เห็นซ่งไป่หลางเริ่มรวบรวมพลังหั่วเฟยพลันแค่นยิ้มเย้ยหยันในฐานะที่เป็นนายน้อยของตระกูลหั่วแห่งดินแดนใต้สวรรค์มันย่อมรู้จักวิชาประเภทนี้อยู่บ้างวิชาที่ต้องใช้เวลาในการรวบรวมพลังและมีผลลัพธ์ในการทำลายล้างอันรุนแรงนับว่าเป็นวิชาที่น่ากลัวอย่างมากหากถูกใช้ออกได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตามระดับพลังของคนทั้งสองแตกต่างกันราวสวรรค์กับผืนดินพลังขั้นเหนือมนุษย์ต่อให้ทุ่มเทพลังจนหมดสิ้นก็ไม่อาจสร้างภัยคุกคามแก่จักรพรรดิฟ้าได้นั่นเป็นเรื่องพื้นฐานที่ทุกคนในโลกยอมรับหั่วเฟยถูกพันธนาการทว่ามิได้ถูกจำกัดการใช้พลังขอเพียงไม่ปล่อยให้ร่างกายขาดแคลนพลังลมปราณยังต้องหวาดกลัวว่าจะถูกขั้นเหนือมนุษย์ผู้หนึ่งโจมตีอยู่อีกหรือ
อันที่จริงหากไม่ใช่เพราะคนของตระกูลหั่วที่เหลือถูกพันธนาการอยู่ใกล้ๆกันมันคงฉวยโอกาสระเบิดพลังสังหารซ่งไป่หลางไปนานแล้วแต่หากมันลงมือคนของมันก็จะได้รับผลกระทบเช่นกัน
เวลาผ่านไปสามถึงสี่ช่วงลมหายใจรอยยิ้มหยันของหั่วเฟยก็ค่อยๆหุบลงสีหน้าของมันพลันมืดมนลงเรื่อยๆ นี่มันวิชาบ้าบออันใดกัน สัญชาตญาณและประสาทสัมผัสของมันกำลังกรีดร้องเตือนถึงภัยอันตรายที่อาจสามารถคุกคามชีวิตของมันได้
หยาดวารีหยดเล็กๆบนฝ่ามือของซ่งไป่หลางนั้นมีขนาดเล็กเท่ากับเข็มเล่มหนึ่งเท่านั้นอย่างไรก็ตามพลังของมันยิ่งนานยิ่งเพิ่มพูน สามลมหายใจแรกผ่านไป สิบลมหายใจผ่านไปทุกช่วงลมหายใจพลังที่อัดแน่นก็ยิ่งทำให้สีหน้าของหั่วเฟยแปรเปลี่ยนเป็นไม่น่ามองยิ่งขึ้นมันไม่นึกเลยว่าผู้มีพลังขั้นเหนือมนุษย์ผู้หนึ่งจะสามารถใช้วิชาที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ได้
ในที่สุดเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป หยาดวารีนั้นก็เริ่มสั่นสะเทือนซ่งไป่หลางกัดฟันเล็กน้อยพบว่าพลังของหยาดวารีนั้นอยู่ในระดับที่เริ่มยากจะควบคุมหากฝืนควบรวมพลังต่อไปเกรงว่าอาจจะทำให้วิชาล้มเหลวจนเกิดผลสะท้อนกลับเอาได้
‘ด้วยระดับพลังเท่านี้น่าจะยังไม่สามารถสังหารหั่วเฟยได้ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็สามารถทำให้มันพิการได้’ ดวงตาของซ่งไป่หลางฉายประกายอำมหิตตั้งแต่ที่หั่วเฟยต้องการลอบสังหารมันเด็กหนุ่มก็ไม่คิดจะปล่อยให้มันกลับไปยังตระกูลของมันด้วยสภาพสมบูรณ์อีก
