ย้อนไปประมาณ 1 สัปดาห์
หญิงสาวร่างบางในชุดกิจกรรมของคณะวิทยาศาสตร์สีเหลืองทิ้งตัวลงนอนบนเตียงอย่างอ่อนแรงจนไม่สนใจผมที่ยาวสยายปรกหน้าป้ายชื่ออันเบ้อเริ่มที่ห้อยว่า “สา” ยังห้อยอยู่กลางอก
‘ไหนแป้งบอกว่ารับน้องมหาวิทยาลัยมันสนุกไงแต่ไอ้การว๊ากไม่เห็นจะสนุกตรงไหนเลย’
ในมือเธอมีสมุดเล่มน้อยเอาไว้คอยล่าลายเซ็นของรุ่นพี่ คนอื่น ๆ เริ่มได้บ้างแล้วแต่เธอนี่สิ สมุดมาตอนแรกเป็อย่างไรก็เป็อย่างนั้น หลังจากเห็นสิ่งที่เพื่อน ๆ ต้องทำหลังขอลายเซ็นจากรุ่นพี่แล้วเธอถึงกับถอย เมื่อแต่ละคนต้องไปเต้นบ้าง ร้องเพลงบ้าง ต้องออกไปะโอะไรบ้า ๆ บอๆ น่ากลัวตามแต่ที่รุ่นพี่จะให้ทำ
จนวันรุ่งขึ้น หลังจากเรียนภาคเช้าเสร็จเธอพยายามหารุ่นพี่ในคณะที่หน้าตาดูใจดี ๆ และไม่มีแนวโน้มว่าจะให้ทำอะไรแบบนั้นแต่ก็ไม่เจอสักราย
“ที่ห้อยป้ายนั่นน่ะ รุ่นน้องใช่ไหมครับ” เสียง ๆ หนึ่งะโมาจากด้านหลังทำเอาหญิงสาวในชุดนักศึกษา สวมรองเท้าผ้าใบถึงกับสะดุ้งเฮือก
‘ตายแล้ว’
“เฮ้ย ๆ ใจเย็นดิวะ น้องเขาเป็ผู้หญิง มาคนเดียวด้วย” อีกคนกล่าว
เมื่ออริสาหันไป เธอก็เห็นว่ามีชายหนุ่มสองคน เข็มขัดบ่งบอกว่าเป็รุ่นพี่คณะซึ่งจริง ๆ อาจจะน้องเธอหรือรุ่นเดียวกับเธอเสียด้วยซ้ำเพราะกว่าเธอจะเข้าเรียนก็ห่างจากเพื่อนรุ่นเดียวกันถึงสองปีคนหนึ่งดูตัวอ้วนใหญ่ ตาดุหน่อย ต่างกับอีกคนที่ดูผอมสูงกว่า หน้าตาตี๋ผิวขาวสะอาดเหมือนพวกคนที่อยู่แต่ในร่ม
“พี่คะ คือหนูมาขอลายเซ็น” เธอไหว้ทำความเคารพก่อนจะพูดอย่างสุภาพ
“เดี๋ยวก่อน ๆ จะของ่าย ๆ แบบนี้น่ะหรือ”พี่คนที่รูปร่างใหญ่ะโใส่หน้าพูดอย่างยียวน “พี่ ๆ ไม่ได้ให้ง่าย ๆนะต้องมีอะไรแลกเปลี่ยนนิดนึง”
เด็กสาวถึงกับยืนเกร็ง เหงื่อซึม ในมือกำสมุดลายเซ็นแน่น
“ขอเต้นท่าไก่ย่างนะ...แบบพิสดารน่ะ”
“เฮ้ย มึง ไม่เห็นหรอ น้องตัวเกร็งหมดแล้ว”เพื่อนชายที่เดินมาด้วยอดเห็นใจไม่ได้เมื่อเห็นหญิงสาวกำสมุดในมือแน่น“ชอบคิดให้น้องทำอะไรแปลก ๆ เรื่อย”
“อ้าว ก็ล่าลายเซ็นนะเฮ้ย”
“ให้น้องเขาทำอะไรปกติก็ได้นี่หว่า”
หลังจากที่ทั้งสองถกเถียงกันอยู่สักพัก สุดท้ายหญิงสาวจึงต้องร้องเพลงไก่ย่างแทนการเต้นทั้งแบบธรรมดาและแบบพิสดารและทั้งสองก็ยอมเซ็นให้
“นี่ยังไม่ได้ลายเซ็นใครเลยงั้นหรือ”
“...”
