การเคลื่อนใหวของธาตุทั้งสองไม่ได้ผสานกันหรือหลอมรวมกันแต่มันแต่มันกลับเคลื่อนใหวไปพร้อมๆกันซึ่งนี่แสดงให้เห็นว่าเย่สุ่ยมีพรสวรรค์ในด้านความคุมพลังเวทย์มากเพียงใด
“เด็กคนนี้ไม่เลวเลย” จักรพรรดิเหมันต์กล่าวด้วยสีหน้าสนใจ
“อะไรกันอย่าบอกนะว่าเจ้าคิดจะนำนางมาเป็นสนมอีกคน” จักรพรรดิอสนีกล่าวเย้ยหยัน
“หุบปาก!!!!!” จักรพรรดิเหมันต์กลายเป็นโกรธเขาจะไปสนใจเด็กอายุไม่ถึง 20 ปีทำไมกันถึงแม้เย่สุ่ยจะงดงามแต่สำหรับจักรพรรดิเหมันต์นางก็ยังเป็นเพียงผู้เยาว์เท่านั้น
“ดูท่าการประลองครั้งนี้ทางอาณาจักรอัคคีจะเป็นฝ่ายชนะแล้ว” ราชินีเหมันต์กล่าว
บนสนามประลองเย่สุ่ยเคลื่อนใหวอย่างงดงามพร้อมกับร่ายรำกระบี่ออกไปทำให้เหล่ยม่านไม่สามารถสวนกลับได้เลยและทำได้แค่ป้องกัน นี่แสดงให้เห็นว่าตอนนี้เย่สุ่ยเป็นคนคุมเกมส์อยู่
“ควรจะจบได้แล้ว” เย่สุ่ยกล่าวพร้อมกับดวงตาเบิกกว้าง
พริบตานั้นเองพลังเวทย์ของเย่สุ่ยแปรเปลี่ยนเป็นมังกรวารีและมังกรสายฟ้าเข้าโจมตีเหล่ยม่านทันที
“นี่มันการควบคุมพลังเวทย์ที่เทียบได้กับระดับขุนพล” เหล่ยม่านตื่นตระหนก
การโจมตีสองธาตุพร้อมๆกันนั้นจำเป็นต้องใช้สมาธิในการควบคุมที่สูงมากแต่ดีที่เย่สุ่ยได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี และด้วยนิสัยที่อ่อนโยนและเรียนรู้ได้เร็วทำให้ตระกูลเสี่ยวและทางสถาบันสนับสนุนนางเรื่องทรัพยากรเต็มที่
“อ๊ากกกกกกก” เหล่ยม่านถูกการโจมตีนี้จนได้รับบาดเจ็บทันที
ทางฝั่งของอาณาจักรอสนีกลายเป็นเงียบลงพวกเขาไม่คิดว่าผู้ท้าทายจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้เสียเอง
“เย่สุ่ยเป็นฝ่ายชนะและได้รับ 1 คแนน” ผู้ตัดสินกล่าวทันที
“น่าขันสิ้นดี ท้าทายคนอื่นอย่างหยิ่งยโสแต่กลับล้มเหมือนสุนับ” ต้าหมิงอดที่จะกล่าวเย้ยหยันออกมาไม่ได้
“สวะจริงๆ” เหล่นเฟิงคำรามออกมาด้วยความโกรธและถีบเหล่ยม่านออกไป
เห็นได้ชัดด้วยอาการบาดเจ็บของเหล่ยม่านการจะต่อสู้ต่อไปไม่สามารถทำได้แล้ว
“ถ้างั้นก็เริ่มต่อได้เลย”
“ข้ามีข้อเสนอท่านจักรพรรดิทั้งสาม” ในตอนนั้นเองเหล่ยเฟิงก็ยืนขึ้นแล้วกล่าว
“หืม เจ้าคิดจะเสนออะไร” จักรพรรดิเหมันต์กล่าว
“การประลองแบบนี้มันน่าเบื่อเกินไปทำไมเราไม่มาประลองพร้อมๆกันทั้งหมดทีเดียว และคนที่เหลือคนสุดท้ายคือผู้ชนะ” เหล่ยเฟิงกล่าว
