เกิดใหม่ต่างโลกกับการผจญภัยครั้งใหม่ในโลกเวทมนตร์

    ตอนที่ 25 ซากปรักหักพังลึกลับ ตอนต้น

    ระยะเวลาของโทษมันนานเกินไปและบางทีอาจต้องเผชิญอันตรายจากนั้นก็จะมีแค่ไอรีนที่ต่อสู้ได้ส่วนเอลิซาเบธไม่ต้องไปพูดถึงเลยเธอก็มีความแข็งแกร่งโดยรวมเท่ากับนักผจญภัยแรงค์ E เท่านั้นเองและเธอก็เป็นถึงเจ้าหญิงจะให้ได้รับบาดเจ็บหนักๆก็ไม่ได้เพราะฉะนั้นจึงมีแค่ไอรีนที่ต่อสู้ได้สุดกำลังแค่คนเดียว
    ไอรีนมองมาที่ผมก่อนที่จะถามด้วยรอยยิ้ม
    “นายทำหน้าแบบนั้นก็เพราะต้องการรางวัลใช่ไหม? คนเจ้าเล่ห์”
    “ใช่แล้วครับ ภรรยาผมนี่รู้ใจผมเป็นที่สุด ผมต้องต่อสู้อย่างหนักกับเจ้าตัวประหลาดนั่นจนกระทั่งตัวของผมอ่อนแรงขนาดนี้ อย่างน้อยก็ต้องให้คุณภรรยาที่รักของผมเป็นคนช่วยเยียวยาให้หายดี”
    “เอาเถอะอย่างน้อยก็คือความพยายามของนายฉันจะให้รางวัลสักหน่อยก็ได้”
    “แต่ว่ารางวัลในครั้งนี้ จะเป็นอะไรที่พิเศษสมกับที่ลงแรงไป”
    ผมลุกขึ้นมาอยู่ในท่านั่งจากนั้นก็ลุกคืบไปหาไอรีนก่อนที่จะกดเธอลงไปที่พื้น ผมคิดว่าต่อจากนั้นผมก็จะจูบเธออย่างดูดดื่มแต่ว่า...
    “คือว่าคุณซัมเมอร์ฉันเองก็ยังอยู่ตรงนี้นะคะเพราะฉะนั้น...”
    เอลิซาเบธเอามือมาปิดตาของตัวเองเอาไว้แล้วแง้มนิ้วของตนเองดูผมกับไอรีนที่กำลังจะ...
    “ถ้าเธออยากดูต่อก็อยู่ตรงนี้ก็ได้จะได้เรียนรู้ไว้ใช้กับคนรักของเธอ”
    “ไม่ใช่ว่าพวกพี่กำลังจะทำเรื่องอย่างว่าเหรอ? ฉันไม่อยากรบกวนหรอกนะ”
    ไอรีนรีบพูดขึ้นมาก่อนที่ผมจะทำอะไรไปมากกว่าการจูบ
    “มากกว่านี้ไม่ได้นะโรเบิร์ตเพราะเรายังต้องไปต่ออีก ได้มากสุดแค่จูบเท่านั้น...”
    “ถ้าอย่างนั้นก็เอาแบบนั้นก็ได้”
    ผมประกบริมฝีปากของผมกับไอรีนในทันทีบรรยากาศกลายเป็นกลิ่นอายแห่งความรักกับรสจูบที่แสนดูดดื่มนั้นก็มีเอลิซาเบธที่กำลังจ้องมองอย่างใจจดใจจ่อพร้อมกับมีใบหน้าที่แดงระเรื่อ ผมกับไอรีนไม่สนใจว่าเธอจะอยู่ตรงนี้เลยกลับกันยิ่งมายิ่งเร่าร้อนยิ่งกว่าเดิมเสียอีก
    เอลิซาเบธที่ยังแค่อายุสิบเจ็ดเท่านั้นและยังเป็นเจ้าหญิงที่อ่านหนังสือตำรามาภายในปราสาทอันใหญ่โตของตนเองก็ไม่เคยรู้ว่าจูบจริงๆแล้วมันเป็นยังไงแต่พอได้มาเห็นเข้ากับตัวเองจริงก็ทำให้ใจเต้นแรงไปด้วย จูบที่มีความรักเป็นแกนหลักมันเป็นแบบนี้นี่เอง
    ผมไม่รู้ว่าตัวเองดื่มด่ำไปกับรสจูบที่แสนเร่าร้อนของตนเองไปนานขนาดไหน รู้อีกทีก็คือตอนได้ยินเสียงของเอลิซาเบธพูดออกมา
    “คือว่ามันก็ผ่านมาเกือบจะสิบนาทีแล้วนะ ทำไมพวกพี่ถึงยังไม่ยอมหยุดอีก ถ้าเป็นแบบนี้ก็ไม่ได้ไปไหนกันพอดี”
