ตอนที่ 673 ชายหนุ่มผู้น่าสงสาร (2)
อ่า!
ชายหนุ่มถึงกับถอนหายใจยาวออกมาอย่างโล่งใจเมื่อได้ฟังคำอธิบายของเจิ้งฟู่.......
“หรือว่าเ้าไม่เชื่อคำพูดของข้า?”เจิ้งฟู่เห็นว่าชายหนุ่มชอบที่จะลังเลและแสดงท่าทางหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาเขาจึงคิดที่จะแกล้งชายหนุ่มเล็กสักเล็กน้อย.......
“ไม่ขอรับนายท่าน!ไม่เลยขอรับ! ข้าน้อยนั้นเชื่อทุกคำพูดของนายท่านและข้าน้อยก็เต็มใจที่จะบอกข้อมูลหรือสิ่งที่ข้าน้อยรู้ทั้งหมดให้กับท่าน!”ชายหนุ่มรีบยกมือขึ้นมาโบกส่ายไปมาเพื่อปฏิเสธว่าตนนั้นหาดได้คิดแบบนั้นไม่ที่เขาลังเลเพราะกลัวเจิ้งฟู่จะฆ่าเขา......
“งั้นก็ดี! เอาละพวกเราจะเดินขึ้นไปยังบ้านพักของข้าซึ่งในระหว่างทางข้าจะถามเ้าไปเรื่อยๆ ซึ่งเ้ามีหน้าที่แค่ตอบคำถามข้าเท่านั้น!”เจิ้งฟู่พยักหน้าให้อย่างพอใจก่อนจะหันหลังและเดินกลับขึ้นไปบนยอดเขาโดยใช้เส้นทางที่หัวหน้ากลุ่มของชายหนุ่มใช้เมื่อครู่นี้.......
ซึ่งในระหว่างที่เดินขึ้นเขามาได้ระยะหนึ่งแล้วเจิ้งฟู่ก็พบว่าตรงกลางถนนนั้นมีคาบเืเปรอะเปื้อนอยู่ตามพื้นดินเต็มไปหมดแต่ไม่มีศพหรือเศษซากของสิ่งมีชีวิตใดอยู่ตรงนั้นเลยซึ่งนั้นแสดงให้เห็นว่าสิงโตปีกม่วงทั้งสองได้จัดการเก็บกวาดไปหมดแล้วแต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่ทำให้เจิ้งฟู่อดที่จะใไม่ได้ซึ่งสิ่งนั้นก็คือข้าวของของกลุ่มแขกที่ขึ้นมาก่อนหน้านี้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็อาวุธเสื้อผ้าหรือแม้แต่แหวนมิติและของมิติทั้งหมดกองรวมกันอยู่ใกล้ๆกับถนน......
“ทำงานดีขนาดนี้สงสัยต้องให้รางวัลชิ้นโตหน่อยแล้ว!” เจิ้งฟู่อดที่จะยิ้มอย่างมีความสุขไม่ได้ที่เห็นว่าสิงโตปีกม่วงของเขานั้นแสนรู้มากแค่ไหนพวกมันกินแต่เนื้อไม่กินของเหล่านี้ลงไปด้วยซึ่งเป็เื่ที่น่าแปลกมากสำหรับสัตว์อสูรกินเนื้อที่มีระบบย่อยอย่างดี.......
“ท่านหัวหน้า!” แต่สำหรับชายหนุ่มแล้วภาพเหล่านี้เป็สิ่งที่ทำให้เขาเศร้าใจมากถึงแม้ชายหนุ่มจะไม่ได้มีความผูกพันอะไรมากกับคนกลุ่มนี้แต่เขาก็ร่วมงานกับคนกลุ่มนี้มาหนึ่งปีแล้วมันเป็ธรรมดาที่เขาจะมีความรู้สึกสงสารและเศร้าใจอยู่บ้าง......
