จีหนิงซวงหรือ?
เมื่อได้ยินชื่อนี้เย่เฉินที่มีสมาธิที่แน่วแน่ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้
การปรากฏขึ้นอีกครั้งของร่างศักดิ์สิทธิ์ในต้าฉู่ทำให้เขาประหลาดใจและยังมาปรากฏขึ้นที่สำนักเจิ้งหยางอีกก็ยิ่งเกินความคาดหมายของเขาแต่เรื่องอดีตคนรักของเขาคือร่างศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นสิ่งที่เขาไม่เคยคิดมาก่อนเช่นกัน
“นึกไม่ถึงว่านางคือร่างศักดิ์สิทธิ์”เย่เฉินพึมพำกับตนเอง พร้อมสีหน้าที่เปลี่ยนไป ประกายตาของเขาก็ดูไม่แน่นอน
“เพิ่งจะถูกปลุกขึ้นมาหรือเปล่า?”
“ทำไมก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นมาก่อนเลย”
“มิน่าล่ะระดับการฝึกตนของนางจึงก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว”
“ถ้าจะพูดถึงจีหนิงซวงมันเป็นเรื่องที่น่ากลัวจริงๆ” เย่เฉินพึมพำในใจเซี่ยอวิ๋นที่อยู่อีกด้านหนึ่งกลับเดาะลิ้นไม่หยุด“ได้ยินมาว่าการประลองสำนักนอกของสำนักเจิ้งหยาง นางมีความแข็งแกร่งขนาดเข้าสู่สำนักในได้และที่สำนักในนางยังทำร้ายผู้ที่เป็นศิษย์แท้จริงเก้าอันดับแรกคนหนึ่งของสำนักเจิ้งหยางจนกระอักเลือดพละกำลังของนางนี่ไม่มีสิ้นสุดจริงๆ !”
เย่เฉินนิ่งเงียบไม่พูดจาอดีตคนรักของตนเองมีสายเลือดในตำนานติดตัวมา ทำให้เขายากที่จะยอมรับมันอยู่ครู่หนึ่ง
“ร่างศักดิ์สิทธิ์! ดูจากท่าทีนี้แล้ว การประลองครั้งใหญ่ของสามสำนักในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าสำนักเจิ้งหยางจะต้องบีบคั้นสำนักชิงอวิ๋นและสำนักเหิงเยว่ของข้าเป็นแน่”เซี่ยอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะขยี้คิ้วของเขา “เท่าที่ข้ารู้มา ศิษย์แท้จริงในสำนักในของสำนักเหิงเยว่คงจะหาคู่ต่อสู้ที่เหมาะสมกับนางได้ยากจริงๆ”
“พวกเราไม่ใช่คนที่เดินร่วมทางเดียวกันแล้วจริงๆ”เมื่อได้ฟังเซี่ยอวิ๋นพูดถึงความแข็งแกร่งที่โดดเด่นของจีหนิงซวงเย่เฉินก็นิ่งเงียบ และแสดงรอยยิ้มที่เย้ยหยันออกมา
เขาแน่ใจเป็นอย่างมากแม้ว่าในวันนั้นจุดตันเถียนของเขาจะไม่ถูกทำลายเขาและจีหนิงซวงก็ไม่อาจจะลงเอยกันได้อย่างแน่นอน
ร่างศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นสายเลือดที่สูงส่งมากจีหนิงซวงเป็นบุคคลที่สูงส่งมาก ในเมื่อรู้ว่าตนเองคือร่างศักดิ์สิทธิ์ด้วยความทะนงตนของนาง จะอยู่กับเขาซึ่งเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นธรรมดาผู้หนึ่งได้หรือ?
ไม่ได้อย่างแน่นอน!
