31 1-2
ตอนที่ 47 รุกเข้าจูบ
“ช่างเถอะเจ้ากลับไปพักผ่อนให้เต็มที่เสีย”
ไป๋หลี่หานถอดถอนสายตาทันใดนั้นก็โบกฝ่ามือใหญ่ปัดไปพูดมากไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นส่งแขกออกไปเสียตอนนี้ดีกว่า
จู่ๆ ก็ไล่ให้ไปโดยง่ายปานนี้? เซียถงมองหน้าไป๋หลี่หานเจือแววสงสัยยืนนิ่งตั้งหน้าตั้งตาระแวงระวังตัวไม่เสียคลาย
“ยังไปได้อีก? หรือต้องการให้ข้าเชือดเจ้าทิ้งตรงนี้?”
ไป๋หลี่หานเหล่หางตามองสวนนางกลับไปแผดรัศมีอันตรายพวยพุ่งปะทุออกมาจากร่างในทันใด
เซียถงเฝ้าระวังจับจ้องอยู่สักครู่หนึ่งพอเห็นว่า อีกฝ่ายปรารถนาเช่นนั้นจริงก็หมุนตัวออกไปคว้ามือของอิ๋งเอ๋อร์ซึ่งยังยืนแข็งค้างอย่างกับรูปปั้นหินลากออกไปโดยทันที ก่อนลาจากออกไป นางหันมากลับทิ้งท้ายกับไป๋หลี่หานว่า
“คราวหน้าคราวหลังข้าจักต้องหาโอกาสตอบแทนเจ้าด้วยคมแสงจากปลายมีด!”
ความกตัญญูที่แท้จริงเป็นอย่างไรนางตระหนักชัดแจ้งดี ซึ่งในครั้งนี้กลับหาใช่!
ก่อนจะก้าวออกจากประตูเสมือนว่าเซียถงเพิ่งนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงหันหลังไปถามอีกคราวว่า
“แล้วเห็ดหลินจือมรกตของข้าอยู่ไหน?มันเป็นของรางวัลสำหรับผู้ชนะมิใช่รึ?”
หากสุดท้ายนี้นางโดนโกงของรางวัลไปก็มิต่างกับว่าการประลองที่นางทุ่มเทแรงกายแรงใจที่ผ่านมาเท่ากับเสียเปล่าหรอกรึ? นี่คือสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับนางในตอนนี้
“ในวันพรุ่งนี้จะมีคนไปส่งให้เจ้าถึงจวน”
ไป๋หลี่หานขมวดคิ้วเล็กน้อย มองลอดบริเวณไหล่ปรายตามองนางเล็กน้อย
“ก็ดี”
เซียถงลากอิ๋งเอ๋อร์จากออกไปโดยตรงแต่ทันทีที่ก้าวออกจากเรือนดังกล่าวมาได้นางก็ถูกสาวรับใช้ของตนที่เพิ่งได้สติวิ่งขวางหน้าทันที
“คุณหนู!เมื่อครู่...เมื่อครู่...ราชาหมาป่าสวรรค์จะ-จูบ...จูบท่านจริงๆ!? หรือว่า...หรือว่าอีกฝ่ายจะแอบชอบท่าน!!?”
อิ๋งเอ๋อร์คว้าเขย่าไหล่เซียถงเบาๆสองสามที เอ่ยถามทั้งสีหน้าน้ำเสียงดูตื่นเต้นสุดขีด
เพิ่งมีคนมาจูบคุณหนูของนางต่อหน้าต่อตาจะอย่างไรอิ๋งเอ๋อร์ในยามนี้ดูตื่นเต้นใจสั่นเสียยิ่งกว่าเซียถงเมื่อครู่เสียอีกการกระทำของไป๋หลี่หานที่จู่ๆ ก็รุกหนัก ประกบจูบกับคุณหนูของนางมันได้ทำเอาทั้งกายและใจของอิ๋งเอ๋อร์คนนี้สั่นสะท้าน ผลาญไหม้ถึงทรวงในเสมือนวิญญาณเพิ่งหลุดลอย โบยบินอยู่กลางฟากฟ้าสูงลิบก่อนจะดิ่งทะยานย้อนกลับลงมาสู่ร่างจนฟื้คืนสติได้อีกครั้ง!นัยน์ตาคู่สวยฉายแววตื่นเต้นเป็นประกาย
ในที่สุด!ในที่สุดคุณหนูก็หาสามีได้แล้ว!
