เสี่ยวเอ้อร์มองดูเธอ แล้วรีบค้นหาคำตอบในระบบอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้มันตอบ ซูมู่หยางก็พูดขึ้นว่า
"ห้องเดี่ยวราคาหนึ่งร้อยเหรียญทองต่อวัน แต่ห้องของคุณถูกอัปเกรดเป็ห้องเดี่ยวสุดหรูแล้ว ค่าเช่าจึงเป็หนึ่งร้อยห้าสิบต่อวัน อย่างไรก็ตาม ก่อนจะถึงกำหนดชำระค่าเช่าครั้งถัดไป จะยังคงคิดราคาเดิม"
"คิดแบบนี้ ฉันก็กำไรน่ะสิ!" ดวงตาของถังเวยเป็ประกาย เธอรู้สึกดีใจมาก ถ้าเช่าทีเดียวสิบวัน ก็ทำให้ประหยัดไปได้ถึงห้าร้อยเหรียญทอง
ขณะที่เธอดีใจอยู่นั้น ทางด้านอวิ๋นเจิงกลับรู้สึกหดหู่ หากไม่ใช่เพราะเขารู้สึกว่าอพาร์ตเมนต์นี้มีปัญหาจนทำให้ลังเลอยู่ตลอด เขาก็คงเหมือนกับถังเวย ที่ประหยัดเหรียญทองไปได้ไม่น้อย
"ไม่ต้องทอนเงิน ส่วนเหรียญทองที่เหลือ ผมขอซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกับน้ำแร่"
อวิ๋นเจิงไม่ได้ฟุ่มเฟือยเหมือนถังเวย เขาจึงไม่กล้าซื้อหลัวซือเฝิ่น เขาหยิบน้ำแร่ห้าขวดและบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแปดซองจากชั้นวาง
ขณะที่เขาหันหลังเดินไปทางหลินโยวโยว ได้เพียงไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงแจ้งเตือนแบบจักรกลดังขึ้นในห้องโถง
[คุณลูกค้าผู้มีเกียรติ ยินดีด้วยที่คุณต่อสัญญาเช่าสำเร็จ เวลาเช่าห้องของคุณเหลืออีกสี่วัน]
สี่วันก็ถือว่าดี รอให้พรุ่งนี้เขาต้องส่งถังเวยกลับไปยังฐานผู้รอดชีวิต เขาก็จะมีเงินมาเช่าห้องต่อ
"หนูน้อย ที่นี่ยังมีห้องว่างอีกไหม? ฉันยังมีเพื่อนอีกสองสามคน อยากให้พวกเขาเข้ามาพักด้วยกัน"
เมื่อได้ยินว่ามีคน้าเช่าห้อง หลินโยวโยวรีบเรียกหน้าต่างควบคุมออกมา แล้วปลดล็อกห้องเดี่ยวสุดหรูสองห้อง ทำให้ยอดคงเหลือเปลี่ยนเป็ 37 ทันที
"ยังมีห้องเดี่ยวสุดหรูอีกสองห้องค่ะ!" หลินโยวโยวเงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นมองอวิ๋นเจิง
อวิ๋นเจิงดีใจ รีบพยักหน้าทันที "ตกลง เดี๋ยวฉันจะไปรับพวกเขามาเดี๋ยวนี้เลย!"
อวิ๋นเจิงไม่กล้ารอช้า อพาร์ตเมนต์หมายเลข 27 เป็สถานที่ที่ดีอย่างแท้จริง เขากลัวว่าถ้าช้าไปก้าวเดียว จะถูกคนอื่นชิงตัดหน้าไปเสียก่อน
เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาจึงกอดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและน้ำแร่ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องโถงไป
ถังเวยกำลังเตรียมตัวจะขึ้นชั้นบน พอหันกลับมาเห็นหลินโยวโยวถือปากกาวาดรูปอะไรบางอย่าง จึงเดินเข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น "น้องสาวตัวเล็ก วาดอะไรอยู่เหรอ!"
"หนูกำลังวาดคุณแม่ค่ะ" หลินโยวโยวไม่ได้เงยหน้าขึ้น แต่ตั้งใจวาดรูปอย่างจดจ่อ
ถังเวยเอียงคอ มองดูรูปวาดใต้ปลายปากกาของหลินโยวโยว แล้วมุมปากก็ปรากฏรอยยิ้มสดใส "น้องสาววาดเก่งจังเลย"
ซูมู่หยางเลิกคิ้ว มองดูรูปคนกิ่งไม้ในภาพ ไม่เข้าใจเลยว่าคนเราชมคำนี้ออกมาได้อย่างไร?