    เอลิซาเบธเองก็อดทนยืนดูภาพนี้มานานมากๆบางทีถ้าเธอไม่อยู่ที่นี่ก็คงทำเรื่องอื่นที่มันมากกว่านี้แน่นอน
    ผมกับไอรีนจึงได้หยุดจูบที่เต็มไปด้วยความรักลงไปอย่างช่วยไม่ได้และเสียดายพร้อมๆกันไม่ว่าจะเป็นผมหรือว่าไอรีนก็ตาม ตลอดหลายวันที่อยู่ด้วยกันมาก็ทำแบบนี้กันทุกวัน วันละกี่ครั้งนั้นไม่เคยจะนับหรอกแต่ว่าพอมาโดนขัดจังหวะจึงได้รู้ว่าผมกับไอรีนยิ่งโหยหามันและเสียดายมันไปในเวลาเดียวกัน
    ไอรีนลุกขึ้นยืนปัดเสื้อผ้าของตนเองด้วยใบหน้าที่ยังแดงระเรื่อไม่หาย
    “ถ้าอย่างก็ไปกันเถอะ”
    จากนั้นผมกับสองสาวก็ใช้เวลาในการเดินค้นหาซากปรักหักพังอีกครั้งในทันที แต่ว่าไม่ว่าผมกับสองสาวจะเดินหาไปขนาดไหนก็ไม่เจอสถานที่ที่เป็นจุดหาสมบัติเลยส่วนพวกมอนสเตอร์ก็ยังไม่เจอด้วยนี่มันแปลกเกินไปแล้ว
    ในที่สุดผมกับสองสาวก็เดินไปหยุดที่ซากปรักหักพังแห่งหนึ่งที่มีเอกลักษณ์พิเศษเพราะที่นี่รายล้อมไปเปลวเพลิงสีฟ้าที่งดงามและยาวกลายเป็นทางเดินคดเคี้ยวเข้าไปด้านในแต่ยังไม่ทันที่จะเดินเข้าไปภายใน ด้านหลังของพวกเราทั้งสามคนนั้นก็มีมอนสเตอร์รูปร่างคล้ายมนุษย์เพลิงสีฟ้าผุดขึ้นมาจากพื้นดิน
    ที่มันน่าแปลกยิ่งกว่านั้นก็คือพวกมันผุดขึ้นมาไม่หยุดไม่หย่อนและยังมีความสามารถโดยรวมเทียบเท่ามอนสเตอร์แรงค์ C ราวกับว่าจะบีบให้ผมกับสองสาวเข้าไปภายในซากปรักหักพังแห่งนี้ให้ได้
    “รีบฝ่าออกไปเร็วเข้า”
    บ้าจริง! ตอนนี้ทุกอย่างในร่างกายของผมมันลดลงไป 90% แทบจะทำอะไรไม่ได้แล้ว ผมใช้ดาบเล่มสีดำที่มาจากทักษะดาบมายาแห่งความมืดฟาดฟันเข้าที่ตัวของมนุษย์เพลิงสีฟ้าด้วยทักษะคลื่นทำลายแต่ว่าด้วยความรุนแรงที่ถูกลดลงไปกว่า 90 % ทำได้แค่ผลักพวกมันทั้งหมดที่เข้ามาออกไปกว่าสิบเมตร
    บีบอัดพลังเวทย์ – ผ่าปฐพี
    ไอรีนก็รีบใช้พลังโจมตีออกมา ดาบจักรพรรดิเพลิงฟาดฟันไปกับการโจมตีครั้งนี้ด้วยพลังทำลายอันดุดัน ดาบจักรพรรดิเพลิงในมือแปรเปลี่ยนเป็นดาบมายาขนาดใหญ่ถึงสิบเท่าฟาดฟันลงไปตรงหน้าของเธอระยะแสดงผลของทักษะไม่เท่าขนาดตัวของดาบเพราะมันกว้างกว่าถึงสามเท่าทำให้กวาดเอามนุษย์เพลิงสีฟ้าหายไปทั้งหมด
    แต่ว่าทันทีที่จะคิดพุ่งฝ่าออกไปพวกมันก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดินเร็วกว่าเดิมนับสิบเท่าคราวนี้ถือดาบเพลิงสีฟ้าติดตัวมาด้วยและมีความแข็งแกร่งโดยรวมเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่แรงค์ B ทันทีที่มันปรากฏตัวออกมาก็พุ่งเข้ามาหาผมกับสองสาวในทันที ผมไม่สามารถทำอะไรได้เลยเพราะว่าโดนลดลงความสามารถไปทำให้ไม่มีทางเลือกคงต้องเข้าไปภายในซากปรักหักพัง หากต่อสู้อยู่แบบนี้ได้โดนพวกมันฆ่าตายกันหมดแน่ๆ