“ซ่งไป่หลาง จงคิดให้รอบคอบหากเจ้าไม่ลงมือและให้พวกเราจากไป ข้าและตระกูลหั่วจะละเว้นชีวิตเจ้าและไม่ยุ่งเกี่ยวกับสำนักพงไพรอีกอย่างไรก็ตามหากเจ้าบีบบังคับข้าจนเกินไป เจ้าจะต้องเสียใจกับผลลัพธ์ที่ตามมา” หั่วเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเล็กน้อยมันสัมผัสได้เลยว่าหยาดวารีนั้นสามารถทำร้ายมันจนบาดเจ็บสาหัสได้อย่างแน่นอนดังนั้นจึงชิงเอ่ยปากข่มขู่ออกมา
ซ่งไป่หลางหัวเราะ “หั่วเฟย นับตั้งแต่ที่เจ้าต้องการลอบสังหารข้าชะตาของเจ้าก็ได้ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว จงยอมรับเสียเถอะ”
หยาดวารีในมือของซ่งไป่หลางพลันพุ่งทะยานเข้าหาร่างของหั่วเฟยสีหน้าของมันแปรเปลี่ยนเป็นซีดขาวก่อนที่จะระเบิดพลังลมปราณออกมาอย่างรุนแรง
“ซ่งไป่หลาง เป็นเจ้าที่บังคับให้ข้าต้องทำเช่นนี้”
เคล็ดปราณอัสนีตระกูลหั่ว ระเบิดเทพอัสนี
สีหน้าของซ่งไป่หลางพลันซีดลงนี่เป็นวิชาเดียวกับที่หั่วพั่วตงเคยใช้ออกในดินแดนตราสูญทั้งยังเกือบสังหารมันได้สำเร็จ ระดับพลังของหั่วเฟยยังด้อยกว่าหั่วพั่วตงอยู่บ้างทว่าระยะห่างระหว่างคนทั้งสองไม่นับว่าห่างไกลนักหากโดนเข้าไปเต็มๆก็มีโอกาสได้รับบาดเจ็บสาหัสในคราเดียว
เหยาเสี่ยวฉานที่ยืนอยู่ข้างกายของเด็กหนุ่มขยับกายเข้าขวางเมล็ดพันธุ์นับสิบถูกปลดปล่อยลงบนพื้นดินพร้อมกับม่านพฤกษาที่ปรากฏขึ้นอย่างไรก็ตามพลังของเหยาเสี่ยวฉานอยู่ที่ขั้นจักรพรรดิมนุษย์แม้นางจะเป็นอัจฉริยะที่สามารถต่อกรกับจักรพรรดิปฐพีได้แต่ก็ยังห่างชั้นจากหั่วเฟยอยู่ย่อมไม่อาจต้านทานพลังระเบิดนี้ได้ทั้งหมด
เหยาเสี่ยวฉานกัดฟันเตรียมรับความเสียหายหลังจากที่ม่านพฤกษาของนางถูกทำลายลงนางใช้ร่างของตนเองบังซ่งไป่หลางเอาไว้เพื่อให้แน่ใจว่าพลังทำลายล้างจะไม่กระทบไปยังร่างของเด็กหนุ่มนับตั้งแต่ที่อาจารย์ของนางได้เอ่ยถึงความสำคัญของซ่งไป่หลางเหยาเสี่ยวฉานก็ไม่อาจปล่อยให้มันได้รับอันตรายที่ร้ายแรงถึงชีวิต
ขณะที่พลังระเบิดอัสนีกำลังจะฉีกกระชากม่านพฤกษาออกเป็นชิ้นๆเหยาเสี่ยวฉานพลันรู้สึกได้ถึงการแทรกแซงจากภายนอกที่ทำให้ม่านพฤกษาของนางกลับกลายเป็นปราการอันแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้าราวกับว่าพลังธาตุพฤกษาทั่วทั้งมิติถูกส่งมายังม่านพฤกษานี้และทำให้มันกลายเป็นม่านปราการที่ไม่มีวันถูกทำลาย