"พี่สาวคะ นี่คือคุณแม่ของหนู พี่ช่วยหนูตามหาคุณแม่ได้ไหมคะ?" หลินโยวโยวยื่นรูปวาดไปตรงหน้าถังเวย และมองเธอด้วยสายตาคาดหวัง
มุมปากของถังเวยกระตุก เธอคิดว่าหลินโยวโยววาดเล่น ๆ ไม่นึกเลยว่าเด็กน้อยจะอยากใช้รูปวาดนี้ตามหาคน
คนที่อยู่ในรูปวาดที่ดูนามธรรมขนาดนี้ จะไปหาเจอได้อย่างไร?
เมื่อเห็นถังเวยไม่พูดอะไร หลินโยวโยวก็ถอนหายใจแล้ววางรูปวาดลง
ถังเวยเห็นท่าทางท้อแท้ของเธอ ในใจก็รู้สึกสงสารขึ้นมาทันที "น้องสาว คุณแม่ของหนูมีลักษณะเด่นอะไรบ้าง? พรุ่งนี้พี่ต้องออกไปข้างนอก จะพยายามช่วยหาให้นะ"
"จริงเหรอคะ?" ดวงตาของหลินโยวโยวเป็ประกาย "คุณแม่ของหนูสวยเหมือนพี่สาวเลยค่ะ เหมือนในรูปวาดนี้เลย"
ถังเวยมองดูรูปในมือของเธอ แล้วนิ่งเงียบไป คิดในใจว่า เหมือนงมเข็มในมหาสมุทรชัด ๆ !
"โยวโยวไม่ต้องกังวลนะ พี่ชายก็จะช่วยหาคุณแม่ให้เหมือนกัน"
ซูมู่หยางยกมือขึ้น ลูบผมหลินโยวโยวอย่างเอ็นดู การปรากฏตัวของถังเวย ทำให้เขารู้สึกถึงวิกฤต โยวโยวยังเด็กเกินไป และไม่ระวังตัวกับใครเลย
ผู้หญิงตรงหน้าก็เก่งเื่พูดจาไพเราะ เขาเกรงว่าโยวโยวจะถูกเธอหลอกล่อไป!
เมื่อััได้ถึงความเป็ศัตรูของซูมู่หยาง ถังเวยก็รู้สึกงุนงง เธอเหลือบมองซูมู่หยางแวบหนึ่ง จากนั้นก็หันมายิ้มให้หลินโยวโยว
"น้องสาว รู้ไหมว่าคุณแม่ชื่ออะไร อายุประมาณเท่าไหร่ และพลัดหลงกันที่ไหน? บอกสิ่งที่หนูรู้ให้พี่ทั้งหมด พรุ่งนี้พี่ออกไป จะช่วยติดประกาศคนหายให้จ้ะ"
หลินโยวโยวเอียงคอ เกาหัวตัวเอง เธอพยายามนึกอยู่ครู่หนึ่ง แล้วยิ้มกว้าง "พี่สาวคะ คุณพ่อเรียกคุณแม่ว่าเมีย คุณแม่ชื่อเมียค่ะ"
ซูมู่หยางเงียบไป ส่วนถังเวยก็เงียบไปเช่นกัน คิดในใจว่าชื่อนี้พิเศษจริง ๆ !
ถังเวยถอนหายใจแล้วยอมแพ้ เด็กตัวแค่นี้ จะไปรู้อะไรได้? พรุ่งนี้เธอคงต้องลองไปสืบที่ฐานผู้รอดชีวิตดูว่า มีใครรู้จักหลินโยวโยวบ้าง!
...
"เปิดประตู ฉันรู้ว่าพวกแกอยู่ในนั้น!" ในฐานผู้รอดชีวิต ประตูบ้านตระกูลลู่ถูกทุบเสียงดังปัง ๆ
ลู่เหยี่ยขมวดคิ้ว กำหมัดแน่น "พวกเขารังแกกันเกินไปแล้ว ฉันจะไปคุยกับพวกเขาให้รู้เื่!"
"พี่ อย่าไปเลย!" ลู่เหยารีบลุกขึ้นดึงเขาไว้ แล้วหันไปมองเหรียญทองแดงสามเหรียญบนโต๊ะ
"เมื่อกี้ฉันเพิ่งเสี่ยงทายดู คำทำนายบอกว่าเื่นี้จะมีจุดเปลี่ยน พวกเราอดทนรออีกหน่อยเถอะ!"