“อืม แบบนี้ก็ดีเหมือนกันข้าเองก็เบื่อแล้ว” จักรพรรดิอสนีกล่าว
“แต่กฎการประลองเราใช้มาตั้งแต่โบราณเราจะเปลี่ยนไม่ได้” จักรพรรดิเหมันต์กล่าว
“ไม่เป็นไร ใหนๆเขาอยากจะแสดงความสามารถออกมาก็ให้เขาทำไป ใช่ใหมจักรพรรดิอัคคี” ราชินีเหมันต์กล่าว
“ข้าไม่ขอแสดงความคิดเห็น” จักรพรรดิหญิงกล่าว
“ถ้างั้นก็เป็นอันตกลง ต่อจากนี้จะเป็นการประลองทั้งหมดในครั้งเดียว ผู้ชนะคือคนที่เหลือรอดคนสุดท้าย” จักรพรรดิอสนีกล่าวพร้อมกับยกยิ้มขึ้นมาทันที
“ดูเหมือนจะมีบางอย่างแปลกๆเจ้าพวกนั้นมันตั้งใจจะทำอะไรกันแน่” ต้าหมิงกล่าว
“ข้าคิดว่าเจ้าพวกนั้นคงจะต้องวางแผนชั่วอยู่แน่แถมอีกฝ่ายยังมีจอมเวทย์มิติอยู่อีกคนเด้วย” จ้าวหลานกล่าว
“โม่หยูงั้นหรือ ตั้งแต่เริ่มโม่หยูเก็บงำพลังของตัวเองเอาไว้ตลอดจนถึงตอนนี้ยังไม่รู้เลยว่านางสามารถควบคุมพลังมิติได้ถึงระดับใหน” จวิ้นนู่กล่าว
“ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำก็คือร่วมมือกันเท่านั้น” หลางฮูหนิงกล่าว
“ก็คงทำได้เพียงเท่านี้” เย่สุ่ยกล่าว
อีกด้านพวกปิงเสวี่ยเองก็รวมตัวกันและปรึกษากันเห็นได้ชัดว่าครั้งนี้กลายเป็นการประลองแบบกลุ่มไปแล้ว แต่ถึงอย่างงั้นพวกเขาก็ไม่สนใจเพราะถ้าความสามารถเข้าตาราชินีเหมันต์พวกเขาก็ได้รับรางวัลอยู่ดี
ในตอนนั้นเองที่เหล่ยเฟิงยกยิ้มอย่างเย็นชาและหันไปทางโม่หยู โม่หยูเป็นชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีใบหน้าหล่อเหลา ตอนนี้โม่หยูรวบรวมพลังเวทย์อย่างช้าๆ และตัวแทนของอาณาจักรอสนีทั้งสามคนรวมเหล่ยม่านก็ยืนอยู่รอบๆตัวของโม่หยูพร้อมกับผสานพลังเวทย์กัน
“อย่างที่คิดพวกนั้นฝึกฝนการผสานการโจมตีมาก่อนดังนั้นพวกมันถึงได้มั่นใจและเสนอการประลองแบบนี้” จ้าวหลานกล่าว
“ระวังตัวด้วยพวกมันจะต้องเร็งมาที่พวกเราก่อนแน่” ต้าหมิงกล่าว
“ปิงเสวี่ย ข้ามีข้อเสนอพวกเรามากำจัดพวกสวะเหล่านี้ก่อนแล้วค่อยมาตัดสินกันเป็นอย่างไร” เหล่ยเฟิงกล่าว
“นี่คือการประลองอันทรงเกียรติข้าไม่สามารถลดตัวไปร่วมมือกับแผนการสกปรกของพวกท่านได้” ปิงเสวี่ยกล่าวพร้อมกับส่ายหน้า
“ชั่งสูงส่งเสียจริงๆ ผู้หญิงอย่างพวกเจ้าต่อให้ทำตัวสูงส่งยังไงเมื่ออยู่บนเตียงก็ไม่ต่างจากผู้หญิงทั่วๆไปหรอก” เหล่ยเฟิงกล่าวด้วยสีหน้าดูถูก
