จักรพรรดิข้ามกาลเวลา

    ตอนที่ 54 : จอมพลแห่งกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิในอนาคต

    “หวัง ชง เป็นอย่างที่ท่านพูดเอาไว้ กองทัพพิทักษ์จักรพรรดิมาจริงๆ!!”

     

    นี่เป็นคำกล่าวแรกเมื่อ เว่ย ฮ่าว เดินทางมาถึงตำหนักตระกูล หวัง แต่แรกแล้วเมื่อ หวัง ชง แขวนดาบเอาไว้ที่ด้านหน้าโรงเตี๊ยมวิหคเงินนั้น เขาได้กำชับเอาไว้แล้วว่าตราบใดที่กองทัพพิทักษ์จักรพรรดิมายังโรงเตี๊ยม ให้มาตามเขาทันที

     

    เว่ย ฮ่าว ไม่ได้คาดหวังว่ากองทัพพิทักษ์จักรพรรดิจะมาจริงๆ เช่นนี้

     

    ชั้นบนของโรงเตี๊ยมวิหคเงิน หวัง ชง สามารถมองเห็นนักรบกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิที่ เว่ย ฮ่าว กล่าวถึงได้อย่างชัดเจน หลังจากกลับมามีชีวิตอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกที่ หวัง ชง ได้พบกับนักรบกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ

     

    กองทัพพิทักษ์จักรพรรดิได้นับมอบหมายให้ปกป้องเมืองหลวง และรับรองความปลอดภัยขององค์จักรพรรดิ ในบรรดากองทัพทั้งหมด กองทัพพิทักษ์จักรพรรดิถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งราชวงศ์ จึงแทบไม่มีใครได้โต้สนทนากับพวกเขา

     

    แม้แต่ หวัง ชง ก็เช่นกัน

     

    นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ เว่ย ฮ่าว ประหลาดใจอย่างมาก

     

    “ช่างเป็นกลิ่นอายที่น่าเกรงขามจริงๆ ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิจึงยืนหยัดอยู่ได้เช่นนี้!!”

     

    หวัง ชง ครุ่นคิดขณะที่มองไปยังผู้คนเบื้องหน้า

     

    ในฐานะที่เคยเป็นถึงจอมทัพที่ยิ่งใหญ่แห่งต้าถังนั้น หวัง ชง มักจะได้ติดต่อกับขุนนางชั้นสูง และเดินไปมาภายในวังหลวง เขาจึงรับสัมผัสของกลิ่นอายจากผู้คนต่างๆ ได้อย่างชัดเจน หากกล่าวอย่างง่ายๆ แล้วนั้น สำหรับนักรบทั่วๆ ไปพวกเขาก็เปรียบได้กับ เจ้าหน้าที่ หรือ ตำรวจ แม้ว่าพวกเขาจะไม่ได้แสดงตราของพวกเขาออกมาก็ตาม

     

    สำหรับนักรบกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิแล้วนั้น กลิ่นอายของพวกเขาจะแตกต่างออกไป มันจะมีทั้งความเด็ดเดี่ยว และความน่าเกรงขามแพร่กระจายออกมาจากร่างกายของพวกเขาเสมอ สำหรับคนทั่วๆ ไปแล้วพวกเขาจะรู้สึกอึดอัด และหวาดกลัว เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ

     

    กลิ่นอายของพวกเขาเป็นสิ่งที่คนทั่วๆ ไปไม่อาจมีได้

     

    “กองทัพพิทักษ์จักรพรรดิยอดเยี่ยมจริงๆ สมแล้วที่พวกเขาได้ชื่อว่ากองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี!!”

