บทที่ 67
“จริงๆแล้วมันก็ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก แต่พวกชาวบ้านทางตอนใต้ที่ข้าพึ่งจะเดินทางไปรับสินค้ามาน่ะสิ พวกเขาไม่กล้าที่จะเพาะปลูก และผลิตมันเป็นจำนวนมาก ถึงข้าจะบอกไปแล้วก็เถอะว่าของดีอย่างนี้ผลิต และขายให้กับข้า ข้ายินดีรับซื้อพวกมันทั้งหมด แต่พวกเขายังไม่มั่นใจที่จะเพาะปลูกมันอยู่ดี เพราะมันต้องใช้ทั้งแรงกาย และแรงใจในการดูแลพันธุ์พืชพวกนี้ให้ดีที่สุด.. พวกเขาได้ยื่นข้อเสนอมาให้กับข้า ถ้าหากข้าทำได้ พวกเขาจะขายได้อย่างไม่จำกัดเลยล่ะ.. แต่ก็ช่างมันเถอะ มันคงเป็นไปได้ยาก ขายเท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว” ฌอนเอ่ยออกมาอย่างเศร้าพร้อมกับตัดเพ้อให้กับทั้งสองได้รับฟัง แต่ทั้งสองคนที่ได้ยินในตอนนี้กลับทำให้ดวงตาเปล่งประกายราวกับคิดแผนสำหรับการไถ่โทษเรื่องราวในครั้งก่อน พวกเขารีบเสนอตัวที่จะทำในทันทีทันใด “ท่านฌอนมีเรื่องอะไรที่ข้าพอจะสามารถช่วยเหลือท่านได้หรือไม่ขอรับ พวกข้าทั้งสองคนยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือท่านอย่างสุดความสามารถ ได้โปรดเอ่ยแจ้งแก่พวกข้าเถิดขอรับ” นาทาร์ที่วาทศิลป์ดีกว่าเจ้าเมืองเอ่ยออกมา หลังจากที่พวกเขามองหน้ากันและกัน ว่าในครั้งนี้พวกเขาจะต้องร่วมมือกัน เพื่อผลประโยชน์ในอนาคต และเพื่อให้ความสัมพันธ์ของพวกเขากับท่านฌอนกลับมาดีมากกว่าอย่างเก่า“ใช่แล้วขอรับ พวกเขาพร้อมจะทำตามที่ท่านขอ เพียงแค่ท่านเอ่ยออกมาเพียงเท่านั้น ต่อให้ตกน้ำลุยไฟ พวกข้าก็ยินดีขอรับ” เจ้าเมืองเอ่ยกล่าวออกมาเสริมอีกหนึ่งเสียง เมื่อฌอนเห็นอย่างนั้นเขาก็ยิ้มออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจที่แผนของตัวเองสำเร็จไปได้แล้วในส่วนหนึ่ง“อย่างนั้นรึ ข้าดีใจที่ได้พบพวกเจ้าทั้งสองจริงๆ พวกเจ้าเป็นสหายที่ข้าสามารถพึ่งพาได้จริงๆ” ด้วยคำพูดของฌอนนี้ ทำให้ทั้งสองคิดจะช่วยอย่างไม่ลังเล จากนั้นเขาเล่าเรื่องต่างๆที่เกี่ยวกับสินค้าเหล่านี้ให้กับทั้งสองฟัง แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ฌอนได้แต่งขึ้นมาผสมผสานเรื่องดราม่าไปนิดๆหน่อยๆ และก็ยังมีอีกคนหนึ่งที่กลั้นขำจะตายอยู่แล้ว เธอคนนั้นขอตัวไปหัวเราะด้านหลังร้านอย่างอดไม่ไหว เพราะมันเหมือนกับละครไทยที่เธอเคยดูไม่ต่างกันมากเท่าไหร่ “ไว้ใจพวกข้าได้เลยขอรับท่านฌอน ท่านจำเป็นต้องกังวลเลย ด้วยสินค้าที่ดี และมีคุณภาพอย่างนี้ ข้าเชื่อว่าพวกชนเผ่านั้นจะต้องตกลงทำสัญญากับท่านอย่างแน่นอน สมาคมการค้าจะสนับสนุนสินค้าสองสิ่งนี้ในระยะยาว รวมถึงเอออ...