54 : ข้อแตกต่าง
การที่มีการระเบิดจนตึกถล่มนั้นสร้างความวุ่นวายให้กับรอบด้านไม่ใช่น้อย ทั้งเสียงผู้คนที่อาศัยและทำงานอยู่ข้างเคียงนั้นแตกตื่น และเสียงรถจอดดังเอี๊ยดอ๊าดด้วยความตกใจ บางคันเบรกไม่ทันก็ทำให้ชนกับคันข้างหน้าก็มีจนทำให้การจราจรติดขัดไปหมด บ้างก็มีพวกที่ออกมาดูข้างนอกด้วยความสนใจ....ทำให้พวกเนียร์ตระหนักได้ว่าไม่ควรอยู่ตรงนี้นานนัก ก็พอดีกับที่มีเสียงเรียก
“ทางนี้ๆ”
เสียงนั้นดังมาจากที่จอดรถของตึกข้างๆ กัน เล็ทโผล่หัวออกมาให้พ้นกำแพง ท่าทางกำลังเขย่งเต็มที่เพื่อให้มองเห็นพวกเธอ
เห็นแบบนั้นพวกเนียร์ก็รีบเข้าไปปีนกำแพงอย่างไม่รอช้า แล้วก็ได้เจอพวกที่หนีกันมาก่อนหน้านี้อีกสี่คนยืนรออยู่ด้วยสีหน้าโล่งใจที่เห็นยังมีชีวิตรอดกลับมา แต่ไม่มีเวลาให้คุยกันมากนัก เพราะต้องออกไปให้ไกลจากที่นี่เสียก่อน จึงนัดแนะกันออกไปทางด้านหน้าตึก
เพราะด้วยระเบิดที่ไม่คาดคิดมาก่อน ทำให้คนที่ทำงานอยู่ในตึกที่พวกเนียร์มาหลบอยู่พากันโกลาหลวุ่นวายรีบพากันวิ่งออกไปข้างนอก ทุกคนดูตื่นกลัวจนไม่ทันได้สังเกตเห็นพวกเด็กๆ ที่วิ่งตามออกมาด้วย และเมื่อพอออกมาข้างได้แล้ว ก็ไม่มีใครได้เห็นพวกเขาอีกเลย
ห้างสรรพสินค้าดูจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายสำหรับการหาที่พักหลบชั่วคราวในเวลาแบบนี้ เพราะหนึ่ง...ค่อนข้างอยู่ไกลจากสถานที่เกิดเหตุพอสมควร สอง...มีคนอยู่เยอะแล้วมันรู้สึกอุ่นใจกว่าที่เปลี่ยวๆ เยอะ และสาม...แอร์เย็นสบาย เหมาะที่จะมาพักหัวพักกายหลังจากเฉียดประสบการณ์เกือบตายมาหยกๆ
โซนฟู๊ดเซ็นเตอร์ มีโต๊ะว่างให้เลือกนั่งได้ตามสบาย พวกเนียร์แบ่งกันนั่งไปสามโต๊ะ..พวกเล็ทนั่งด้วยกัน แก๊งค์เนียร์สี่คน และที่เหลือก็อีกโต๊ะนึง
หลังจากที่พวกเล็ทรู้แล้วว่าสัตว์เลี้ยงของตัวเองตาม แต่ล่ะคนก็พากันสลดกันไปมากน้อยแตกต่างกัน แต่หากถามว่าส่งผลกระทบต่อใครมากที่สุด ก็คงเป็นวาล...ที่พอเสียบีดีไป เธอก็แทบจะไม่พูดอะไรออกมาเลย แม้ปกติจะพูดน้อยอยู่แล้วก็เถอะ สีหน้านิ่งนั้นดูล่องลอยราวกับถูกถอดจิตออกไปแล้วยังไงยังงั้น
“แล้วทีนี้เอาไงต่ออ่ะ” โมถาม ตากลมๆ จับจ้องไปทีร้านขายอาหารอยู่เป็นระยะๆ เหมือนกับที่ถามนี่คือต้องการคำอนุญาตให้ไปซื้อของมากินได้ เพราะตอนนี้ถ้าจะให้เดินไปซื้อเลยก็ดูจะขัดกับอารมณ์ที่แต่ล่ะคนกำลังไว้อาลัยให้พวกสัตว์เลี้ยงกันอยู่
