พริบตาเดียวก็ผ่านไปกว่าหนึ่งเดืือนเศษ
ในช่วงหนึ่งเดือนเศษที่ผ่านมา
หนานหมิงได้รับแจ้งจากสุ่ยต้ายว่าตอนนี้พวกเขามาถึงเผ่าพฤกษาเมื่อประมาณสิบวันก่อนแล้ว นอกจากนี้หลังจากที่สุ่ยต้ายและเฮยลู่ร่วมมือกันทำให้เผ่าพฤกษายอมเข้าร่วมกับตระกูลหนานในที่สุด
ข่าวนี้ทำให้หนานหมิงพึงพอใจเป็นอย่างมาก
การได้เผ่าปีศาจพฤกษาเข้าร่วมกับตระกูลหนานจะทำให้ตระกูลหนานแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า นอกจากนี้เผ่าปีศาจพฤกษาก็มีความสามารถในการปลูกต้นไม้และสมุนไพรต่างๆได้อย่างดี หนานหมิงสามารถให้เผ่าปีศาจพฤกษาปลูกสมุนไพรที่ใช้ในการปรุงโอสถได้อีกด้วย
หนานหมิงจึงได้ออกคำสั่งให้สุ่ยต้านสร้างเส้นทางเดินไปทางไปมาระหว่างเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจพฤกษาให้ด้วย
สำหรับที่ตั้งของเผ่าปีศาจพฤกษานับว่าอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของทวีปปีศาจ การเดินทางจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนไปยังที่ตั้งของเผ่าปีศาจพฤกษาใช้เวลาประมาณสิบห้าถึงยี่สิบวัน แถมยังต้องผ่านเผ่าปีศาจต่างๆอีกด้วย ทำให้การเดินทางต้องใช้เวลามากกว่าเดิมอีกเล็กน้อยอย่างต่ำๆก็คือหนึ่งเดือน
เพราะเผ่ามนุษย์และเผ่าปีศาจเป็นศัตรูกัน การเจอกันของทั้งสองเผ่าย่อมหมายถึงการต่อสู้ที่รุนแรง แต่โชคดีที่ตอนนี้เผ่าปีศาจพฤกษายอมสยบต่อตระกูลหนานแล้ว ทำให้กองกำลังปีศาจภายใต้การปกครองของเผ่าพฤกษาจะเปิดทางให้กับตระกูลหนานเท่านั้น
ถ้าหากสามารถสร้างเส้นทางในการเดินทางได้ก็จะทำให้การเดินทางระหว่างเผ่าปีศาจพฤกษาและทวีปหลัวเทียนใช้เวลาแค่สิบกว่าวันเท่านั้น
ย้อนกลับไปเมื่อประมาณครึ่งเดือนก่อน
เวลานี้กลุ่มของสุ่ยต้ายและเฮยลู่พร้อมกับกึ่งเซียนอีกสิบคนได้มาถึงพื้นที่หลักของเผ่าพฤกษาแล้ว
สุ่ยต้ายและคนอื่นๆมองดูต้นไม้ขนาดใหญ่กว่ายี่สิคนโอบจนไปถึงหลายร้อยคนโอบ แถมต้นไม้แต่ละต้นก็สูงกว่าร้อยจั้ง เรียกได้ว่าพวกเขาเหมือนกับมดที่อยู่ท่ามกลางมนุษย์เลยทีเดียว
“ นี้คือเผ่าพฤกษา ” ลู่เฮยกล่าวขึ้นพร้อมกับกวาดสายตามองดูต้นไม้จำนวนมาก
ซึ่งต้นไม้เหล่านี้คือเผ่าพฤกษาทั้งหมด เรียกได้ว่าป่าทั้งป่าแห่งนี้คือเผ่าพฤกษาก็ไม่เกินเลยด้วยซ้ำ
ทันทีที่กลุ่มของสุ่ยต้านเดินเข้ามาในเขตของเผ่าปีศาจพฤกษา ต้นไม้ทั้งหมดที่อยู่นิ่งๆในตอนแรกก็สั่นสะเทือนก่อนที่จะกลายเป็นปีศาจพฤกษา
ปีศาจพฤกษาเหมือนกับต้นไม้ขนาดใหญ่ พวกมันสามารถงอกขาและมือหรือแม้ว่าร่างกายของมันจะขาดครึ่ง ร่างกายของมันออกมาได้เหมือนกับกิ้งก่า
นอกจากนี้พวกมันสามารถใช้พลังพฤกษาในการโจมตีเช่นใช้รากใต้พื้นพุ่งขึ้นมาโจมตี หรือแม้กระทั้งปล่อยกึ่งอันแหลมคมพุ่งใส่ศัตรูจนตาย
ปีศาจพฤกษานับร้อยต้นยืนขึ้นและปลดปล่อยกลิ่นอายของเหนือยุทธ์ออกมาอย่างรุนแรง แถมหนึ่งในนั้นยังมีพลังของเซียนยุทธ์อยู่ด้วย
ลู่เฮยเดินออกมาด้านหน้าและปลดปล่อยคลื่นพลังของกึ่งเซียนและกล่าวขึ้นว่า “ พาข้าไปพบผู้นำของพวกเจ้า ”
