าของเทียนหลง "ดีมาก ลูกรัก พ่อภูมิใจในตัวเ้านัก" ท่านลุกขึ้นยืน ชายเสื้อคลุมสีทองพลิ้วไหวตามการเคลื่อนไหว "ภารกิจของเ้าคือการตามหาวัตถุล้ำค่าที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน นั่นคือ 'ผลึกมาร' สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังในการผนึกปีศาจชั้นสูง แม้แต่าาปีศาจก็ยังต้องเกรงกลัว"
ดวงตาของหยูเซียนเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น "ผลึกมาร? ช่างเป็สิ่งที่น่าอัศจรรย์จริงๆ ค่ะ!"
เทียนหลงพยักหน้า ก่อนจะเดินลงมาจากบัลลังก์ เสียงฝีเท้าของท่านสะท้อนก้องในห้องโถง "สายสืบของเราได้ค้นพบว่า ผลึกมารถูกซ่อนอยู่ในดินแดนอันตราย ที่เรียกว่า 'หุบเขาเงาไร้สิ้นสุด'"
"หุบเขาเงาไร้สิ้นสุด?" หยูเซียนทวนคำอย่างสงสัย ชื่อนั้นทำให้เธอรู้สึกขนลุกเล็กน้อย
เทียนหลงเดินมาหยุดตรงหน้าบุตรสาว วางมือลงบนไหล่ของเธออย่างอ่อนโยน "ใช่แล้ว ลูกรัก มันเป็สถานที่ที่แม้แต่ยอดฝีมือแห่งยุทธภพก็ยังต้องสะท้านกาย ที่นั่นไม่มีแสงอาทิตย์ส่องถึง มีเพียงความมืดมิดที่ปกคลุมไปทั่ว และเต็มไปด้วยสัตว์อสูรที่หวาดกลัวแสงสว่าง พวกมันจะคอยจ้องจะขย้ำผู้บุกรุกทุกคนที่กล้าย่างกรายเข้าไป"
หยูเซียนกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ แต่ก็พยายามแสดงความกล้าหาญ "ลูกเข้าใจแล้วค่ะ ท่านพ่อ แต่ลูกจะไม่ยอมแพ้ ลูกจะนำผลึกมารกลับมาให้ได้!"
รอยยิ้มภาคภูมิใจปรากฏบนใบหน้าของเทียนหลง "พ่อเชื่อมั่นในความสามารถของเ้า หยูเซียน เ้าคือความหวังของตระกูลไป๋ จงใช้พลังและปัญญาของเ้าให้เต็มที่ แล้วเ้าจะผ่านการทดสอบครั้งนี้ไปได้อย่างแน่นอน"
หยูเซียนยิ้มกว้าง ความมั่นใจและความกล้าหาญเอ่อล้นในหัวใจของเธอ "ลูกจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังค่ะ! ลูกสัญญาว่าจะนำชื่อเสียงและเกียรติยศมาสู่ตระกูลของเรา!"