“เนียร์ เธอพอจะรู้มั้ยว่าพวกนั้นจะไปที่ไหนกันต่อ” เอลถาม ตรงกันข้ามกับที่โมอยากได้สุดๆ ทำเอาโมหน้าหงอย
เนียร์ส่ายหน้า “ไม่รู้เหมือนกัน หมอนั่นไม่ได้บอกอะไรกับฉันเลย” เธอหมายถึงตนัย...ถึงจะบอกให้เป็นเครื่องมือ แต่เขาก็ไม่ได้ไว้ใจบอกเธอทุกเรื่อง....เนียร์ยกมือขึ้นลูบดวงตา
เรื่องดีอย่างเดียวที่เข้าร่วมด้วย คงจะเป็นคอนแทร็คเลนส์ที่ช่วยไม่ให้เห็นสีแดงนี้กระมัง
โชลที่นั่งอยู่อีกโต๊ะหันมามองแล้วถาม “เอล พวกคุณจะกลับไปที่บ้านมั้ย เพราะยังไงก็คงต้องหาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัทนี้ก่อนเผื่อพวกนั้นจะหนีไปที่สาขาอื่น”
เอลแปลกใจ “สาขาอื่นเหรอ?....อ้อ จริงด้วยสินะ บริษัทนี้ต้องมีสาขาอื่นนอกจากที่นี่อยู่ด้วยแน่ ถึงได้ยอมระเบิดตึกนั่นทิ้งไปง่ายๆ แบบนี้”
“.....ฉันคงไม่กลับบ้านหรอก” เนียร์ว่า ส่วนทินที่นั่งอยู่ข้างโชลก็กระตุกยิ้มราวกับจะรู้ถึงคำตอบนั้น
พอเห็นสายตาเป็นคำถามจากคนรอบกาย เนียร์จึงพูดต่อ “ถ้าฉันกลับบ้านไปแล้วต้องออกมาจัดการเรื่องนี้อีก ต้องโดนแม่ห้ามไว้แน่ๆ เพราะยังไงมันก็คงไม่ใช่เรื่องที่ดูน่าจะปลอดภัยอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะ สู้ให้แม่เข้าใจว่าฉันไปเข้าค่ายอะไรนั่นต่อไปจะดีกว่า” ใบหน้าของกุลลอยขึ้นมาในห้วงคิด สีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลและเป็นห่วงของแม่ทำให้เธอรู้สึกผิด “....แต่ว่า” แล้วสายตาเนียร์ก็มาหยุดที่เพียวกับโมที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม ทำท่าจะพูดอะไรออกมาแต่ก็โดนเพียวรีบยกมือขึ้นห้ามไว้ก่อน
“อ๊ะๆ ไม่ต้องมาทำเป็นไล่ให้พวกเรากลับบ้านเลยนะ พวกแกไปไหน ฉันกับโมก็จะไปด้วย...ห้ามบ่น ห้ามเถียงอะไรเด็ดขาด อย่าลืมนะว่าแกยังติดค้างพวกฉันอยู่” เพียวเสริมต่ออย่างรวดเร็วเมื่อเห็นเนียร์อ้าปาก เพราะโดนอ้างเรื่องที่เธอก่อคดีค้างเอาไว้ เนียร์เลยได้แต่หุบปากลงอย่างจำยอม
พอเห็นว่าไล่เจ้าสองตัวตรงหน้าไม่ได้ ก็หันไปมองที่โต๊ะข้างๆ หากแต่ยังไม่มันได้พูดอะไร ทินก็ชิงพูดซะก่อน
“ถ้าไม่อยากให้พ่อกับแม่รู้เรื่อง ก็สงบปากสงบคำไว้แบบเดิมนั่นแหละ ไอ้น้องรัก”
เนียร์เลยได้แต่อ้าปากพะงาบๆ อยู่อย่างนั้น....ไม่ว่าจะตัวนี้หรือตัวไหน ก็อีหรอบเดียวเหมือนกันหมด พวกมันจะหัดเรียนรู้คำว่า ‘กลัว’ กันหน่อยไม่ได้รึไง