“คนเราควรรู้ว่าเมื่อคิดที่จะเลือกเดินบนเส้นทางที่เสี่ยงอันตรายแล้วก็ควรที่จะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้เกี่ยวกับเื่นี้ไม่มีใครที่หนี้พ้นความตายไปได้หรอกต่อให้เป็ผู้ฝึกตนที่ระดับสูงเพียงใดพวกเขาย่อมต้องมีวันตายแต่อยู่ที่ว่าวันตายของพวกเขานั้นจะเมื่อไหร่เท่านั้น!”ถึงเจิ้งฟู่จะไม่ได้สนใจหรือแยแสต่อความตายของคนเหล่านี้แต่เขาก็รู้ดีว่าทุกคนนั้นต้องเศร้าเป็ธรรมดาเมื่อคนที่ตนรู้จักได้ตายตกไปซึ่งรวมถึงตัวเขาที่ต้องเสียจินเทียนผู้ที่เป็ดั่งน้อยชายและเพื่อนสนิทด้วย.....
“ข้าน้อยเข้าใจดี!ั้แ่ที่ข้าน้อยเลือกเดินบนเส้นทางนี้ ข้าน้อยก็คิดเอาไว้แล้วว่าต้องมีสักวันที่ข้าน้อยนั้นจะต้องตายเพราะแต่ข้าน้อยยังไม่อยากที่จะตายในตอนนี้เพราะยังมีสถานที่อีกหลายสถานที่ที่ข้าน้อยยังไม่ได้ไปเห็นและมีพื้นที่ลึกลับอีกมากที่รอให้ข้าน้อยไปค้นพบ!” ชายหนุ่มพลันแสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่หลากหลายหลังจากที่เขาได้ฟังคำพูดของเจิ้งฟู่และนึกคิดถึงชีวิตของตนเองซึ่งในคำพูดของเขาที่พูดออกมานั้นมันได้แสดงอย่างชัดเจนถึงความฝันของเขาที่อยากจะเป็นักสำรวจพื้นที่ที่คนอื่นไม่รู้จักและยังไม่เคยมีใครค้นพบมัน......
“นั่นคงเป็ฝันของเ้าสินะ?เช่นนั้นเ้าก็ควรที่จะมีแผนที่พื้นที่ทั้งหมดที่นิกายบัญชา์อยู่ใช่ไหม?”เจิ้งฟู่พลันนึกบางอย่างขึ้นได้หลังจากที่เขาได้ยินความฝันของชายหนุ่ม ซึ่งคือเื่แผนที่ที่สามารถพัฒนาและถูกแก้ไขให้มีความละเอียดมายิ่งขึ้นหากได้สำรวจพื้นที่ใหม่ๆด้วยตนเองหรือซื้อจากคนอื่นซึ่งเจิ้งฟู่คิดว่าแผนที่ของชายหนุ่มคนนี้ต้องถูกปรับแก้ไข้ไปมากแล้วแน่ๆดังนั้นเจิ้งฟู่จึงได้ขอดูแผนที่ของชายหนุ่ม......
“ขอรับนายท่าน ข้าน้อยมีแผนที่ที่นายท่านว่าทว่ามันยังคงเป็ไม่ใช่แผนที่ที่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่มันก็ถูกเปิดไปแค่หกในสิบส่วน!”ชายหนุ่มรีบหยิบแผนที่ของตนเองออกมาให้เจิ้งฟู่ดูในทันทีพร้อมกับกล่าวอธิบายว่าแผนที่ของเขานั้นมันไม่ต่างไปจากคนอื่นๆเท่าไหร่ซึ่งมันถูกเปิดไปเพียงแค่หกในสิบส่วนของพื้นที่ทั้งหมดเท่านั้น.......