“นี่พี่โบ้นะ ส่วนพี่ พี่ชื่อธนูยินดีต้อนรับน้องสาเข้าสู่คณะวิทยาศาสตร์ เอกฟิสิกส์นะครับ” เมื่อเห็นว่าผู้หญิงตรงหน้าเงียบไปหนุ่มรุ่นพี่ที่ใจดีเมื่อครู่เลยพูดแนะนำตัวเพื่อทำลายความเงียบขึ้นมา
ชายหนุ่มรุ่นพี่หน้าตี๋ที่ชื่อธนูยิ้มให้เธอ หญิงสาวหลบตาอย่างเขินอายรอยยิ้มนั่นน่ารักและดูจริงใจจังเลยไหนเขาจะช่วยเหลือเธอจากการเต้นอะไรแปลกๆนั่นอีก
“ค่ะ พี่โบ้ พี่ธนู” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงค่อนข้างเบา
“เดี๋ยวพี่ ๆ ขอตัวก่อนนะ น้องสา” รุ่นพี่ชื่อโบ้พูดขึ้น
“ค่ะ”
ทั้งสองเดินไปได้สักพัก เด็กสาวก็เดินไปที่ม้านั่งแถวนั้นก่อนจะดูลายเซ็นของรุ่นพี่ที่ชื่อธนู คลี่ยิ้มบางๆ
‘รุ่นพี่ที่แสนใจดี’ แอบคิดอยู่แบบนั้นพร้อมกับแนบสมุดกับอก
ที่ห้อง ถึงตอนนี้หญิงสาวก็เปิดสมุดลายเซ็นดูอีกครั้งนี่ก็ผ่านมาอาทิตย์หนึ่งแล้วที่ได้รู้จักพี่เขา และไม่รู้เธอคิดไปเองหรือเปล่าหลังจากวันนั้นเธอมักจะเดินสวนกับพี่เขาบ่อยๆ แต่เธอก็หลบหน้าอายทุกครั้ง
ไม่กี่นาทีต่อมา เธอจัดการคว้าสมุดปกสีแดงมาเขียนความรู้สึกที่มีต่อรุ่นพี่คนดังกล่าวไปในนั้นต่อจากที่ผ่านมา
---------------------------------------------------------------------------------------
“เวรละ! ลืมไปว่าร้านป้าแกตอนเที่ยง คนเยอะ โอ๊ย ตรู”ชายหนุ่มในชุดเสื้อเชิ้ตสีน้ำเงินเข้ม ติดกระดุมเรียบร้อย ผมยาวถูกรวบเป็หางม้าเกาหัวอย่างเซ็งๆ เมื่อเห็นเวลาในตอนนี้ที่เที่ยงกว่าตัวเขาเองกะจะมากินร้านเ้าประจำแต่เพราะเมื่อเช้าตื่นสายไปหน่อยเพราะมีศึกหนักกับสาวสวย “ริต้า”ที่เขาเจอที่ผับในใจกลางเมืองของกรุงเทพฯเมื่อสองสามวันก่อน
“เฮ้อ ยังทันไหมว้า ไม่งั้นคงต้องหาร้านอื่น”ชายหนุ่มเตรียมถอยรถสีเทาของตนออกจากซอยแคบ ๆ อย่างระมัดระวังเพราะซอยนี้เป็ซอยที่เต็มไปด้วยหอพักนักศึกษาผู้คนจึงเยอะไปหมดและที่สำคัญที่เขากลายมาเป็เ้าประจำของร้านป้าติ๋มแกก็เพราะหอพักตรงนี้ส่วนใหญ่เป็หอหญิง นอกจากได้ลาภปากแล้ว ยังได้อาหารตาด้วยงานนี้กำไรเห็น ๆ