     

    หวัง ชง กล่าวชื่นชมในใจของเขา

     

    ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา หวัง ชง เคยพบกับกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิมาก่อน แต่หากเทียบกันแล้วนั้น ในเวลานี้กองทัพพิทักษ์จักรพรรดิสามารถรักษาภาพลักษณ์ที่น่าเกรงขามของพวกเขาเอาไว้ได้มากกว่า

     

    กองทัพพิทักษ์จักรพรรดิเป็นที่รู้จักกันดีในด้านความกล้าหาญ และความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขา ความแข็งแกร่งของพวกเขาไม่ใช่สิ่งที่คนอื่นๆ จะสามารถเทียบได้ อย่างไรก็ตาม ด้วยความน่าเกรงขามของกองทัพจักรพรรดิเช่นนี้ มันจึงทำให้หลายๆ ที่ว่างภายในกองทัพถูกซื้อด้วยเงิน มันจึงทำให้คนที่มีความสามารถลดน้อยลงไปภายในกองทัพ ท้ายที่สุดจึงก่อให้เกิดความล่มสลายของกองทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพีไป

     

    เมื่อถึงคราวที่พวกเขาต้องเผชิญหน้ากับศัตรูเพื่อปกป้องเมืองหลวงนั้น กองทัพของพวกเขาได้สูญเสียกำลังพลไปกว่าพันคนด้วยการปะทะเพียงครั้งเดียว นั่นเป็นความอัปยศครั้งใหญ่ของต้าถัง และมันยังเป็นหนามยอกอก หวัง ชง มาจนถึงทุกวันนี้

     

    “......มันมากเกินพอแล้ว สำหรับความสูญเสียเช่นนั้น ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ข้าจะไม่มีทางยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นกับกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิอีกแล้ว!!”

     

    จู่ๆ หวัง ชง ก็รู้สึกแสบจมูกขึ้นมาเล็กน้อย ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา เมื่อต้าถังเผชิญหายนะครั้งใหญ่นั้น เขามองเห็นศพของกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิซ้อนทับกันจำนวนมากตามท้องถนน มันเป็นภาพที่เขายังคงจดจำได้ติดตา

     

    เลือดสีแดงฉานได้รวมกันจนเป็นแม่น้ำสีเลือด หวัง ชง จ้องมองไปยังภาพที่เกิดขึ้นด้วยความตื่นตระหนก และความเจ็บปวด มันเป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสได้ถึงความสูญเสีย ทั้งป้าใหญ่ , ลุงใหญ่ และคนอื่นๆ

     

    “ฮู่ววว..!!”

     

    เมื่อพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อย หวัง ชง ก็สามารถสงบอารมณ์ของเขาเอาไว้ได้ ไม่ว่ากองทัพพิทักษ์จักรพรรดิจะเป็นเช่นไรในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา มันก็เรื่องที่ผ่านไปแล้วเท่านั้น

     

    ในช่วงชีวิตนี้ หวัง ชง ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของตระกูล หวัง ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา อาจจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้วก็เป็นได้

     

    “นั่นเขา!!”

     

    หวัง ชง จดจำคนที่อยู่เบื้องหน้าของเขาได้อย่างดี

     

    จ้าว เฟิงเฉิน

     

    หวัง ชง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าคนที่เขาได้มาพบนี้ จะเป็นคนที่มีฝีมือเป็นอันดับต้นๆ ในกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ อีกทั้งเขายังกลายเป็นจอมพลที่ยิ่งใหญ่แห่งกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิในอนาคตอีกด้วย

     

    ลักษณะเด่นของเขาคือรอยแผลเป็นรูปสายฟ้าฟาดบนหน้าผาก

     

    ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา จ้าว เฟิงเฉิน เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายด้วยรอยแผลเป็นสองแห่งคือที่เอว และที่หน้าผาก นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ หวัง ชง จดจำเขาได้ในทันที

     

    เมื่อเทียบกับ จ้าว เฟิงเฉิน ในความทรงจำของ หวัง ชง แล้วนั้น คนที่อยู่เบื้องหน้าเขาในตอนนี้ยังดูอ่อนเยาว์กว่ามาก และไม่ได้มีกลิ่นอายที่น่าเกรงขามราวกับว่าจะสามารถครอบครองโลกได้เช่นในช่วงชีวิตที่แล้วแต่อย่างใด

     

    อย่างไรก็ตาม ทั้งลักษณะเด่น และกลิ่นอายที่เป็นเอกลักษณ์ของ จ้าว เฟิงเฉิน ก็ยังคงเด่นชัดอยู่ในเวลานี้

     

    หากเขาจำไม่ผิดในเวลานี้ จ้าว เฟิงเฉิน กำลังดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคส่วนภายในกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ ซึ่งหนึ่งในบุคคลสำคัญของกองทัพ

     

    ในอนาคตเขาจะกลายเป็นคนที่ขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น และท้ายที่สุดเขาจะกลายเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดภายในกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ

     

    “คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเป็นเขา!!”