กลิ่นอายของลู่เฮยทำให้เหล่าปีศาจพฤกษาพากันสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว เนื่องจากกลิ่นอายของลู่เฮยแฝงไปด้วยพลังบางอย่างซึ่งเป็นสิ่งที่ปีศาจพฤกษากลัว
เนื่องจากลู่เฮยเป็นปีศาจที่มีพลังของสายฟ้าอยู่ ซึ่งเป็นพลังที่ปีศาจทั้งหลายหวาดกลัวที่สุด
เพียงไม่นานปีศาจพฤกษาที่มีระดับเซียนยุทธ์ก็เดินมาพร้อมกับกล่าวด้วยภาษาปีศาจว่า “ ตามข้ามา ”
เมื่อครู่ปีศาจพฤกษาระดับเซียนยุทธ์ได้ติดต่อไปหาหัวหน้าของมันแล้วและแจ้งเรื่องทั้งหมดให้กับหัวหน้าทราบ หัวหน้าของมันจึงได้ติดต่อไปหาตัวตนระดับสูงของเผ่า และตัวตนระดับสูงของเผ่าก็ตอบตกลงให้พากลุ่มของลู่เฮยเข้าพบ
เพราะถึงอย่างไรการที่จู่ๆกึ่งเซียนจะมาขอพบย่อมต้องไม่ใช่เรื่องไร้สาระแน่นอน และอีกอย่างตัวตนระดับสูงของเผ่าปีศาจก็อยากรู้ว่าปีศาจกึ่งเซียนผู้นี้มาที่นี้ด้วยเหตุอะไร
ผ่านไปราวๆครึ่งชั่วยาม ปีศาจพฤกษาตัวนั้นก็พากลุ่มของเฮยลู่มายังพระราชวังของเผ่าปีศาจพฤกษา
จะเรียกว่าพระราชวังก็คงจะแปลกไปหน่อยเพราะเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ถูกสร้างขึ้นโดยไม้จำนวนมาก
เมื่อกลุ่มของสุ่ยต้านมาถึง พวกเขาก็เห็นตัวตนระดับสูงของเผ่าปีศาจพฤกษายืนอยู่
สุ่ยต้านและคนอื่นๆสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกึ่งเซียนถึงห้าตัวด้วยกัน
ซึ่งกึ่งเซียนทั้งห้าตัวก็มีขนาดใหญ่กว่าเผ่าปีศาจพฤกษาตัวอื่นๆมาก แถมบรรยากาศรอบๆตัวของพวกมันก็ทำให้เผ่าปีศาจตัวอื่นๆไม่กล้าเข้าใกล้
ส่วนปีศาจพฤกษาอีกหลายร้อยตัวก็กระจายอยู่รอบๆ ซึ่งความแข็งแกร่งของพวกมันอยู่ในระดับเทพยุทธ์จนไปถึงระดับมหาเทพยุทธ์
ตัวระดับสูงของเผ่าปีศาจพฤกษามองดูกลุ่มของสุ่ยต้านด้วยความสนใจ เพราะพวกมันเห็นว่าลู่เฮยและสุ่ยต้านเป็นเผ่าปีศาจที่พวกเขาไม่รู้จักมาก่อน
ต้องรู้ก่อนว่าเผ่าปีศาจพฤกษาเป็นหนึ่งในเผ่าพันธ์ของโลกที่มีอายุขัยยืนยาวที่สุด เหล่าตัวตนระดับสูงของเผ่าพฤกษามีอายุไม่ต่ำกว่าหลักแสนปีด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นแล้วพวกมันย่อมรู้จักเผ่าพันธ์ปีศาจเป็นอย่างดี แต่ในความทรงจำของพวกมันไม่มีเผ่าปีศาจไหนที่เหมือนกับเผ่าปีศาจทั้งสองเลย
แน่นอนว่าจะไปมีเผ่าปีศาจที่เหมือนกับทั้งสองได้อย่างไ เพราะเผ่าปีศาจของลู่เฮยและสุ่ยต้านเป็นเผ่าปีศาจที่สร้างความมาจากความคิดของผู้สร้างเกมคนอื่นๆ เพราะหนานหมิงเป็นผู้ดูแลแผนกตัวละครเท่านั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับส่วนเนื้อเรื่องแต่อย่างใด
“ พวกเจ้ามาที่นี้ด้วยเรื่องอะไร? ” หนึ่งในกึ่งเซียนของเผ่าปีศาจพฤกษาถามขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
ลู่เฮยหันไปมองหน้าของสุ่ยต้านก่อนที่จะเห็นสุ่ยต้านพยักหน้าให้
ลู่เฮยเดินออกมาด้านหน้าและกล่าวขึ้นว่า “ ข้ามาที่นี้เพื่อต้องการให้เผ่าปีศาจพฤกษาติดตามพวกเราตระกูลหนาน ”
ตระกูลหนาน?