เซียถงกรอกตามองบนใส่ไปคราหนึ่งยามนี้รู้สึกคร้านใจเกินกว่าจะคุยกับอีกฝ่ายแล้ว เพราะจะอย่างไรนี่เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดเกินไปใครจะไปเชื่อว่าจะมีผู้ใดบนผืนพิภพแห่งนี้ชอบรูปลักษณ์หน้าตาของนาง และอีกอย่างชายที่ชื่อไป๋หลี่หาน ก็มักจะมีทัศนคติแปลกๆ ต่อนางเช่นกันถึงอย่างไรจำต้องระวังตัวให้มากเข้าไว้ก่อนเป็นดี
“คุณหนู!ไหล่คุณหนู...มีเลือดออก!”
อิ๋งเอ๋อร์เหลือบไปเห็นบริเวณหัวไหล่ของเซียถงถึงกับกรีดร้องออกมา สีหน้าท่าทางดูตื่นตระหนกอย่างยิ่ง
เซียถงเหลือบสายตามองไปยังไหล่ข้างขวาก่อนเห็นว่ามีรอยเลือดชุ่มเป็นดวงพร้อมกลิ่นคาว ก็นึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่นางได้สติตื่นขึ้นมาก็พบว่าบาดแผลทั่วทั้งเรือนร่างล้วนได้รับการปฐมพยาบาลหมดแล้ว แต่เนื่องจากเมื่อสักครู่เข้าปะทะกับไป๋หลี่หานไปหนึ่งรอบเต็ม จึงทำให้บาดแผลเหล่านี้ปริฉีกจนทำให้เลือดไหลออกมาอีกครา
อย่างไรนางก็เคยชินกับอะไรพวกนี้นานแล้วเมื่อก่อนก็มักจะเกิดเหตุการณ์อะไรเช่นนี้อยู่ตลอดในชีวิตก่อนหน้าเซียถงเพียงยกมือซ้ายปิดป้องบาดแผลมิให้เลือดไหลหยดลงมาและเดินทางกลับจวนนเสนาบดีตามปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตรงกันข้ามอิ๋งเอ๋อร์เดินติดตามพร้อมสีหน้าวิตกกังวลอยู่ตลอดทาง
กลับมาถึงเรือนพักเซียถงก็เริ่มเปลี่ยนชโลมยาผงรักษาแผลลงทั่วทั้งร่างกายและนำผ้าขาวสะอาดผืนใหม่มาเปลี่ยน จากนั้นนางก็ปีนขึ้นเตียงขัดสมาธิเริ่มบำเพ็ญตบะ ดูดซับพลังวิญญาณฟ้าดินจากโดยรอบเข้าสู่กายาชักนำพลังหลายหลากระลอก มาแปรสภาพกลายเป็นลมปราณ พร้อมโคจรไปยังแขนขาชโลมขั้วกระดูกและเส้นเอ็นยามนั้นนางสัมผัสได้ทันทีถึงกระแสความอบอุ่นที่คลุมครอบร่างกายบาดแผลที่อยู่ตามจุดต่างๆ ได้รับการฟื้นฟูขึ้นทีละเล็กละน้อย เซียถงค่อนๆระดมพลังเข้ากักเก็บจนอิ่มเอิบ บ่มเพาะความแข็งแกร่งให้ทวีเหนือชั้นขึ้นไปอีก
เป็นเวลาหนึ่งวันหนึ่งคืนเต็มที่เซียถงใช้เวลาไปกับการบำเพ็ญตบะหลังจากลืมตาตื่นขึ้นมา และลองโคจรลมปราณให้หมุนติ๋วทั่วกายาดูนางก็รู้สึกได้ทันทีถึงพละกำลังอันเต็มเปี่ยมที่กำลังพลุ่งพล่านดั่งกระแสสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลสภาพจิตใจเบิกบาน สภาพร่างกายฟื้นตัวได้ดีเกือบเป็นปกติแล้ว
พอเปิดประตูเรือนเดินออกมาก็พบว่าอิ๋งเอ๋อร์นั่งกอดเข่าตัวเอง หัวพิงแพงหลับอยู่ ขอบตาค่อนข้างคล้ำดำจะเห็นได้ว่า อีกฝ่ายคงปฏิบัติหน้าที่เฝ้ายามอยู่ตลอดทั้งวันทั้งคืน เห็นดังนั้นเซียถงจึงย้อนกลับไปหยินผ้านวมภายในเรือน และนำมาห่มให้อีกฝ่ายจากนั้นค่อยหมุนตัวเดินจากออกไป