“หกในสิบส่วน? นี่เ้าจะกล้าที่จะพูดว่าแค่หกในสิบส่วนอย่างนั้นเหรอ?นี่เ้ารู้ไหมว่าแผนที่ที่ศิษย์นิกายบัญชา์ทุกคนได้รับมานั้นพื้นที่ภายในแผนที่ถูกเปิดไปแค่สามในส่วนสิบเท่านั้นเองแต่ของเ้ากลับเปิดไปแล้วหกในสิบ เ้ายังคิดว่ามันน้อยอีกอย่างนั้นรึไง?!”เจิ้งฟู่อดที่จะพ่นคำบ่นออกมาไม่ได้เมื่อได้ฟังคำพูดของชายหนุ่มเพราะแผนที่ที่ชายหนุ่มหยิบออกมานั้นมันละเอียดของแผนที่ที่เขามีเสียอีกบางทีมันอาจจะละเอียดเกือบจะที่สุดแล้วก็เป็ได้......
อ่า!!
“ข้าน้อยเองก็ไม่ทราบเพราะปกติแล้วข้าน้อยใช้เวลาทั้งหมดในการเปิดแผนที่พวกนี้ และที่ข้าน้อยเข้าร่วมกลุ่มกับคนเหล่านี้ก็เพราะพวกเขามักจะออกเดินทางไปยังพื้นที่ต่างๆที่ต่างกันเป็ประจำหากให้ข้าน้อยเดินทางคนเดียวข้าน้อยคงไม่พ้นที่จะถูกสัตว์อสูรจับกิน และใน่สิบกว่าปีที่ผ่านมานั้นข้าน้อยได้ทุ้มเทเวลาทั้งหมดไปกับการเปิดแผนที่พวกนี้ซึ่งคนอื่นไม่คิดที่จะสนใจมัน!” ชายหนุ่มเองก็รู้สึกงุ่นงงเช่นกันเขาไม่รู้ว่าเจิ้งฟู่พูดจริงหรือหรอกเขาแต่จากสีหน้าที่เจิ้งฟู่แสดงออกมาแล้วเขารู้ว่าเจิ้งฟู่นั้นไม่ได้โกธรหกเขาเลยและนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกภาคภูมิใจไม่น้อย......
“เอาละ! หากข้าจะขอคัดลอกแผนที่ของเ้ามายังแผนที่ของข้าเ้าคงจะไม่ว่าอะไรใช่ไหม?” เจิ้งฟู่เข้าใจแล้วว่าชายหนุ่มนั้นไม่รู้เื่จริงๆ และเขาก็ไม่อยากที่จะพูดอธิบายอะไรต่ออีกที่เขา้าคือแผนที่ที่ถูกเปิดเพิ่มไปอีกสามส่วนของชายหนุ่ม เขาจึงได้กล่าวขอคัดลอกแผนที่นี้......
“ได้ขอรับนายท่าน!หากท่าน้าเชิญนายท่านคัดลอกมันไปได้เลย!” ชายหนุ่มไม่แสดงออกอย่าดีใจแทนที่จะแสดงความลังเลหรือเป็กังวลในเื่นี้เขารีบตอบรับและบอกให้เจิ้งฟู่ทำตามที่เขา้าได้เลย.....
อื้ม!
หวืดดดดดดดด!!
เพียงแค่ทั้งสองกระตุ้นการทำงานบนกระดาษหนังแผ่นที่ของตนแสงสว่างวาบบนกระดาษหนังแผนที่ทั้งสองแผนก็ปรากฏแสงสว่างวาบขึ้น ก่อนที่แผนที่ของเจิ้งฟู่จะเปลี่ยนไปมีพื้นที่ที่ไม่เคยมีอยู่มาก่อนหน้านี้ปรากฏขึ้นบนแผนที่ของเขา เมื่อแสงสว่างดับลงแผนที่ในมือของเขาที่เปิดพื้นที่เพียงสามส่วนก็ถูกแทนที่ด้วยแผนที่ที่คัดลอกมาจากชายหนุ่มที่เปิดไปแล้วหกส่วน.......
“ขอบใจเ้ามาก!นี่รางวัลตอบแทนของเ้า!” เจิ้งฟู่ไม่ใช่คนที่จะรับเอาของใครมาฟรีดังนั้นเขาจึงมอบผลึก์ม่วงก้อนเท่ากำปั่นให้กับชายหนุ่มไปเพื่อตอบแทนเขาเื่แผนที่.....
หมับ!!
อ๊า!!
