ย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ)

    บทที่ 33 อย่าเพิ่งนับศพบรรดาศิษย์


    เด็กสาวตัวน้อยสูดหายใจเข้าลึก ดวงตากลมโตปิดลงอย่างช้าๆ และเริ่มปล่อยวางสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวลงไปในชั่วขณะ เมื่อคิดว่าสมาธิของตนเริ่มคงที่ขึ้นมาบ้างแล้ว ร่างเล็กก็ได้เริ่มดูดซับพลังปราณธาตุทั้งหกเข้าสู่ร่างของตน ทันใดนั้นปราณธาตุทั้งหกภายในขุนเขาบูรพาก็พากันมุ่งตรงไปยังทิศทางของลานลองโดยพร้อมเพรียง ปราณธาตุเหล่านั้นค่อยๆซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเด็กสาวทีละเล็กทีละน้อย แต่ถ้าหากดูดซับได้เพียงเท่านี้อย่างไรเสียก็คงไม่ทันหลี่หลินตัดสินใจเพิ่มปริมาณในการดูดซับปราณธาตุมากกว่าเดิมหลายเท่าอย่างกะทันหัน ส่งผลให้ความเจ็บปวดแล่นไปทั่วทั้งร่าง ความเจ็บปวดที่มากเกินจะทานทนยังคงแล่นไปทั่วทั้งร่างของเด็กสาว เฉกเช่นเดียวกับปราณธาตุทั้งหกที่พากันซึมซับเข้าสู่ร่างกายของนางกันอย่างบ้าคลั่ง
    หลิ่งเหวินตะลึงค้าง ทั้งชีวิตมิเคยเห็นผู้ใดดูดซับปราณธาตุอย่างบ้าคลั่งเช่นนี้มาก่อน แน่นอนว่านอกจากจะเป็นอันตรายต่อร่างกายภายในแล้ว มันยังเป็นอันตรายต่อชีวิตด้วยเช่นกัน“เจ้า...! กำลังทำอะไร หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” หลิ่งเหวินรีบห้ามปรามเด็กสาวและหยุดการต่อสู้ลงไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบวิ่งไปยังร่างของเด็กสาวเพื่อทำอะไรบางอย่างให้นางหยุดการดูดซับปราณธาตุ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะถูกขัดขวางทางเดินโดยปราณธาตุลม เพราะกระแสลมแรงที่พัดโหมกระหน่ำกำลังพุ่งชนเข้าที่ร่างของหลิ่งเหวินโดยไร้ซึ่งสิ่งใดกำบังหลิ่งเหวินกัดฟันและพยายามฝ่าลมแรงนั้นออกไป แต่ยิ่งเขาออกแรงฝ่าออกไปมากเท่าไหร่ แรงลมก็จะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ดังนั้นหลิ่งเหวินจึงจำใจที่จะต้องหยุดยืนดูเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาหลี่หลินพยายามโคจรพลังปราณธาตุให้กระจายไปตามส่วนต่างๆของร่างกายที่มีแต่ละธาตุสถิตอยู่ภายใน แต่ทว่าสายตาของตนไปสบเข้ากับร่างของหลิ่งเหวินที่กำลังมุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วทำให้เด็กสาวเกิดความเข้าใจผิด คิดว่าหลิ่งเหวินกำลังพุ่งเข้าโจมตีใส่ตน หลี่หลินจึงเลือกที่จะเพิ่มความเร็วและปริมาณในการดูดซับมากขึ้นกว่าเดิมจังหวะการโคจรลมปราณและแยกแยะปราณธาตุต่างผิดเพี้ยนและตีกันมั่วไปหมด ทำให้ปราณธาตุที่ดูดซับเข้ามาในร่างเริ่มเกิดสิ่งที่เรียกว่าธาตุพิฆาต เหล่าปราณธาตุกำลังพิฆาตกันอย่างรุนแรงอยู่ภายในร่างของเด็กสาว ส่งผลให้แรงกระทบนั้นไปทำให้เส้นลมปราณบางจุดฉีกขาด มุมปากของเด็กสาวเริ่มมีหยดเลือดไหลซึมออกมาอย่างชัดเจน ชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ถูกปกคลุมไปด้วยเลือดสีแดงสด กลิ่นคาวของเลือดก็เริ่มลอยคละคลุ้งไปทั่ว สติของข้าเองก็เริ่มจะพร่าเลือนไปแล้วเช่นกันแต่ทว่า...หากยังไม่ตัดสินแพ้ชนะ ข้าจะยังล้มลงไม่ได้!
