[นายท่านอย่าได้เป็กังวลไปเลย ท่านพ่อของนายท่านดวงแข็ง ตอนนี้ข้าบอกได้เพียงว่า มีเสียงกีบม้ากระทบกับพื้นดินอยู่ไม่ห่างจากตัวหมู่บ้าน]
[เสียงกีบม้าเหรอ เป็ของฝั่งไหน]
ฮั่วิจูเต็มไปด้วยความสงสัย ถ้าเกิดว่าผู้ที่มาอยู่ฝ่ายพวกตนย่อมเป็เื่ดี แต่ถ้าเป็ของอีกฝ่าย มิใช่ว่าจะยิ่งเป็การเพิ่มกองกำลังสังหารพวกตนหรอกหรือ
[เถียนเถียน ข้าถามเ้าอยู่ไม่ได้ยินหรืออย่างไร] ครั้นเถียนเถียนไม่ตอบ ฮั่วิจูก็ถามขึ้นอีกครั้ง
[หากนายท่าน้ารู้ความลับของ์เพิ่ม ย่อมมีสิ่งที่ต้องแลกเปลี่ยน แต่เถียนเถียนไม่แนะนำให้นายท่านเลือก] เถียนเถียนตอบกลับ
ฮั่วิจูห่วงบิดาจนจิตใจกระวนกระวาย จึง้าทราบข้อแลกเปลี่ยน [ข้าต้องแลกด้วยสิ่งใด]
[ชีวิตของคนที่วนเวียนอยู่รอบตัวนายท่าน]
สิ่งแลกเปลี่ยนที่เถียนเถียนเฉลยออกมา สร้างความตื่นตระหนกให้แก่ฮั่วิจู นางจะกล้าเสี่ยงแลกชีวิตของคนที่รู้จัก เพื่อรู้ความลับ์ได้อย่างไร
[เดี๋ยวนะ! เ้าบอกว่าท่านพ่อของข้าดวงแข็งใช่หรือไม่]
ฮั่วิจูใจเต้นระรัว หากท่านพ่อของนางดวงแข็งจริง เภทภัยจากเงื้อมมือขุนนางชั่วต้องทำอันใดท่านพ่อของนางไม่ได้
[เถียนเถียนไม่รู้ไม่ชี้] เถียนเถียนเข้าสู่การบำเพ็ญเพียรอีกครา
เปลือกตาของฮั่วิจูขยุกขยิก จนเหมือนว่านางกำลังนอนฝันร้าย หวังซื่อจึงลูบบริเวณเปลือกตาแ่เบา
“ท่านแม่ น้องสาวฝันร้ายหรือเ้าคะ ปลุกนางให้ตื่นขึ้นมาดีหรือไม่”
ท่ามกลางแสงสลัวภายในถ้ำ ฮั่วเจินจูยังสามารถมองเห็นความเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าของน้องสาวได้ชัดเจน หรือว่าอาการฝันร้ายของน้องสาวจะกลับมาอีกครั้ง หลังจากมันหายไปหลายวันเพราะมีเถียนเถียนมาคอยนอนเคียงข้าง
“ิเอ๋อร์คงเหนื่อย นางร่างกายอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไร ให้นางพักผ่อนต่อเถอะ”
อาการฝันร้ายของบุตรสาว หวังซื่อทราบดีว่าต้องมีเสียงร้องไห้หลุดออกมา นี่แค่เปลือกตาขยับคงไม่ได้ฝันร้ายอะไร น่าจะถูกอากาศในถ้ำที่หนาวจนเกินไปรบกวนเสียมากกว่า
“เจินเอ๋อร์ง่วงหรือไม่ เ้ารีบเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนแม่เร็วเข้า”
ยกแขนอีกข้างให้บุตรสาวคนโตเข้ามาซบอยู่ในอ้อมกอด
ฮั่วเจินจูพยายามทำตัวไม่ให้เป็ภาระของมารดามาตลอด พอเห็นอ้อมแขนของมารดาอ้าออกก็รีบขยับเข้าไปนอนซบ