สุดท้ายเนียร์ก็กลับไปกอดอก แล้วถามด้วยน้ำเสียงขุ่นเคืองสุดๆ “ก็ได้ แล้วจะเอาไง จะไปพักที่ไหนกันก่อนล่ะ”
ถึงตรงนี้...ทุกคนก็หยิบกระเป๋าตังค์ตัวเองขึ้นมาเปิดดูอย่างเงียบๆ ก่อนจะปิดลงแล้วเก็บใส่ที่เดิมอย่างสงบ แล้วปิดปากเงียบราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แทบไม่ต้องบอกออกมาก็รู้ได้ เมื่อมองตากันแล้วก็หัวเราะเสียงแห้งตามๆ กันไป
“กลับบ้านตอนนี้ยังทันมั้ยอ่ะ” โมเป็นคนพูดขึ้นมาเบาๆ อย่างไม่คาดหวัง
พวกที่มีเงินติดตัวอยู่น้อยนิดได้แต่ก้มหน้าเงียบ ในขณะที่พวกไม่มีปัญหาเรื่องมาก่อนเลยตลอดชีวิตนี้ เมื่อปรึกษากันเสร็จก็ลุกขึ้นมาเดินไปหาอีกสองโต๊ะที่เหลือ
“พวกเรามีเงินติดตัวมากันนิดหน่อยน่ะ เลยว่าจะไปพักที่โรงแรมสักคืนนึงก่อน” เล็ทพูด ขณะที่เนียร์กับคนอื่นรู้สึกตงิดๆ
มีนิดหน่อย? แต่จะไปค้างโรงแรมกันเนี่ยนะ
“ฉันขอเบอร์ติดต่อกับพวกเธอหน่อยสิ” ริสว่าขณะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา
ตอนนี้เองที่เนียร์เห็นเพียงทำตาโตจ้องโทรศัพท์ของริสแบบตาแทบจะถลนออกมาอยู่แล้ว เมื่อมันเป็นโทรศัพท์ยื่ห้อและรุ่นเดียวกันกับที่พึ่งออกมาใหม่เมื่อเดือนก่อน ที่เพียวเคยพูดกรอกหูพวกเธอทุกวันว่าอยากได้สุดๆ
“เธอไปเอามาจากไหนน่ะ” เพียวถามด้วยสีหน้าตื่น
“อะไร?” ริสงง ถามกลับเสียงแข็งเมื่ออีกฝ่ายทำเสียงออกแนวหาเรื่อง แต่พอเห็นอีกฝ่ายมองโทรศัพท์เพรียวบางเหมาะมือของตัวเองตาไม่กระพริบ เธอก็แทบจะร้องอ้อออกมา “ไอ้นี่น่ะเหรอ ก็ต้องซื้อมาสิ ให้เก็บตามถังขณะเอารึไง”
“ล้อเล่นน่า เด็กอย่างเธอเนี่ยนะ นี่มันเครื่องตั้งเกือบสามหมื่น เธอจะไปเอาเงินจากไหนมาซื้อ” เพียวยังไม่อยากเชื่อ แต่ริสกลับตีสีหน้าว่ารำคาญ
“ก็ต้องใช้เงินค่าขนมน่ะสิ ถามอะไรแปลกๆ ฉันอุตส่าห์อดใจรอยังไม่ซื้อโน้ตบุ๊คเครื่องใหม่เลยนะ”
ถึงตรงนี้ เพียวค่อยถอนหายใจโล่งอก แล้วค่อยรู้สึกประทับใจหญิงสาวที่ไปย้อมปอยผมข้างหน้าเป็นสีม่วงขึ้นมาหน่อย “เธอคงจะสะสมเงินมานานพอดูเลยสินะ กว่าจะซื้อได้” เธอว่าด้วยน้ำเสียงเห็นใจและชื่นชม
แต่ริสกลับมองเพียวเหมือนเธอพึ่งพูดอะไรบางอย่างที่ดูพิลึกออกไป “สะสม? จะสะสมทำไม แค่ค่าขนมสองเดือนฉันก็ซื้อได้แล้ว เดี๋ยวเดือนหน้าได้มาใหม่ ฉันจะเอาไปซื้อโน้ตบุ๊คต่อ”
พรวด!