    เมื่อคิดได้ดังนั้นหลี่หลินก็คว้าจับกระบี่เอาไว้และพุ่งตรงไปหาหลิ่งเหวินด้วยความเร็วที่ยากจะมองได้ทัน ฉับพลันมือเล็กก็ยกขึ้นเหนือหัวแล้วตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง“เกาทัณฑ์เพลิงฟ้า!” ฉับพลันเมฆครึ้มสีเลือดก็เริ่มก่อตัวและปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า พวกมันกินพื้นที่ไปหลายสิบลี้ ถึงแม้ว่าครั้งก่อนที่ข้าได้ทดลองใช้คาถานี้บรรดาลูกธนูจะตกกระจายไปตามที่ต่างๆ แต่ทว่าตอนนี้เป้าหมายของข้าก็คือหลิ่งเหวิน
    ไม่นานนักลูกธนูแห่งไฟก็ร่วงหล่นลงมาจากก้อนเมฆหลายพันดอกและพุ่งตรงไปยังร่างของหลิ่งเหวิน หลิ่งเหวินวิ่งหลบและสร้างเกราะวารีขึ้นมาต้านทานไปเรื่อยๆในระหว่างที่กำลังหลบหลีก แต่ทว่าเกราะวารีมีขีดจำกัด คงมิอาจต้านทานธนูเพลิงเหล่านั้นได้ครบถึงพันดอกเป็นแน่วิ่งหลบไปพลางเขาก็ร่ายทั้งคาถาธาตุไม้และธาตุน้ำขึ้นมาปกป้องร่างกายของตนเองไปพลาง พลันขบคิดถึงวิธีที่จะทำให้ตัวเองดิ้นหลุดออกจากการจู่โจมครั้งนี้ให้เร็วที่สุด แต่ทว่าเขาก็พลาดท่าลูกธนูไฟปักเข้าที่กลางหลังของเขาถึงสองดอก แม้ภายนอกจะดูเหมือนลูกธนูไม้ทั่วๆไป แต่เมื่อถูกปักเข้าไปแล้วเปลวเพลิงอันร้อนแรงก็จะลุกไหม้เป้าหมายทันที ซึ่งในตอนนี้มันก็กำลังลุกไหม้อยู่บนร่างของเขา เปลวเพลิงนี้ร้อนยิ่งกว่าเพลิงธาตุไฟของปรมาจารย์ทั้งหลายเสียอีก ราวกับว่าเด็กน้อยตรงหน้าเขาหมายจะแผดเผาดวงวิญญาณของเขาให้กลายเป็นเถ้าธุลีพร้อมๆกับร่างกาย
    หลิ่งเหวินรีบร่ายคาถาธาตุน้ำเพื่อดับเปลวไฟที่ลุกโชนนั่นอย่างรวดเร็ว ความปวดแสบปวดร้อนก็แผ่กระจายไปทั่วแผ่นหลัง ดวงตาคมกริบจ้องมองหลี่หลินอย่างเอาเป็นเอาตาย และเริ่มออกตัวเข้าปะทะกับร่างเล็กนั้นทันทีหลี่หลินรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มจึงทำให้นางเคลื่อนไหวหลบหลีกได้ทัน ทั้งสองอัดพลังลมปราณของตนสู้กันอย่างไม่ลดละ เมื่อปราณธาตุหมดก็แค่ซึมซับเข้ามาเพิ่ม สู้กันไปเรื่อยๆร่างของหลิ่งเหวินและหลี่หลินก็เริ่มอ่อนแรงลง โดยเฉพาะหลี่หลินที่เริ่มแบกรับความเจ็บปวดยามที่ธาตุพิฆาตกันภายในแทบไม่ไหว“ยอมแพ้เสียเถิด อย่าฝืนตัวเองอีกเลย ชีวิตของเจ้าจะดับสลายไปเสียเองนะสาวน้อย” หลิ่งเหวินพยายามเจรจา“ยอมแพ้หรือ? เหอะ! ไม่มีทางเสียหรอก ข้าไม่มีทางยอมแพ้เด็ดขาด!” พูดไปข้าก็อัดกระแทกพลังธาตุไฟเข้าไปยังร่างของชายหนุ่ม