     

    หัวใจของ หวัง ชง เต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนก นี่ไม่ใช่เพราะเขาจดจำฝ่ายตรงข้ามได้ แต่เป็นเพราะตัวตนอีกด้านหนึ่งของฝ่ายตรงข้าม

     

    ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา จ้าว เฟิงเฉิน เป็นผู้รวบรวมอาวุธเหล็กหวู่จือที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

     

    เขาแทบจะมีส่วนร่วมในทุกตำนานของอาวุธเหล็กหวู่จือในช่วงชีวิตที่แล้วของ หวัง ชง

     

    จ้าว เฟิงเฉิน เป็นคนที่มีความคลั่งไคล้ในการฝึกฝนวรยุทธ์ อีกทั้งยังมีความชื่นชอบในการเก็บสะสมอาวุธชั้นเลิศโดยเฉพาะอาวุธเหล็กหวู่จือ ในช่วงชีวิตที่แล้ว เขามีอาวุธเหล็กหวู่จือที่มีมูลค่ารวมกว่าหนึ่งในสามของรายได้ที่เขาสามารถทำได้ทั้งหมด

     

    จ้าว เฟิงเฉิน มีความสนใจในความคม และรูปลักษณ์ที่งดงามของเหล็กหวู่จือจนเรียกได้ว่าบ้าคลั่งก็ว่าได้ เขาเป็นผู้นำความคลั่งไคล้ต่ออาวุธเหล็กหวู่จือมาสู่ทวีปแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์

     

    เมื่อความคมของอาวุธเหล็กหวู่จือ จับคู่กับความสามารถ และเพลงยุทธ์ของเขาแล้วนั้น มันจึงกลายเป็นตำนานบทหนึ่งของกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ

     

    “......ไม่คิดเลยว่าข้าจะจับปลาใหญ่เช่นนี้ได้!!”

     

    หวัง ชง รู้สึกราวกับว่าร่างกายของเขากำลังลอยขึ้นจากพื้น ขณะที่ความคิดมากมายพลุ่งพล่านอยู่ภายในห้วงความคิดของเขา

     

    นี่เป็นโชคชะตาอย่างแท้จริง!! แต่เดิมแล้ว หวัง ชง ต้องการสร้างความสนใจให้กับคนของกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ แต่เขาไม่ได้คิดมาก่อนว่าเหยื่อของเขาจะเป็น จ้าว เฟิงเฉิน ปลาใหญ่ในตำนาน

     

    ความรักต่ออาวุธเหล็กหวู่จือของ จ้าว เฟิงเฉิน เป็นที่รู้จักกันดีของทุกคน หากกล่าวว่าอาวุธเหล็กหวู่จือเป็นสิ่งเสพติดแล้วนั้น ก็สามารถบอกได้เลยว่าไม่มียาใดสามารถรักษา จ้าว เฟิงเฉิน ให้หลุดพ้นจากความลุ่มหลงนี้ได้

     

    การที่บุคคลที่มีชื่อเสียงในช่วงชีวิตที่แล้วของเขาปรากฏตัวออกมาเช่นนี้ หวัง ชง ก็มั่นใจต่อแผนการในอนาคตของเขามากยิ่งขึ้น

     

    “เจ้าคือเจ้าของดาบรึ!?”

     

    จ้าว เฟิงเฉิน กล่าวถามด้วยความประหลาดใจอย่างมาก ขณะที่คนอื่นๆ รับรู้ว่าเขาเป็นคนของกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ พวกเขาต่างก็แสดงความหวาดกลัวออกมาทันที แต่ทว่าสำหรับเด็กหนุ่มคนนี้ เขากลับจ้องมองมาที่ตนเองอย่างไม่วางตา มันเป็นไปไม่ได้ที่อีกฝ่ายจะรู้จักเขามาก่อน

     

    “ถูกต้อง!!”