เทียนหลงเดินกลับไปนั่งบนบัลลังก์ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง "หยูเซียน เ้าจะไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง พ่อได้คัดเลือกข้ารับใช้อีกสามคนให้ร่วมเดินทางไปกับเ้า พวกเขาล้วนมีพลังอัญเชิญสัตว์อสูรเช่นเดียวกับเ้า แม้จะไม่แข็งแกร่งเท่า แต่ก็จะเป็กำลังสำคัญในการเดินทางครั้งนี้"
ทันใดนั้น เสียงอึกทึกครึกโครมก็ดังมาจากด้านนอก ตามด้วยเสียงะโโวยวาย ประตูไม้บานใหญ่ของห้องโถงถูกผลักเปิดออกอย่างแรง เสียงบานพับลั่นเอี๊ยดอ๊าด ชายหนุ่มสามคนวิ่งเข้ามาอย่างทุลักทุเล ชนกันจนเกือบล้มคว่ำ
"ข้าพเ้า หลี่ เสี่ยวหู ขออาสาร่วมเดินทางกับคุณหนู!" ชายร่างเล็กที่สุดในกลุ่มะโลั่น ดวงตาเป็ประกายด้วยความกระตือรือร้น เขาสวมชุดสีเขียวอ่อน ท่าทางคล่องแคล่วปราดเปรียว
"ไม่ได้! ข้า จาง ต้าเปา ต้องไปด้วย!" อีกคนเสียงดังกว่า ร่างใหญ่ล่ำสันของเขาดูน่าเกรงขาม แต่ใบหน้ากลับมีรอยยิ้มอบอุ่น
"พวกเ้าหุบปากซะ! ข้า หวัง เอ้อร์ทุย จะเป็ผู้คุ้มกันคุณหนูเอง!" คนสุดท้ายะโแข่ง เขาสูงที่สุดในกลุ่ม ดวงตาคมกริบมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ทั้งสามคนเบียดเสียดกันเข้ามา พยายามจะเป็คนแรกที่ได้ยืนอยู่ตรงหน้าหยูเซียน เสียงโต้เถียงและผลักไสกันดังอึงคะนึง ทำเอาบรรยากาศอันเคร่งขรึมในห้องโถงพังทลายลงในพริบตา
หยูเซียนมองภาพตรงหน้าด้วยความกังวลใจ ขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอหันไปมองบิดาด้วยสีหน้าลังเลปนประหลาดใจ "ท่านพ่อคะ" เธอกล่าวเสียงแ่เบา "นี่คือข้ารับใช้ที่จะร่วมเดินทางกับลูกหรือคะ? พวกเขาดูเหมือนจะ... ไม่ค่อยเป็ระเบียบเรียบร้อยเท่าไหร่นัก"
ดวงตาของเธอกวาดมองทั้งสามคนอย่างพินิจพิเคราะห์ สังเกตท่าทางวุ่นวายและการแย่งชิงความสนใจของพวกเขา ริมฝีปากของเธอเม้มแน่นด้วยความไม่สบายใจ แววตาฉายความกังวลอย่างชัดเจน
เทียนหลงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นลูบหน้าผากอย่างอ่อนใจ "ใช่... พวกเขาเป็ยอดฝีมือของตระกูลเรา แม้จะดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจนัก แต่พ่อเชื่อว่าพวกเขาจะเป็พันธมิตรที่ดีของเ้าในการเดินทางครั้งนี้"
หยูเซียนมองบิดาด้วยสายตาเต็มไปด้วยความเคารพและไว้วางใจ รอยยิ้มอ่อนโยนปรากฏบนใบหน้าของเธอ "ถ้าท่านพ่อเชื่อมั่นในตัวพวกเขาขนาดนี้ ลูกก็จะเชื่อใจการตัดสินใจของท่านค่ะ" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
จากนั้นดวงตาของเธอก็เป็ประกายด้วยความตื่นเต้น "จริงๆ แล้ว ลูกรู้สึกตื่นเต้นมากสำหรับการเดินทางครั้งนี้ค่ะ! เป็โอกาสที่ลูกจะได้พิสูจน์ตัวเองและสร้างชื่อเสียงให้กับตระกูลของเรา ลูกจะทำให้ท่านภูมิใจแน่นอนค่ะ"
เธอเอ่ยด้วยความกระตือรือร้น พยายามแสดงให้บิดาเห็นว่าเธอพร้อมรับมือกับความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า "เมื่อไหร่พวกเราจะได้ออกเดินทางกันล่ะคะ ท่านพ่อ?"
