บทที่ 18 การฆ่าไก่ครั้งแรก
ซูชิ่นมองดูไก่ป่าหลายตัวที่ถูกมัดรวมกัน และกำลังดิ้นพล่านอยู่บนพื้นด้วยความมึนงงเล็กน้อย
ทว่าเพียงครู่เดียว นางก็เข้าใจได้ว่านี่เป็เพราะโจวสุ่ยเซิงสงสารแม่ลูกกำพร้า และนึกถึงน้ำใจที่มีต่อเฉิงเยี่ยนอันในกาลก่อน จึงอยากจะช่วยเหลือนางและลูก ๆ
ช่างเถอะ รับไว้ก่อนแล้วกัน
ตอนนี้ตัวนางยากจนข้นแค้นถึงเพียงนี้ ไม่มีสิ่งใดต้องเกรงใจผู้อื่น ทว่าการจะจัดการกับไก่ป่าเหล่านี้อย่างไรกลับกลายเป็ปัญหา
การนำกลับไปยังตระกูลเฉิงนั้นเป็ไปไม่ได้แน่นอน นางไม่มีทางปล่อยให้พวกไร้มนุษยธรรมเ่าั้ได้ประโยชน์ไปเปล่า ๆ แต่หากฆ่าทั้งหมดก็คงกินไม่หมด
ขณะที่กำลังลังเล ไก่ตัวเมียตัวหนึ่งที่มีสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดสูง ก็ออกไข่ไก่ออกมาฟองหนึ่ง
นี่เป็ครั้งแรกที่ซูชิ่นได้เห็นไก่ตัวเมียออกไข่กับตา นางอึ้งไปสองสามอึดใจกว่าจะได้สติกลับมา และตระหนักได้ว่าไก่เหล่านี้สามารถเลี้ยงไว้ได้!
เลี้ยงไว้ในมิติวิเศษแล้วให้มันออกไข่ทุกวัน นอกจากนี้ยังสามารถฟักเป็ลูกไก่ได้ด้วย เมื่อลูกไก่โตขึ้นก็ออกไข่ได้อีก เป็เช่นนี้ไปเรื่อย ๆ ไก่ออกไข่ ไข่ออกไก่ เกิดสืบต่อไปไม่สิ้นสุด...
นางรู้สึกว่าวันที่ตนเองจะพ้นจากความยากจนคงอยู่ไม่ไกลแล้ว
ซูชิ่นได้สติกลับมาแล้วแอบตำหนิตนเองอย่างรุนแรง นางตกต่ำถึงขั้นต้องพึ่งพาก้นไก่เพื่อสร้างฐานะเชียวหรือ!
หญิงสาวอาศัยจังหวะที่ไม่มีใครอยู่ นำไก่ป่าเ่าั้ใส่เข้าไปในมิติวิเศษ
ไก่ป่าที่โจวสุ่ยเซิงจับมามีตัวเมียสามตัวและตัวผู้สองตัว ดังนั้นซูชิ่นจึงเหลือไก่ตัวผู้ไว้ข้างนอกหนึ่งตัว ตั้งใจว่าเดี๋ยวจะฆ่าเพื่อบำรุงร่างกายให้ลูกทั้งสองและตนเอง ส่วนตัวที่เหลือก็ปล่อยให้มันอยู่ในมิติวิเศษ โอบล้อมด้วยสาว ๆ ใช้ชีวิตคู่กับไก่ตัวเมียไป
ซูชิ่นพาลูกทั้งสองไปยังที่ที่ไม่มีคน จากนั้นก็หิ้วไก่ป่าที่โชคร้ายตัวนั้นขึ้นมา เตรียมจะลงมือฆ่าไก่ แต่แรงของไก่ป่ามากกว่าไก่บ้านมาก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับอันตราย พลังที่ะเิออกมาจะยิ่งรุนแรง ซูชิ่นเกือบจะจับไม่อยู่และเกือบปล่อยให้มันหนีไปได้
ท่ามกลางความวุ่นวาย ซูชิ่นก็คว้าคอไก่ป่าไว้ได้แน่น แต่ไก่ป่ายิ่งดิ้นรุนแรงขึ้น ลมที่เกิดจากการกระพือปีกผสมกับขนไก่ทำให้นางลืมตาไม่ขึ้น
โจวโจวทนดูไม่ได้ จึงก้าวเข้าไปคว้าขาทั้งสองข้างของไก่ป่าไว้ แล้วะโว่า "ท่านแม่ รีบใช้มีดปาดคอเ้าไก่นี่เร็วขอรับ!"