"แต่พวกเขาน่ะ..." ลู่เหยี่ยอยากจะพูดต่อ
แต่พอหันไปก็สบเข้ากับสายตาอ้อนวอนของน้องสาว เพราะรู้ว่าน้องสาวเป็ห่วง ลู่เหยี่ยจึงถอนหายใจแล้วทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา คนนอกประตูเห็นว่าข้างในไม่มีการเคลื่อนไหว ก็ยิ่งด่าทอด้วยถ้อยคำที่หยาบคายขึ้น
อวิ๋นเจิงจอดรถเสร็จ ก็เห็นผู้ชายสามคนยืนอยู่ที่หน้าประตูอพาร์ตเมนต์บ้านตระกูลลู่ เขาขมวดคิ้ว เปิดประตูลงจากรถ "มีธุระอะไร?"
ชายที่เป็หัวหน้าได้ยินดังนั้น จึงหันมามองอวิ๋นเจิง "โอ้ ไม่นึกเลยว่าแกจะยังมีชีวิตรอดกลับมาได้!"
"ไม่เกี่ยวกับแก!" อวิ๋นเจิงจ้องมองชายคนนั้นด้วยสายตาเ็า
ชายคนนี้ชื่อเกาเฉียง เป็คนเก็บค่าเช่าของฐานหลงเถิง ได้ยินว่าลุงของเขาเป็ระดับบริหารชั้นผู้น้อยในฐานผู้รอดชีวิต จึงทำให้เขาได้ตำแหน่งนี้มา
ปกติเกาเฉียงมักใช้สถานะคนเก็บค่าเช่า ข่มขู่รีดไถเงินจากชาวบ้านอยู่เสมอ อวิ๋นเจิงไม่มีความประทับใจที่ดีต่อคนคนนี้เลย
"ก็ไม่เกี่ยวกับฉันจริง ๆ นั่นแหละ ต่อให้แกตาย ฉันก็ไม่ต้องไปเก็บศพให้" เกาเฉียงมองอวิ๋นเจิงด้วยสายตาเหยียดหยาม
"จริงสิ แกสนิทกับพี่น้องตระกูลลู่ไม่ใช่เหรอ? บอกให้พวกเขาเปิดประตู แล้วจ่ายค่าเช่ามาซะ!"
สิ้นเสียงของเกาเฉียง ประตูข้างหลังเขาก็ถูกเปิดออก ลู่เหยี่ยยืนอยู่ที่ประตู ในดวงตามีความโกรธแค้นแฝงอยู่ "ค่าเช่ายังเหลือเวลาอีกหนึ่งสัปดาห์ถึงจะครบกำหนด เมื่อถึงเวลา พวกเราจะจ่ายให้เอง"
"อาทิตย์หน้าฉันไม่ว่าง จ่ายมาตอนนี้เลย" เกาเฉียงเท้าเอว ไม่ยอมรับฟังแม้แต่น้อย
พี่น้องตระกูลลู่เช่าบ้านแบบรายเดือน ซึ่งเขาจะเก็บค่าเช่าล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์ในทุก ๆ เดือน ผ่านไปสี่เดือน เขาก็จะกำไรค่าเช่าเพิ่มมาหนึ่งเดือนเต็ม ๆ โอกาสหาเงินดี ๆ แบบนี้ เขาจะปล่อยให้หลุดมือได้อย่างไร?
"ตอนนี้ผมไม่มีเงินมากขนาดนั้น!" ลู่เหยี่ยขมวดคิ้ว สีหน้าดูย่ำแย่
เกาเฉียงมองเขาแล้วแค่นหัวเราะ "ไม่มีเงินก็ไสหัวไป! แกรู้ไหมว่าบ้านในฐานผู้รอดชีวิตมันหายากแค่ไหน อย่ามาทำตัวเป็พวกจองที่แต่ไม่ยอมจ่าย!"
ลู่เหยี่ยกัดฟัน จ้องมองเขาด้วยความโกรธ หากไม่ใช่เพราะพวกเขาจำเป็ต้องเช่าบ้านในฐานผู้รอดชีวิตต่อไป เขาอยากจะซัดเกาเฉียงให้หมอบสักทีจริง ๆ
"จ้องฉันทำไม? ถ้าแกไม่พอใจฉันมากนัก ก็ต่อยฉันสิ!" เกาเฉียงยกมือขึ้น ตบแก้มตัวเองอย่างโอหัง
สิ้นคำพูดของเขา หมัดของอวิ๋นเจิงก็ซัดเข้าที่ดั้งจมูกของเขาอย่างจัง