    ร่างของหลิ่งเหวินเสียหลักและถูกเปลวไฟจากคาถาของหลี่หลินโจมตีเข้าอย่างจัง แต่ทว่าเขาก็ยืนหยัดลุกขึ้นมาได้เช่นเดิม ข้าเองก็จะยอมแพ้ไม่ได้...กว่าข้าจะมีฝีมือถึงขั้นนี้ ข้าต้องผ่านร้อนผ่านหนาวมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันครั้ง ข้าก็จะไม่ยอมแพ้ด้วยเช่นกัน! และก็เป็นอีกหนที่ทั้งสองยังคงปะทะใส่กันอย่างต่อเนื่อง
    ข้าที่ถือครองถึงหกธาตุต่อสู้กับเจ้าหนุ่มหน้ามนนี่มาเกินสองยามแล้ว แต่ดูเหมือนว่าหลิ่งเหวินก็ไม่มีทีท่าว่าจะยอมแพ้เลยเช่นกัน หากธาตุทั้งหกไม่สามารถเอาชนะเจ้านี่ได้...เช่นนั้นข้าจะทำอย่างไรดี? หากใช้วรยุทธเข้าสู้ก็เกรงว่าต้องล้มลงไม่เป็นท่าเป็นแน่...‘ผสานธาตุเข้าด้วยกันเสียสิ’ในขณะที่ความคิดมากมายกำลังตีกันอยู่ ทันใดนั้นเสียงของหญิงสาวปริศนาก็ดังขึ้นในหัวของข้า เสียงนั้นมีทั้งความนุ่มนวลและเย้ายวนผู้ฟังให้คล้อยตามเจ้าของเสียงเป็นอย่างมาก‘ผสานธาตุเข้าด้วยกันแล้วก่อเกิดเป็นธาตุใหม่...อย่างเจ้าต้องทำได้แน่นอน’ เสียงนั้นยังคงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง‘ขยับร่างกายไปตามความรู้สึกที่คุ้นเคย’
    สิ้นเสียงของหญิงสาว ร่างกายของข้าก็พลันขยับไปเองอย่างห้ามไม่ได้ มือเล็กนั้นวางทาบไปบนอกของตนก่อนจะมีแสงสว่างวาบตามออกมา มือของข้าค่อยๆหายเข้าไปในแสงนั้นและหยิบของบางสิ่งออกมาด้วยเช่นกัน ชั่วขณะที่ของสิ่งนั้นหลุดออกจากร่างความรู้สึกปวดหนึบก็เกิดขึ้นมา แต่มันก็ไม่ถึงกับที่ทำให้เจ็บปวดจนเกินทนเมื่อมองดูสิ่งของในมือให้ดีแล้ว ก็ปรากฏเป็นลูกแก้วที่กำลังส่องแสงสีแดงและสีเขียวอ่อนอยู่บนฝ่ามือ ลูกแก้วทั้งสองลอยขึ้นมาอยู่ในระดับสายตาของเด็กสาว มือเล็กเองก็ขยับตามและกอบกุมลูกแก้วทั้งสองเอาไว้ด้วยกันทันใดนั้นกระแสลมแรงและเปลวไฟที่แผดเผาทุกสิ่งก็บังเกิดขึ้นมารอบๆตัว ธาตุไฟกำลังหลอมรวมเอาธาตุลมเข้าไปในตัวของมัน หลังจากนั้นแสงสีทองก็สว่างวาบไปทั่วทั้งลานประลอง
    เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยงปร้างไปทั่วนภา เรียกความสนใจจากลูกศิษย์นับพันคนและปรมาจารย์ทั้งห้าได้เป็นอย่างดี ยังไม่ทันที่หลิ่งเหวินจะได้ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เด็กสาวตัวน้อยนามว่าหลี่หลินได้กระทำการบางสิ่งบางอย่างกับปราณธาตุได้ดี ทันใดนั้นสายอัสนีสิบสายก็ฟาดลงไปยังร่างของหลิ่งเหวินอย่างต่อเนื่องรอจนเมื่อการเคลื่อนไหวของเขาหยุดนิ่งลง