คำตอบของเย่เฉินคือการปฏิเสธ
นี่คือโลกของผู้ฝึกตนแม้ว่าจะดูสวยงามล้ำค่า แต่กลับโหดร้ายเช่นกันแม้ว่าพวกเขาจะเป็นคู่รักและเหมาะสมกันก็ตาม
ในตอนนี้ก็เข้าสู่ยามวิกาลโดยสมบูรณ์
เซียวจิ้งผู้นำศิษย์ของตำหนักบังคับคดีได้เอาชนะศิษย์คนหนึ่งของยอดเขาเทียนหยางจนผ่านไปได้การประลองในรอบที่สามของการประลองของสำนักนอกก็ได้สิ้นสุดลง
และในตอนนี้ศิษย์จำนวนมากต่างยืดตัวนั่งตรง พวกเขาล้วนเป็นศิษย์ที่จะเข้าแข่งขันการคืนชีพและจะสามารถเข้าสู่สำนักในได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการแข่งขันคืนชีพที่กำลังจะมาถึงต่อไปนี้
บนก้อนเมฆนักพรตเต้าเสวียนได้ใช้ลำแสงศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งเจาะเข้าไปยังแกนกลางของจานเข็มทิศขนาดใหญ่และมีเสียงหนึ่งล่องลอยออกมา
“การแข่งขันคืนชีพในการประลองของสำนักนอกเริ่มได้ ณ บัดนี้”
เวิง!
เสียงเวิงๆของจานเข็มทิศดังขึ้น จานเข็มทิศขนาดใหญ่นั้นก็เริ่มหมุนช้าๆ
จากนั้นแสงศักดิ์สิทธิ์สองสายก็ตกลงมาพร้อมกัน ตกลงไปยังทิศตะวันออกและทิศตะวันตกนั่นคือศิษย์ของสวนผลไม้วิญญาณและหอคัมภีร์
ทั้งสองกระโดดเข้าสู่ลานประลองในทันทีการต่อสู้จึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง
บางทีอาจเป็นเพราะการคืนชีพมีโอกาสเพียงครั้งเดียวเท่านั้นจึงเป็นที่ดึงดูดความสนใจของเขาเป็นอย่างมากดังนั้นทุกคนจึงใช้ความพยายามอย่างเต็มที่และแสดงวิชาลับออกมากันอย่างต่อเนื่องและบ้าคลั่ง
พัฟ!
ด้วยลำแสงกระบี่ที่น่ากลัวของศิษย์หอคัมภีร์ที่พุ่งออกมาทำให้ศิษย์ของสวนผลไม้วิญญาณต้องร่วงตกลงไปบนลานประลอง
การประลองต่อมานั้นมีความดุเดือดเป็นอย่างมาก สามารถพูดได้ว่าเป็นการประลองขั้นนองเลือดเลยทีเดียวศิษย์ที่ขึ้นไปบนเวทีแต่ละคนจะต้องใช้ความพยายามเป็นอย่างมากเพราะว่าการประลองจะจัดขึ้นอีกครั้งในอีกสามปีข้างหน้า ดังนั้นพวกเขาจึงตั้งใจที่จะใช้โอกาสเพียงครั้งเดียวนี้ให้ดีที่สุด
“ล้วนแต่คึกคักและบ้าคลั่งจริงๆ”เซี่ยอวิ๋นที่อยู่ด้านข้างของเย่เฉิน ได้ดื่มจนคอแดงหน้าแดงอีกครั้งคอยดูการประลองไปทีละฉากๆ จนต้องถอนหายใจด้วยความตื่นเต้น
“เจ้าคิดว่าทุกคนจะนิ่งได้แบบเจ้าหรือไง”เย่เฉินเหลือบมองไปยังเซี่ยอวิ๋นด้วยความไม่พอใจ
“ไร้สาระ!” เซี่ยอวิ๋นคัดค้าน“พวกเขาหลายคนเข้าร่วมการประลองของสำนักนอกเป็นครั้งแรก และยังมีโอกาสที่จะคืนชีพครั้งก่อนที่ข้าเข้าร่วมการประลองของสำนักนอกหากเป็นผู้แพ้จะต้องหดหู่ใจเหมือนไม่ได้รับความเป็นธรรมมันก็ดูจะไม่มีอะไรต่างจากเดิมไม่ใช่หรือ?”