ตรงถึงโรงครัวเพื่อหยิบอาหารมารับประทานขณะที่กำลังกินอยู่นั้น เซียถงก็พลางคิดจินตนาการกับตัวเองไปว่าเซี่ยหลู่เฟิงจะปั้นสีหน้าอย่างไรเมื่อเห็นกระบี่สุดรักสุดหวงที่ให้นางยืมแตกหักเป็นสองเสี่ยง? รู้สึกว่าระหว่างการประลอง เขาจะมีภารกิจด่วนที่ต้องออกไปทำพอกลับมาคงตกใจหน้าดู ยามนี้นางถึงกับเงยหน้าเหม่อมองแผ่นฟ้ายามมืดมิดถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างอดมิได้จริงๆ แต่ทันใดนั้นก็มีเสียงของเสี่ยวฮั่วดังก้องขึ้นมาในห้วงความคิด
“นายท่าน วันนี้ท่านมีนัดหมายจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณ”
เซียถงเพิ่งนึกขึ้นได้ วันนั้นชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆาได้กล่าวกับนางเอาไว้วันมะรือเขาต้องการยืมมือเซียถงเพื่อจับสัตว์อสูรปราณวิญญาณตนหนึ่งและดูเหมือนจะเป็นคืนนี้พอดิบพอดี คิดได้ดังนั้น นางรีบกลับเข้าไปในเรือนพักเปลี่ยนชุดเสื้อผ้าเป็นสีดำสนิท ย่องเบาปีนกำแพงออกจากจวนเสนาบดีโดยไวเพื่อมุ่งหน้าไปยังจุดที่เคยนัดหมายเอาไว้กับชายสวมหน้ากากคนนั้นเมื่อคืนก่อน
เมื่อไปถึงด้านในป่าสนเซียถงก็พบเห็นชายผู้หนึ่งในชุดกี่เพ้าโบราณยืนสง่าอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์นวลแต่ไกลซึ่งแสงจันทร์ยามนี้ส่องประกายลงบนหน้ากากลายคลื่นเมฆาสีเงิน ทอแสงระยิบระยับแต่สิ่งที่งดงามที่สุดคงหนีไม่พ้น นัยน์ตาคู่นั้นของเขามันช่างใสบริสุทธิ์และงดงามเหนือสรรพสิ่งใด ผมพาดยาวบนแผ่นหลังท่าทางการแสดงออกดูหยิ่งผยอง ทรงบารมีสัมผัสได้อย่างชัดแจ้ง
เซียถงซ่อนตัวอยู่ในเงามืดไม่ใกล้ไม่ไกลห่างเฝ้ามองสำรวจอีกฝ่ายอยู่สักครู่หนึ่ง หลังจากตรวจสอบจนแน่ใจแล้วว่าบนกายาของเขาปราศจากรัศมีจิตสังหารใดๆ แผ่ซ่านออกมา ยามนั้นค่อยปรากฏตัวเดินแช่มออกไปหาเขา
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าชายคนนั้นหันศีรษะมามองแลเห็นเซียถงที่กำลังย่างเท้าก้าวแช่มเข้ามาอยู่ภายใต้แสงจันทร์ไสวดุจสายธารพิรุณยามนั้นค่อยชักมุมปากกระตุกยิ้มขึ้นแผ่วอ่อน ก้าวย่างตรงไปหานางเช่นกัน
“แล้วลูกน้องเจ้าล่ะ?”
เซียถงกวาดสายตามองไปโดยรอบปราดหนึ่งแต่สุดท้ายกลับไม่เห็นใครสักคน
“เจ้ากับข้าก็เกินพอคนยิ่งเยอะยิ่งยุ่งยาก”
ชายคนนั้นจ้องมองใบหน้าของเซียถงปริปากเอ่ยตอบกลับไป นัยน์ตาไสวทอประกายวูบวาบ เคลื่อนหยุดมองบริเวณไหล่ขวาของนางราวกับกำลังอยากรู้อะไรสักอย่าง
“มิใช่ว่าที่เจ้าขอให้ข้าช่วยเหลือเพราะกำลังคนไม่พอหรอกรึ?”