เขาจัดการขับวนไปอีกซอย ซึ่งใช้เวลาประมาณ 10 นาทีซอยดังกล่าวก็ของกินเยอะเช่นกัน เพียงแต่กลางวันจะยังเปิดไม่มาก
อริสาเดินออกมาสูดอากาศตรงระเบียง มองออกไปจะเห็นยอดเจดีย์สัญลักษณ์ของจังหวัด ในมือเธอยังคงถือสมุดเล่มเล็กสีแดงที่เขียนบรรยายความรู้สึกในใจ
แต่ทันใดนั้นเองขณะที่เธอก้าวเท้าเพื่อไปยืนให้ชิดระเบียงอย่างอารมณ์ดีเท้าเล็กก็เหยียบเข้ากับบางสิ่ง
เ้าสัตว์ตัวเล็กๆที่มีอยู่ทุกบ้าน ทุกที่อยู่ดิ้นกระดุกกระดิกไปมาใต้เท้าเธอ
แมลงสาบ!!
“กรี๊ดดดดด!!!”
สมุดเล่มเล็กสีแดงลอยละลิ่วจากระเบียงตกลงมายังชั้นล่างตกลงบนหัวของชายหนุ่มเข้าเต็มรัก
“โอ๊ะ” เขาร้องออกมาเมื่อรู้สึกถึงอะไรบางอย่างมากระทบเข้าที่หัวเขาคลำหัวตัวเองป้อยๆ ก่อนจะหันมองไปรอบ ๆ “อะไรมาโดนหัววะ”
หญิงสาวที่เห็นเหตุการณ์ดังกล่าว เอามือกุมปากด้วยความใสมุดบันทึกตัวเองดันหล่นไปโดนหัวใครก็ไม่รู้
‘แย่แล้ว’
ชายหนุ่มก้มไปดูเบื้องล่างก็เห็นสมุดเล่มสีแดงวางแหมะไว้บนพื้นเขาหยิบมันขึ้นมาดู ก่อนจะเงยหน้ามองระเบียงเหนือศีรษะ
‘ใครมันซุ่มซ่ามพรรค์นี้วะ เดี๋ยวพ่อเฉ่งให้ คนยิ่งหิวๆอยู่’ชายหนุ่มคิดอย่างหงุดหงิด
“คุณคะ”
เสียงใสดังขึ้นมาจากด้านหลังของเขา เมื่อเขาหันไปก็เห็นเป็ผู้หญิงน่าจะเป็นักศึกษาเพราะลงมาจากหอพัก วิ่งหน้าตาตื่นมาที่เขา
เธอคงวิ่งมาด้วยความเร็วสูงมากทีเดียว ใบหน้าขาวนวลนั้นแดงเรื่อผมตรงยาวสยาย ใบหน้านวลใสระเรื่อนั่นน่ารักโดยปราศจากเครื่องสำอางใดๆแต่งเติมใส่ชุดเสื้อยืดสีน้ำเงิน กางเกงขายาว ยืนหอบแฮ่กๆ
“ใจเย็น ๆ ก่อน อันนี้ของคุณหรือครับ” เขาเอ่ยถามอย่างสุภาพเผลอจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสนใจ
หลังจากหญิงสาวค่อย ๆ ดีขึ้นแล้ว เธอก็เงยหน้ามองสมุดเล่มสีแดงในมือ
“ค่ะ” หญิงสาวมีสีหน้าเรียบเฉย เงยมองผู้ชายตรงหน้าอย่างกลัว ๆ เกร็ง ๆเนื่องจากเขากำลังจ้องมาที่ใบหน้าเธอเขม็ง แต่ถึงจะกลัวยังไงเธอก็ต้องเอาสมุดบันทึกเธอคืนมาให้ได้
“ของสำคัญมากเลยสิครับเนี่ย” เขาชวนถามต่อ พร้อมกับพลิกสมุดนั่นไปมา