เผ่าพฤกษาต่างก็มองหน้ากันด้วยความสงสัยเพราะพวกมันไม่เคยได้ยินชื่อเสียงของตระกูลหนานมาก่อน
“ ตระกูลหนานคือกองกำลังไหนและเป็นปีศาจเผ่าไหนกัน? ” บรรพชนของเผ่าปีศาจพฤกษาถามขึ้น
“ ตระกูลหนานของข้าเป็นมนุษย์ ” เฮยลู่กล่าวขึ้น
สิ้นเสียงของเฮยลู่ ปีศาจพฤกษาทั้งหลายถึงกับมองหน้ากันก่อนที่จะหัวเราะออกมาอย่างเย้ยหยัน
“ มนุษย์? จะให้พวกข้าเผ่าปีศาจพฤกษาติดตามมนุษย์เนี้ยนะ สติของพวกเจ้าหายไปไหนหมดแล้ว หรือว่าต้องให้พวกข้าช่วยหาสมองของพวกเจ้า ” บรรพชนของเผ่าปีศาจพฤกษากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันอีกครั้ง
ลู่เฮยและคนอื่นๆยิ้มจางๆก่อนที่จะเป็นลู่เฮยที่กล่าวขึ้นว่า “ ความจริงแล้วข้ามีทักษะบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพฤกษาของพวกเจ้า ซึ่งมันทำให้พลังของพวกเจ้าพัฒนาขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่พวกเจ้าปฏิเสธ ”
ปีศาจพฤกษาพากันหัวเราะร่าและถามขึ้นว่า “ น้ำหน้าอย่างพวกเจ้าเนี้ยนะจะมีทักษะบางอย่างที่ทำให้พวกข้าพัฒนาขึ้น? อย่ามาพูดให้ขำไปหน่อยเลยเจ้าพวกโง่และอีกอย่างพวกเจ้าไปติดตามมนุษย์นับว่าเสียชาติเกิดอย่างมาก ข้าคิดว่าเจ้านายของพวกเจ้าก็คงโง่เง่าเหมือนกับพวกเจ้าด้วยสินะ ”
สิ้นเสียงของเผ่าปีศาจพฤกษา ใบหน้าของสุ่ยต้านและคนอื่นๆถึงกับดำมืดกันเลยทีเดียว
“ เมื่อกี้พวกเจ้าว่าอะไรนะ ดูถูกข้าข้าไม่ว่าแต่ถ้าหากมาดูถูกนายท่านของข้ามีทางเดียวคือต้องตาย!! ” สุ่ยต้านหรี่ตาลง จิตสังหารของเขาระเบิดขึ้นอย่างกระทันหัน แม้ว่าตอนนี้พลังของสุ่ยต้านจะอยู่ในระดับกึ่งเซียนแต่เขาก็สามารถใช้งานพลังเซียนได้เล็กน้อย
สำหรับพลังเซียนเพียงนิดเดียวก็สามารถบดขยี้กึ่งเซียนได้อย่างไม่มีปัญหา
ลู่เฮยและคนอื่นๆก็ปลดปล่อยระดับพลังกึ่งเซียนออกมาทั้งหมด
เพียงพริบตาเดียว พื้นที่ภายในพระราชวังก็ถูกกลิ่นอายของสุ่ยต้านและคนอื่นๆกดทับ
เผ่าปีศาจพฤกษาต่างก็เกิดอาการตกใจขึ้นมาทันที เพราะเพียงแค่กลิ่นอายของสุ่ยต้านก็เพียงพอที่จะสังหารพวกมันทั้งหมดแล้ว นี้ยังไม่รวมกึ่งเซียนอีกสิบคนที่อยู่ด้านหลังของสุ่ยต้านอีก
“ บ้าไปแล้ว ทำไมผู้แข็งแกร่งระดับนี้ถึงไปรับใช้มนุษย์ ”
“ แล้วตระกูลหนานอะไรนั้นต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกันถึงได้ทำให้ยอดฝีมือระดับนี้ไปรับใช้ได้ ”
เผ่าปีศาจพฤกษาต่างก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
เพราะพวกมันสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของสุ่ยต้านนั้นเหนือกว่ากึ่งเซียนมากหรืออาจจะเทียบได้กับระดับเซียนเลยทีเดียว
