“เริ่มจากประมุขจาง ได้กินโอสถตามที่เราบอกครบแล้วใช่ไหม” ไป่ฉีถาม
“ครบแล้วค่ะ ตอนนี้ของเสียในร่างกายเกือบทั้งหมดถูกขับออกแล้ว” จางหนี่หวังตอบ ตั้งแต่เธอได้กินโอสถที่อวี้กงให้เธอมา ตอนนี้ร่างกายของเธอเบาสบายขึ้นเหมือนเมื่อสองสามร้อยปีก่อนเลยทีเดียว
“ดีมาก จากนี้ทุกคนจะต้องกินโอสถ 3 ชนิดนี้เข้าไป” ไป่ฉีเรียกขวดกระเบื้องสีขาว 3 ขวดออกมาจากแหวนมิติ ที่ตัวขวดมีแกะสลักตัวหนังสือเอาไว้ ประกอบด้วย โอสถทะลวงชั้นราชันย์ทรราช โอสถวิหคจันทรา โอสถวิหคสุริยัน ทั้งจางหนี่หวังกับเฟิงเทียนเมื่อเห็นชื่อที่สลักที่ขวดแล้วก็มองหน้าเขาเป็นเชิงถามถึงคุณสมบัติของพวกมัน
“ที่พวกเจ้าไม่สามารถทะลวงลมปราณสู่ชั้นราชันย์ทรราชได้ สาเหตุมาจากความรุนแรงของกระแสลมปราณมีไม่เพียงพอ ดังนั้นโอสถวิหคจันทรากับโอสถวิหคสุริยันจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก สำหรับเฟิงเทียน เจ้าต้องใช้โอสถวิหคสุริยัน 2 เม็ด วิหคจันทรา 4 เม็ด ส่วนประมุขจาง ท่านต้องใช้วิหคสุริยัน 4 เม็ด กับวิหคจันทรา 2 เม็ด ด้วยเพราะชายหญิงมีพลังของหยินกับหยางไม่เท่ากัน เราจึงให้พวกเจ้ากินเติมในส่วนที่ขาดไป เมื่อร้อนและเย็นรุนแรงเท่ากันมาปะทะกัน กระแสลมปราณภายในร่างกายจะปั่นป่วนรุนแรงราวกับเกิดพายุใหญ่ขึ้น หน้าที่ของพวกเจ้าคือกักพลังไว้ในตันเถียนเพื่อเพิ่มความรุนแรงของมัน โดยอาศัยโอสถทะลวงชั้นราชันย์ทรราชเป็นตัวเพิ่มจำนวนพลังปราณในตันเถียน ขั้นตอนนี้ค่อนข้างอันตรายมาก หากพลาดขึ้นมาตันเถียนอาจได้รับบาดเจ็บหรือพิการได้ รวมถึงอาจจะสูญเสียปราณที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิต ด้วยเหตุนี้เราจะช่วยพวกเจ้าในการควบคุมกระแสลมปราณเอง ไม่ต้องเป็นห่วง สิ่งที่พวกเจ้าสมควรทำคือกักลมปราณอันรุนแรงไว้ในตันเถียน ส่วนที่เกินกำลังเราจะจัดการเอง” ไป่ฉีอธิบาย
“เช่นนั้นของฝากท่านเทพกระบี่แล้ว” จางหนี่หวังกล่าว เธออดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้ต่ออายุ เพื่อหาผัว แคก ๆ เพื่อหาคู่ชีวิตมาเติมเต็มความปรารถนาของเธอ
“ต้องรบกวนท่านอาจารย์แล้ว” เฟิงเทียนกล่าว แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง แต่ภายในกลับตื่นเต้นในการทะลวงชั้นปราณครั้งนี้มาก
“ไปประจำห้องหนึ่ง ห้องใดก็ได้ใน 3 ห้องนี้ นั่งลงบนแท่นศิลาสวรรค์สีรุ้งที่ตั้งอยู่ภายในห้อง เพราะมันจะเป็นเหมือนตัวถ่ายเทพลังส่วนที่พวกเจ้าควบคุมไม่ได้ เพื่อลดโอกาสตันเถียนได้รับบาดเจ็บ” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับมอบยาให้กับทั้ง 2 คน
“เข้าใจแล้วค่ะ เช่นนั้นฉันขอตัวเข้าห้องก่อนนะคะ” จางหนี่หวังกล่าวและเดินเข้าไปในห้องและปิดประตู
“เข้าใจแล้วครับ” เฟิงเทียนเองก็เดินเข้าห้องไปเหมือนกัน
'พวกเจ้าได้ยินหรือไม่' ไป่ฉีใช้ปราณสื่อสารกับทั้ง 2 คนที่เข้าไปอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว
'พวกเราพร้อมแล้ว' จางหนี่หวังกับเฟิงเทียนตอบกลับมา
