“งั้นกูไปนะ”
“เออๆเจอกัน”
“อย่าไปเจ็บตัวที่ไหนอีกล่ะเข้าใจมั้ย”
“เออรู้แล้วพ่อ ไปซ้อมไป”
โบกมือลาส่งเพื่อนก่อนจะเดินต่อไปตามทางเพื่อตรงกลับบ้าน
“แล้วมึงจะไปไหนต่อป่ะ”
“คงกลับบ้านเลยอ่ะ”
“เหมือนกันโดนซ่อมจนไม่อยากจะทำอะไรแล้วเนี่ย เหนื่อยก็เหนื่อย เมื่อยก็เมื่อย เฮ้อ~ เมื่อไหร่จะจบรับน้องสักทีว้าไม่อยากโดนซ่อมอีกแล้วน้า เข่ากูจะเสื่อมอยู่แล้วเนี่ย”
บูมก่นบ่นพร้อมกับถอนหายใจออกมาเขาก็เหนื่อยเหมือนกันแหละ แล้วยิ่งมาโดนซ่อมช่วงที่ตัวอยู่ด้วยโคตรจะทรมานเลย
เมื่อนานมาแล้วไทม์เคยคิดว่าเกลียดการรับน้องเขายังยืนยันคำเดิม ตอนนี้แม่งก็ยังเกลียดเหมือน ส่วนเหตุผลก็คือ เหนื่อย!
ระหว่างที่กำลังเดินกลับจู่ๆก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง พวกเขาช่วยกันมองหาจนไปเจออยู่ตรงสวนใกล้ๆ
“หนูเป็นอะไร”บูมถามขึ้นทันทีเมื่อเดินมาถึง “แมวผมอยู่บนนู้น”
เด็กน้อยอายุราวๆห้าหกขวบชี้นิ้วไปที่ต้นไม้ด้านบนพวกเขาพยายามมองหาจนไปพบว่ามีลูกแมวตัวสั่นเกาะอยู่บนต้นไม้
“ทำไมมันไปอยู่บนนั้นอ่ะ”
“มันหนีหมามาคับฮึก!”
“แล้วจะทำไงอ่ะไอติมก็ไม่อยู่ด้วย”
เพ่งมองสำรวจต้นไม้อย่างพินิจและคำนวณการปีนทั้งตอนขึ้นและตอนลง
“เดี๋ยวกูปีนเอง”
“ห๊ะ?! เดี๋ยวๆๆๆๆเดี๋ยวก่อน มึงจะปีนยังไง นั่นสูงสองสามเมตรเลยนะ”
“ปีนได้ปีนตามกิ่งไม้ไง”
“ไม่ได้!เดี๋ยวก็เจ็บตัวอีกหรอก เดี๋ยวกูหาบันไดมาปีนเอง”
“มึงกลัวความสูงนี่เดี๋ยวกูปีนเอง”
“ไม่ได้ก็คือไม่ได้หยุด! แล้วยืนอยู่เฉยๆ กูจะไปหาบันไดมาปีน รออยู่ตรงเลยนะ”
บูมไม่รอให้ผมได้ตอบมันรีบวิ่งทิ้งให้ไทม์ยืนงงอยู่กับเด็กน้อยเพียงสองคน
ไม่นานบูมก็กับมาพร้อมกับบันไดอันยาวอันหนึ่งบูมจัดการวางตั้งพิงกับต้นไม้สูดลมหายใจก่อนจะปีนขึ้นไป
ไทม์ที่จับบันไดสังเกตเห็นว่าตอนที่มันก้าวขาสั่นจนกลัวมันจะตกลงมา
“บูมมึงไหวมั้ยเนี่ย”
“ไหวดิ”ปากบอกไหวแต่หน้ามันไม่ใช่เลยสักนิด ขาสั่นขนาดนี้เอาอะไรมาไหวก่อน “มึงลงมาเถอะเดี๋ยวกูขึ้นเอง”
“ไหวน่า”
“ไม่มึงไม่ไหว”
บูมเคยเล่าให้ฟังว่าเมื่อก่อนเคยตกต้นไม้สูงเลยทำให้กลัวความสูง ทุกครั้งเวลาขึ้นตึกหรือขึ้นที่สูงๆแค่สองเมตรมันขาก็แทบสั่นแล้ว
“แต่…”
“ห้ามแต่ลงมา คนกลัวความสูงเวลาลงมาจะลงไม่ได้ เดี๋ยวก็ได้ตกหรอก”
บูมคิ้วขมวดพร้อมกับทำหน้ากังวลก่อนจะยอมแพ้และปีนบันไดลงมา