    “เข้าไปด้านในกันเถอะถ้าหากมันจะตายไปจริงๆสุดท้ายไม่ว่าเราจะยืนต่อสู้กับพวกมันที่หน้าทางเข้าหรือเข้าไปด้านในก็ไม่สามารถปกปิดความจริงที่ว่ายังไงพวกเราทั้งหมดก็ต้องตายอยู่ดี สู้เข้าไปด้านในดีกว่าในเมื่อพวกมันเชิญพวกเราเข้าไปนักก็เข้าไปให้มันเลยเถอะ”
    ไอรีนเห็นด้วยกับความคิดของผมเพราะว่าถ้าให้ต่อสู้ที่นี่ต้องมีแน่นอนที่มันจะส่งมนุษย์เพลิงที่มีความแข็งแกร่งโดยรวมอยู่ที่แรงค์ S มาเพราะจากที่เห็นยิ่งใส่พลังโจมตีไปกับมนุษย์เพลิงสีฟ้ามากไปเท่าไหร่พวกมันก็ยิ่งส่งตัวที่มีพลังที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ลงมาเพิ่มอย่างรวดเร็วและสุดท้ายก็ไม่อาจที่จะพ้นความตายไปได้ ที่คิดได้ตอนนี้ก็คือเข้าไปภายในซากปรักหักพังวัดกันไปเลยว่าจะอยู่หรือจะตาย
    “นั่นสินะ อย่างน้อยมันก็ไม่เสียหายอะไรถ้าหากมันจะตายพวกเราทั้งหมดก็ไม่รอดหรอกไม่ว่าจะฝืนมันยังไงก็ตาม”
    ผมกับสองสาวตัดสินใจอย่างแน่วแน่รีบเข้าไปด้านในโดยไม่เหลียวมองด้านหลังปลายทางเดินที่เข้าสู่ซากปรักหักพังยิ่งทวีความรุนแรงของเปลวเพลิงเพิ่มขึ้นความร้อนเองก็เช่นกันเส้นทางที่ก้าวเดินไปนั้นยิ่งมายิ่งคดเคี้ยวผ่านไปมากกว่าสามสิบนาทีก็ผ่านทางคดเคี้ยวนั้นมาได้คราวนี้คือจุดสิ้นสุดของเปลวเพลิงสีฟ้า
    ต่อจากนี้ก็คือเปลวเพลิงสีแดงแต่ที่มันต่างไปกว่าเปลวเพลิงสีฟ้าก็คือให้ความรู้สึกร้อนจนเหมือนกับจะถูกมันกลืนกินเข้าไป นี่มันบ้าบออะไรเนี่ยยิ่งเข้ามามันยิ่งพาผมกับสองสาวมาตายเร็วกว่าเดิมซะอีก เส้นทางไม่ได้คดเคี้ยวแบบเดียวกับเปลวเพลิงสีฟ้าแต่มันคือทางตรงที่มองไม่เห็นปลายทาง
    ผ่านไปอีกสามสิบนาทีผมกับสองสาวก็ยังไม่สามารถออกไปจากที่นี่ได้อีกที่แย่ยิ่งกว่านั้นตอนนี้เอลิซาเบธหมดสติไปแล้วเพราะความร้อนที่อยู่หน้าทางเข้ามันไม่เหมือนกับที่มาอยู่ที่นี่เพราะตอนนี้ความร้อนไม่ต่างไปจากการแช่ในบ่อลาวาเลยแม้แต่น้อย แต่ด้วยทักษะรังสรรค์ของผมทำให้สามารถสร้างของที่ลดทอนความร้อนลงไปได้ไม่อย่างนั้นเอลิซาเบธก็คงต้องตายไปแล้ว
    ผ่านไปอีกสามชั่วโมงก็ออกมาจากสถานที่ราวกับตกลงไปในขุมนรกได้ที่ผมพักอยู่ในตอนนี้คือห้องที่เชื่อมเข้าไปด้านในของซากปรักหักพังผมในตอนนี้อยู่ในสภาพที่ดูไม่ได้เพราะร่างกายโดนแผดเผาด้วยความร้อนจนใหม้ร่างของผมเปลี่ยนเป็นสีดำจนหมดบางอย่างของร่างกายก็ถูกมันหลอมละลายออกไปบ้าง ถึงมันแสนจะเจ็บปวดแต่มันก็ต้องทนเอาไว้และรีบฝ่ามันออกไป