“ค่ะ ฉันขอคืนนะคะ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิมแม้ในใจจะหวั่น ๆ เพราะกลัวเขาจะเปิดอ่านมัน
ด้วยท่าทางแบบนั้น ไม่รู้ทำไมจู่ ๆ เขาก็นึกอยากแกล้งเธอขึ้นมายิ่งเห็นสายตาที่เว้าวอนอยากจะให้เขาคืนสมุดเล่มนี้ให้ได้อีก
“ผมมีธุระด่วน ยังคืนให้ตอนนี้ไม่ได้” พูดจบ เขาก็เดินหันหลังหนี
หญิงสาวรีบเดินตามก้าวยาวๆนั้นไปอย่างรวดเร็ว นี่มันอะไรกันตาคนนี้นี่ จู่ ๆ ก็ไม่คืนของ นี่มันของของเธอนะ
“เอาคืนมานะ” น้ำเสียงเธอชักห้วน ไม่ชอบใจซึ่งสิ่งนี้ยิ่งทำให้ชายหนุ่มยิ่งอยากแกล้งเธอมากขึ้นไปอีก
‘หน้าตาของยัยเด็กคนนี้ตอนโมโหนี่น่ารักชะมัดเลย’
“ของสำคัญขนาดนี้ อยากรู้จังว่าข้างในเขียนอะไรน้า”
“เลคเชอร์ธรรมดา ๆ เท่านั้นเอง เอามาเดี๋ยวนี้นะคะ ไม่งั้นฉันไม่มีอ่าน”เธอรีบโกหกอย่างไว
“ว้า ผมมีธุระด่วนจริง ๆ เอางี้ไหม เดี๋ยวผมขอเบอร์โทรคุณถ้าผมเสร็จธุระผมจะโทรนัดเวลาเอามาคืนให้” ชายหนุ่มเริ่มวางแผนการบางอย่าง
“ไม่ได้ค่ะ ฉันไม่มีโทรศัพท์มือถือ”
“โกหก สมัยนี้ใครจะไม่มีโทรศัพท์มือถือ”
“ฉันพูดจริงค่ะ” เธอยังคงยืนกราน
“งั้นถ้าโชคดีเราคงเจอกันตรงนี้นะครับ บาย”พูดจบชายหนุ่มก็เดินไปพร้อมกับสมุดเล่มสีแดง หญิงสาวเ้าของสมุดได้แต่ยืนหน้าเหวอ
“ไม่นะ” หญิงสาวพุ่งเข้ามาประชิดตัวเขาโดยไวคว้ามือของนเรนทรที่จับสมุดเล่มสีแดงนั่นอย่างไม่ยอม “เอาสมุดคืนมา”หญิงสาวใช้มือเล็ก ๆ ทั้งสองข้างกำรอบมือเขาแน่นพยายามบีบให้เขาปล่อยมือจากสมุดเล่มนั้นให้ได้ “ฉันขอร้อง”
“สมุดเล่มนี้ นอกจากเลคเชอร์แล้วจะยังมีอะไรซ่อนอยู่ด้วยอีกหรือเปล่าน้า” ชายหนุ่มพูดอย่างอารมณ์ดีปนยียวนพลางจับข้อมือเล็กๆทั้งสองของหญิงสาวด้วยมือใหญ่เพียงข้างเดียว
อริสาใกับการถูกััอย่างฉวยโอกาสนั่นมาก
“ปล่อยนะคะ” เธอร้องลั่นและเนื่องจากตอนนั้นเป็เวลากลางวันที่ใครๆส่วนใหญ่ก็ไปเรียนกันจึงไม่มีใครอยู่แถวนั้นเลย
“ยิ่งร้อนรนแบบนี้ ผมยิ่งอยากรู้” ชายหนุ่มพูดเสียงยั่วเย้า“แค่สมุดเลคเชอร์เอง เดี๋ยวก็เอามาคืนให้”