“หากเ้าง่วงก็หลับตาพักผ่อนเสีย”
“ข้าไม่ง่วงเ้าค่ะ” ฮั่วเจินจูโกหก แท้จริงแล้วนางทั้งง่วงทั้งเพลีย จะให้นางหลับลงได้อย่างไร ตอนนี้ขุนนางชั่วกำลังจะสังหารผู้คนในหมู่บ้าน
แม่นมเจียงคลุมผ้าที่เตรียมมาให้กับคุณหนูทั้งสอง ยามวิกาลอากาศในถ้ำหนาวเย็นจนเกินไป กลัวว่าคุณหนูของนางจะไม่สบายเอาได้
หน้าปากถ้ำมีโอวหยางเพ่ยเพ่ยและลูกสะใภ้คนโตของหัวหน้าหมู่ บ้านคอยสอดส่องสถานการณ์ด้านล่าง พวกนางทั้งสองเห็นไฟไหม้หมู่บ้านไปจนเกือบครึ่ง แต่ไม่กล้าเข้าไปรายงานด้านในถ้ำ กลัวจะทำให้ผู้คนแตกตื่นจนพวกคนร้ายรู้ที่อยู่ของพวกตน
ภายในหมู่บ้านกลายเป็ทะเลเพลิงจนเกือบครึ่ง พวกมันเริ่มเผาทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านก่อน สิ่งของในบ้านถูกพวกมันรื้อค้นและขนออกไปซ่อนจนหมด
สิ่งที่เห็นทำให้ชาวบ้านที่ซุ่มอยู่กำหมัดแน่น ฮั่วหนานอันยกมือขึ้นส่งสัญญาณ จากนั้นลูกธนูที่ทำจากไม้ไผ่ก็ลอยออกจากความมืดปักร่างคนของทางการ
เสียงร้องของมือปราบหลายคนดังขึ้น อวี้กู่เหยาที่กำลังหัวเสียเพราะค้นหาชาวบ้านไม่เจอรีบะโหลบอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ เพื่อดูสถานการณ์ว่าอาวุธพุ่งออกมากจากทิศทางใด
“หัวหน้า เป็ลูกธนูที่ทำมาจากไม้ขอรับ” มือปราบผู้หนึ่งนำลูกธนูมามอบให้กับอวี้กู่เหยา
“แค่ลูกธนูที่ทำจากไม้ บุกเข้าไปจับตัวมันมาให้ได้”
อวี้กู่เหยาะโบอกทุกคนว่าลูกธนูที่ยิงออกมาถูกทำขึ้นมาจากไม้ ทุกคนจึงออกจากที่ซ่อน เดินหน้าบุกค้นหาชาวบ้านอย่างระมัดระวัง
“แย่แล้วขอรับ! มีคนถูกธนูยิงเข้าที่ต้นขาแล้วหมดสติไป”
มือปราบผู้หนึ่งะโรายงาน หลังเห็นสหายถูกยิงเข้าที่ต้นขาแล้วหมดสติในเวลาต่อมา
เสียงะโที่ดังขึ้น ชาวบ้านที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืดได้ยินชัดเจน ถึงลูกธนูจะทำขึ้นจากไม้ แต่ถ้ามันได้ปักเข้าในร่างกายของมนุษย์ รับรองได้ว่าพวกเขาจะหมดสติลง เพราะบริเวณหัวธนูมีพิษอาบอยู่
“ท่านพ่อขอรับ มีความเคลื่อนไหวบางอย่างผิดปกติอยู่ห่างจากหน้าหมู่บ้านประมาณสองลี้” จางเอ้อหนิวไถลตัวลงมาจากต้นไม้ แล้วรายงานสิ่งที่เห็นกับหัวหน้าหมู่บ้าน
“ความเคลื่อนไหวอันใด”