ชาติก่อนซูชิ่นเป็คุณหนู อย่าว่าแต่ลงมือฆ่าไก่เองเลย แม้แต่ประสบการณ์การดูคนอื่นฆ่าไก่ก็ยังไม่มี
อีกทั้งเ้าของร่างเดิมก็ไม่เคยฆ่าไก่ เพียงแต่เคยเห็นเฉิงเยี่ยนอันฆ่าเท่านั้น
มือหนึ่งกำคอไก่ไว้แน่นเพื่อป้องกันไม่ให้มันหนี อีกมือหนึ่งถือมีด ในหัวพยายามนึกภาพเหตุการณ์ตอนที่เ้าของร่างเดิมยืนดูการฆ่าไก่อย่างละเอียด จากนั้นนางก็รู้สึกได้ว่าแรงดิ้นรนของไก่ป่าในมือนั้นดูเหมือนจะลดน้อยลง
เมื่อก้มลงมอง ก็เห็นไก่ป่าตาถลน อ้าปาก พยายามดิ้นรนเพื่อหายใจสุดชีวิต แต่สุดท้ายไก่ป่าตัวนั้นก็ได้แต่ถีบขาอย่างแรงสองสามครั้ง แล้วนิ่งสนิทไป
ซูชิ่นเบิกตากว้างมองโจวโจว
โจวโจวหดมือเล็ก ๆ กลับมาด้วยความเก้อเขิน พร้อมกะพริบตาให้นางแล้วกล่าวว่า "ท่านแม่ ดูเหมือนไก่จะถูกท่านบีบคอตายแล้วขอรับ"
ซูชิ่นมองดูไก่ป่าที่ตัวอ่อนปวกเปียกและตายตาไม่หลับ ในใจพลันรู้สึกผิดเล็กน้อย
ตายในสภาพนี้คงจะอึดอัดน่าดู
ทว่าความรู้สึกนั้นเกิดขึ้นเพียงชั่วครู่ เพราะท้องของนางเริ่มส่งเสียงร้องโครกครากขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเทียบกับการต้องหิวโหยแล้ว ความรู้สึกผิดหรือความสงสารใด ๆ ล้วนไม่สำคัญเลย
ในระหว่างที่นางกำลังจัดการกับไก่ โจวโจวและเยว่เยว่ก็ช่วยกันเก็บกิ่งไม้แห้งกองโตมาอย่างคล่องแคล่ว จนถึงขั้นจุดไฟรอไว้เรียบร้อยแล้ว
เนื่องจากไม่มีเครื่องปรุง ซูชิ่นจึงตั้งใจจะทำไก่ขอทานแบบที่ง่ายที่สุด
หลังจากควักเครื่องในออก ซูชิ่นได้เทน้ำพุวิเศษลงไปในท้องไก่เล็กน้อย โดยหวังว่ารสชาติอันหอมหวานของน้ำพุวิเศษจะช่วยชูรสชาติของเนื้อไก่ได้
บริเวณริมเขามีหลายจุดที่ชุ่มชื้น ดังนั้นดินโคลนจึงหาได้ไม่ยาก นางพอกไก่ด้วยดินจนกลายเป็ก้อนดินขนาดใหญ่ ขุดหลุมบนพื้นแล้วใส่ไก่ลงไป กลบดินทับเล็กน้อย จากนั้นจึงเริ่มสุมไฟ
อาจเพราะอากาศที่ร้อนจัด เปลวไฟโชติ่จึงทำให้ใบหน้าของแม่ลูกทั้งสามแดงระเรื่อ
หลังจากเผาเช่นนี้อยู่สองเค่อ และใช้ความร้อนที่หลงเหลืออบต่ออีกสองเค่อ ซูชิ่นก็รีบใช้ไม้เขี่ยไก่ตัวนั้นออกมา
เมื่อเห็นก้อนดินที่ถูกเผาจนแห้งและมีไอความร้อนพวยพุ่ง เด็กทั้งสองก็มองซูชิ่นด้วยดวงตาเป็ประกาย
"ท่านแม่ สิ่งนี้ต้องกินอย่างไรหรือเ้าคะ?"
ซูชิ่นให้ทั้งสองถอยหลังไปสองสามก้าว จากนั้นจึงยกไม้กระบองขึ้นเคาะก้อนดินนั้น
ก้อนดินแตกออกตามเสียงเคาะ กลิ่นหอมกรุ่นลอยออกมาจากด้านใน ขนไก่ทั้งหมดติดอยู่กับดิน ตัวไก่ที่สะอาดสะอ้านถูกนำออกมาวางบนใบกล้วยป่าที่เก็บเตรียมไว้
ทั้งสามล้อมรอบไก่ตัวนั้นพลางกลืนน้ำลายอย่างหิวโหย
ซูชิ่นไม่รีรอ นางใช้มีดสั้นที่เพิ่งนำไปลนไฟเพื่อฆ่าเชื้อเมื่อครู่ หั่นไก่ออกเป็หลายชิ้นอย่างรวดเร็ว
เด็กทั้งสองได้รับน่องไก่คนละชิ้น ส่วนนางหยิบปีกไก่ขึ้นมาแทะ
เมื่อเนื้อไก่คำแรกเข้าปาก ซูชิ่นแทบจะกรีดร้องออกมา มันอร่อยเกินไปแล้ว!