“เอาคืนมา” เธอพูดอย่างอ่อนใจ“ฉันต้องอ่านนะคะ”
“ผมบอกแล้วไง ถ้าเสร็จธุระจะเอามาคืนให้นี่ผมยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงเลยนะ และอีกไม่ถึงครึ่งชั่วโมงผมต้องเข้างานแล้วผมจะโดนหักเงินเดือนเพราะคุณนั่นแหละ สาวน้อย” เขาปล่อยข้อมือเด็กสาว“แล้วก็กินข้าวซะบ้าง ตัวผอมบางอย่างกับกระดาษ” พูดจบ เขาก็รีบขึ้นรถส่วนอริสายังคงมองเขาไม่วางตา ทั้งโกรธ ทั้งอึ้ง
“อ้าว มัวมองผมอยู่ได้ หรืออยากจะขึ้นรถกับผมด้วยไหมล่ะผมไม่รังเกียจนะ คุณ” ชายหนุ่มยิ้มเยาะมาจากข้างในรถ
หญิงสาวกำมือแน่นอย่างอับจนหนทาง จนกระทั่งรถคันสีเทาถอยห่างออกไป
‘บ้าจริง นี่มันอะไรกัน’
ชายหนุ่มขับรถออกมาจากซอยอย่างอารมณ์ดีเขาเองก็ยังนึกงงตัวเองอยู่ไม่น้อยที่จู่ๆก็ไปหาเื่เอาสมุดของหญิงสาวที่ไม่รู้จักมาแบบนี้เขาบ้าหรือเปล่านะ
จู่ ๆ ภาพใบหน้าแดงเรื่อของหญิงสาว ปากนิด จมูกหน่อย ทำหน้านิ่ง ๆ บึ้งๆ ก็ลอยเข้ามาในหัวของเขา พลางนึกขึ้นมาเล่น ๆ
‘ถ้าใบหน้านั้นยิ้มให้แทนที่จะบึ้ง เธอก็คงจะน่ารักดีไม่น้อย’เขายกมือที่กำข้อมือของเธอขึ้นมาหอม หลับตาพริ้ม พลางนึกถึงใบหน้าที่ไม่พอใจคิ้วขมวดเป็โบใส่เขา ปากก็อ้อนวอนให้เขาคืนของเธอมา
‘เราจะได้เจอกันอีกไหมนะ แล้วที่เธอบอกว่าไม่มีโทรศัพท์มือถือจะจริงหรือเปล่า ใครสมัยนี้กี่คนจะไม่มี’
สายตาคมทอดมองไปที่บันทึกเล่มสีแดงที่วางข้าง ๆ เบาะ
หรือว่าบันทึกนี้จะเป็ของสำคัญจริง ๆ เขาควรจะรีบไปคืนเธอซะ
ชายหนุ่มสะบัดหัวไล่ความคิดนั้นออกไปเขาเองก็แค่นึกสนุกอยากแกล้งเมื่อเห็นหน้าตาตื่น ๆ ของผู้หญิงนั่นเท่านั้นเองเดี๋ยววันไหนว่าง ๆ เขาก็ไปคืนเธอเองนั่นแหละ
ในขณะที่จอดรถหน้าตึกศิลป์ เหลืออีก 15 นาทีจะเข้าสอนเขาหยิบกระเป๋าที่ในนั้นมีเอกสารที่ใช้บรรยายก่อนจะเหลือบไปเห็นสมุดสีแดงที่นอนแอ้งแม้งอยู่นั้นด้วยสีที่โดดเด่นออกมาจากกองเอกสารสีขาวทำให้ดูเหมือนว่ามันกำลังยั่วยวนให้เขาสนใจ