ก่อนที่นางจะตระหนักได้ถึงสาเหตุของเรื่องนี้เสียงกรีดร้องอันน่าสยดสยองก็ดังขึ้นจากเบื้องหลังของปราการม่านพฤกษาค่อยๆคลายออกก่อนที่จะเผยให้เห็นภาพอันน่าสยดสยองร่างของหั่วเฟยในเวลานี้ครึ่งหนึ่งบวมปูดไปมาราวกับมีของเหลวที่กำลังเคลื่อนไหวในร่างกายของมันอย่างบ้าคลั่งสีหน้าบิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน
ขณะเดียวกันจักรพรรดิคนอื่นๆที่อยู่ไม่ไกลจากมันก็ล้วนตกอยู่ในสภาพอาการบาดเจ็บสาหัสเนื่องจากผลจากระเบิดอัสนีของหั่วเฟยเองจักรพรรดิฟ้าอีกคนนั้นยังอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างดีเนื่องจากมันใช้พลังต้านรับเอาไว้ได้ทันทว่าคนอื่นๆกลับไม่นึกว่าหั่วเฟยจะระเบิดพลังออกมาโดยมิสนใจว่าพวกมันจะได้รับผลกระทบดังนั้นจึงถูกพลังระเบิดอัสนีทำร้ายจนอยู่ในสภาพปางตายจักรพรรดิมนุษย์สองคนถึงกับสิ้นลมหายใจคาที่
ซ่งไป่หลางมองร่างของหั่วเฟยด้วยสายตาเย็นชาหากจังหวะเมื่อครู่นี้หั่วเฟยทุ่มเทพลังของมันเพื่อปกป้องร่างของตนเองหยาดวารีหมื่นสังหารคงทำให้มันบาดเจ็บได้มากพอสมควรแต่ก็ไม่ถึงขั้นสาหัสปางตายทว่าหั่วเฟยกลับทุ่มเทพลังเพื่อใช้วิชาระเบิดอัสนีโจมตีสวนกลับดังนั้นพลังป้องกันของมันจึงไม่มากพอที่จะยับยั้งพลังทำลายล้างของหยาดวารีหมื่นสังหารเอาไว้
หลังจากที่ผลของเคล็ดวิชาหยาดวารีหมื่นสังหารหยุดลงร่างของหั่วเฟยก็หยุดดิ้นพล่าน แววตาเหม่อลอยราวกับร่างไร้วิญญาณความเจ็บปวดทำให้มันหมดสติไปในทันทีและอวัยวะภายในมากกว่าเจ็ดส่วนของมันก็ถูกทำลายอย่างราบคาบแม้จะยังมีชีวิตแต่ในเวลานี้มันก็ไม่แตกต่างจากคนพิการผู้หนึ่งอัจฉริยะระดับจักรพรรดิฟ้ากลับต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะผู้มีพลังขั้นเหนือมนุษย์ผู้หนึ่งเท่านั้น
เหยาเสี่ยวฉานถอนหายใจเล็กน้อยนางไม่นึกเลยว่าตนเองจะยังปลอดภัยดีหลังจากที่พยายามเอาตัวไปขวางการโจมตีของหั่วเฟยเมื่อครู่
“ขอบคุณท่านมากที่พยายามปกป้องข้า” ซ่งไป่หลางเอ่ยต่อเหยาเสี่ยวฉานด้วยความจริงใจแม้นางจะมีนิสัยที่ยากคาดเดาและเคยทำให้ตนต้องหงุดหงิดใจอยู่บ้างแต่การกระทำครั้งนี้ของเหยาเสี่ยวฉานทำให้ซ่งไป่หลางยอมรับนางเป็นสหายที่คู่ควรผู้หนึ่ง
ในความเป็นจริงต่อให้หั่วเฟยทุ่มเทพลังโจมตีเพียงใดก็ไม่มีทางทำร้ายซ่งไป่หลางในมิติแห่งนี้ได้นั่นเพราะซ่งไป่หลางและรั่วอวี่คือผู้ที่ได้รับสิทธิ์อำนาจโดยชอบธรรมในการเป็นเจ้าของมิติสวนสมุนไพรวิเศษแห่งนี้และสามารถควบคุมมันได้ดั่งฝ่ามือของตนเองต่อให้เหยาเสี่ยวฉานไม่ออกไปป้องกันเอาไว้ ซ่งไป่หลางก็สามารถดึงพลังธาตุพฤกษามาสร้างเกราะป้องกันให้กับตนเองได้