จริง ๆ นะ นางกล้าสาบานเลยว่า นี่คือเนื้อไก่ที่อร่อยที่สุดเท่าที่นางเคยกินมาในสองชาติรวมกัน แม้จะไม่มีเครื่องปรุง แต่กลิ่นหอมตามธรรมชาติของเนื้อไก่ รสชาติที่สดหวาน และมีความหนึบ ทำให้นางอยากจะกลืนลิ้นตัวเองลงไปเลยทีเดียว
เด็กทั้งสองแทะน่องไก่ในมือจนหมดอย่างรวดเร็ว ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำมันมองซูชิ่นด้วยสายตาอ้อนวอน
ซูชิ่นจึงชี้ไปยังเนื้อไก่ที่เหลือ "อยากกินชิ้นไหนก็หยิบเอาเอง แต่อย่าแย่งหรือทะเลาะกันนะ"
โจวโจวยิ้มจนตาหยี ก่อนจะขานรับคำหนึ่ง แล้วหยิบเนื้อไก่ชิ้นใหญ่และชิ้นเล็กมา โดยแบ่งชิ้นใหญ่ให้เยว่เยว่
"ขอบคุณพี่ชายเ้าค่ะ" เยว่เยว่ยิ้มรับ
เมื่อถึงตอนที่โจวโจวแบ่งเนื้อครั้งที่สอง เยว่เยว่ไม่ยอมรับชิ้นใหญ่ แต่ยืนกรานจะกินชิ้นเล็ก
ซูชิ่นมองดูเด็กทั้งสองที่รักใคร่และเสียสละให้กัน ในดวงตาก็ฉายแววพึงพอใจระคนเอ็นดู
ไก่ป่าหนึ่งตัวมีน้ำหนักเพียงสองชั่งกว่า ๆ สามแม่ลูกเลียน้ำมันที่นิ้วมืออย่างไม่เต็มอิ่ม ก่อนจะนั่งพักผ่อนบนผืนหญ้า
เยว่เยว่ซบอยู่ในอ้อมกอดของซูชิ่น และพูดด้วยใบหน้าอิ่มเอมว่า "ท่านแม่ เนื้อไก่ที่ท่านทำอร่อยมากเลยเ้าค่ะ เยว่เยว่ไม่เคยกินเนื้อไก่ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อนเลย"
ซูชิ่นเองก็ไม่เคยกิน แถมนางยังรู้สึกว่ากินไม่อิ่มด้วย จึงเสนอว่า "ถ้าอย่างนั้น เราจับออกมาฆ่าอีกสักตัวดีหรือไม่?"
"ไม่ได้ ไก่พวกนั้นต้องเลี้ยงไว้ให้มันออกไข่ หากฆ่าไปก็จะไม่มีไข่ให้กินแล้ว!" เยว่เยว่กับโจวโจวตอบพร้อมกัน แล้วส่ายหน้าทันที
ซูชิ่นคิดในใจว่า เ้าตัวเล็กทั้งสองช่างเข้าใจหลักการรู้จักใช้สอยอย่างประหยัดเสียจริง
เมื่ออิ่มท้องแล้ว ซูชิ่นจึงตัดสินใจเริ่มฝึกฝนร่างกายนี้ให้ดี
ชาติก่อนนางเรียนวรยุทธ์มาสิบปี แม้หลังจากนั้นอีกสิบกว่าปีจะไม่ได้ฝึกฝนอย่างหนัก แต่พื้นฐานก็ไม่ได้ขาดหายไป รากฐานยังคงอยู่ ทว่าร่างกายนี้กลับไม่มีพื้นฐานใด ๆ เลย หากต้องเผชิญกับปัญหาจริง ๆ กระบวนท่าของนางเมื่อใช้กับร่างกายนี้ คงเป็ได้เพียงการร่ายรำที่สวยงามแต่ไร้พลัง
โลกใบนี้วุ่นวายถึงเพียงนี้ อีกทั้งคนตระกูลเฉิงก็ไม่ใช่คนดีอะไร ที่สำคัญนางยังต้องดูแลเด็กอีกสองคน หากไม่มีวิชาป้องกันตัวเลยจะได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น นางยังต้องสืบทอดสำนักเชียนซิง และพยายามทำให้มิติวิเศษเลื่อนระดับด้วย
นางไม่รู้เลยว่าต้องพยายามไปในทิศทางใด แต่ตระกูลซูของนางฝึกวรยุทธ์กันมาหลายชั่วอายุคน คิดว่ากุญแจสำคัญในการเลื่อนระดับของมิติวิเศษ น่าจะมีความเกี่ยวข้องอย่างมากกับวรยุทธ์โบราณที่สืบทอดมาจากสำนักเชียนซิง
วิธีเดียวที่นางทำได้ในตอนนี้คือการฝึกวรยุทธ์ เพราะบางทีอาจจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ถูกต้องก็ได้