บทที่ 14 ไม่คิดจะหาพ่อใหม่ให้ลูกเหรอ? (รีไรต์)
เหมือนอย่างที่อวิ๋นซานคิดไว้ไม่มีผิด หูฟางถูกหน่วยงานย้ายแผนกจริง ๆ ก่อนหน้านี้เธอเป็พนักงานขายตั๋วรถโดยสาร ตอนนี้ถูกย้ายไปทำความสะอาด รับผิดชอบห้องรอรถโดยสาร ห้องน้ำสาธารณะและการทำสะอาดอื่น ๆ
หลังจากรู้ผลแบบนี้หูฟางกลับไปร้องไห้เสียใจ
ใครจะไปทนไหวกับการถูกย้ายไปเป็คนทำความสะอาดห้องน้ำ
คนอื่น ๆ ในครอบครัวหูต่างก็โกรธจนแทบเป็บ้า ความโกรธนี้ส่วนใหญ่พุ่งไปที่หูฟาง พวกเขากล่าวโทษว่าเธอไม่มีความพยายาม ไม่รู้จักทำตัวดี ๆ กลับไปยุ่งเื่ชาวบ้าน รวมไปถึงเื่ที่เธอคบหากับชายหนุ่มชนบท
“ตอนนี้รู้สึกรู้สึกเสียใจแล้วสินะ?” พี่ชายของหูฟางพูดอย่างเยาะเย้ย
เสียใจงั้นเหรอ? หูฟางรู้สึกเสียใจเพียงอย่างเดียว คือไม่ได้มัดอวิ๋นซานไว้ไกลกว่านี้ ตอนนั้นน่าจะให้คนไปจับตัวเธอเอาไว้ น่าเสียดายที่ดันปล่อยให้เธอกลับมาได้
“ฉันอุตส่าห์หาผู้ชายไว้ให้แก ทำงานอยู่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์ บอกว่าจะนัดเจอกันวันหยุดสุดสัปดาห์ ตอนนี้แกถูกย้ายไปแผนกทำความสะอาด เห็นทีเขาคงไม่อยากเจอแล้วล่ะ เขาคงอยากหาคนที่เหมาะสมทั้งหน้าหน้าตาทางสังคมและการงานดี ๆ…” ยิ่งพูดผู้เป็แม่ก็ยิ่งโกรธ จนอยากจะเอาไม้ไปตีลูกสาวสักทีให้เธอได้สติสักหน่อย
แต่ตอนนี้หูฟางกลับไม่ร้องไห้แล้ว “ไม่เจอคนแบบนั้นก็ดีแล้ว ถึงตอนนี้จะชอบกัน ต่อไปก็ต้องมีเื่อื่นมาทำให้เขารังเกียจหนูอยู่ดี แต่สหายจวินไม่เป็แบบนั้นหรอก ถึงตอนนี้หนูจะถูกย้ายให้ไปล้างห้องน้ำเขาก็ไม่รังเกียจหนู”
ถึงแม้ว่าอวิ๋นอ้ายจวินจะยังไม่รู้เื่ที่เธอถูกย้ายฝ่าย แต่เธอก็กล้าพูดได้เต็มปากเลยว่าเขาจะไม่มีทางรังเกียจเธออย่างแน่นอน
“เหอะ เขายังจะกล้ารังเกียจเธออีกเหรอ? เขามีสิทธิ์อะไรมารังเกียจเธอ? ถึงแม้จะเป็แค่พนักงานทำความสะอาดห้องน้ำ ก็ยังดีกว่าไม่มีงานทำอย่างเขา” พี่ใหญ่หูพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันอย่างไม่ปิดบัง
แต่คำพูดเ่าั้ไม่ได้เข้าหูของหูฟางเลย เธอคิดว่าที่อวิ๋นอ้ายจวินไม่มีงานทำเป็เพราะข้อจำกัดทางทะเบียนบ้านเท่านั้น ด้วยความฉลาดหลักแหลมของเขา แม้แต่ตำแหน่งข้าราชการเขาก็ทำได้
“แม่ไม่ต้องช่วยหนูหาคู่แล้ว พวกเขาคงไม่เหมาะกับหนูหรอก คงไม่มีใครมองเห็นข้อดีของหนู” อยู่ ๆ หูฟางก็นึกอะไรบางอย่างออก เธอเพิ่งได้ย้ายไปทำงานที่แผนกทำความสะอาด อาจจะเป็โอกาสดีที่จะแต่งงานกับอวิ๋นอ้ายจวินก็ได้
คำพูดของลูกสาวทำให้ผู้เป็แม่แทบสำลัก พูดแบบนี้มันเื่อะไรกันเนี่ย? จากพนักงานขายตั๋วไปเป็พนักงานทำความสะอาด ไม่ต้องพูดถึงเื่หน้าตาทางสังคม แม้แต่เงินเดือนยังน้อยกว่าเดิมตั้งหลายหยวน เงินจำนวนนี้สามารถซื้อถ่านได้ทั้งเดือน แล้วยังซื้อเนื้อได้อีกหลายจิน
“ถ้ายังไม่เหมาะสมก็รอไปอีกสองสามปี” พ่อของเธอพูด ลูกสาวแต่งงานไปแล้วก็คงไม่มีเวลาดูแลบ้านเกิด คงสนใจแต่ครอบครัวของตัวเอง ดังนั้นให้เธอหาเงินให้ครอบครัวอีกสักสองสามปีก็น่าจะดี
แม่ของเธอไม่ได้พูดอะไร
แต่หูฟางไม่พอใจ “อีกสองสามปีหนูก็แก่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงหนุ่มคนเมืองหรอก แม้แต่หนุ่มบ้านนอกก็คงไม่มีใครสนใจหนู”
เธอตัดสินใจแล้ว จะถือโอกาสที่ย้ายงานครั้งนี้เธอจะแต่งงานกับอ้ายจวินให้เรียบร้อย
...