จางเอ้อหนิวส่ายหน้าเหมือนกำลังมึนงงอะไรบางอย่าง “ข้าเห็นเงาวูบไหวจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าเป็เงาอะไร ถ้าเป็ปกติข้าคิดว่ามันคงเป็ผี”
“เ้าเหลวไหลอันใด จะมีผีที่ไหน มีแต่พวกเรานี่แหละที่ใกล้จะเป็ผีอยู่รอมร่อ” หัวหน้าหมู่บ้านเอ็ดบุตรชายคนรอง หน้าสิ่วหน้าขวานกลับมาพูดจาเหลวไหล
เงาวูบไหลที่จางเอ้อหนิวเห็น มิใช่ผีแต่ก็คล้ายกับผี ความเคลื่อนไหวของกองทัพอาชานับร้อยเงียบสงบราวกับสามารถเหาะเหินบนอากาศได้
คนของศาลาว่าการจางหลินที่ประจำการอยู่ด้านหน้าหมู่บ้าน มองไปยังเงาวูบไหวที่เคลื่อนเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ความมืดทำให้พวกเขาไม่เห็นว่าสิ่งที่เคลื่อนไหวเข้ามาใกล้คือสิ่งใด
“นั่นมันคือสิ่งใดกัน”
สิ้นสุดคำถาม ศีรษะของพวกที่ประจำการอยู่ด้านหน้าหมู่บ้านก็ตกลงบนพื้นก่อนร่างจะล้มตามลงไปติดๆ
“นายอำเภอหลี่ต้องรอด!”
เสียงคนด้านหน้าประกาศก้อง ก่อนที่กองทัพอาชาจะะโข้ามรั้วกั้นเข้าไปในหมู่บ้านซานไห่ ปลายดาบของบุรุษที่นั่งอยู่บนหลังอาชาบางคนมีเืหยดลงบนพื้นเป็ทาง
“หัวหน้า! มีคนมา” มือปราบนายหนึ่งรายงานหัวหน้าของตนเองด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
อวี้กู่เหยาหันมองไปด้านหลังจึงเห็นกองทัพอาชานับร้อย ความองอาจสามารถทำให้ผู้ที่พบเห็นคร้ามเกรงจนไม่กล้าขยับตัว ทุกอย่างเงียบสงัดจนบรรยากาศอึดอัด ได้ยินเพียงเสียงของไฟโหมไหม้บ้านเรือน
ฮั่วหนานอันโผล่หัวออกมาจากพุ่มไม้ ใช้สายตาจดจ้องไปยังกองทัพม้าที่ยืนนิ่งสงบอยู่ห่างออกไปประมาณหนึ่งลี้ พอปรับสายตาจนสามารถมองเห็นสีของเกราะ ร่างของฮั่วหนานอันก็เย็นะเื จากนั้นอ่อนยวบ กลิ้งตกจากบริเวณเนินลงไปยังด้านล่าง
“น้องชายฮั่ว!” จางหมินคว้าร่างของฮั่วหนานอันเอาไว้ไม่ทัน ทำได้เพียงมองร่างของฮั่วหนานอันกลิ้งลงไปตามเนิน
“ไปช่วยเร็วเข้า!”
หัวหน้าหมู่บ้านรีบวิ่งลงจากเนินเขาไปช่วยฮั่วหนานอันอย่างไม่คิดชีวิต บุตรชายทั้งสามของหัวหน้าหมู่บ้านเห็นบิดาวิ่งลงไปอย่างนั้นก็รีบวิ่งลงไปช่วยด้วยความร้อนรน
ชาวบ้านหลายคนครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี พอนึกขึ้นได้ว่าหลายวันมานี้ ฮั่วหนานอันคิดวางแผนทุกอย่างเพื่อให้คนในหมู่บ้านรอดก็ตัดสินใจวิ่งลงจากเนินเขาไปช่วยเหลือ