ยังมีรั่วอวี่ที่เฝ้าสังเกตการณ์อยู่จากตำหนักหมื่นสมุนไพรนางย่อมไม่ปล่อยให้ซ่งไป่หลางได้รับอันตรายเช่นกันผู้ที่ส่งพลังธาตุพฤกษามาเสริมพลังให้กับเหยาเสี่ยวฉานก็คือนางนั่นเอง
“การปกป้องเจ้าเป็นหน้าที่ของข้าและทุกคนในสำนักพงไพรอยู่แล้ว” เหยาเสี่ยวฉานตอบกลับตามตรงตัวตนของซ่งไป่หลางสำคัญจนเกินไปไม่ว่าจะเป็นนางหรือจักรพรรดิฟ้ารวมไปถึงผู้อาวุโสขั้นอนุเซียนก็ยังต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องเด็กหนุ่มผู้นี้เอาไว้นั่นเพราะพรสวรรค์เจตจำนงแห่งโอสถมีความสำคัญต่อสำนักพงไพรเป็นอย่างมาก
เหยาเสี่ยวฉานถอนหายใจเบาๆเมื่อมองเห็นสภาพของตระกูลหั่ว“เจ้าวางแผนจะจัดการกับพวกมันเช่นไรต่อไป” เวลานี้สภาพของหั่วเฟยนับว่าน่าอนาจอย่างมากขอเพียงลงมือเพิ่มอีกครั้งหนึ่งก็สามารถสังหารมันทิ้งได้อย่างแน่นอนแล้ว
“สังหารจักรพรรดิฟ้าผู้นั้นซะ จักรพรรดิปฐพีทั้งหมดให้ตัดแขนของพวกมันคนละข้างและทำให้แน่ใจว่าจะไม่มีโอสถชนิดใดบนโลกนี้สามารถรักษาพวกมันได้ส่วนจักรพรรดิมนุษย์ปล่อยพวกมันไปหลังจากจัดการเรียบร้อยข้าจะส่งพวกมันออกไปภายนอก” ซ่งไป่หลางตอบกลับ
“เจ้าไม่ต้องการสังหารพวกมัน?” เหยาเสี่ยวฉานเอ่ยถาม
“สังหารพวกมันไปก็มิมีประโยชน์อันใดปล่อยพวกมันออกไปด้วยสภาพเช่นนี้ก็มิต่างจากตกตายไปครึ่งหนึ่งแล้วตระกูลหั่วสูญเสียยอดฝีมือจำนวนมากย่อมกระทบรากฐานของพวกมันในอนาคตอันใกล้ไม่มีทางกลับมาคุกคามพวกเราได้เป็นแน่” ซ่งไป่หลางตอบกลับ
การปล่อยให้พวกมันรอดชีวิตมิใช่เพราะความเมตตาแต่เพราะเป็นผลดีต่อแผนการระยะยาวต่างหากข้อมูลที่ซ่งไป่หลางและเซี่ยหยางได้รับมาตั้งแต่ดินแดนตราสูญก็คือตระกูลหั่วนั้นเป็นตระกูลที่ถูกใช้งานสำหรับการแทรกซึมดินแดนต่างๆที่อำนาจของตระกูลศักดิ์สิทธิ์มิอาจเข้าถึงหากกำจัดตระกูลหั่วจนสิ้นซากเช่นนั้นก็จะมีตระกูลใหม่เข้ามาแทนที่ย่อมต้องเสียเวลาสืบค้นและหาวิธีการรับมือใหม่ๆ
ตรงกันข้ามซ่งไป่หลางมีความรู้เกี่ยวกับตระกูลหั่วอยู่มากพอสมควรแล้วอีกทั้งตระกูลหั่วเองก็อ่อนแอลงไปมากนับตั้งแต่ที่สังหารหั่วพั่วตงในดินแดนตราสูญก็เท่ากับว่าตอนนี้ตระกูลหั่วสูญเสียจักรพรรดิฟ้าไปถึงสามคนแล้ว