วันนี้มีงานยุ่งมาก อวิ๋นซานกลับถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว เธอไม่มีเวลาไปที่บ้านที่กำลังก่อสร้างและยังวางแผนจะใช้เวลาจัดการกับผ้าเ่าั้ แต่ทันทีที่เปิดประตูเข้าไปก็เห็นถงเสี่ยวอวี้ เธอยิ้มให้เธอด้วยท่าทางที่เป็มิตรและอ่อนโยน
“ฉันเอาแอปเปิ้ลมาฝากน่ะ นึกขึ้นได้ว่าวันก่อนได้ยินเธอพูดว่าช่านช่านฟันขึ้นสี่ซี่แล้ว คิดว่าน่าจะสามารถขูดเนื้อแอปเปิ้ลให้เธอกินได้ ฉันเลยเอาแอปเปิ้ลมาให้ช่านช่านสองลูก”
อวิ๋นซานมองไปที่โต๊ะ ก็เห็นแอปเปิ้ลสองลูกจริง ๆ ่นี้แอปเปิ้ลราคาไม่ถูก ่หน้าหนาวแบบนี้หาซื้อได้ยาก “ไม่ต้องหรอกเสี่ยวอวี้ เธอเอากลับบ้านเถอะ ที่ฉันบ้านมีแล้ว”
“ไม่เป็ไรหรอก แอปเปิ้ลเก็บไว้ได้นาน”
อวิ๋นซานพูดอย่างจริงจัง “ไม่ต้องหรอก ฉันรู้ว่าที่บ้านเธอเป็ยังไง อย่าให้แอปเปิ้ลสองลูกนี้ทำให้เธอต้องลำบากใจเลย”
บ้านของถงเสี่ยวอวี้มีคนเยอะ คนเยอะทรัพยากรก็ต้องมากเป็ธรรมดาที่จะต้องแย่งชิงกัน
สีหน้าของถงเสี่ยวอวี้แสดงความประหลาดใจออกมาเล็กน้อย จากนั้นก็ดูไม่ค่อยสบายใจ ปกติอวิ๋นซานไม่เคยสนใจเื่แบบนี้ เธอดูเปลี่ยนไปจริง ๆ
“ใช่ เสี่ยวอวี้เดี๋ยวหนูเอากลับไปด้วยนะ ไม่งั้นคราวหน้าน้าไม่ให้เข้าบ้านแล้วนะ” พานหงเสียที่อยู่ข้าง ๆ ก็พูดขึ้น
ถงเสี่ยวอวี้หน้าแดงก่ำด้วยความรู้สึกผิด “ขอโทษค่ะคุณน้า หนู...หนูแค่ตั้งใจจะนำมาให้ช่านช่านเท่านั้นเอง"
“น้าไม่ได้หลอกหนูนะ ดูสิ ที่บ้านเรายังมีแอปเปิ้ลอยู่อีกตั้งเยอะ หนูเอากลับบ้านไปกินเองเถอะนะ” พานหงเสียเปิดตู้ให้เธอดูแอปเปิ้ลสองสามลูกอยู่ข้างใน
ถงเสี่ยวอวี้ ตอบรับในลำคอเบา ๆ พร้อมกับใบหน้าที่แดงระเรื่อ
จากนั้นถงเสี่ยวอวี้ก็พูดว่ามีเื่จะคุยกับอวิ๋นซาน ทั้งสองคนจึงเข้าไปในห้อง
ถงเสี่ยวอวี้หยิบสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งออกมาจากกระเป๋า สร้อยเส้นนั้นถักเป็ลวดลายต่าง ๆ และมีลูกปัดพลาสติกติดอยู่ เธอส่งสร้อยข้อมือให้อวิ๋นซาน พร้อมกับพูดเบา ๆ ว่า “ซานซาน นี่หลี่เว่ยเหอฝากมาให้”
“ให้ฉัน? ทำไมเขาต้องให้ฉันด้วย?” อวิ๋นซานสงสัยอย่างมาก
ถงเสี่ยวอวี้ยังคงพูดเสียงเบา “ครั้งที่แล้วฉันไม่ได้บอกเธอเหรอ? เขาชอบเธอ”
อวิ๋นซานไม่รับสร้อยข้อมือ เธอทำหน้าบึ้ง “เสี่ยวอวี้ เธอไม่รู้หรือไงว่าฉันแต่งงานแล้ว?”