“นะ....นะ....นายท่าน!!นะ.....นี่มันผลึก์ม่วง? แถมยังก้อนเท่ากำปั่นอีก!! ของมีค่าแบบนี้ข้าน้อยคงรับไว้ไม่ได้หรอกขอรับ อีกอย่างข้าน้อย.........”
“ของที่ข้าให้ไปแล้วข้าจะไม่รับคืนหากเ้าไม่้ามันก็โยนมันทิ้งไปสะ!”เจิ้งฟู่รู้ว่าชายหนุ่มนั้น้าผลึก์ม่วงก้อนนี้ เพียงแต่เขาไม่กล้าที่จะรับมันไปเท่านั้นเองดังนั้นเจิ้งฟู่จึงได้พูดคำขาดออกไปว่าเขานั้นให้แล้วไม่รับคืน......
“ขอบคุณนายท่านที่กรุณา!”เมื่อชายหนุ่มได้ยินแบบนั้นเขาก็รู้สึกดีใจอย่างกับได้ถูกหวยรางวัลที่หนึ่งเลย เพราะใครจะไปคิดละว่าการที่เขาไม่ติดตามชายวัยกลางคนไปและยอมมอบแผนที่ของเขาให้กับชายหนุ่มคนนี้จะทำให้เขาได้รับผลึก์ม่วงก้อนเท่ากำปั่นที่มีมูลค่าสูงเทียบเท่ากับผลึก์ม่วงก้อนเท่านิ้วโป้งนับร้อยๆก้อนแบบนี้ชายหนุ่มจึงรีบกล่าวขอบคุณออกมา......
“ไม่เป็ไร! ตัวข้านั้นมีคติอยู่ว่าใครดีมาข้าดีตอบ แต่ใครร้ายมาข้าจะร้ายกลับเป็ร้อยเท่าเมื่อเ้ามอบแผนที่ที่มีค่าของเ้าให้กับข้า ข้าก็ควรที่จะตอบแทนเ้าคืนไปบ้าง!”เจิ้งฟู่พยายามทำตัวให้ดูสูงศักดิ์และน่านับถือ ด้วยการแสดงละครขั้นเทพของเขา......
อ่า!!
ด้วยคำพูดและท่าทางที่เจิ้งฟู่แสดงออกมานั้นมันได้ทำให้ชายหนุ่มร่างผอมคนนี้รู้สึกเคารพในตัวของเจิ้งฟู่มากยิ่งขึ้นในคราแรกนั้นเขาคิดว่าเจิ้งฟูจะต้องเป็พวกหยิ่งยโสและเอาแต่ใจไม่สนใจคำพูดจากมดตัวเล็กๆอย่างตนแน่แต่ใครจะไปคิดว่าชายหนุ่มที่อายุน้อยกว่าตนคนนี้จะทั้งใจดีและมีเมตาแถมยังดูเป็คนที่น่าเกรงขามและน่ายกย่องอีกด้วย.......
ยี่สิบนาทีผ่านไป......
ในที่สุดเจิ้งฟู่กับชายหนุ่มผู้น่าสงสารคนนี้ก็เดินขึ้นมาถึงยอดเขาบ้านพักของเจิ้งฟู่ซึ่งสภาพของชายหนุ่มนั้นดูเหนื่อยหอบแปลกๆราวกับว่าเขาไม่ใช่ผู้ฝึกตนอย่างนั้นแหละปกติแล้วผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะไม่น่าจะเหนื่อยงายขนาดนี้แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับหมดแรงเพียงแค่เดินไม่กี่สิบลี้.....
“นี่เ้าเป็ผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะแน่หรือเหตุใดเ้าถึงได้เหนื่อยหอบเช่นนั้น?” เจิ้งฟู่อดที่จะสงสัยไม่ได้เขาจึงได้ถามออกไปอย่างสงสัยและอยากรู้......