อย่างไรก็ตามหน้าที่และบทบาทในการแทรกซึมดินแดนต่างๆของพวกมันย่อมไม่สามารถเปลี่ยนมือโดยง่ายแม้ตระกูลหั่วจะอ่อนแอลงเพียงใดตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็คงไม่กำจัดพวกมันทิ้งในทันทีเพราะยังต้องการใช้ประโยชน์จากพวกมันอยู่
นอกจากทำให้พวกมันพิการแล้วซ่งไป่หลางยังฉวยโอกาสฝังอักขระติดตามลงบนร่างของหั่วเฟยอักขระเทวะต้นกำเนิดนั้นอยู่คนละระดับกับอักขระทั่วไปย่อมไม่อาจสังเกตเห็นได้โดยง่ายเว้นเสียแต่จะมีผู้เชี่ยวชาญอักขระขั้นสูงมาตรวจสอบอย่างละเอียด
ด้วยอักขระนี้ซ่งไป่หลางจะสามารถตรวจสอบตำแหน่งรวมถึงสามารถดักฟังการสนทนาที่หั่วเฟยได้ยินตราบใดที่คนทั้งสองอยู่ในดินแดนเดียวกันนี่จะเป็นไพ่ลับในอนาคตถ้าหากซ่งไป่หลางต้องไปยังดินแดนใต้สวรรค์
“สภาพร่างกายของหั่วเฟยแม้จะย่ำแย่ทว่ามันยังมีโอกาสรักษาจนหายขาดได้เจ้าต้องการให้ตัดแขนของมันอีกคนหรือไม่” เหยาเสี่ยวฉานเอ่ยถามอย่างไม่มั่นใจ
ซ่งไป่หลางหัวเราะ “ไม่จำเป็น ปล่อยมันไปเถอะ”
รักษาหายขาดได้ แน่นอนว่าซ่งไป่หลางย่อมรู้ดีตราบใดที่ตระกูลหั่วมีทรัพยากรมากพอและได้รับความช่วยเหลือจากตระกูลศักดิ์สิทธิ์ก็ยังมีหนทางรักษาหั่วเฟยอยู่ทว่าต่อให้เป็นโอสถคุณภาพระดับห้าก็ยังไม่สามารถช่วยรักษามันจนหายดีในระยะเวลาอันสั้นยิ่งมิต้องเอ่ยถึงว่าตระกูลหั่วไม่มีทางหาโอสถรักษาอวัยวะภายในที่มีคุณภาพระดับห้าได้เป็นแน่
จากการประเมินของซ่งไป่หลางหั่วเฟยจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าปีในการรักษาตนเองให้หายขาดและเวลาห้าปีก็มากเพียงพอที่เด็กหนุ่มจะเติบโตขึ้นไปอีกหลายขั้นเมื่อถึงเวลาที่หั่วเฟยรักษาตนเองจนหายดี เกรงว่าซ่งไป่หลางก็ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวมันอีกต่อไปแล้ว
หลังจากจัดการกับหั่วเฟยและคนอื่นๆของตระกูลหั่วจนเรียบร้อยซ่งไป่หลางก็ได้ส่งร่างของหั่วเฟยและคนที่ยังเหลือรอดในสภาพร่อแร่ออกไปภายนอกที่บริเวณค่ายกลเซียนพฤกษาและได้ให้เหยาเสี่ยวฉานและจักรพรรดิฟ้าของสำนักพงไพรเก็บเกี่ยวสมุนไพรทั้งหมดเท่าที่มีในสวนสมุนไพรเอาไว้
ภายใต้การควบคุมของซ่งไป่หลางสิ่งมีชีวิตมายาทั้งหมดได้ถูกสั่งให้อยู่ในสภาวะหยุดนิ่ง ดังนั้นเหยาเสี่ยวฉานและจักรพรรดิฟ้าของสำนักพงไพรจึงสามารถเคลื่อนไหวได้โดยไม่ต้องกังวลภัยอันตราย