     

    หวัง ชง กล่าวรับด้วยรอยยิ้ม ท่าทีของเขาในตอนนี้แสดงให้เห็นถึงความสับสนออกมาเล็กน้อย

     

    จ้าว เฟิงเฉิน ไม่ได้บอกชื่อของเขาต่อ เว่ย ฮ่าว และท่าทีของเขาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจน ว่าเขาจงใจจะปิดบังมันเอาไว้ ดังนั้น หวัง ชง จึงตอบสนองตามที่เขาปรารถนา หลังจากทั้งหมดแล้ว หวัง ชง รับรู้ตัวตนที่แท้จริงของเขาอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางปล่อยเหยื่อตัวนี้ออกจากเบ็ดของเขาแน่นอน

     

    “ข้าต้องการจะซื้อดาบของเจ้าที่แขวนอยู่ด้านหน้าโรงเตี๊ยม เจ้าจะสามารถเอาผ้าที่ห่ออยู่ออก และเผยให้ข้าได้เห็นดาบของเจ้าก่อนได้หรือไม่!? หากว่ามันทำให้ข้าพอใจข้ายินดีที่จะซื้อมันจากเจ้าในราคาที่เจ้าเรียกร้อง หรือเสนอราคาให้ได้สูงกว่านั้น!!”

     

    จ้าว เฟิงเฉิน กล่าวถึงจุดประสงค์หลักในการเดินทางของเขาออกมาทันที ท่าทีของเขาแสดงถึงความตรงไปตรงมาอย่างชัดเจน

     

    “ท่านสามารถเสนอราคาได้มากแค่ไหน!?”

     

    หวัง ชง กล่าวถามออกไปอย่างตรงไปตรงมาเช่นกัน

     

    “ข้ารับรองได้ว่ามันจะไม่น้อยกว่าแปดพันตำลึงทอง!!”

     

    ท่าทางของ จ้าว เฟิงเฉิน ในตอนนี้ มันทำให้ เว่ย ฮ่าว รู้สึกราวกับว่าเขากำลังถูกล้อเล่นอยู่ก็ว่าได้

     

    “นี่เขาบ้าไปแล้วหรือ!? เขาเป็นใครกัน!? ราคาข้างนอกเขียนเอาไว้แค่สี่พันตำลึงทอง แต่เขากลับจะเสนอราคาให้ถึงแปดพันตำลึงทอง!! คนของกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิรวยมากรึไง!?”

     

    เว่ย ฮ่าว อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ทุกวันนี้เขาใช้เงินเพียงสิบตำลึงทองต่อเดือนเท่านั้น ด้วยเงินจำนวนแปดพันตำลึงทองมันจะทำให้เขามีเงินใช้ไปตลอดชีวิตได้ด้วยซ้ำ

     

    ความเมตตานี่มันอะไรกัน!?

     

    นี่มันเป็นความร่ำรวยมหาศาล!!

     

    “เร็วเข้า รีบรับข้อเสนอของเขาสิ!!”

     

    เว่ย ฮ่าว พยายามกระตุกแขนของ หวัง ชง

     

    มีเพียงคนโง่เท่านั้นที่จะปฏิเสธเงินแปดพันตำลึงทอง หากว่าอาวุธเพียงชิ้นเดียวสามารถขายได้ในราคานี้ หนี้ของ หวัง ชง เก้าหมื่นตำลึงทองที่มีต่อภิกษุชาวสินธุทั้งสองรูปก็ไม่ใช่ปัญหาแม้แต่นิดเดียว

     

    คราวนี้เขาได้รวยจริงๆ แล้ว!!

     

    “ไม่!!”

     

    หวัง ชง กล่าวออกมาด้วยเสียงเรียบ ขณะที่จ้องมองไปยัง จ้าว เฟิงเฉิน ด้วยความสงบ เพียงคำกล่าวสั้นๆ มันก็มากพอให้ฝันของ เว่ย ฮ่าว พังทลายลงไปในพริบตา

     

    “ทำไม!?”