“ข้าน้อยเป็ผู้ฝึกตนระดับราชันย์เทวะจริงๆขอรับทว่าข้าน้อยถูกพิษของอสูรเพลิงผลาญใจเข้าในตอนที่ออกไปสำรวจพื้นที่ทางใต้ของดินแดนนิกายบัญชา์ขอรับข้าน้อยเลยต้องใช้พลังงานสามส่วนในการต่อต้านกับพิษดังกล่าว ดังนั้นในทุกๆวันข้าน้อยจะต้องแบกรับอากาศแสบร้อนที่หน้าอกเพราะต้องหยุดพักฟื้นฟูพลัง!”ชายหนุ่มอธิบายถึงสาเหตุที่ตนเหนื่อยง่ายให้กับเจิ้งฟู่ฟังในทันทีซึ่งเป็เพราะว่าเขานั้นถูกพิษของอสูรเพลิงผลาญใจเข้าทำให้เขาต้องใช้พลังสามส่วนของทั้งหมดคอยต่อต้านพิษเอาไว้......
“แล้วเหตุใดเ้าถึงไม่ไปหาหมอหรือนักปรุงยาเพื่อปรุงยาถอนพิษให้กับเ้า?”เจิ้งฟู่พยักหน้าอย่างเข้าใจก่อนจะถามกลับไปว่าทำไมชายหนุ่มถึงไม่ไปหาหมอเพื่อถอนพิษนี้.....
“ข้าน้อยเคยไปหาหมอที่อยู่ภายในเมืองบัญชา์มาแล้วแต่พวกเขาบอกว่าพิษชนิดนี้ยากที่จะถอนมันออกไป เว้นเสียแต่ว่าจะมีใครที่มีพลังธาตุเหมันต์มาช่วยข้าขับมันออกไปหรือไม่ก็ต้องนำชิ้นส่วนอวัยวะภายในของอสูรเพลิงผลาญใจมาปรุงยาเพื่อถอนพิษของมัน ทว่าอสูรเพลิงผลาญใจนั้นเป็อสูรระดับ์ก่อเกิดขั้นสูงสุดที่แข็งแกร่งด้วยระดับพลังของข้าในตอนนี้คงไม่อาจสังหารมันได้หรือต่อให้กลุ่มของท่านหัวหน้าพาข้าไปก็ไม่อาจสังหารมันได้!”
ชายหนุ่มอธิบายต่อถึงสาเหตุที่เขายังไม่ได้ถูกรักษาซึ่งเป็เพราะไม่มีหมอคนใดรักษาอาการนี้ได้เนื่องจากไม่มีเม็ดยาที่ใช้รักษาพิษชนิดนี้อยู่เลย.......
“เ้านี่ช่างน่าสงสารนัก!จากที่ข้าดูเ้าคงต้องทรมานกับพิษชนิดนี้มานานนับปีแล้วใช่ไหม?หากไม่เช่นนั้นร่างกายของเ้าคงไม่ดูซูบผอมลงขนาดนี้แน่!” เจิ้งฟู่รู้สึกสงสารชายหนุ่มอยู่ไม่น้อยหากชายหนุ่มไม่ถูกพิษร้ายนี้ระดับพลังของเขาคงสูงขึ้นกว่านี้แต่นั้นหาใช่เื่สำคัญ สิ่งสำคัญคือความสามารถของชายหนุ่มต่างหากที่เจิ้งฟู่สนใจ......
“ข้าน้อยทราบดีถึงชะตากรรมของตัวข้าน้อยซึ่งข้าน้อยคงจะอยู่ได้อีกไม่กี่ปีเท่านั้นแต่ก่อนที่ข้าน้อยจะตายข้าน้อยอยากที่จะไปสำรวจพื้นที่ที่ยังไม่มีใครทราบให้มากที่สุดก่อนและหากเป็ไปได้ข้าน้อยก็อยากที่จะทำให้แผนที่นี้มันสมบูรณ์ครบถ้วน!” ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกเศร้าใจในชะตากรรมชีวิตของตนเลยแม้แต่น้อย ยิ่งเขาเป็แบบนี้เขายิ่งมีความมุ่งมั่นและมีแรงผลักดันที่สูงขึ้น......