เขาหยิบมันขึ้นมา โดยไม่ได้มีเจตนาจะแอบอ่าน เพียงขอดูแค่หน้าแรกอีกทั้งอยากรู้ว่าเป็สมุดเลคเชอร์จริงหรือเปล่าและถ้าไม่ใช่เขาก็จะหาเื่แกล้งเธออีก สมุดที่ว่านั่นเป็สมุดเล่มบาง ๆ สีแดงปกอ่อน เมื่อเปิดเข้าหน้าแรกไปก็เจอชื่อ ๆ หนึ่งซึ่งเดาว่าน่าจะเป็เ้าของซึ่งก็คือเธอเป็ลายมือที่เขียนหวัดเล็กน้อย แต่ยังพออ่านออก
‘อริสา ทวีกุล’
บันทึกความรู้สึกดีๆแก่พี่ธนู
รุ่นพี่ที่ใจดีของฉัน <3
‘ไอ้คนชื่อธนูนี่มันใครกัน เป็รุ่นพี่ด้วย เห็นแบบนั้นก็ไม่เบานี่’เขามองอย่างนึกสนุก
ไม่ต้องเปิดหน้าต่อไปเขาก็รู้ในทันทีว่าหน้าต่อไปจะต้องเป็บันทึกรักหวานจ๋อยอะไรเทือกนั้นแน่นอน
“ถึงว่า ท่าทางลุกลี้ลุกลนแปลก ๆ หึ บังอาจมาหลอกฉันว่าเป็เลคเชอร์ที่ไหนได้ มันบันทึกรักชัด ๆ”
หญิงสาวกลับมาที่ห้องด้วยท่าทีหมดอาลัยตายอยาก พลางคิดว่า
‘ทำไงดี ถ้าเขาเปิดอ่านบันทึกเราล่ะ โอ๊ย ยัยสาทำไมเราถึงได้ซวยแบบนี้กันนะ’
อริสาพยายามสงบสติอารมณ์ เอาเถอะ เขาอาจจะไม่ใช่คนในมหาวิทยาลัยที่จะมีโอกาสเจอกันก็ได้
เธอจัดการผลัดเสื้อผ้าเพื่อไปทำงานพาร์ทไทม์ในตอนเย็นทันทีจากนั้นเธอจึงจดตารางการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวอ่านคืนนี้ต่อ
“แม่จ๋า หนูจะรีบเรียนให้จบ ทำงานเลี้ยงแม่นะจ๊ะ”เธอกล่าวกับตนเองด้วยแววตามุ่งมั่น เื่อื่นช่างมันเถอะ เื่นี้สำคัญที่สุด
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------
หลังจากบรรยายเสร็จ ชายหนุ่มก็มานั่งในรถเขาจัดการเข้าหน้าทะเบียนของมหาวิทยาลัยเพื่อทำอะไรบางอย่าง
เขากดค้นหาตารางเรียนนักศึกษาพิมพ์ชื่อที่เขาเห็นในบันทึกหน้าแรกใช้เวลาไม่นาน ข้อมูลก็ปรากฎขึ้นว่าปัจจุบัน เธอเป็นักศึกษาอยู่คณะวิทยาศาสตร์เอกฟิสิกส์ พร้อมทั้งตารางสอนครบ รู้เลยว่าเรียนอะไรเวลาใด
เชนยิ้มกริ่ม ให้ตายสิ ยัยแม่สาวเด็กคณะวิทย์ เด็กเรียนนี่นา
แต่ก็ประมาทไม่ได้ ผู้หญิงนิ่ง ๆ หงิม ๆ ก็อาจมีอันตรายเหมือนกันสมัยนี้
เสียงโทรศัพท์ของเขาดังขึ้นเขาดูเบอร์เห็นว่าเป็เบอร์ท่านคณบดีคณะจิตรกรรมฯ
“สวัสดีครับ ผมนเรนทรพูดครับ”