เมื่อได้ยินเซี่ยอวิ๋นพูดแบบนี้เย่เฉินก็เริ่มจะสนใจ “การประลองของสำนักนอกในครั้งก่อน ตกลงเจ้าแพ้ให้กับผู้ใด”
“เจียงหยาง”เซี่ยอวิ๋นกัดฟันพูดคำสองคำนั้นออกมา ระหว่างที่พูดก็มองไปยังทิศทางของยอดเขาเหรินหยาง“เขาเป็นศิษย์แท้จริงอันดับหนึ่งในครั้งแรกของยอดเขาเหรินหยางจะว่าไปเจ้าก็มีความคุ้นเคยกับน้องของเขา”
“เจียงเฮ่าหรือ?” เย่เฉินถามอย่างไม่แน่ใจ
เซี่ยอวิ๋นพยักหน้าจากนั้นก็กรอกเหล้าเข้าปาก และโกรธมากขึ้นเรื่อยๆ“ไม่ใช่ว่าพละกำลังของข้าจะสู้เขาไม่ได้และยิ่งไม่ใช่เพราะระดับการฝึกตนจะด้อยกว่ากัน เพียงแต่ต่างกันตรงโชคเล็กๆเท่านั้น หากไม่ใช่เพราะเมฆดำที่มาปกคลุมในตอนนั้น ข้าจะแพ้หรือ?”
“มันเกี่ยวอะไรกับสภาพดินฟ้าอากาศ! แพ้ก็แพ้ไปแล้ว จะมาพูดแบบนี้ก็เปล่าประโยชน์”
“เจ้าจะไปรู้อะไร”เซี่ยอวิ๋นด่ากลับไป “ในวันนั้นพวกเรากำลังต่อสู้ในกระบวนท่าสุดท้าย และวิชาลับของข้าจำเป็นจะต้องอาศัยแสงแดด แต่กลับมีเมฆดำปรากฏขึ้นมาทำให้พลังปรากฏออกมาไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว”
“โชคชะตาล้วนแต่เป็นโชคชะตา”เย่เฉินใช้คำพูดของเซี่ยอวิ๋นก่อนหน้านี้ย้อนกลับมาพูดอีกครั้งและยังแสดงสีหน้าที่ดูมีนัยออกมา
“อือนี้เป็นโชคชะตา” เซี่ยอวิ๋นถอนหายใจ แต่เมื่อมองไปยังฮั่วเถิงชายผู้นี้ก็ยิ้มขึ้นอีกครั้ง “ข้าคิดว่าข้าโชคร้ายพอแล้วนะแต่ไม่นึกเลยว่าฮั่วเถิงจะโชคร้ายกว่าข้าเสียอีก”
“ทำไมกันเขาโชคร้ายกว่าเจ้าอย่างไร?” เย่เฉินมองไปยังฮั่วเถิงและมองกลับมายังเซี่ยอวิ๋น
“ข้าหมายถึงว่าในตอนนั้นที่ฮั่วเถิงต้องเผชิญหน้ากับข่งเฉา สู้กันอย่างสะเทือนไปทั้งฟ้าดินแต่เมื่อโจมตีจนถึงช่วงสุดท้าย ค้อนม่วงทองของเขาก็ระเบิดออกและเขาก็ถูกแรงระเบิดนั่นจนกระเด็นออกไป สุดท้ายข่งเฉาจึงเป็นผู้ชนะในการประลองเจ้าว่ามันงี่เง่าไหมล่ะ”
“มันช่างน่าหดหู่ใจยิ่งนัก”เย่เฉินอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ
“หากในวันนี้เขาต้องพ่ายแพ้ให้กับจื่อซานแห่งยอดเขาตี้หยางก็คงจะเป็นเรื่องที่น่าโมโหยิ่งนัก”เซี่ยอวิ๋นกอดน้ำเต้าใส่เหล้าเอาไว้และพูดอีกครั้ง “ต่อไปหากได้เข้าไปสำนักใน เจ้าต้องระวังข่งเฉาให้ดีเจ้าคนนั้นเป็นพวกที่ไม่ยอมเอาชีวิตเข้าแลก มันจะมีแผนชั่วร้ายต่างๆ อยู่เสมออ้อจริงสิ และยังมีจั่วชิวหมิง ผู้นำศิษย์ของวิหารประกาศิตด้วยเจ้าคนนั้นก็ไม่ใช่คนดีอะไรเลย”
“เข้าใจแล้ว”เย่เฉินพยักหน้าอย่างขอไปที