โมที่กำลังจิบน้ำแก้หิวอยู่ถึงกับพ่นน้ำในปากเป็นฟองกระเซ็นทั่วโต๊ะ ทำเอาพวกเด็กนิรารักษ์มองโมด้วยสีหน้าแปลกๆ ขณะที่คนอื่นที่เก็บอารมณ์ไม่ได้เหมือนกัน บ้างก็อ้าปากค้างแทบจะถึงอก บ้างก็สำลักลมหายใจตัวเองเอาดื้อๆ
แล้วตอนนี้เองที่พวกเนียร์เพิ่งสังเกตเพื่อนต่างโรงเรียนชัดๆ เหมือนไม่เคยจะชัดอะไรได้เท่านี้มาก่อน เมื่อพอสำรวจแล้วถึงได้เห็นว่าของแต่ล่ะอย่างที่พวกนี้ใช้ล้วนแต่เป็นพวกของแบรนด์เนมที่หาซื้อได้ตามห้างหรูๆ เท่านั้น...พอคิดราคาทั้งตัวคร่าวๆ ดูแล้ว....โมเกิดอาการตาลายขึ้นมากระทันหันเมื่อเห็นเลขหลายหลักลอยไปลอยมาอยู่ในหัว
“จับพวกนี้ไปเรียกค่าไถ่ เอามาเป็นทุนกอบกู้โลกดีมั้ย” ทินเสนอเบาๆ เอาให้ได้ยินกันแค่ในโต๊ะ
โชลพยายามยิ้มรับอย่างสงบขณะตอบกลับไป “เห็นทีคงได้ถูกจับเข้าซังเตก่อนได้ไปกู้โลกแน่ครับ พี่ทิน”
“เอ้า จะบอกเบอร์พวกเธอมาได้รึยัง” น้ำเสียงริสบอกชัดว่าถ้าพวกเธอยังไม่คิดจะบอกล่ะก็ ได้มีวีนแน่
ความสงบเริ่มกลับมาในตอนที่พวกโมบอกเบอร์กันไป แต่พอพวกนั้นหันมาถามเนียร์เท่านั้นแหละ ปัญหาความแตกต่างระหว่างชนชั้นก็เกิดขึ้นมาอีก
“ทะ..โทษนะ ฉันไม่มีมือถือน่ะ” เนียร์ตอบอ้อมแอ้มในลำคอ คราวนี้ไม่ใช่แค่พวกริสเท่านั้นที่ตกใจ แต่ยังรวมไปถึงพวกฟิวส์ด้วย ในขณะที่เพื่อนเนียร์ทั้งสามคนและพี่ชายของเจ้าตัวนั้นรู้ดีอยู่แล้ว เลยไม่รู้สึกอะไร...แค่บางส่วนเห็นใจ อีกส่วนก็กลอกตาด้วยความสมเพชของเพื่อนกับน้องตัวเองเท่านั้นเอง
“ก็บอกแล้วว่าให้หัดซื้อมาใช้ซะบ้าง” เพียวบ่น มีเนียร์แยกเขี้ยวใส่ แต่แล้วเธอก็ต้องเงยหน้ามองสาวที่มีปอยผมข้างหน้าเป็นสีม่วงเข้ามาประชิด
“เธอไม่มีมือถือจริงเหรอ” ริสถาม
“ขอโทษทีนะ”
“เธออายุเท่าไหร่”
เนียร์แปลกใจกับคำถามที่เหมือนจะไม่เกี่ยว “ก็..สิบห้าแล้วล่ะ”
“ฐานะทางบ้านล่ะ”
“ก็พอมีพอกินน่ะนะ ไม่ได้ขัดสนอะไรนักหรอก”
ริสจ้องหน้าเนียร์อยู่ครู่นึง เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ ก่อนจะสรุปผลออกมาได้ในที่สุด “โอเค งั้นถ้าฉันจะติดต่อมาก็จะโทรหาเพื่อนเธอแทนละกันนะ ยัยมนุษย์ถ้ำ”
“หา!?” เนียร์ถึงกับหน้าเหวอกับฉายาใหม่
เล็ทรีบเข้ามาแก้คำกับเธอพยายามไม่ให้ผิดใจกัน “ขอโทษนะ ริสไม่ได้ตั้งใจจะหาว่าเธอเป็นพวกคนในสมัยยุคหินหรอก”
ก็อง
เหมือนมีหินที่สลักไว้ว่า ยุคหิน หล่นทับหัวเนียร์อย่างจัง
“แล้วก็ไม่ได้มีเจตนาจะหาว่าเชยด้วย”
หินอีกก้อนหล่นทับใส่ตามมาติดๆ
“เอาน่า การเป็นพวกหัวโบราณมันก็ไม่ใช่เรื่องแย่อะไรหรอกนะ ไม่ต้องห่วงไปหรอก”