     

    เว่ย ฮ่าว และ จ้าว เฟิงเฉิน แทบจะโพล่งออกมาในเวลาเดียวกัน

     

    “หวัง ชง นี่ท่านบ้าไปแล้วรึ!? ทำไมถึงได้ปฏิเสธข้อเสนอดีๆ แบบนี้!?”

     

    เว่ย ฮ่าว แทบจะคลั่งจากความกังวลของเขา

     

    นั่นคือเงินจำนวนแปดพันตำลึงทอง!!

     

    หากเขาสามารถขายดาบได้ในราคาแปดพันตำลึงทอง หวัง ชง จะมีเงินไปใช้หนี้ที่ยืมมาภายในโรงเตี๊ยมแปดเทพพร้อมกับดอกเบี้ย อีกทั้งยังมีเงินพอจ่ายค่าธรรมเนียมในการทำผิดสัญญาต่อภิกษุชาวสินธุทั้งสองรูปอีกด้วย

     

    หากคิดคำนวณรายจ่ายของพวกเขาทั้งสองคนในแต่ละเดือนแล้วนั้น เงินที่เหลือมันก็มากพอที่ทำให้พวกเขามีเงินใช้ไปได้หลายสิบปีด้วยซ้ำ

     

    อย่างไรก็ตาม หวัง ชง กลับปฏิเสธเงินก้อนนี้ออกมาอย่างหนักแน่!! เว่ย ฮ่าว รู้สึกราวกับว่าสติของเขากำลังเลือนรางออกไปอย่างช้าๆ

     

    “คุณชาย เป็นเพราะข้อเสนอของข้ามันไม่ดีพอหรือ!?”

     

    ท่าทีของ จ้าว เฟิงเฉิน แตกต่างจาก เว่ย ฮ่าว อย่างสิ้นเชิง

     

    ความจริงแล้วเขาประหลาดใจต่อท่าทีของเด็กหนุ่มตรงหน้าของเขาอย่างมาก โดยปกติแล้วคนส่วนใหญ่จะไม่ปฏิเสธโชคก้อนใหญ่เช่นนี้ แต่ทว่าเด็กหนุ่มผู้นี้กลับปฏิเสธข้อเสนอของเขาออกมาอย่างไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียว

     

    จ้าว เฟิงเฉิน ทั้งตกตะลึง และพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถทำความเข้าใจได้

     

    “นี่เป็นครั้งแรกที่ท่านมาที่นี่ ดังนั้นท่านอาจจะยังไม่รู้ถึงกฎในการขายดาบของข้า!! ลูกค้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้ดู หรือสัมผัสกับดาบของข้าได้!! ท่านเข้าใจกฎข้อนี้หรือไม่!?”

     

    หวัง ชง กล่าวออกมาด้วยเสียงเรียบ

     

    หวัง ชง ไม่แปลกใจในความใจกว้างของ จ้าว เฟิงเฉิน แต่อย่างใด

     

    จากความทรงจำในช่วงชีวิตที่แล้วของเขานั้น เขาจดจำได้ดีถึงภูมิหลังของ จ้าว เฟิงเฉิน

     

    คนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าของเขาในตอนนี้ คือบุตรชายของตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองหลวง

     

    อีกทั้ง จ้าว เฟิงเฉิน ยังมีความลับอื่นซ่อนอยู่ ซึ่งมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รับรู้ นั่นก็คือ เขามีสายเลือดของราชวงศ์ไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของเขา

     

    ในรุ่นปู่ของเขานั้น องค์หญิงของพระราชวังได้แต่งงานกับตระกูล จ้าว กล่าวคือยายของ จ้าว เฟิงเฉิน เป็นผู้สืบเชื้อสายของจักรพรรดิ เลือดหนึ่งในสี่ภายในร่างกายของเขาจึงเป็นสายเลือดของราชวงศ์ นั่นจึงทำให้ จ้าว เฟิงเฉิน ได้รับการยกย่องจากทุกคนในตระกูล อาจจะกล่าวได้ว่าเขาจะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลอย่างไม่มีขีดจำกัดก็ว่าได้