ทันใดนั้นบรรยากาศรอบๆของพระราชวังก็ค่อยๆมีหยดน้ำปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมาก เพียงแค่ไม่ถึงหนึ่งลมหายใจ หยดน้ำกว่าล้านล้านหยดก็กลายเป็นลูกศรขนาดจำนวนมหาศาล
สุ่ยต้านดีดนิ้วเบาๆ ทันใดนั้นหยดน้ำที่กลายเป็นลูกศรก็พุ่งใส่ภูเขาขนาดใหญ่ลูกหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้
ตู้มม
เสียงระเบิดดังขึ้นก่อนที่ภูเขาขนาดใหญ่ทั้งลูกได้หายไปในชั่วพริบตาเดียว
ฉากนี้ทำให้เหล่าปีศาจเผ่าพฤกษาพากันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
“ ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้งหนึ่ง ยอมเข้าร่วมกับตระกูลหนานหรือว่าตาย?! แน่นอนว่าตระกูลหนานของข้าใจดี เพราะถ้าหากพวกเจ้าเข้าร่วมข้าจะมอบผลประโยชน์ให้กับพวกเจ้า วันใดที่เส้นทางเซียนเปิดขึ้นพวกเจ้าจะเป็นปีศาจเผ่าแรกที่จะมีเซียน ” สุ่ยต้านกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ปีศาจพฤกษาทั้งหลายได้แต่ตอบตกลง เพราะพวกมันรู้ดีว่าเพียงแค่สุ่ยต้านเพียงตนเดียวก็สามารถทำลายล้างเผ่าพฤกษาของพวกมันได้แล้ว ต่อให้กึ่งเซียนทั้งหมดของเผ่าร่วมมือกันก็ไม่สามารถสร้างปัญหากับสุ่ยต้านได้
“ สาบานต่อสวรรค์ซะ ” สุ่ยต้านกล่าวขึ้น
ไม่นานปีศาจระดับสูงของเผ่าพฤกษาก็สาบานต่อสวรรค์ว่าจะเข้าร่วมกับตระกูลหนานและกลายเป็นกองกำลังภายใต้ตระกูลหนาน
เมื่อเห็นว่ากึ่งเซียนและมหาเทพยุทธ์ของเผ่าปีศาจพฤกษาได้สาบานต่อสวรรค์แล้ว สุ่ยต้านก็สลายพลังทิ้งจากนั้นเขาก็เหลือบมองพวกมันด้วยความไม่พอใจและกล่าวขึ้นว่า “ แม้ว่าพวกเจ้าจะเข้าร่วมกับตระกูลหนานแล้วแต่การที่พวกเจ้ากล้าดูถูกนายท่าน พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องได้รับโทษ! ”
ทันใดนั้นสุ่ยต้านก็โบกมือเบาๆพลังความมืดสายหนึ่งพุ่งใส่เหล่าปีศาจพฤกษาทั้งหมด
จากนั้นเสียงกรีดร้องของพวกมันก็ดังขึ้น แม้ว่าจะเพียงแค่ไม่กี่ลมหายใจแต่ปีศาจพฤกษาทั้งหมดได้แต่ล้มลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด
หลังจากนั้นสุ่ยต้านก็บอกให้ลู่เฮยมอบรางวัลให้กับพวกมัน
ไม่นานนักเผ่าปีศาจพฤกษาระดับสูงก็พากันแสดงความตื่นเต้นออกมาอย่างยินดีเพราะทักษะที่ลู่เฮยมอบให้นั้นทำให้ความแข็งแกร่งของพวกมันเพิ่มขึ้นมาก แถมถ้าหากฝึกฝนดีๆก็อาจจะทำให้มีกึ่งเซียนเพิ่มขึ้นมาหลายตัวอีกด้วย
เพราะมหาเทพของเผ่าพฤกษาหลังจากที่ใช้ทักษะที่ลู่เฮยมอบให้ก็พบว่าพลังยุทธ์ของพวกมันเพิ่มขึ้นมา แม้ว่าจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมามากนักแต่ก็นับว่าดีกว่าไม่ได้เพิ่มอะไรเลย
สำหรับเผ่าที่มีชีวิตยืนยาวแล้ว ถ้าหากพวกมันฝึกฝนไปเรื่อยๆไม่แน่ว่าพวกมันจะมีกึ่งเซียนมากกว่านี้หลายเท่า และพวกมันจะกลายเป็นเผ่าปีศาจที่แข็งแกร่งและยิ่งใหญ่ที่สุด