ทิชชู่เปียก ที่เป็นสินค้าที่ดูจะไม่ค่อยจำเป็นนั้น ข้าเชื่อว่ามันจะเป็นสินค้าที่นิยมได้ ภายใต้การบริหารของเราเหล่าสมาคมกาค้าขอรับ” นาทาร์กล่าวออกมาอย่างไม่รู้สึกอะไรมากนัก ฐานลูกค้าของสมาคมการค้ามันกว้างไกลไปถึงอาณาจักรข้างเคียงแล้วในตอนนี้ การที่จะทำให้สินค้าตัวหนึ่งที่ดูไร้ประโยชน์นั้น เป็นที่นิยมมันไม่ใช่เรื่องยากเลยแม้แต่น้อย ยิ่งผู้ที่อยู่เบื้องหลังของสมาคมคือท่านดยุคผู้เป็นพระเครือญาติขององค์ราชาในเวลาปัจจุบันอีก แล้วไหนจะยิ่งเป็นเรื่องที่มีมอรัสซัสที่จะคอยส่งเสริมสินค้าในราชสำนักอีก มันนับว่าเป็นเรื่องที่ง่ายดายเหมือนปลอกกล้วยเข้าปาก มอรัสซัสเองก็เอ่ยถ้อยคำว่าจะสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะเขาเป็นเจ้าเมืองที่เป็นห่วงประชาชนอย่างแท้จริง ถึงชนเผ่านั้นจะไม่ใช่ประชาชนของเขา แต่เรื่องที่ท่านฌอนเล่ามามันช่าง..น่าสงสารพวกเขาเหลือเกิน ด้วยตัวที่เขารัก และอยากให้พื้นฐานของผู้คนในอาณาจักรเป็นไปได้อย่างไม่ยากลำบาก เขาจึงตกลงที่จะช่วยในทันที จากนั้นมหกรรมการเหมาสินค้าไปจำนวนมากก็เกิดขึ้น วันนี้ฌอนแทบจะไม่ต้องเปิดร้านอีกเลยก็ได้ เพราะยอดขายของร้านในตอนนี้ มันทำผลกำไรค่าส่วนแบ่งให้เขาได้มากกว่า 1000 เหรียญทองเข้าไปแล้ว วันนี้เขาต้องการที่จะกลับไปเยี่ยมโรส และสถานรับเลี้ยงดูสักหน่อย เพราะว่าเขาตั้งแต่กลับมา เขาไม่ค่อยมีเวลาว่างไปเลยแม้แต่น้อย และอีกอย่างเขาต้องการไปสมาคมนักผจญภัยอีกด้วย ภายในราชสำนักของอาณาจักรเอง ก็กำลังวุ่นวายเป็นอย่างมากภายในวันนี้ มันเป็นเพราะคำประกาศของสมาคมนักผจญภัยที่ต้องการยืนหยัดข้างๆสมาคมนักฆ่า ที่เป็นปรปักษ์กับราชวงศ์ในตอนนี้ แต่พวกเขาก็ยังรับภารกิจจากราชวงศ์อยู่ดี และไหนจะข่าวลือที่ทางสมาคมนักฆ่าปล่อยออกมาอีก มันยังไม่จบลงไป ในราชาสำนักเองก็ถูกแบ่งออกเป็นหลายฝ่ายในยามปกติเดือนปีศาจอย่างนี้ พวกเขาจะไม่นัดประชุมกันสักเท่าไหร่ แต่ด้วยสินค้าตัวใหม่ที่ได้รับการสนับสนุน หรือบางส่วนก็หาซื้อได้จากสมาคมการค้านั้น ทำให้พวกเขาสามารถเข้าประชุมกันได้อย่างปกติสุข ในห้องโถงท้องพระโรง “ขอให้พระองค์ตัดสินพระทัยใหม่อีกครั้งด้วยขอรับ...” ขุนนางน้อยใหญ่ฝั่งเสนาขวาเอ่ยกล่าว เขาเป็นเสนาที่ดูแลกองกำลังทางการทหาร หรือที่เราเรียกว่า เสนากลาโหม พวกเขาต่างก็มีเลือดของนักสู้ แต่ละตระกูลนั้นก็ต่างเคยผ่านสงคราม และการสูญเสียกันมาแล้วทั้งนั้น แน่นอนว่าพวกเขาเคยสูญเสียสมาชิกตระกูลในกับพวกแบล็กบาร์บิลอน