สายอัสนีเหล่านั้นก็พลันหายไปในเมฆดำ หลี่หลินฟุบนั่งลงด้วยความเหนื่อยล้าอย่างถึงที่สุดก่อนจะตามมาด้วยเลือดกองโตที่นางกระอักออกมาไม่ขาดสาย ร่างเล็กไอและหอบจนทั้งร่างสั่นสะท้านไปหมด ผู้คนกำลังตกอยู่ในห้วงแห่งภวังค์ ราวกับว่าภาพตรงหน้านี้เป็นความฝันก็ไม่ปาน“การประลองครั้งนี้ หลี่หลินชนะ...” ศิษย์พี่กล่าว
    ทันทีที่ได้รับรู้ผลการต่อสู้ ข้าก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา แต่ทว่าตัวข้าในตอนนี้ลุกขึ้นยืนและเดินออกจากสนามไปไม่ไหว ทั้งเส้นลมปราณที่ฉีกขาด การบาดเจ็บภายในจากธาตุที่พิฆาตกัน และเรี่ยวแรงทั้งหมดมันหายไปแล้ว ตอนนี้ข้าจึงทำได้เพียงล้มตัวลงนอนในลานประลองเพียงเท่านั้น“หลี่หลิน!” จ้าวหลิวตะโกนพร้อมๆกับรีบวิ่งเข้ามาพยุงร่างของข้า ก่อนจะตามด้วยคำพูดก่นด่าของเขาที่มากมายสารพัด อาจารย์เฒ่าและสมาชิกในกลุ่มห้าเองก็รีบวิ่งเข้ามาตรวจดูอาการของข้าพร้อมกับพากันบ่นข้าเหมือนอย่างที่จ้าวหลิวทำ แต่พวกเขาก็ยังคงไม่ลืมที่จะรีบหามข้าเข้าไปรักษาหรอกนะ
    แต่สิ่งที่ยังค้างคาอยู่ในใจของข้าก็คือ...เสียงนั้นเป็นเสียงของผู้ใด?
    “หลอมรวมธาตุแล้วก่อเกิดเป็นธาตุใหม่? เป็นการกระทำที่บ้าบิ่นดี” อวี่เหวินหนิงฉินพึมพำเบาๆก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นมาจิบด้วยสีหน้าที่ยังคงเรียบนิ่งดั่งสายน้ำที่เงียบสงบ
    รอบที่สองของการประลองรอบตัดสิน จ้าวหลิวและเมิ่งฉิงยืนประจันหน้ากันก่อนจะทำความเคารพซึ่งกันและกัน ไม่รู้ว่าเหตุใดเมิ่งฉิงจึงรู้สึกได้ถึงแรงกดดันอันมหาศาลที่กำลังเอ่อล้นออกมาจากตัวของจ้าวหลิว เพียงแค่ชั่วครู่เท่านั้นที่เขารู้สึกกลัวจ้าวหลิวขึ้นมาภายในส่วนลึกของจิตใจเมิ่งฉิงยังคงอ่อนหัดต่อการควบคุมมิให้อารมณ์ของตนปรากฏเด่นชัดบนใบหน้า เพียงแค่จ้าวหลิวปรายตามองเขาครู่หนึ่งก็พลันรับรู้ได้ทันทีว่าเมิ่งฉิงผู้นี้กำลังกังวลและหวาดกลัว มุมปากของจ้าวหลิวยกยิ้มขึ้นอย่างยินดีก่อนจะเริ่มร่ายคาถาเรียกสายฟ้าออกมาสถิตภายในกระบี่อย่างเงียบๆ
    เด็กหนุ่มผู้น้อยประสบการณ์ในการต่อสู้ก็พลันตัดสินใจพุ่งจู่โจมคู่ต่อสู้ของเขาโดยพลัน ทว่าช้าไปเพียงย่างก้าวชั่วพริบตานั้นร่างของจ้าวหลิวก็กระโดดขึ้นเหยียบบนปลายกระบี่ของเมิ่งฉิง ก่อนจะกระโดดตีลังกาไปทางด้านหลังของเมิ่งฉิงอย่างรวดเร็ว