อีกก้อนจังๆ จนหน้าแทบถูกทับแบนไปกับโต๊ะ
“นะ..นายมั่นใจนะว่าตั้งใจจะขอโทษ” เนียร์พูดเสียงลอดไรฟัน ขณะที่เจ้าสองตัวตรงหน้ากลั้นหัวเราะไว้แทบไม่อยู่ แล้วเล็ทก็ไม่ได้รู้ตัวเลยสักนิดว่าพูดอะไรไปกระทบเธอ
“โธ่เว้ย ทีทินไม่มีไม่เห็นจะมีใครพูดอะไรสักคำ” เนียร์บ่น ส่วนทินก็ยังยิ้มหราลอยหน้าลอยตา
สรุปว่าหลังจากพวกเล็ทขอตัวไปหาที่พักก่อน เหล่าพวกไร้เงินทุนก็นั่งแหง็กอยู่ตามเดิม
“เหลือเชื่อเลยเจ้าพวกนั้น” เพียวบ่นลอยๆ แต่เอลก็รู้ดีว่าเธอหมายถึงพวกเล็ทที่ไปเมื่อกี้นี้
“ช่วยไม่ได้นี่นา เด็กโรงเรียนนิรารักษ์ นอกจากจะเรียนดีแล้วก็เป็นพวกคนรวยกันทั้งนั้นแหละ” เอลบอก
“ชักสงสัยแล้วสิว่าที่เหลือเงินติดตัวคนล่ะหน่อยน่ะมันเท่าไหร่” โมพูด ชักสงสัยขึ้นมาซะแล้วว่าถึงพวกเธอจะรวมเงินทั้งหมดก็อาจจะยังไม่ถึงส่วนหนึ่งของที่พวกนั้นมีก็ได้
เนียร์ดึงกลับมาเข้าเรื่องต่อ “แล้วตกลงจะไปพักที่ไหนดีล่ะ”
“จะมาที่ห้องฉันมั้ยล่ะ” ฟิวส์ที่คิดอยู่นานเสนอตัว อยากช่วยก็อยากช่วยแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ แต่หากเนียร์ไปพวกเพื่อนของเธอที่เหลือก็ต้องแห่ตามไปกันอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นเขาคงต้องยอมรับในเรื่องนี้ให้ได้
“จริงด้วยสิ พี่ฟิวส์กับพี่โชลอยู่อพาร์ตเมนท์นี่นา” โมพูด
ฟิวส์รีบปฏิเสธ “เปล่า ไอ้โชลมันอยู่อพาร์ตเมนท์คนเดียว ห้องจะใหญ่หน่อย แต่ฉันอยู่ตามหอพัที่ห้องเล็กกว่า”
“ถ้าอย่างนั้น...แบ่งกันไป ถึงจะเบียดกันสักนิดก็น่าจะอยู่ได้” โชลว่า
แล้วไม่รู้ว่าคำตอบไม่ถูกใจหรืออย่างไร จู่ๆ วาลที่นิ่งเงียบจนถึงเมื่อกี้ก็ลุกขึ้นยืนจนคนที่นั่งอยู่ข้างๆ สะดุ้ง
“ฉันกลับบ้านก่อนล่ะ” วาลพูดเสียงเรียบ สีหน้าไม่ชวนให้ถามต่อ แล้วก็ไม่มีใครกล้าร้องขอไปอยู่ด้วยเลยสักคน เหมือนกับว่าถ้าต้องไปนอนอยู่ห้องเดียวกัน ขอนอนตากน้ำค้างข้างนอกเล่นยังจะดีเสียกว่า
โชคดีที่พวกเขารู้เบอร์โทรของวาลตั้งแต่ที่ถามเบอร์กันเมื่อกี้ไปแล้ว ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าจะหาทางติดต่อหญิงสาวที่เดินลิ่วๆ ไปทันทียังไง
“โอเค เหลือเจ็ดคนสินะ” เพียวนับหัวคนที่ยังไม่มีที่ซุกหัวนอน “งั้นก็แบ่งไปนอนห้องพี่โชลสี่คน ห้องพี่ฟิวส์สามคนสินะ”
คราวนี้พวกเนียร์สี่คนมองหน้ากัน รู้แล้วว่าต้องโดนจับแยก ความรู้สึกว่าเริ่มไม่อยากแบ่งคนเอาดื้อๆ
โมเบ้ปาก ก่อนจะหันไปถามหนุ่มหัวน้ำตาล “พี่โชล ห้าคนไหวมั้ยอ่ะ”