พวกเขาต้องการแก้แค้นอยู่แล้วเป็นทุนเดิม พวกเขาเสนอให้มีสงครามกับพวกแบล็กบาร์บิลอนในขณะที่ทุกอย่างกำลังลงตัว ภารกิจสังหารเจ้าชายอันดับสองนั้น ก็ออกมาโดยราชวงศ์ที่เป็นผู้น้องของราชาองค์ปัจจุบัน ที่มีความสนิทสนมกับเสนากลาโหมอีกด้วย ผู้ที่กุมทุกอย่างฝ่ายทางการทางทหารคือ เจ้าชาย ‘มาร์คัล ออน ดิ ดีไวท์’ ตามกฎของราชสำนักที่ผู้เป็นน้องชายแท้ๆ หรือน้องชายต่างมารดาจะต้องเป็นผู้ที่ควบคุมทางการทหารแทนผู้เป็นพี่ ทั้ง เพราะผู้เป็นพี่จะต้องจัดการบริหารบ้านเมือง และอีกอย่างมันก็เพื่อแสดงความจงรักษ์ภักดีอีกด้วย พระราชาที่กำลังหนักใจอยู่ในตอนนี้ เขาไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทีท่าของสมาคมนักดาบที่ดูไม่สนใจต่อโลก สมาคมนักฆ่าที่เรืองอำนาจราวกับเป็นการกุมชีวิตของเป้าหมายไว้ในกำมือ สมาคมนักผจญภัยที่เลือกอยู่ข้าง จมหัวจมท้ายกับสมาคมนักฆ่านั่นก็อีก แล้วตอนนี้ไหนจะเป็นในเรื่องกลาโหมอีกที่เข้าข้างสงครามหากไม่ทำตามอำนาจของฝั่งบริหารอาจจะถูกล้มล้างเอาได้ เสนาซ้ายเองก็ดูกังวลไม่น้อย เขามีอำนาจก็จริง แต่พวกเขาก็ไม่สามารถสู้กับการปฏิวัติของทหารได้ “หากเป็นเช่นนั้นจริง.. แล้วท่านคิดว่าเราควรจะจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างไรดี ท่านเสนาขวา” กาวีนผู้ถือครองตำแหน่งเสนาธิการฝั่งบริหารเอ่ยกล่าวกับเสนาธิการกลาโหม ‘วาลาร์ด เรดฟิวส์’ เมื่อเสนาขวาได้ยินอย่างนั้นเขาก็เอ่ยขึ้นมาว่า“ในเมื่อสมาคมนักฆ่าสามารถทำภารกิจที่ยากเกินกว่ากำลังได้ขนาดนั้น ทำไมเราไม่ลองเชิงไปอีกอย่างล่ะ ..ก็จ้างพวกมันไปฆ่าราชวงศ์พวกนั้นเลยเป็นไง...” เขาพูดพร้อมกับยิ้มออกมา กาวีนที่ได้ยินก็คิดไตร่ตรองอยู่คู่หนึ่ง เพราะมันก็จริงดังที่วาลาร์ดเอ่ยกล่าว เขาจึงส่งสัญญาณให้กับพระราชาว่าให้เอ่ยตกลงไปก่อน ซึ่งดยุคฟาร์เมลที่อยู่ในห้องนั้น ก็เห็นด้วยตามที่เสนาขวาเสนอ“ถ้าอย่างนั้นเราจะสร้างภารกิจให้กับพวกเขาอย่างไรดีล่ะ” พระราชาเอ่ยถามออกมากลางห้องโถง“มันก็ง่ายๆ.. ให้พวกเขาทำภารกิจบังคับตามกฎป้ายของราชวงศ์ที่สมาคมต่างๆต้องปฏิบัติตาม ในการล้างบางพวกแบล็กบาร์บิลอนให้หมดไป ถึงมันจะไม่สำเร็จ แต่ข้าเชื่อว่าพวกมันทั้งสองจะต้องสูญเสียทั้งกำลังพล และกำลังทรัพย์อย่างแน่นอนขอรับท่านพี่” เจ้าชายมาร์คัลที่นิ่งเงียบมานานเอ่ยออกมา ทุกฝ่ายคิดไตร่ตรองดูอีกครั้งหนึ่งก่อนที่จะพยักหน้าลงความเห็นว่าเห็นด้วยกันทั้งหมดทุกๆฝ่าย “ดี..ในเมื่อพวกเจ้าเห็นควรตรงกัน.. ข้าจะรีบจัดเตรียมราชองค์การในทันที”