ไป่ฉีที่ตอนนี้เดินเข้าไปในห้องที่ยังว่างอยู่เพียงห้องเดียว เขานั่งลงและหยิบเอาโอสถ 3 ชนิดขึ้นมา แต่จำนวนที่ใช้นั้นมากกว่าเฟิงเทียนถึง 3 เท่า เพราะร่างกายของเขาผ่านการทำลายและสร้างใหม่มาแล้วครั้งหนึ่งตอนที่สำเร็จรากฐานกายาโพธิสัตว์ แม้ร่างกายจะแข็งแกร่งกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน แต่การทะลวงชั้นปราณก็ยากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงต้องอาศัยพลังที่รุนแรงส่วนเกินจากเฟิงเทียนและจางหนี่หวังมาช่วยอีกแรง ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องเสียเวลามากกว่าคนอื่น 3-4 เท่ากว่าจะทะลวงชั้นปราณได้สำเร็จ
'โอสถทะลวงชั้นราชันย์ทรราชให้กินเข้าไปก่อน 1 เม็ด จากนั้นให้กินเพิ่มอีก 1 เม็ดทุก ๆ 1 ชั่วโมง' ไป่ฉีบอกสิ่งที่ทั้ง 2 คนต้องทำหลังจากนี้
‘รับทราบ’ ทั้ง 2 คนรับคำ ก่อนจะกลืนโอสถตามจำนวนที่ไป่ฉีบอก เพราะทั้ง 2 รู้ดีว่าการทะลวงชั้นปราณครั้งนี้ค่อนข้างอันตราย โดยเฉพาะจางหนี่หวังที่มีอายุมากว่า 700 ปี การเชื่อฟังผู้ที่ที่ชำนาญการใช้ลมปราณมากที่สุดในยุทธภพตอนนี้จึงเป็นสิ่งที่สมควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
‘โคจรปราณย่อยโอสถทั้งหมด เมื่อกระแสลมปราณเริ่มปั่นป่วนรุนแรงขึ้นภายในตันเถียน จงกักมันเอาไว้ เราจะคอยตรวจดูให้ หากเราเห็นว่าใช้ได้ ก็ให้ปลดปล่อยกระแสลมปราณที่กักไว้ในตันเถียนไปตามจุดชีพจรลมปราณต่าง ๆ เพื่อขยายเส้นชีพจรลมปราณให้กว้างใหญ่ขึ้น’ ไป่ฉีบอกขั้นตอนแรกแก่ทั้ง 2 คน
เฟิงเทียนกับจางหนี่หวังตอนนี้เริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าและร่างกายของทั้งคู่ การควบคุมปราณที่เริ่มรุนแรงขึ้นในตันเถียนและพยายามกักมันไว้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ทั้ง 2 คนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เพราะแค่การควบคุมพลังปราณในตันเถียนที่รุนแรงจนจะกักไว้ไม่อยู่ก็เต็มกลืนแล้ว
‘ขั้นตอนถัดไปกำลังจะเริ่ม จงทนต่อความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น และโคจรลมปราณไปตามจุดชีพจรลมปราณอย่าให้ขาดแม้แต่จุดเดียว ทำการปลดปล่อยลมปราณระลอกแรกที่กักไว้ในตันเถียนได้’ ไป่ฉีบอกขั้นตอนต่อไปทันทีหลังพบว่าพลังปราณของทั้ง 2 ถึงระดับที่กำหนดแล้ว
เฟิงเทียนกับจางหนี่หวังทำการปลดปล่อยพลังปราณออกจากตันเถียน ไปตามเส้นชีพจรลมปราณแต่ละจุด ความเจ็บปวดเกิดขึ้นเหมือนกับที่อวี้กงได้กล่าวเตือนไว้ ราวกับกระดูกทั้งร่างแตกออกและรวมตัวกันใหม่
“อ๊ากกก” เสียงเฟิงเทียนร้องด้วยความเจ็บปวด แต่เขาก็ยังพยายามโคจรลมปราณที่รุนแรงไปตามจุดชีพจรลมปราณต่อไปไม่ให้ชะงัก
“อึก” จางหนี่หวังพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ ไม่ได้ส่งเสียงร้องอะไรมากนัก
‘การผลัดเปลี่ยนกระดูก กระดูกจะถูกทำลายและสร้างใหม่ โดยลมปราณจะนำสิ่งสกปรกภายในกระดูกออกไป และขับออกมาทางเหงื่อ กระดูกที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังปราณบริสุทธิ์จะแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่ถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่’ ไป่ฉีอธิบาย ตอนนี้ตัวเขาเองก็ทำแบบเดียวกัน แม้ร่างกายนี้จะถูกสร้างขึ้นใหม่มาแล้วรอบหนึ่ง แต่การทำแบบนี้จะทำให้อวัยวะที่สร้างขึ้นใหม่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากปราณที่เข้าไปแทรกตัวและกระตุ้นทุกอณูของอวัยวะใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น