“เรื่องที่ข้าพูดให้ฟังไม่ได้มาพูดเล่นๆ นะ” เมื่อเห็นว่าเย่เฉินไม่ได้ให้ความใส่ใจมากนักเซี่ยอวิ๋นจึงตำหนิออกไปอย่างไม่สบอารมณ์“ไม่ใช่ว่าชนะการประลองของสำนักนอกแล้วจะสามารถเข้าสำนักในได้ทันทีนะยังจะต้องผ่านการทดสอบที่ป่าร้างก่อน”
“ข้ารู้อยู่แล้วด้านในนั้นมีกับดักและค่ายกล มีสัตว์อสูรหุ่นเชิดและยังมีการไล่ล่าของศิษย์สำนักในอีกด้วย”
“ปัญหามันก็อยู่ตรงนี้แหละคนที่ข้าเพิ่งจะเอ่ยถึงอย่าง เจียงหยาง ข่งเฉาและจั่วชิวหมิงคือคนที่สำนักในส่งให้มาคอยทดสอบพวกเรา ทั้งสามคนนี้เป็นพวกคนชั่วช้าที่มารวมตัวกันซึ่งหากให้พวกเขารวมตัวกันได้แล้ว มันย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดีสำหรับพวกเราแน่นอน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเย่เฉินจึงขมวดคิ้วขึ้น
หากเซี่ยอวิ๋นไม่ได้บอกเขาก็คงจะไม่นึกถึงเรื่องพวกนี้ ทั้งสามคนนั้นคือผู้มีความโดดเด่นเหนือคนอื่นในการประลองครั้งก่อนแน่นอนว่าคงไม่ได้มีจิตใจดีงามอะไรแน่ บวกกับสามปีที่พวกเขาได้ฝึกฝนในสำนักในพละกำลังจะต้องแข็งแกร่งมากแน่นอน และความแค้นของเขากับสองยอดเขาและวิหารประกาศิตหากต้องพบกันในป่าร้าง ถ้าไม่ถูกฆ่าตายคงจะแปลกน่าดู
“แบบนั้นก็อวยพรให้ตนเองก็แล้วกัน! หวังว่าสวรรค์จะให้เราได้อยู่กลุ่มเดียวกันนะ” เซี่ยอวิ๋นตบบ่าของเย่เฉิน
เย่เฉินก็คิดอย่างเดียวกันการทดสอบในป่าร้างจะต้องปฏิบัติกันเป็นกลุ่มหากสามารถจะรวมกลุ่มกับเซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิงได้ พละกำลังการต่อสู้ของพวกเขาก็จะดุดันมากขึ้นเรื่องการเข้าสู่สำนักในก็คงเป็นเรื่องที่จะสำเร็จได้อย่างแน่นอน
แต่ก็ไม่มีอะไรที่แน่นอนเย่เฉินลูบคางตนเอง หากโชคร้ายละก็ เรื่องไร้สาระก็อาจเกิดขึ้นได้เสมอ
เมื่อคิดขึ้นมาเช่นนี้ในใจเย่เฉินก็มองไปยังลานประลองอีกครั้ง
การแข่งขันคืนชีพใช้เวลายาวนานและมีความรุนแรงกว่าที่เขาคิดเอาไว้มากลานประลองที่ราบเรียบและแข็งแกร่ง ได้เต็มไปด้วยคราบเลือดและกลายเป็นหลุมบ่อจากการโจมตีของวิชาลึกลับที่ทรงพลัง
เมื่อเวลาเคลื่อนผ่านไปม่านฉากแห่งราตรีก็ค่อยๆ เลือนหายการแข่งขันคืนชีพที่ดำเนินมาตลอดทั้งคืนใกล้สิ้นสุดลงแล้ว
“จะให้ข้ามารอเป็นคนสุดท้ายเช่นนี้ไม่ได้สิ!” เย่เฉินแอบบ่นเบาๆ อดไม่ได้ที่จะมองไปยังจานเข็มทิศขนาดใหญ่นั่น
เมื่อเขามองไปแล้วอย่าบอกนะว่า ดูเหมือนจานเข็มทิศนั่นจะเข้าใจความหมายของเขาทันใดนั้นก็มีแสงศักดิ์สิทธิ์พวยพุ่งออกมา และตกลงมายังตัวเขาพอดีและเมื่อมองไปยังแสงศักดิ์สิทธิ์อีกสายหนึ่ง เขาถึงกับต้องยิ้มเยาะที่มุมปาก
เมื่อมองไปยังด้านตรงข้ามอีกครั้งคนที่ต้องต่อสู้กับเย่เฉินนั้นก็คือ จื่อซานแห่งยอดเขาตี้หยาง