    ยังไม่ทันที่ข้าจะได้ตกใจ อยู่ๆร่างของข้าก็พลันกระเด็นไปไกลหลายลี้ด้วยแรงเตะจากฝ่ายตรงข้าม มิน่าเชื่อว่าเด็กหนุ่มรูปร่างผอมบางเช่นจ้าวหลิวจะมีพละกำลังมากมายถึงเพียงนี้เงาร่างของจ้าวหลิวกำลังวิ่งตรงมาทางเมิ่งฉิงด้วยความรวดเร็วก่อนจะวาดกระบี่ไปทางเมิ่งฉิงอย่างสุดแรง คมกระบี่ที่ถูกกวัดแกว่งออกมาพร้อมๆกับสายอัสนีที่สถิตภายในกระบี่ด้วยความเร็ว ก่อนจะผ่าไปยังร่างของเด็กหนุ่มตัวน้อย โชคยังดีที่เมิ่งฉิงสร้างกำแพงดินขึ้นมากำบังร่างของตนได้อย่างเฉียดฉิว ดังนั้นการโจมตีเมื่อครู่จึงทำให้เขาไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรมากมายนัก
    จ้าวหลิวไม่ย่อท้อ เขายังคงร่ายคาถาเรียกสายฟ้าอยู่เรื่อยๆ ส่วนเมิ่งฉิงที่เอาแต่หลบไปมาก็พลันพลาดท่าต่อสายฟ้าหลายครั้งหลายคราเช่นกัน ทั้งสองยังคงสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ต่างคนต่างใช้ทั้งวรยุทธและพลังปราณธาตุมาต่อสู้กัน แต่ดูเหมือนว่าฝ่ายที่กำลังเสียเปรียบในตอนนี้จะเป็นเมิ่งฉิง ทั้งร่างของเขาเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยไหม้ เรียกได้ว่าตัวเขาแทบจะหมดสภาพแล้วในทางกลับกัน จ้าวหลิวแทบจะไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย บนร่างมีรอยแผลถลอกอยู่บ้างประปรายแต่ก็ไม่ถึงกับทำให้เป็นอุปสรรคต่อการประลอง
    เมิ่งฉิงหอบหายใจถี่ด้วยเพราะการหลบหลีกการโจมตีของจ้าวหลิว เมื่อทั้งสองเข้าปะทะกันไปไม่นาน ก็กระโดดออกจากกันและตั้งท่าเตรียมจะเข้าไปจู่โจมใหม่ แต่ทว่าในรอบนี้จ้าวหลิวมิได้ทำเช่นนั้น เขากลับยืนแน่นิ่งอยู่ที่เดิมโดยไม่เคลื่อนที่แต่อย่างใดเมิ่งฉิงที่ออกตัวมาได้ครึ่งทางก็พลันประหลาดใจว่าเหตุใดจ้าวหลิวจึงไม่พุ่งตัวเข้ามาหาตน ทันทีที่ประกายแสงสีม่วงสว่างวาบ ภาพตรงหน้าของเมิ่งฉิงก็พลันพร่าเลือน ร่างทั้งร่างเจ็บแสบและปวดไปหมด กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกว่าใบหน้าของตนได้แนบเข้ากับพื้นหินของลานประลองเสียแล้ว“จ้าวหลิวชนะ!” สิ้นคำตัดสิน เสียงที่แสดงถึงความยินดีก็ดังขึ้นทั่วสารทิศจ้าวหลิวช่างแสบนัก แอบร่ายคาถาอัญเชิญอัสนีในช่วงที่ข้ากำลังสับสนกับการกระทำของเขา แต่ก็นับว่าการประลองครานี้เป็นบทเรียนที่ดียิ่งสำหรับข้า รอยยิ้มบางๆปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเมิ่งฉิงก่อนจะหายไปพร้อมๆกับสติของเขา

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลาท่องยุทธภพ (meb e-book2เล่มจบ) ที่คุณอ่าน