คราวนี้ถึงคราวหนุ่มสุภาพบุรุษชักยิ้มไม่ออก ขนาดว่าเมื่อกี้บอกอยู่กันสี่คนก็ว่าแน่นพออยู่แล้ว ถ้าเพิ่มมาอีกหนึ่งนี่คงแทบจะทับหัวกันตาย
“บอกไว้ก่อนนะ ว่าฉันไม่นอนค้างกับเจ้าเตี้ยนี่แค่สองต่อสองแน่” ทินบอกออกมาเสียงดัง
“ฉันก็ไม่อยากเหมือนกันแหละวะ” ฟิวส์สวนกลับทันควัน
ดูเหมือนว่าปัญหาการแบ่งคนจะไม่จบลงง่ายๆ ซะแล้ว ในขณะที่ทุกคนคิดแบบนี้นั่นเอง เสียงของผู้หญิงคนหนึ่งก็ดังขึ้น
“ถ้าอย่างนั้นจะมาอยู่กับพวกฉันมั้ยล่ะคะ”
ทุกคนหันไปมองที่ต้นเสียงทันที เป็นเสียงของเด็กผู้หญิงรัดผมแกละต่ำสองข้าง ทำให้ดูเป็นเด็กสาวใสไร้เดียงสา กับดวงตาสีน้ำเงินเข้มเป็นเอกลักษณ์
“เกล!?” เนียร์ลุกพรวดอารามว่าตกใจ “เธอมาอยู่นี่ได้ไงกันน่ะ”
“ก็หน้าที่ของฉันคือคอยจับตาดูพวกคุณไงคะ” เกลบอกเสียงใส ทำให้เนียร์เพิ่งจะนึกออกว่าพี่ชายของเธอคนนี้เพิ่งจะมาแนะนำตัวว่าเป็นคนจากเผ่าเอดีวาสอยู่แหม็บๆ ก็แสดงว่าต้องรู้เรื่องของพวกเธออยู่พอสมควร แต่เนียร์นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะมีหน้าที่อะไรแบบนั้นด้วย
พอได้ยินอีกฝ่ายเสนอมาแบบนั้น เพียวก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที เพราะเธอไม่ปฏิเสธที่จะไปอยู่ห้องหรูๆ แบบนั้น ดังนั้นทันทีที่ได้รับคำเชิญจากเจ้าของห้อง จึงไม่รีรอรีบเข้าไปฉุดกระชากเนียร์ทันที
“เฮ้ย เดี๋ยวดิ นี่พวกแกรู้จักกับเกลแล้วเหรอ” เนียร์ร้องถามทันทีขณะถูกลากตัวไป ส่วนคนอื่นๆ ก็รีบลุกตาม
“ก็ประมาณนั้นแหละ” เพียวตอบสั้นๆ แบบขี้เกียจจะอธิบาย
ทุกคนเหมือนจะเห็นด้วยกันหมด ยกเว้นคนหัวส้มที่ร้องเสียงดังหยุดพวกเธอไว้ก่อน
“นี่พวกเธอไว้ใจยัยนี่รึไง”
ทุกคนหันมองฟิวส์ที่ชี้หน้าเกลอย่างไม่คิดเกรงใจสักนิด ซึ่งเกลที่ถูกชี้หน้า..สายตาเริ่มบ่งบอกถึงความไม่ชอบใจฉายชัดออกมา หากแต่ไม่คิดพูดอะไร
โมเข้าไปจิ้มหน้าเขาเล่น ยิ้มหยอก “อะไรพี่ฟิวส์ เอาเนียร์เข้าห้องไม่ได้แค่นี้ ถึงกับพาลเลยเหรอ”
“ไม่ใช่เฟ้ย!” ฟิวส์ปฏิเสธเต็มพิกัด ปัดมือที่มาเกะกะแถวหน้าออก ส่วนเนียร์เหมือนจะงงว่าตัวเองไปเกี่ยวอะไรด้วย “ฉันหมายถึงพวกเธอไว้ใจพวกคนพิลึกนี่รึไง”
“แต่เขาก็บอกนี่นาว่ามีหน้าที่ปกป้องพวกที่มีพลังจากธรรมชาติ” เพียวเถียง “รึคำว่า ‘ปกป้อง’ มันจะมีความหมายแบบอื่นกันล่ะ”
“แล้วตอนที่เกิดเรื่องเมื่อกี้นี้หายหัวไปไหนกันหมดล่ะ” ฟิวส์จ้องเกลเขม็ง แล้วตั้งคำถามใส่เธอ “ทำไมพวกเธอถึงไม่มีใครโผล่หัวออกมาช่วยเลยสักคน ไม่ใช่ว่า...” เขาหรี่ตาลงอย่างจับผิด “คิดจะปล่อยให้พวกเราตายๆ ไปซะ ใช่มั้ยล่ะ”