เมื่อจัดการปัญหาทุกอย่างเรียบร้อยซ่งไป่หลางจึงกลับมายังตำหนักหมื่นสมุนไพรภายในตำหนักร่างของรั่วอวี่อยู่ในท่านั่งและกำลังหลับตาลงเพื่อใช้สมาธิของนางในการซึมซับ‘ภูมิปัญญา’ ซึ่งเป็นมรดกของฉู่เย่เซียนพฤกษาผู้สรรค์สร้างดินแดนเทพพฤกษาเอาไว้
ซ่งไป่หลางรู้ดีว่าแม้นางจะอยู่ในสภาวะเช่นนี้ก็ยังสามารถรับรู้สภาพแวดล้อมภายนอกตลอดเวลา“ตอนนี้ข้าจัดการปัญหาภายนอกเสร็จสิ้นแล้วพวกเราน่าจะเริ่มต้นกระบวนการสุดท้ายได้แล้วกระมัง”
เสียงเยือกเย็นของฉู่เย่ดังขึ้น “เจ้าเอ่ยถูกต้อง ต้นมหาพฤกษาได้อยู่ในจุดที่ไม่สามารถรอคอยได้อีกต่อไปแล้วหากช้ากว่านี้เกรงว่าต่อให้สามารถปรุงโอสถจิตวิญญาณเทวะได้สำเร็จก็คงไม่อาจฟื้นฟูเยียวยามันได้อีกดังนั้นเราจึงควรเริ่มกันตอนนี้”
โอสถจิตวิญญาณเทวะ โอสถในตำนานที่ว่ากันว่าสามารถฟื้นคืนชีวิตให้แก่สรรพสิ่งตราบใดที่วิญญาณยังไม่สูญสลายไปเมื่อนึกถึงสรรพคุณของมันซ่งไป่หลางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้นบางทีนี่อาจจะเป็นหนทางในการคืนชีพให้กับอาจารย์ของมัน
อย่างไรก็ตามการฟื้นคืนชีพให้แก่เซี่ยหยางมิได้ง่ายดายถึงเพียงนั้นเซี่ยหยางในเวลานี้หลงเหลือเพียงวิญญาณ หากต้องการฟื้นคืนชีพสำหรับมนุษย์แล้วร่างกายยังเป็นสิ่งจำเป็นทว่าร่างของเซี่ยหยางในเวลานี้จะเป็นเช่นไรนี่นับว่าเป็นปัญหาที่ไม่อาจตอบได้ในเวลาอันสั้น
จากความเข้าใจของซ่งไป่หลางศพของเซี่ยหยางไม่ถูกค้นพบโดยตระกูลศักดิ์สิทธิ์ดังนั้นแม้จะมีข่าวลือว่ามารเซี่ยได้ตกตายไปแล้วแต่คนส่วนมากยังไม่ปักใจเชื่อบางทีศพของเซี่ยหยางอาจจะหายสาบสูญไป หรืออาจจะถูกเก็บซ่อนเอาไว้โดยใครบางคน
ขอเพียงสามารถตามหาเบาะแสได้รวมถึงมีโอสถจิตวิญญาณเทวะในมือซ่งไป่หลางเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าจะสามารถช่วยให้อาจารย์ของตนได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
อย่างไรก็ตามการปรุงโอสถจิตวิญญาณเทวะมิได้ง่ายดายเพียงนั้นยังดีที่ซ่งไป่หลางมีพรสวรรค์ประเภทเดียวกับเซียนพฤกษา เจตจำนงแห่งโอสถนี่คือทางลัดที่จะช่วยให้สามารถปรุงโอสถนี้ได้สำเร็จในส่วนของปัจจัยอื่นๆยังต้องรอคอยให้ซ่งไป่หลางแข็งแกร่งขึ้นจึงจะสามารถปรุงโอสถนี้ได้อีกครั้ง
‘น่าเสียดายโอสถจิตวิญญาณเทวะมิใช่โอสถที่จะเก็บรักษาเอาไว้ได้จำเป็นต้องใช้งานทันทีที่ปรุงเสร็จ’ ซ่งไป่หลางลอบถอนหายใจการจะปรุงโอสถจิตวิญญาณเทวะต้องใช้พลังที่มากมายมหาศาลภายในมิตินี้สามารถดึงพลังของสวนสมุนไพรวิเศษมาช่วยเหลือได้ แต่หากเป็นภายนอกเกรงว่าจะต้องมีพลังไม่ต่ำกว่าจักรพรรดิฟ้าเป็นอย่างน้อยจึงจะมีโอกาสปรุงได้สำเร็จ