เทียนหลงลุกขึ้นยืน เดินลงมาจากบัลลังก์อีกครั้ง "พรุ่งนี้เช้าตรู่" เขาตอบพลางวางมือลงบนไหล่ของบุตรสาว "จงเตรียมตัวให้พร้อม และระวังตัวให้ดี ลูกรัก หุบเขาเงาไร้สิ้นสุดเต็มไปด้วยอันตราย แต่พ่อเชื่อมั่นในตัวเ้า"
หยูเซียนพยักหน้ารับ ความรู้สึกหลากหลายผสมปนเปกันในใจ ทั้งความตื่นเต้น ความกังวล และความมุ่งมั่น เธอมองไปยังเพื่อนร่วมทางทั้งสามที่ยังคงโต้เถียงกันอยู่ แล้วหันกลับมามองบิดา "ลูกจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังค่ะ ลูกพร้อมแล้วที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายที่รออยู่เบื้องหน้า"
คืนนั้น หยูเซียนนอนไม่หลับ เธอนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองดูดวงจันทร์เสี้ยวที่ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า ความคิดของเธอล่องลอยไปถึงการผจญภัยที่กำลังจะมาถึง ทั้งตื่นเต้นและหวาดหวั่น แต่ในใจลึกๆ เธอรู้ว่า นี่คือโอกาสที่เธอรอคอยมาตลอดชีวิต โอกาสที่จะได้พิสูจน์ตัวเอง และนำเกียรติยศมาสู่ตระกูลไป๋
รุ่งอรุณของวันใหม่เบ่งบานอย่างสดใส แสงทองอ่อนๆ ทอประกายลงมาบนยอดหญ้าที่ชุ่มน้ำค้าง ขณะที่หยูเซียนและคณะก้าวออกจากประตูใหญ่ของคฤหาสน์ตระกูลไป๋ หัวใจของพวกเขาเต้นระรัวด้วยความตื่นเต้นและความหวาดหวั่น ท้องฟ้าสีครามสดใสเบื้องบนดูเหมือนจะให้กำลังใจพวกเขา ขณะที่เริ่มออกเดินทางสู่หุบเขาเงาไร้สิ้นสุด
ทว่า เมื่อพวกเขาเดินทางลึกเข้าไปในป่า บรรยากาศรอบข้างก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปอย่างน่าพิศวง ท้องฟ้าสดใสกลับกลายเป็สีเทาหม่นหมอง ราวกับมีม่านหมอกบางๆ มาบดบังแสงอาทิตย์ ต้นไม้ริมทางก็เริ่มมีลักษณะประหลาดตา กิ่งก้านบิดเบี้ยวผิดธรรมชาติ ราวกับกำลังบิดตัวด้วยความเ็ปทรมาน ใบไม้สีซีดเหี่ยวแห้งส่งเสียงกรอบแกรบยามลมพัดผ่าน
หลี่ เสี่ยวหู ชายร่างเล็กที่เดินอยู่ท้ายแถว กลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ ใบหน้าซีดเผือดจนเกือบเขียว เขาพึมพำเสียงสั่น "ข้า...ข้ารู้สึกไม่ค่อยดีเลย ราวกับมีอะไรบางอย่างจ้องมองพวกเราอยู่"
จาง ต้าเปา ชายร่างใหญ่ที่เดินนำหน้า หันขวับมาตวาดเสียงดัง "อย่าขี้ขลาดไปหน่อยเลย เสี่ยวหู! เ้าเป็ถึงยอดฝีมือของตระกูลไป๋นะ!" แม้น้ำเสียงจะแข็งกร้าว แต่มือที่กำด้ามดาบแน่นนั้นสั่นเทาเล็กน้อย
"พวกเ้า เงียบ!" หวัง เอ้อร์ทุย ชายร่างสูงโปร่งที่เดินคุ้มกันด้านข้าง กระซิบเสียงเข้ม ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง "ข้าได้ยินเสียงแปลกๆ ราวกับเสียงหายใจของสัตว์ร้ายขนาดใหญ่"
หยูเซียนที่นำหน้าขบวนชะงักกึก มือขาวเรียวจับด้ามกระบี่หยกแน่น เธอรู้สึกถึงพลังชั่วร้ายที่แผ่ซ่านมาจากความมืด หัวใจเต้นรัวด้วยความตื่นเต้นระคนหวาดกลัว แต่ดวงตาคู่งามกลับเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น
ทันใดนั้น เสียงกิ่งไม้หักดังขึ้นอย่างน่าสะพรึงกลัว ก่อนที่เงาดำขนาดมหึมาจะพุ่งทะยานออกมาจากพงไม้ทึบ ร่างของมันเป็สิงโตดำขนาดั์ ใหญ่กว่าม้าศึกถึงสองเท่า ขนสีดำสนิทของมันดูดกลืนแสงจนแทบมองไม่เห็นรูปร่าง มีเพียงดวงตาสีแดงก่ำที่ลุกวาวด้วยความหิวกระหาย จ้องมองมาที่พวกเขาราวกับเหยื่อชั้นดี
"สิงโตเงามาร!" เสียงของหยูเซียนสั่นเครือด้วยความใและตื่นตระหนก แต่ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความมุ่งมั่น "ทุกคน เตรียมพร้อม!"