“มึงรอรับลูกแมวนะ”วางกระเป๋าแล้วค่อยๆ ปีนขึ้นบันไดก่อนจะปีนไต่ขึ้นไปอย่างชำนาญ
ไทม์ปีนป่ายบ่อยๆเพราะด้วยอยู่กับแม่แค่สองคนเวลาเปลี่ยนหลอดไฟหรือจำเป็นต้องปีนขึ้นที่สูงเขาก็มักจะทำเองเสมอ ตอนปีนแรกๆก็กลัวแหละ แต่พอปีนบ่อยๆ ก็เริ่มจะชินแล้ว
“เมี๊ยว~”
เจ้าลูกแมวน้อยร้องเสียงเบาหวิวแถมตัวก็สั่นดูท่าจะกลัวมากเลยสิท่า “รอแป็บน้า ฮึบ”
ในที่สุดก็ถึงกิ่งที่ลูกแมวน้อยเกาะอยู่เสียทีผมเอื้อมมือค่อยๆ จับเพื่อไม่ให้มันกลัวพอจับหันมาเพื่อจะเตรียมตัวลงแต่ก็ต้องชะงักเมื่อได้เห็นความสูงที่ตัวเองปีขึ้นมา
ชิบหายล่ะลงยังไงเนี่ย
“ไทม์!!ค่อยๆ ลงนะ!!”
บูมที่คอยอยู่ด้านล่างตะโกนขึ้นมาสีหน้าของเขากับเด็กน้อยดูลุ้นมากว่าเขาที่ปีขึ้นไปอีก
ไทม์ยืนคิดว่าจะเอาแมวลงไปยังไงดีถ้าลงแบบถือแมวก็มีโอกาสที่จะลื่นตกเพราะต้องจับต้นไม้มือเดียวแต่ถ้าเอาแมวใส่อะไรสักอย่างก็จะสามารถลงแบบสองมือได้
เมื่อได้ข้อสรุปไทม์ก็สำรวจตัวเองเพื่ออะไรใส่แมวจนนึกได้ว่ากระเป๋ากางเกงใหญ่พอที่จะใส่ลูกแมวตัวน้อยได้เอางี้ล่ะกัน!
จัดการจับลูกแมวใส่กระเป๋ากางเกงโชคดีที่มันพอดีเป๊ะ“เมี๊ยว~”
“ไม่ต้องร้องนะอดทนหน่อยเดี๋ยวก็ได้ลงแล้ว”
ไทม์ค่อยๆปีนไต่ลงมาเรื่อยๆ พอปีนลงมาจนครึ่งทางจู่ๆ กิ่งที่ขาขวาเหยียบอยู่มันก็ดันขึ้นมาภาพของกิ่งไม้ค่อยๆ ร่วงลงสู่พื้นปูนกับความสูงที่มองลงไป
เกือบแล้วไอ้ไทม์เกือบตกมั้ยล่ะมึง
“เป็นไรมั้ยมึง!!”บูมตะโกนขึ้นมาถามด้วยความเป็นห่วง “โอเคอยู่”
แต่ใจไม่โอเคสักนิดหน่อย
สูดลมหายใจลึกก่อนจะกลับมาตั้งสติและค่อยๆปีนไต่ลงมาอีกครั้ง ใกล้จะขั้นสุดท้ายบูมที่เห็นก็รีบเดินมาจับบันไดให้ขาขาหนึ่งค่อยๆ ก้าวลงเหยียบบันไดมือก็คอยจับกิ่งไม้อย่างระมัดระวังแต่พอจะก้าวขั้นต่อไปจู่ๆ พื้นบันได้ก็เกิดลื่นทำให้เขาเสียหลักแต่โชคดีที่บูมดันตัวเขาไว้ทันเลยทำให้ไม่ตกบันได
“เกือบแล้วไง”
ถอนหายใจเฮือกใหญ่ถ้าเพื่อนมารับไม่ทันมีหวังได้เจ็บตัวอีกแน่แต่คราวนี้จะไม่ใช่แค่เจ็บตัวอย่างเดียวแต่ลูกแมวที่อยู่ในกระเป๋าก็มีโอกาสที่จะเจ็บด้วยเหมือนกัน
ค่อยๆหย่อนเท้าแตะพื้นพร้อมกับนำลูกแมวน้อยที่กำลังสั่นกลัวส่งให้เด็กน้อย
“ขอบคุณคับ”
เด็กรีบโผเข้ากอดลูกแมวน้อยทันทีพลางร้องไห้โฮด้วยความดีใจ
“แล้วมึงไม่บาดเจ็บตรงไหนใช่มั้ย”บูมหันมาถามพลางหมุนตัวไทม์เพื่อสำรวจ “ไม่เป็นไรๆ”