“นำสมุนไพรที่ข้าบอกให้เจ้ารวบรวมออกมา” ฉู่เย่เอ่ย
ซ่งไป่หลางใช้เวลาถึงหนึ่งสัปดาห์ในการรวบรวมสมุนไพรกว่าสามสิบชนิดสมุนไพรที่จะใช้ปรุงโอสถจิตวิญญาณเทวะมิเพียงเป็นสมุนไพรหายากที่หายสาบสูญไปแล้วในโลกภายนอกมันยังต้องเป็นสมุนไพรที่มีอายุยาวนานกว่าพันปีและการเพาะปลูกพวกมันก็ยากเย็นอย่างยิ่ง ต่อให้ใช้พลังวิญญาณวารีศักดิ์สิทธิ์ผสานกับพลังธาตุพฤกษาซ่งไป่หลางก็ยังต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะเร่งอายุของสมุนไพรบางชนิดให้ถึงจุดที่เหมาะสม
“เริ่มหลอมโอสถเถอะ” ฉู่เย่เอ่ยต่อ
ซ่งไป่หลางพยักหน้าก่อนจะหยิบเตาหลอมโอสถหยิบยืมตะวันออกมานี่คือของวิเศษระดับสวรรค์ เตาหลอมโอสถที่มีคุณค่ามากเป็นอันดับต้นๆของสำนักพงไพรอย่างไรก็ตามไม่เคยมีผู้ใดสามารถควบคุมมันได้หากมิใช่พรสวรรค์เจตจำนงแห่งโอสถซ่งไป่หลางเองก็ไม่มีปัญญาที่จะใช้งานมันเช่นกัน
ค่ายกลเพลิงวิญญาณเยือกแข็งปรากฏขึ้นก่อนที่เปลวไฟจะถูกจุดให้ความร้อนแก่เตาหลอมโอสถหยิบยืมตะวันเมื่อได้รับความร้อนสีของมันก็แปรเปลี่ยนเป็นสีทองแดงที่งดงาม
“นี่ก็คือเคล็ดสวรรค์ชำระโอสถที่เจ้าเอ่ยถึงสินะไม่เลวทีเดียวใช้ประโยชน์จากอักขระและค่ายกลเพื่อควบคุมพลังธาตุอัคคีแทนที่จะใช้พลังของตนเองโดยตรงประหยัดพลังงานไปได้ไม่น้อย มิเช่นนั้นเกรงว่าต่อให้ข้าจะสามารถส่งพลังให้แก่เจ้าได้แต่ก็ยังยากที่จะทำการปรุงโอสถได้สำเร็จการใช้วิธีนี้ช่วยให้โอกาสในการปรุงโอสถสำเร็จมากขึ้นหลายส่วนทั้งยังใช้เวลาน้อยกว่าหลายเท่าอีกด้วย” ฉู่เย่เอ่ยชมเชย
“นับว่าอาจารย์ของเจ้ามีความคิดสร้างสรรค์นัก น่าเสียดายที่มันมิได้มีความรู้ด้านอักขระเทวะต้นกำเนิดเช่นเดียวกับพวกเราแต่ขอเพียงตั้งใจศึกษาอีกไม่นานมันก็อาจจะใช้ค่ายกลนี้ได้สำเร็จและพัฒนาตนเองเป็นสุดยอดผู้ปรุงโอสถแห่งยุค”
ซ่งไป่หลางลอบพยักหน้าเห็นด้วย อู๋เจ้อนั้นเป็นผู้ที่ควรค่าแก่การยกย่องอย่างแท้จริงแม้ว่าจะเคยมีแนวคิดการใช้อักขระค่ายกลเพื่อหลอมโอสถมาแต่โบราณแต่ผู้ที่ทำได้สำเร็จเป็นรูปธรรมก็มีแค่อู๋เจ้อเท่านั้นหากมิได้แนวคิดของมันซ่งไป่หลางก็คงยังไม่อาจหลอมโอสถชำระกายพิสุทธิ์และโอสถซึมซับฟ้าดินได้สำเร็จและติดอยู่ที่ระดับพลังขั้นหนึ่งเหนือมนุษย์เท่านั้น