หยูเซียนรวบรวมสมาธิ หลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นอีกครั้งด้วยความมั่นใจ พลังปราณอันบริสุทธิ์ไหลเวียนผ่านร่างของเธอ ส่งผลให้กระบี่หยกในมือเรืองแสงสีฟ้าอ่อนสวยงาม เธอวาดกระบี่เป็วงกลมรอบตัว สร้างม่านพลังปราณขึ้นมาปกป้องทั้งกลุ่ม
สิงโตเงามารคำรามอย่างดุร้าย ก่อนจะพุ่งเข้าใส่พวกเขาด้วยความเร็วสูง กรงเล็บอันแหลมคมฟาดฟันใส่ม่านพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับถูกสะท้อนกลับไปอย่างรุนแรง มันกระเด็นไปกระแทกกับต้นไม้ใหญ่จนโค่นลงมา
"เสี่ยวหู! ต้าเปา! เอ้อร์ทุย!" หยูเซียนะโเรียกเพื่อนร่วมทาง เสียงดังก้องไปทั่วป่าทึบ "ถึงเวลาแล้ว!"
ทั้งสามเข้าใจความหมายทันที พวกเขารีบทำท่าอัญเชิญ ร่ายคาถาโบราณที่ถ่ายทอดกันมาแต่โบร่ำโบราณ แสงสว่างจ้าวาบขึ้นรอบตัว เป็ประกายระยิบระยับหลากสี เผยให้เห็นสัตว์อสูรสามตัวที่น่าเกรงขาม - หมาป่าเพลิงขนสีแดงเพลิง เสือดาวสายฟ้าที่มีไฟฟ้าแล่นปะทุตามร่าง และอินทรีพายุขนาดมหึมาที่กางปีกสร้างลมกรรโชกแรง
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด สิงโตเงามารคำรามก้องป่า ก่อนจะพ่นเงาดำออกมาเป็สายยาว มุ่งหมายจะกลืนกินทุกสิ่งที่ขวางหน้า เสี่ยวหูรีบสั่งการให้หมาป่าเพลิงของเขาเข้าขัดขวาง สัตว์อสูรแห่งเปลวเพลิงกระโจนเข้าหาศัตรู พ่นไฟร้อนแรงออกมาต้านสายเงาดำ เสียงขู่คำรามและเปลวเพลิงดังสนั่นไปทั่วป่า ไอร้อนและควันดำลอยคละคลุ้ง ทำให้การมองเห็นเป็ไปอย่างยากลำบาก
ขณะที่สิงโตเงามารกำลังวุ่นวายกับการต่อกรกับหมาป่าเพลิง ต้าเปาฉวยโอกาสนี้สั่งให้เสือดาวสายฟ้าของเขาเข้าโจมตีด้านข้าง สัตว์อสูรร่างใหญ่กระโจนด้วยความเร็วดั่งสายฟ้าแลบ ฟาดกรงเล็บที่เต็มไปด้วยไฟฟ้าใส่ร่างของสิงโตเงามารซ้ำแล้วซ้ำเล่า เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นทุกครั้งที่กรงเล็บปะทะร่างศัตรู ทำให้สิงโตเงามารสะบัดไปมาด้วยความเ็ป มันพยายามหันมาต่อกรกับเสือดาวสายฟ้า แต่ก็ต้องคอยระวังหมาป่าเพลิงที่ยังคงโจมตีไม่หยุด
เอ้อร์ทุยเห็นโอกาส จึงสั่งให้อินทรีพายุของเขาเข้าร่วมการต่อสู้ สัตว์อสูรแห่งท้องฟ้ากางปีกกว้าง บินวนเหนือศีรษะของเหล่านักรบ สร้างพายุหมุนขนาดย่อมที่ช่วยบดบังสายตาของสิงโตเงามาร เศษไม้และใบไม้ปลิวว่อนไปทั่ว ยิ่งเพิ่มความสับสนให้กับสนามรบ อินทรีพายุคอยฉวยโอกาสโฉบลงมาจิกด้วยจะงอยปากอันแหลมคม ทิ้งร่องรอยาแลึกบนร่างของสิงโตเงามาร