    ส่วนไอรีนนั้นยากที่เปลวเพลิงจะทำอะไรได้เพราะผู้ที่ถือครองดาบแห่งจักรพรรดิเพลิงจะไม่มีเพลิงชนิดใดสามารถทำอันตรายต่อผู้ถือครองได้และแน่นอนว่าผมปรับมันก่อนที่ยังอยู่ช่วงที่เอลิซาเบธยังไม่ฟื้นขึ้นมาโดยทักษะรังสรรค์เลเวลสองของผมจึงทำให้มันได้ความสามารถนี้มาโดยปริยายและผมสามารถดึงเอาพลังโดยรวมของมันมาได้ถึง 30 % แล้ว
    ไอรีนรีบเข้ามาตรวจสภาพร่างกายของผมที่น่าสยดสยองด้วยความเป็นห่วง
    “ไม่เป็นอะไรหรอกไอรีนผมยังมีทักษะนั้นอยู่”
    ฟื้นฟูด้วยพลังแห่งธรรมชาติ
    ผ่านไปไม่นานร่างกายของผมก็ฟื้นกลับมาเป็นปกติจากเนื้อตัวที่แทบจะไม่ต่างไปจากคนที่ถูกไฟครอกเป็นเวลานานมากจนถึงขั้นที่ว่าถ้าเป็นโลกก่อนหมอก็คงส่ายหน้าแล้วบอกด้วยสีหน้าเคร่งเครียดว่าไม่มีทางรอดแล้วแต่ด้วยทักษะสุดโกงที่แอบเรียนมาในเผ่าเอลฟ์ทำให้มันสามารถรักษาได้อย่างรวดเร็วและแน่นอนว่าผมก็ไม่ลืมที่จะรักษาเอลิซาเบธด้วยเช่นเดียวกัน
    ผมมองดู “แถบสถานะ”ของตนเองจากนั้นสายตาก็ไปสะดุดที่ทักษะตรวจสอบของตนเอง
    ติ๊ง!
    ทักษะตรวจสอบ เลเวล 2 ตรวจสอบ คือการที่ผู้ใช้ทักษะสามารถมอง “แถบสถานะ”ของฝ่ายตรงข้ามได้ รายละเอียดที่มองเห็นได้นั้นจะขึ้นอยู่กับเลเวลของทักษะ ผลเลเวล 2 เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบที่สูงขึ้น 50% ผลเพิ่มเติม สามารถตรวจสอบสิ่งต่างๆได้โดยไม่สนเลเวลของสิ่งที่จะตรวจสอบ ไม่สนการสกัดกั้นใดๆ ไม่สนพลังที่ต้านทานใดๆ (ผลเพิ่มเติมที่มาจากการยอมรับของพลังต้นกำเนิดแห่งความมืด)

    นี่ผมเกือบลืมมันไปอีกครั้งแล้วทักษะแปลกประหลาดอย่างทักษะตรวจสอบครั้งก่อนมันก็ใช้ออกมาเองผมจึงเข้าใจแล้วว่าทำไมมันถึงตรวจสอบพวกต่างหูกับหยดเลือดได้เพราะพลังต้นกำเนิดแห่งความมืดมันให้ได้ยอมรับและใช้ออกมาให้เองโดยที่ผมไม่ต้องเรียกใช้งาน
    ถ้ามันไม่สนเลเวลจริงๆละก็คราวนี้ผมก็สามารถตรวจสอบทุกอย่างได้แล้วสินะ ผมใช้มันตรวจสอบเพลิงสีแดงที่อยู่ตรงหน้าในทันที
    ตรวจสอบ
    เพลิงแห่งความตาย ความสามารถ จะแผดเผาทุกสิ่งที่เข้ามาใกล้กับมันโดยไม่สนพลังป้องกันของผู้ที่โดนแผดเผา เมื่อโดนแผดเผาไปนานกว่าสามชั่วโมงจะเข้าสู่สภาวะทำลายเป้าหมายให้ดับสูญ เพลิงแห่งความตายจะแผดเผาเป้าหมายด้วยพลังทำลายที่เพิ่มขึ้น 200 % และทุกห้านาทีจะเพิ่มพลังทำลายขึ้น 20%
    นี่มันบ้ามากๆถ้าผมไม่มีทักษะรังสรรค์และความรู้จากโลกก่อนผมได้ตายไปแล้ว เพราะผมได้อยู่นั้นไปนานเกินสามชั่วโมง
    ในเมื่อทักษะตรวจสอบของผมมันมีประสิทธิภาพขนาดนี้มันมีสิ่งหนึ่งที่ผมสนใจมาตั้งแต่ตอนแรกแล้วว่า “แถบสถานะ” ของไอรีนเป็นอย่างไรบ้าง ผมจึงอดไม่ได้ที่จะมองไปที่ไอรีนก่อนที่จะเรียกใช้มันออกมา
    ตรวจสอบ . .

    .