“ดีแล้วเมื่อกี้เกือบใจหายนึกว่ามึงจะตกลงมาซะอีก”
“นั่นดิ”ถ้าตกลงมารอบนี้น่าจะขาหักแน่ๆ
“หนูก็ดูน้องดีๆนะ อย่าให้น้องวิ่งออกมาอีก มันอันตราย เดี๋ยวจะโดนพวกหมาขย้ำเอา”บูมหันไปบอกน้อง
“คับขอบคุณคับ”
เด็กชายพูดขอบคุณเสร็จก็วิ่งอุ้มแมวกลับไปทันที
“มึงรอตรงนี้แป็บนะเดี๋ยวกูเอาบันไดไปคืนลุงก่อน”
“เดี๋ยวกูช่วยยก”
“ไม่เป็นไรๆแค่นี้เอง มึงรอตรงนี้เถอะ เดี๋ยวสะดุดล้มหน้าทิ่มอีก”มันพูดเหมือนเขาซุ่มซ่ามบ่อยเลย แต่ก็บ่อยจริงแหละ
“ก็ได้”
ระหว่างที่กำลังยืนรอบูมไปเก็บบันไดก็มีรถยนต์คันหนึ่งมาจอดเทียบที่ฟุตบาทกระจกบานนั้นลดลงจนเห็นใบหน้าของคนๆหนึ่งที่เหมือนว่าจะพึ่งเจอไปเมื่อไม่กี่วันก่อน
“พี่ฟาโรห์”
“ไงมายืนทำอะไรตรงนี้ล่ะ”
“รอเพื่อนครับ”
“อ๋อแล้วจะกลับกันยัง”
“ก็เดี๋ยวจะกลับแล้วครับ”
“เดี๋ยวพี่ไปส่ง”เอ๊ะ?
“ไม่เป็นไรครับผมเกรงใจ” ไม่ใช่ว่ารังเกียจนะ แต่ว่าเกรงใจจริงๆ
“ฝนมันจะตกแล้วนะ”
“ไม่เป็น-”
ซู่!!!!!!!!
พูดไม่ทันขาดคำฝนก็ตกลงมาห่าใหญ่ไทม์ฺเงยหน้ามองท้องฟ้าที่ตอนแรกยังเป็นสีฟ้าตอนนี้กลับกลายเป็นสีดำทะมึนตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
ไอ้ฟ้าเวรไม่เป็นใจให้กันเลยนะ
สุดท้ายก็จบด้วยพี่ฟาโรห์ไปส่งทั้งสองคนไทม์นั่งข้างคนขับส่วนบูมระหว่างทางพวกเขาไม่ได้คุยอะไรกันมากส่วนใหญ่ก็มีแค่สารทุกข์สุกดิบกับเรื่องรับน้องเท่านั้น
“รับน้องเป็นไงบ้าง”
“ก็…เหนื่อยดีครับ”
“ฮ่าๆๆๆๆอย่างงั้นหรอ”
บรรยากาศภายในรถกลับมาเงียบอีกครั้งมันไม่ได้ตึงมากแต่ก็แอบเกร็งนิดๆคงเพราะพึ่งจะเคยคุยกับฟาโรห์จริงๆ จังวันนี้วันแรกเละไม่รู้จะพูดอะไร
“พี่ฟาโรห์ครับผมถามได้มั้ยว่าทำไมพี่ถึงไม่เข้ารับน้อง” บูมถามขึ้นทำให้ทำลายความเงียบภายในรถ
“อ๋อพ่อพี่ป่วยน่ะ แล้วก็ต้องดูแลธุรกิจที่บ้านด้วยจะมาได้ก็ต่อเมื่อพี่สาวพี่กลับจากต่างประเทศน่ะ”
แบบนี้นี่เองมิน่าล่ะที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นพี่ฟาโรห์โผล่มาเลย “ขอโทษนะครับที่ถาม”
“แค่นี้เองไม่เป็นไรหรอก”
บทสนทนาดำเนินไปเรื่อยๆเราไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย รถยนต์ขับมาเรื่อยๆจนมาถึงบ้านบูมทำให้ตอนนี้เหลือแค่เขากับฟาโรห์กันแค่สองคน
บรรยากาศภายในรถกลับมาเงียบอีกครั้งจากที่ตอนแรกก็เกร็งอยู่แล้วตอนนี้ยิ่งกว่าเดิมอีก