หยูเซียนเองก็ไม่ได้อยู่เฉย เธอเคลื่อนไหวไปมาอย่างคล่องแคล่วราวกับสายลมที่พัดผ่าน ร่างอรชรของเธอหมุนวนไปรอบสนามรบอย่างไม่หยุดยั้ง มือที่ถือกระบี่หยกวาดผ่านอากาศ สร้างแสงสีเขียวมรกตเป็วงโค้งงดงาม แต่แฝงไว้ด้วยอันตรายร้ายแรง พลังปราณถูกสร้างขึ้นเป็ระยะ ปกป้องเพื่อนร่วมทางและสัตว์อสูรที่เป็พันธมิตร ในขณะที่เธอคอยหาจังหวะโจมตีสิงโตเงามารอย่างไม่ลดละ
แม้ศัตรูจะแข็งแกร่งเกินคาด แต่ด้วยความร่วมมือร่วมใจของทุกคน พวกเขาก็ค่อยๆ เริ่มได้เปรียบ การโจมตีที่ต่อเนื่องและไม่ยอมให้สิงโตเงามารได้พัก ทำให้ร่างใหญ่โตของมันเริ่มอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด การเคลื่อนไหวที่เคยว่องไวเริ่มช้าลง และพลังการโจมตีก็ลดน้อยถอยลง
หยูเซียนสบตากับเพื่อนร่วมทาง ส่งสัญญาณว่าถึงเวลาแล้ว เธอถอยห่างออกมาเล็กน้อย ก่อนจะะโขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว กระบี่หยกในมือเรืองแสงจ้าจนแสบตา พลังปราณทั้งหมดของเธอถูกรวมเข้าสู่คมกระบี่ ร่างของหยูเซียนลอยอยู่กลางอากาศชั่วขณะ ก่อนที่เธอจะพุ่งลงมาด้วยความเร็วสูง
กระบี่หยกฟาดฟันลงบนร่างของสิงโตเงามารอย่างจัง เสียงโลหะกระทบเนื้อดังก้องไปทั่วป่า ตามมาด้วยเสียงคำรามอันน่าสะพรึงกลัว ร่างใหญ่โตของสิงโตเงามารสั่นะเื ก่อนที่มันจะล้มลงกองกับพื้นอย่างช้าๆ ร่างของมันค่อยๆ สลายกลายเป็เงาดำ แล้วจางหายไปในที่สุด
ความเงียบปกคลุมไปทั่ว ทุกคนยืนนิ่งด้วยความตื่นตะลึง ก่อนที่เสียงโห่ร้องยินดีจะดังขึ้นจากทั้งสี่ "เราชนะแล้ว!" เสียงะโดังก้องไปทั่วป่า
หยูเซียนยิ้มกว้าง แม้จะเหนื่อยล้าและมีาแตามร่างกาย เธอพยุงตัวเองด้วยกระบี่หยก มองไปรอบๆ ด้วยสายตาภาคภูมิใจ "พวกเราทำได้แล้ว" เธอพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนล้า "แต่นี่เพิ่งเป็จุดเริ่มต้นเท่านั้น"
สายตาของเธอมองไปยังเส้นทางเบื้องหน้าที่ทอดยาวเข้าสู่ความมืดมิด ความกังวลปรากฏขึ้นในดวงตาคู่สวย "เรายังมีอีกไกลกว่าจะถึงผลึกมาร และฉันเชื่อว่าอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้าคงจะร้ายแรงยิ่งกว่านี้" เธอหันไปมองเพื่อนร่วมทางทีละคน "พวกเราต้องเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น และต้องแข็งแกร่งกว่านี้ถ้าหวังจะเอาชนะได้"