“อาจารย์สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเปิดโลกชมรมวันพุธหน้าไหมครับพอดีทางคณะจิตรกรรมฯเราแจ้งมาว่าปีนี้ชมรมศิลปะของพวกเขามีการเปลี่ยนอาจารย์ที่ดูแลชมรมพอดี ผมเลยนึกถึงอาจารย์ขึ้นมา สนใจไหมครับ”
เมื่อได้ยินแบบนั้น ชายหนุ่มถึงกับรู้สึกดีใจมาก ตอบแบบไม่ลังเล
“ได้สิครับ ท่าน ไม่มีปัญหา”งานศิลปะคือหนึ่งในความสุขของชีวิตเขาเลยทีเดียว
“ขอบใจมากนะ อาจารย์นเรนทร”
ชายหนุ่มขับรถไปพลางยิ้มอย่างอารมณ์ดี
‘วันนี้มีแต่เื่ดี ๆ ทั้งนั้น’
“แผนขั้นต่อไปของเรา คือการฮุบเหยื่อ” ชายหนุ่มร่างผอม วัยประมาณ 50นิดๆ เดินไปเดินมาอยู่ในตัวบ้านไม้ชั้นเดียวพลางทำไม้ทำมือประกอบท่าทางไปมาต่อหน้าหญิงสาวผมดัดหยิกทำสีผมอมน้ำตาลในชุดเดรสสีเขียวที่กำลังดูดบุหรี่อยู่บนเก้าอี้ไม้อย่างดี
“ฮุบเหยื่อหรือ พี่หมายความว่ายังไง”
“อย่ามาแกล้งโง่ ตรี”
“ที่ฉันถามเพราะฉันไม่รู้ว่าพี่จะใช้แผนการอะไรยังไงไงล่ะ เฮ้อพูดอะไรเข้าใจเองคนเดียวอีกละ” มารตีว่าพลางพ่นควันบุหรี่
“โอเค ฉันจะพูดง่าย ๆ ให้แกฟังก่อน ขั้นแรกคือจัดการไอ้เ้าลูกชายของมันซะ”
“แล้วลูกชายมันมาเกี่ยวอะไรด้วยล่ะ พี่ลูกมันยังไม่ได้รับสิทธิในบริษัทเลยนะ ถ้าจะให้ดีไม่ฆ่าไอ้แก่นั่นก่อนหรือไงก่อนที่จะให้สิทธิลูกชายมันน่ะ” เธอเสนอ
“โธ่ นังโง่ แบบนั้นไอ้ลูกชายมันต้องไม่ยอมแน่และต้องสงสัยเธอเป็คนแรกแน่นอน แล้วแกก็จะชวดไม่ได้อะไรเลย”
“เออ ก็จริง แล้วเราจะทำยังไงดีล่ะ”
“ทำให้มันสงสัยน้อยที่สุด” ชายรุ่นใหญ่ แววตาหลุกหลิกไปมากล่าวขึ้นต่อ “ถ้าลูกชายมันตาย มันจะได้รู้สึกทรมานใจหลังจากนั้นเราก็บอกว่าเขาเป็โรคเครียดจนกินยาเกินขนาดเหมือนนังโง่นงนุชนั่นก็ได้”
“แต่เดี๋ยวก่อนนะ ไหนจะอามันอีกล่ะ ไอ้เชนนั่นถึงมันจะไม่ได้เข้ามาบริหารก็จริง แต่มันก็มีรายนามอยู่ในผู้ถือหุ้นนะถ้าเกิดมันสงสัยการตายของพี่มัน แล้วมาโยงถึงฉันด้วย มันเองก็ใช่ย่อยเห็นดูเรื่อยๆเปื่อยๆ แต่ซุ่มดูพฤติกรรมฉันเงียบ ๆ นะ”
“แล้วคนอื่น ๆ ล่ะ ตรี” พี่ชายถามอย่างสงสัย“เห็นว่ามันมีพี่น้องหลายคนนี่”