“วันนี้บายศรีกับผูกข้อมือใช่มั้ย”
“ครับ”
“พี่ขอโทษนะที่ไม่ได้ไปผูกข้อมือให้”ฟาโรห์พูดขึ้นเบนสายตามามองครู่หนึ่งก่อนจะกลับไปมองถนนดังเดิม
“พี่ฟาโรห์ขอโทษทำไมครับพี่ไม่ได้ผิดสักหน่อยนี่ครับ”
“เรานี่ใจดีกับทุกคนเลยรึเปล่า”
คำถามของฟาโรห์ทำเอาไทม์ถึงกับงงคำถามนี้มันคุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินที่ไหนเลยนะ
“ก็ไม่รู้สิครับผมก็เป็นแบบนี้มาตลอด”
รถยนต์จอดเทียบที่หน้าบ้านผมหยิบของเตรียมที่จะลง“พี่ขอข้อมือหน่อยได้มั้ย”
“เอ๊ะ? ข้อมือผมหรอครับ”
“อืมข้างที่ไม่ได้ผูกสายสิญจน์น่ะ”มองมือข้างที่ไม่ได้ผูกสายสิญจน์ก่อนจะยื่นให้เขาอย่างงงๆ
“มีอะไรรึเปล่าครับ”
ฟาโรห์จับมือข้างซ้ายก่อนจะหยิบบางอย่างออกมาจากกระเป๋าเสื้อลักษณะมันคล้ายกับสายสิญจน์ที่อยู่บนข้อมืออีกข้างแต่มันคนละสีที่ผูกที่มอเป็นสีเทาสีของสาขาแต่ที่ฟาโรห์หยิบมาเป็นสีฟ้า
ฟาโรห์ค่อยๆบรรจงผูกสายสิญจน์สีฟ้าอย่างเบามือ
“ผมถามได้มั้ยครับว่าทำไมต้องสีฟ้า”
ฟาโรห์เหลือบมองไทม์เล็กน้อยพร้อมกับยกยิ้มเล็กน้อยจนทำให้เขาแอบเกร็ง
“มันเป็นสีประจำตัวพี่น่ะ”
คำตอบของฟาโรห์ทำเอาไทม์ถึงกับคิ้วขมวดแล้วมันเกี่ยวอะไรกับเราล่ะ แต่ดูเหมือนฟาโรห์จะอ่านใจอีกคนออก
“ที่พี่อยากให้เราใส่สีนี้ก็เพราะอยากให้เรารู้สึกว่ามีพี่ตลอดเวลาไง”
ทำไมคำตอบของฟาโรห์มันดูเหมือนกำลังจีบอยู่เลยนะ“มันหมายความไงหรอครับ”
ฟาโรห์ยกยิ้มมุมปาก“เดี๋ยวสักวันเราก็รู้เองแหละ”
ไทม์ได้กระพริบตาปริบๆด้วยความงง “ฮ่าๆๆๆ เอาน่าๆ เอาเป็นว่าช่วยใส่ไว้จนกว่าจะถึงวันนั้นด้วยนะ”
คิ้วทั้งสองขมวดปมหนักพยายามใช้ความคิด“ดูเหมือนว่าพี่จะต้องไปทำธุระแล้ว เอาไว้เจอกันที่มอนะ”
“ครับขอบคุณมากนะครับที่มาส่ง”
“ยินดีครับแล้วก็” ฟาโรห์เอื้อมมือมาลูบผมอย่างเบามือ “ดูแลตัวเองดีๆ อย่าเจ็บตัวอีกล่ะ”
น้ำเสียงที่นุ่มนวลกับใบหน้ายิ้มหล่อนั่นจู่ๆก็ทำให้เขารู้สึกแปลกๆ
ไม่น่า…คงไม่มั้ง
“งะ-งั้นผมขอลงก่อนนะครับแล้วก็ขอบคุณมากครับ”
รีบตัดบทรีบลงจากรถทันทีไม่นานรถยนต์คันนั้นก็เคลื่อนตัวออกไป ไทม์ยืนมองจนรถของพี่ฟาโรห์ลับสายตา มือลูบผมที่ถูกฟาโรห์ลูบพลางมองสายสิญจน์สีฟ้าบนข้อมือข้างซ้าย
คงไม่มีอะไรหรอกมั้งอาจจะเพราะฟาโรห์เป็นพี่รหัสก็ได้ ใช่ๆ คงเป็นเพราะพี่เขาเป็นพี่รหัสแหละ ฮ่าๆๆๆพี่รหัสแหละ
มั้ง…