ถงเสี่ยวอวี้มองเธอด้วยความสงสาร “ซานซาน เธออย่ามาโกหกฉันเลย หลินสุยอันไม่ส่งข่าวคราวกลับบ้านมาสองปีแล้ว เธอคิดว่าเขายังสนใจครอบครัวนี้อยู่อีกเหรอ?”
อวิ๋นซานจ้องมองกลับไปที่เธอ “เสี่ยวอวี้ เธอหมายความว่าไง?”
ถงเสี่ยวอวี้ถอนหายใจ “ซานซาน เธอไม่เคยคิดบ้างเหรอว่าช่านช่านก็โตขึ้นทุกวัน อีกไม่กี่เดือนเธอก็จะพูดได้แล้ว ถึงตอนนั้นลูกจะถามถึงพ่อ แล้วเธอจะตอบยังไง?”
“ก็ตอบตามความจริงสิ พ่อของเธอไม่ได้ตายเสียหน่อย”
“แต่ถึงจะไม่ตาย แล้วเขาอยู่ไหนล่ะ? ถ้าลูกถามว่าทำไมพ่อไม่กลับมา ทำไมพ่อไม่เล่นกับเธอ พ่อไม่รักเธอเหรอ จะตอบยังไง?”
“เสี่ยวอวี้ เธออยากให้ฉันหาพ่อใหม่ให้ช่านช่านงั้นเหรอ?”
ถงเสี่ยวอวี้ไม่ได้พยักหน้าตอบตรง ๆ แต่กลับพูดว่า “เธอไม่เคยคิดบ้างเหรอว่าหลินสุยอันอาจจะไปสร้างครอบครัวใหม่ มีลูกกับผู้หญิงคนอื่น เป็สามีคนอื่น เป็พ่อของเด็กคนอื่น ในขณะที่เธอก็ต้องเลี้ยงลูกอย่างยากลำบาก เฝ้าบ้านรอเขากลับมาแบบนี้”
“เธออยากให้ฉันไปคบกับหลี่เว่ยเหออย่างนั้นสินะ เสี่ยวอวี้ เธออย่ามาล้อเล่น ฉันยังไม่ได้หย่ากับเขา”
“ซานซาน เห็นชีวิตเธอตอนนี้ ฉันรู้สึกสงสารเธอจริง ๆ เดี๋ยวนี้การแต่งงานเป็เื่ง่าย การหย่าก็ไม่ใช่เื่ยาก แค่เขียนจดหมายส่งไปก็เรียบร้อย”
อวิ๋นซานเหลือบมองเธอแวบหนึ่งก่อนจะส่ายหน้า “เธอไม่ต้องพูดถึงเื่นี้อีก มันเป็ไปไม่ได้”
ถงเสี่ยวอวี้ถอนหายใจอีกครั้ง “เธอนี่มันใจดีเกินไป ทำไมต้องทนอยู่แบบนี้ แล้วยังต้องมาคอยนึกถึงคนอื่นอีก”
อวิ๋นซานยิ้มบาง ๆ ไม่พูดอะไรต่อ
ถงเสี่ยวอวี้เปลี่ยนเื่คุย “ยังจำสหายหลินเวยได้ไหม เธอกำลังจะแต่งงานเดือนหน้า ว่าจะชวนพวกเรากลับไปร่วมยินดีด้วย ฉันรับปากเธอไปแล้วว่าจะชวนเธอไปด้วยกัน”
ปกติอวิ๋นซานไม่ค่อยได้ติดต่อกับเพื่อน ๆ อยู่แล้ว ยิ่งตอนนี้การติดต่อสื่อสารก็ไม่สะดวก ยิ่งหลังแต่งงานมีลูกก็ยิ่งแล้วใหญ่ เว้นแต่ว่าจะอยู่ใกล้กัน อีกอย่างเธอจากบ้านเกิดมาไกลถึงหกปี ผ่านอะไรมามากมาย เธอแทบจะลืมเื่ราวในอดีตไปหมดแล้ว
“ฉันไม่อยากเข้าไปวุ่นวายแบบนั้นจริง ๆ”
“ซานซาน เธอจะไม่ไปจริง ๆ เหรอ ฉันรับปากหลินเวยไปแล้ว ไปเถอะนะ ถึงเวลาก็ไปกินข้าวแล้วก็กลับ มองว่าเป็การพักผ่อนสมองก็ได้”
อวิ๋นซานไม่ได้ให้คำตอบที่แน่ชัด “ฉันต้องดูก่อนว่าวันนั้นว่างไหม ่นี้ใกล้สิ้นปี โรงงานยุ่งมาก”