“มันเป็ผู้ก่อตั้งขึ้นมา ส่วนพี่น้องคนอื่น ๆ ก็ไปทำธุรกิจที่อื่นน่ะมันว่าแบบนี้”
“แบบนี้ก็ยิ่งหวานหมู อีกอย่าง ก็ถ้าไอ้เชนเป็เสี้ยนหนามเราอีกคนก็เขี่ยทิ้งอีกซักคนก็สิ้นเื่ มันเป็พวกคาสโนวาใช่ไหมล่ะ จ้างผู้หญิงสวย ๆ สักคนไปจัดการก็ไม่น่ายากแต่เอาเถอะ แผนนี้สำคัญอยู่มาก ต้องระวัง ฉันแนะนำให้เราดูสถานการณ์กันก่อน”
“พี่อ่ำ แต่ธุรกิจเล็กๆอย่างโรงงานแบบนี้เงินมันจะมากมายพอให้เราเสี่ยงหรือไง พี่” มารตีอดสงสัยไม่ได้
“แกอย่าลืมสิ นังมารตี ที่ผ่านมา เวลาฉันไปขอเงินทำอะไรก็ตามมันก็มีให้ฉันทุกครั้ง จะมากจะน้อยก็มีให้ตลอด จากฉันคนเร่ร่อนเลยได้มีบ้านนี่ไงไหนจะมอเตอร์ไซต์ ข้าวของเครื่องใช้ในนี้ ก็เงินมันทั้งนั้นแหละ ฮ่า ๆแบบนี้จะไม่ให้คิดได้ไงว่ามีเงินเยอะแค่ไหน นังมารตีเอ๊ยแกโชคดีแค่ไหนที่ได้เป็เมียมัน”
มารตีนึกย้อนไปในอดีตสมัยสาว ๆสายตาดูว่างเปล่าราวกับกำลังจมอยู่กับความคิดบางอย่าง
“ก็นั่นไง เห็นโรงงานมันเล็กๆแบบนั้นเถอะแต่ในบัญชีมันก็คงมีมหาศาลนั่นแหละ แกน่าจะรู้ดี ”
“เฮ้อ พี่อ่ำ ฉันไม่เคยได้เห็นบัญชีมันสักครั้ง ถึงจะเป็เมียก็เถอะก็ไอ้เชนนั่นแหละ ฉันเคยได้ยินมันบอกไอ้แก่พยนต์ว่าไม่ให้ฉันดูตัวเลขในบัญชีข้อมูลบริษัทควรเป็ความลับกับเ้าของจริง ๆ ฉันล่ะโมโห กูนี่เมียนะเว้ยเมียเ้าของ” ถึงแม้ภายนอกจะใส่ชุดหรูหราอย่างไรแต่จริตท่าทางกำพืดเดิมก็ออกมาในที่สุด
“สรุปแล้วก็มีเหยื่อจำนวนสองคนที่ขวางทางรวยของพวกเราอยู่”อ่ำนิ่งไป ครุ่นคิดสักครู่ “ขอฉันคิดแผนก่อน อีกไม่นานเกินรอกองเงินกองทองนั่นจะต้องมาเป็ของเราพี่น้องอีกหลายคน ไม่ต้องไปขอมันงก ๆ อีกต่อไป”
“ยังไงครั้งนี้เราก็ต้องวางแผนให้ละเอียดเลยนะ พี่ อย่าให้ใครจับได้อย่าให้สาวมาถึงตัวเราล่ะ” มารตีย้ำก่อนจะอัดบุหรี่ต่อดวงตาที่กรีดอายไลเนอร์ทอดมองไปข้างหน้าด้วยความคิดที่สุดจะคาดเดา
---------------------------------------------------------------------------------------------------------