เกินกว่าที่ใครจะตั้งตัวได้ทัน เกลก็ขยับกายไปอยู่ตรงหน้าฟิวส์อย่างรวดเร็ว แล้วเงื้อมือตบเสียงดังจนคนที่เลือกซื้ออาหารแถวนั้นพากันหันมามอง
เกลพูดทั้งที่ยังก้มหน้าอยู่ “จริงอยู่ หน้าที่ของเราคือปกป้องพวกคุณ แต่หน้าที่ที่สำคัญกว่านั้นคือการทำตามคำสั่งของท่านเดสิต เมื่อครู่นี้พวกฉันกำลังทำบางอย่างตามคำสั่งของท่านเดสิตอยู่ จึงไม่อาจไปช่วยพวกคุณได้” เธอเงยหน้าขึ้นมาจนเห็นดวงตาสีน้ำเงินเข้มนั้นสั่นระริก เหมือนกับจะทำหยดน้ำตาร่วงอยู่รอมมะล่อ แต่ก็ไม่หยด ทำเอาฟิวส์มองอย่างตกตะลึงขณะเกลผละไปจากเขา แล้วเดินนำไปอย่างไม่คิดรอคนอื่น
ฟิวส์สบถออกมาก่อนจะพูด “ก็ได้ พวกเธอไปพักกับยัยนั่นละกัน ฉันจะไปนอนที่ห้องตัวเอง” เขาว่าแค่นั้น เดือดร้อนโชลที่เป็นเพื่อนสนิท
โชลเข้าไปบอกเอลว่าจะไปพักที่ห้องตัวเองเหมือนกัน ก่อนจะกลับไปนั่งเป็นเพื่อนฟิวส์ที่โต๊ะเดิม
เป็นเวาลานานทีเดียวกว่าเขาจะพูดออกมา “ฉันยังไม่ได้ขอโทษเนียร์เลยด้วยซ้ำ แล้วนี่ยังทำให้ผู้หญิงอีกคนต้องรู้สึกแย่อีก”
โชลก้มลงมองคนที่ดูท้อแท้ซะเหลือเกินในยามนี้ ก่อนถอนหายใจออกมาพลางพูด “ฉันรู้นะว่าตอนนี้นายกำลังพยายามที่จะไม่มีอคติกับผู้หญิงมากแค่ไหน ได้เท่านี้ก็นับว่านายพยายามมากพอแล้วล่ะ”
“...อืม” ฟิวส์ตอบกลับไปเพียงแค่นั้น
เมื่อออกมาจากห้างสรรพสินค้าได้ เนียร์ก็เพิ่งจะวิ่งไปถึงตัวเกล..ที่ไม่รู้ว่าทำไมถึงเดินไวนัก ขนาดเธอยังต้องวิ่งมาถึงจะตามทัน ส่วนพวกคนที่เหลือก็เดินตามอยู่ห่างๆ แบบที่ถึงจะคลาดกันก็ไม่เป็นไร เพราะรู้ว่าอยู่ที่ไหนอยู่แล้ว
“เกล..เดี๋ยว เกล” เนียร์วิ่งไปถึงตัวสาวรัดผมแกละจนได้ แล้วก็ต้องรีบเร่งฝีเท้าให้ก้าวทันอีกฝ่าย “อย่าไปถือสาอะไรกับฟิวส์มันเลยนะ หมอนั่นมันมีอคติกับผู้หญิงทุกคนนั่นแหละ”
เกลหยุดชะงักเมื่อหันมามองเนียร์ พูดทั้งน้ำตา “แต่ฉันก็ทิ้งพวกคุณไว้จริงๆ นี่คะ”
พอเจอน้ำตาคนตรงหน้า เนียนร์ก็แทบจะทำอะไรไม่ถูก เลยดึงตัวให้เกลเดินต่อไปขณะปากก็พูดตามไปด้วย
“เอาน่า เรื่องแค่นี้เอง แล้วนี่เธอโกรธฟิวส์รึเปล่า”
เกลสะอื้นทีนึงค่อยตอบ “เปล่าคะ ฉันไม่ได้โกรธเขา ฉันโกรธตัวเองมากกว่า”
ชะ? เนียร์อึ้งไปประมาณสามวิฯ โกรธตัวเองแต่ล่อเข้าไปตบอีกฝ่ายเลยเนี่ยนะ มันโกรธตัวเองประเภทไหนกันล่ะเนี่ย... แล้วเกลก็ไม่หยุดพูดง่ายๆ
“ทั้งที่ฉันมีหน้าที่ต้องปกป้องพวกคุณแท้ๆ แต่กลับ...ปล่อยให้พวกคุณต้องไปเผชิญแบบนั้น ฉันเสียใจจริงๆนะคะ...”