พริบตานั้นเองจิตสังหารทั่วทั้งสนามประลองก็ปะทุขึ้น จิตสังหารนี้เกิดจากผู้คนในอาณาจักรเหมันต์ ในอาณาจักรเหมันต์พวกเขานั้นให้เกียรติเหล่าหญิงสาวอย่างมากเพราะมีราชินีเหมันต์เป็นต้นแบบและมีปิงเสวี่ยเป็นผู้สืบทอดความงดงามและสูงศักดิ์ซึ่งสำหรับพวกเขาทั้งสองไม่ต่างจากศักดิ์ศรีของอาณาจักรเลยแต่พวกเขาไม่เคยคิดว่าวันนี้จะมีคนกล้าทำลายศักดิ์ศรีของพวกเขาแบบนี้
“เจ้าสวะนั่นมันกล้าดูหมิ่นศักดิ์ศรีของพวกเรา”
“บัดซบ ให้อภัยไม่ได้วันนี้ข้าจะฉีกร่างของเจ้านั่นออกเป็นชิ้นๆ”
“พวกสวะอย่างอาณาจักรอสนีไม่ควรมีอยู่ในเผ่าของมนุษย์”
ผู้คนพากันคำรามออกมา แม้แต่ปิงเสวี่ยยังต้องแสดงสีหน้าเย็นชา ทั้งตัวแทนของอาณาจักรเหมันต์อีกสี่คนก็ปลดปล่อยจิตสังหารออกมาเช่นกัน
“ในเมื่อเจ้ากล้าดูหมิ่นพวกเรา พวกเราก็ไม่สามารถให้อภัยพวกเจ้าได้อีกต่อไป” ปิงหยวนก้าวออกมาพร้อมกับพายุหิมะเริ่มปรากฏและกระหน่ำออกมา
“แล้วยังไง ต่อให้พวกเจ้าสองอาณาจักรร่วมมือกันข้าก็ยังไม่กลัว เอาละวันนี้พวกข้าจะสอนให้เห็นถึงพลังของอัจฉริยะที่แท้จริง” ในตอนนั้นเองเหล่ยเฟิงก็ฉีกยิ้มออกมา
“วูบ!!!!!!!” อยู่ๆพลังของโม่หยูก็พุ่งสูงขึ้นพร้อมกับพลังของทั้งสามคนก็เริ่มผสานเข้ากับโม่หยู
“ตาย!!!!!!!!!” เหล่ยเฟิงคำรามออกมาพร้อมกับโจมตีออกไป
พริบตานั้นเองการโจมตีของเหล่ยเฟิงก็พุ่งผ่านรอยแยกมิติทันที ต้าหมิงแสดงสีหน้าเย็นชาเขาที่เคยเห็นพลังของผู้อาวุโสฮัวแล้วพอจะเดาออกมาว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร
“ออกมากลืนกินมิติ” ต้าหมิงกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาพริบตาตำราอสูรมายาก็เปิดออกมา
“นั่นหนะเหรออุปกรณ์เวทระดับสีส้ม” จักรพรรดิอสนีกลายเป็นตื่นเต้นออกมา
แม้แต่จักรพรรดิเหมันต์ยังต้องหรี่ตาลงเมื่อเห็นตำราอสูรมายาของต้าหมิง กลิ่นอายที่ปล่อยออกมาแม้แต่ระดับจักรพรรดิของพวกเขายังต้องรู้สึกกดดัน
“ข้างในนั้นมีสิ่งใดอยู่กันแน่” จักรพรรดิอสนีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังและโลภออกมา
แต่กลับกันราชินีเหมันต์กลับแสดงสีหน้าตื่นเต้นออกมานางมองไปยังต้าหมิงก่อนจะมองไปยังจักรพรรดิหญิงทันทีตอนนี้นางเริ่มรู้สึกสนใจในตัวของต้าหมิงขึ้นมาแล้ว