คำกล่าวประโยคเมื่อครู่ของเขาได้ปลุกกระตุ้นต่อมความระแวดระวังของเซียถงขึ้นในทันใด เมื่อคืนก่อนหน้าจุดประสงค์ที่อีกฝ่ายชักชวนตนเป็นเพราะกำลังคนจับสัตว์อสูรไม่เพียงพอแต่ไฉนตอนนี้ดันกลับคำ พูดจาย้อนแย้งไปหมด?
ซึ่งนี่ทำให้เซี่ยถงเริ่มสงสัยในตัวอีกฝ่ายมากขึ้นอีกครั้ง
“ไปกันเถอะ”
สายตาที่มองลอดผ่านหน้ากากเป็นประกายสว่างไสวราวกับว่าไม่ได้ยินคำถามของเซียถงเลยสักนิด เพียงส่งยิ้มให้และหมุนตัวเดินออกไปโดยปราศจากคำอธิบายใดๆ
เซียถงเดินติดตามอยู่ท้ายหลังของเขาทั้งนี้พยายามรักษาระยะห่างเอาไว้ประมาณหลายช่วงตัว เพียงเพราะหากเข้าใกล้กว่านี้นางอาจไม่สามารถมองเห็นทุกการเคลื่อนไหวของชายคนนี้ได้ชัดเจนนัก
จงอย่ามีจิตคิดร้ายกับผู้อื่นแต่ขณะเดียวกัน ก็จงพึงระวังผู้อื่นที่อาจมีจิตคิดร้ายกับเรา!
หุบเขาป่าสนที่ทั้งสองกำลังเดินสำรวจอยู่ในขณะนี้มีชื่อว่า หุบเขาจันทรา ถือเป็นสถานที่ที่มีฮวงจุ้ยดีเยี่ยมจึงมักจะมีป้ายหลุมศพของเหล่าบรรพชนจากตระกูลใหญ่มากมายถูกฝังอยู่ในที่แห่งนี้ชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆานำพาเซียถงเดินผ่านบรรดาสุสานหลากหลายแห่งและยังคงเดินตรงเข้าไปลึกต่อเนื่อง ณ ใจกลางหุบเขา
ณ ใจกลางหุบเขาจันทรามีทะเลสาบขนาดกว้างใหญ่ไพศาลที่ถูกเรียกว่า ทะเลสาบจันทราและจุดหมายของชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆาคนนี้ก็คือที่นี่ พอมาถึงยิ่งเกิดคำถามและข้อสงสัยมากมายภายในใจของเซียถงเมื่อคืนก่อนไม่ใช่ว่าทั้งนางทั้งเขาก็เคยเดินสำรวจที่แห่งนี้ไปแล้วตั้งสองสามรอบหรอกรึ? แล้วมาซ้ำที่เดิมเช่นนี้แล้วจะไปหาสัตว์อสูรปราณวิญญาณตนนั้นเจอได้อย่างไร?
“เจ้าทราบหรือไม่ว่าสัตว์อสูรปราณวิญญาณตนนั้นอยู่ที่ใด?”
“สัตว์อสูรปราณวิญญาณตนนั้นมักจะปรากฏตัวจากในทะเลสาบจันทราแห่งนี้”
ชายสวมหน้ากากคลื่นลายเมฆากล่าวตอบวาจาหนักแน่น
เซียถงถอนหายใจไปเฮือกหนึ่งเดินติดตามเบื้องหลังของเขาอย่างเงียบงันต้นไม้ยักษ์ใหญ่พฤกษาหลากชนิดขึ้นสูงปกคลุมน่านฟ้า เป็นบางจุด ผืนดินอุดมสมบูรณ์พินิจได้จากสีสันความเข้มและเส้นทางลึกลับซับซ้อนภายในป่าลึกแห่งนี้ก็ยังทอดยาวออกไปไร้สิ้นสุดบรรยากาศยามรัตติกาลช่างเงียบสงัด เว้นเสียแต่เสียงของสายลมปลิดปลิวก็จะได้ยินแค่สุ้มเสียงฝีเท้าของคนสองคน
แต่อย่างไรก็ตามเซียถงกลับสังหรณ์ใจไม่ดีเท่าไหร่นักเกรงว่าคืนนี้อาจจะมีศึกสัประยุทธ์เดือดเกิดขึ้นในป่าลึกแห่งนี้