ประโยคต่อจากนี้เนียร์ไม่ได้ฟังต่อ เพราะสะกิดใจกับคำว่า ‘ปกป้อง’ มากกว่า เมื่อนึกขึ้นได้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีคนพูดกับเธอแบบนี้เหมือนกัน และนั่นก็ทำให้เธอคิดออกว่าตัวเองมีเรื่องติดค้างอีกฝ่ายอยู่
“ขอบคุณนะ เกล” เนียร์พูด ทำเอาเกลชะงักคำได้สนิท สายตาไม่เข้าใจว่าเธอจะมาพูดขอบคุณทำไมในเมื่อตัวเองทำผิดมาแท้ๆ
“เพราะเธอใช่มั้ยล่ะที่เป็นคนบอกให้พี่ชายมาพูดเตือนสติฉันก่อนหน้านี้ ถึงได้บอกขอบคุณไง เพราะมันช่วยเตือนอะไรฉันได้เยอะเลยล่ะ” เนียร์ยิ้ม ส่งผลให้น้ำตาคนร้องง่ายปิดก๊อกอย่างง่ายดาย แล้วริ้วแดงๆ ก็แผ่กระจายเต็มแก้ม
“แต่..แต่คนที่เข้าไปพูดจริงๆ คือพี่กิลนะคะ คนที่ช่วยคุณไว้ไม่ใช่ฉันหรอกค่ะ” เกลเดินไปตาก็มองพื้นไปด้วยความเขิน
เนียร์มองอาการแบบนั้นแล้วรู้สึกว่าน่ารักดี เลยยกมือขึ้นลูบหัวเกลอย่างเอ็นดู “ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกน่า ก็ถ้าเกลไม่ไปบอก แล้วพี่ชายเกลจะมาช่วยพูดให้มั้ยล่ะ เพราะงั้นต้องขอบคุณเธอด้วยน่ะถูกแล้ว”
สัมผัสอ่อนโยนของมือที่เข้ามาลูบ ถ้อยคำปลอบโยนพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่น...สุดท้ายก๊อกน้ำตาก็พังทลายมาอีกระลอก
“ฮือ..เนียร์ ขอบคุณนะคะ” เกลโผเข้าใส่ ซบอกร้องไห้แงอย่างไม่อายสายตาประชาชีรอบด้านเลยแม้แต่น้อย ทำเอาเนียร์ได้แต่ยิ้มแหยๆ ขณะลูบหัวหญิงสาวไปด้วยความจนใจไม่รู้จะทำไงดี จนพวกที่เดินตามมาทีหลัง ก็ตามมาทันจนได้
“อ้าวๆ ทำผู้หญิงร้องไห้เรอะ นังหมูอ้วน” เพียวว่าขณะเดินผ่านเธอสองคนไปด้วยสายตาตำหนิ ยังไม่ทันที่เนียร์จะเถียงอะไรกลับ โมที่เดินมากับเอลก็เข้ามาตบบ่าเธอเบาๆ แล้วบอกว่า “รีบผิดชอบด้วยนา” ก่อนจะตามเพียวไป
แล้วในเวลาติดๆ กัน ชายหนุ่มร่างสูงผมสีดำแซมทองที่ขณะเดินมาเมื่อครู่เหมือนกำลังแจกยิ้มให้กับสาวๆ ข้างทางเล่นอยู่ หันมาสะดุดที่เนียร์กับเกลอยู่ครู่นึง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาใหม่ ที่ดูกวนประสาทเป็นอย่างยิ่ง แล้วพูดกับเธอขณะเดินผ่านไปว่า “เอาลูกสะใภ้เข้าบ้าน ระวังแม่ไม่ปลี้มนะ”
เนียร์ขมวดคิ้ว จะเอาสะใภ้เข้าบ้านแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเธอด้วย แต่พอก้มมองหญิงสาวในอ้อมกอดตัวเองถึงค่อยเก็ต เนียร์แยกเขี้ยวแทบจะตามไปเตะก้นไอ้บ้านั่นแล้ว ที่บังอาจหาว่าเธอจะแต่งงานกับผู้หญิงด้วยกันเอง นี่มันสถานการณ์จำยอมต่างหากเล่า โธ่เว้ย!