     

    ไม่ว่าสิ่งใดที่ จ้าว เฟิงเฉิน ต้องการ ตระกูล จ้าว ก็จะมอบให้กับเขา

     

    และเหตุผลที่ จ้าว เฟิงเฉิน สามารถประสบความสำเร็จอย่างสูงส่งภายในกองทัพพิทักษ์จักรพรรดิ ด้วยอายุที่ยังน้อยเช่นนี้ ก็เป็นเพราะความช่วยเหลือจากตระกูลที่อยู่เบื้องหลังของเขา

     

    ตระกูล จ้าว ได้ซ่อนความลับนี้เอาไว้มาตลอด แต่มันก็ถูกเปิดเผยขึ้นปีถัดไป

     

    ตระกูล จ้าว เป็นที่รู้จักกันดีในด้านความมั่งคั่ง พวกเขาเป็นตระกูลที่ร่ำรวยมากที่สุดของเมืองหลวง และอาจจะเทียบได้กับพระราชวังด้วยซ้ำ

     

    ไม่ว่า จ้าว เฟิงเฉิน หรือตระกูล จ้าว จะเสนอเงินจำนวนแปดพันตำลึงทองให้กับเขาหรือไม่ก็ตาม แต่มันก็ยังเป็นโอกาสดีสำหรับ หวัง ชง

     

    อย่างไรก็ตาม นี่ไม่สิ่งที่ หวัง ชง ต้องการ

     

    ไม่มีใครรู้มากไปกว่า หวัง ชง ถึงความนิยมของเหล็กหวู่จือในอนาคต แม้ว่าเงินจำนวนแปดพันตำลึงทองจะเป็นเงินก้อนใหญ่สำหรับคนทั่วๆ ไปก็ตาม แต่มันก็ไม่อาจเทียบได้กับผลกำไรจากการขายอาวุธเหล็กหวู่จือแม้แต่นิดเดียว

     

    หวัง ชง จะคล้อยตามผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยเช่นนี้ได้อย่างไร!?

     

    “กฎย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ และเงินแปดพันตำลึงทองน่าจะเพียงพอต่อการสูญเสียของคุณชายจริงไหม!? ข้าเพียงแค่อยากชื่นชมมันเท่านั้น มันไม่ได้ทำให้คุณชายเป็นอันตรายใดๆ ถูกต้องไหม!?”

     

    จ้าว เฟิงเฉิน พยายามเกลี้ยกล่อม หวัง ชง

     

    “ฮี่ๆ!! ถ้าเช่นนั้นข้าก็มีบางอย่างอยากจะถามท่าน หากว่าไม่พอใจหลังจากดูดาบของข้าแล้ว ท่านยังยินดีที่จะจ่ายแปดพันตำลึงทองหรือไม่!?”

     

    คำกล่าวของ หวัง ชง พุ่งตรงถึงปัญหาหลักในทันที

     

    “นี่......!!”

     

    ชั่วพริบตานั้น จ้าว เฟิงเฉิน ก็ไม่อาจกล่าวอะไรออกมาได้ในทันที

     

    เขายินดีที่จะจ่ายเงินแปดพันตำลึงทอง สำหรับดาบชั้นยอด แต่หากว่าภายใต้ผ้าคลุมนั้นเป็นเพียงแค่เศษเหล็ก เขาจะไม่กลายเป็นคนโง่ที่จ่ายเงินจำนวนมากเพียงเพื่อเศษเหล็กหรอกหรือ!?

     

    แม้ว่าความมั่งคั่งของตระกูล จ้าว จะสามารถเทียบเคียงกับพระราชวังได้ก็ตาม แต่พวกเขาก็ไม่ได้เหลือใช้จนเอาเงินแปดพันตำลึงทองมาเสียให้กับเศษเหล็กเพียงชิ้นเดียวเช่นนั้นได้

     

    ......................

    คล้ายกับเรื่องจักรพรรดิข้ามกาลเวลา ที่คุณอ่าน