“ ต้องขอบคุณนายท่านที่มอบประโยชน์ให้กับเผ่าพฤกษา หลังจากนี้ถ้าหากนายท่านต้องการให้พวกเราทำสิ่งใดก็บัญชามาได้เลย ” บรรพชนสูงสุดของเผ่าพฤกษากล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
สุ่ยต้านพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจก่อนที่จะบอกให้พวกมันหาที่พักให้กับพวกเขา เนื่องจากพวกเขาเร่งรีบเดินทางมาทำให้อยากจะพักบ้าง
เมื่อสุ่ยต้านเข้าสู่ห้องพักเขาก็รีบติดต่อไปบอกหนานหมิงว่าตอนนี้เผ่าปีศาจพฤกษาได้ตกลงเข้าร่วมกับตระกูลหนานแล้ว
หลายวันต่อมา
ณ เมืองหลัวเทียน
หลังจากที่เผ่าปีศาจได้ถอยทัพไปเพราะเกรงกลัวตระกูลหนานก็ทำให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ยิ่งนับถือตระกูลหนานมากยิ่งขึ้น เพียงแค่ชื่อเสียงอย่างเดียวก็สามารถทำให้เผ่าปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุดในเผ่าปีศาจทั้งหมดสองเผ่าที่ร่วมมือกันถึงกับถอนกำลังได้ เรียกได้ว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
ตอนนี้หนานหมิงกำลังฝึกฝนให้เซี่ยเล่ยจีอยู่ เพราะนางเป็นคนขอเอง นางเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์นางก็อยากที่จะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม
หนานหมิงเองก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะตอนนี้เขาก็ไม่มีอะไรทำอยู่แล้ว เนื่องจากสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดก็คือการหาเส้นชีพจรโลกให้พบและทำให้มันยกระดับขึ้น
ด้วยเหตุนี้ในแต่ละวันหนานหมิงจึงไม่ค่อยได้ไปไหนนอกจากการฝึกฝนให้เซี่ยเล่ยจีและไปเที่ยวสบายๆตามสถานที่ต่างๆก็เท่านั้น
ส่วนทางด้านของกองกำลังต่างๆที่มายังเมืองหลัวเทียน เมื่อพวกเขาได้รับแจ้งจากนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนแล้วว่าเผ่าปีศาจได้ถอนกำลังกลับไปแล้ว พวกเขาจึงเดินทางกลับสู่ฐานที่มั่นของตัวเองเช่นกัน เพราะพวกเขาคิดว่าสงครามระหว่างมนุษย์และปีศาจคงจะเกิดขึ้นได้ยากแล้วถ้าหากตระกูลหนานยังคงอยู่
หนาหมิงเองก็คิดที่จะกลับสู่เมืองเซียนสวรรค์ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เขาจึงพักอยู่ที่เมืองหลัวเทียนอีกสามวันก่อนที่จะมุ่งหน้ากลับสู่เมืองเซียนสวรรค์
ก่อนที่หนานหมิงจะกลับนิกายศักดิ์สิทธิ์หลัวเทียนก็ได้จัดงานเลี้ยงขึ้นเพื่อเป็นการขอบคุณที่ตระกูลหนานมาช่วยเหลือ นอกจากนี้พวกเขาก็ยังได้มอบที่ดินขนาดใหญ่ภายในเมืองหลัวเทียนให้กับตระกูลหนานไว้สำหรับสร้างสาขาขึ้นทีนี้
หนานหมิงเองก็ไม่ได้ปฏิเสธและเลือกผู้อาวุโสบางคนและศิษย์รุ่นเยาว์บางคนอยู่ที่นี้และให้ป๋อเชี่ยหานสร้างค่ายกลเคลื่อนย้ายให้กับพวกเขา