เวลาผ่านไปจนภายนอกถ้ำถึงช่วงเวลาเย็นแล้ว จางหนี่หวังกับเฟิงเทียนตอนนี้ไม่มีเสียงร้องออกมาเลย เพราะทั้ง 2 เริ่มชินกับความเจ็บปวดแล้ว สิ่งที่ทั้ง 2 เห็นคือของเหลวสีดำที่ถูกขับออกมาตามผิวหนัง และกลิ่นอันไม่พึงประสงค์ ในส่วนของเฟิงเทียนนั้นมีของเหลวสีดำถูกขับออกมาน้อยกว่าจางหนี่หวังมาก ด้วยเหตุที่ไป่ฉีเคยฝังเข็มขับของเสียและพิษให้เขามาก่อน บวกกับการกินอาหารลมปราณชั้นสูง ทำให้สิ่งสกปรกในร่างกายของเขาน้อยกว่าจางหนี่หวังมาก
‘เริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง ทำการกักลมปราณไว้ในตันเถียน กลืนโอสถตามจำนวนใหม่อีกครั้งหนึ่ง’ ไป่ฉีสั่งให้ทั้ง 2 คนรีบทำขั้นตอนต่อไปทันที
เมื่อกักลมปราณในตันเถียนจนถึงจุดที่ไป่ฉีต้องการ เขาก็สั่งให้โคจรพลังปราณที่กักเก็บไว้อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เส้นเลือดของทั้ง 2 ฉีกขาดแหลกสลายและถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพียงเสี้ยววินาที ความเจ็บปวดคราวนี้แม้จะเบากว่า แต่ก็ทำให้ทั้ง 2 คนรู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ ราวกับอยู่ ๆ หัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเต้นใหม่
‘อย่าหลุดสมาธิไปจากลมปราณ เพ่งสมาธิให้กับการโคจรลมปราณอย่างเดียว’ ไป่ฉีเตือน จึงทำให้ทั้ง 2 คนกลับมามีสมาธิกับการโคจรลมปราณอีกครั้ง
กระบวนการดำเนินต่อไปวนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก การทำลายและสร้างอวัยวะขึ้นใหม่ การทำลายและสร้างมัดกล้ามเนื้อกับเส้นประสาทขึ้นใหม่ การทำลายและสร้างผิวหนังขึ้นใหม่ และสุดท้ายการทำลายและสร้างเส้นชีพจรลมปราณขึ้นใหม่ ซึ่งกว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นก็เข้าสู่วันที่ 3 แล้ว
ทั้ง 2 คนตอนนี้เหนื่อยล้ามาก พวกเขายังไม่เห็นสัญญาณที่จะทะลวงชั้นปราณสู่ระดับถัดไปได้เลย แต่ก็เชื่อมั่นในตัวอวี้กงว่าจะสามารถช่วยให้พวกเขาสามารถทะลวงผ่านคอขวดนี้ไปได้
‘การเตรียมการเสร็จสิ้น ทำการกินยาชุดสุดท้าย กักตันเถียนอีกครั้งเพื่อเตรียมทะลวงชั้นปราณ’ ไป่ฉีกล่าว
เฟิงเทียนกับจางหนี่หวังเพิ่งสังเกตว่าพวกเขาสามารถกักพลังปราณในตันเถียนได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นกว่าเมื่อ 2 วันก่อนมาก เพราะร่ายกายที่ถูกทำลายและสร้างใหม่นับครั้งไม่ถ้วน
‘ได้เวลาแล้ว ทำการโคจรปราณที่กักไว้ในตันเถียนได้’ ไป่ฉีออกคำสั่ง ทั้ง 2 คนก็เริ่มโคจรพลังปราณที่กักเก็บเอาไว้ไปตามเส้นชีพจรทันที ซึ่งผ่านไปเพียงไม่นานจางหนี่หวังก็สัมผัสได้ถึงขุมพลังของตนที่กว้างใหญ่ขึ้น
“อ๊า” เสียงของเธอที่แฝงไปด้วยพลังปราณ ส่งผลให้ถ้ำฝึกตนสั่นสะเทือนเล็กน้อย แต่หากเป็นถ้ำทั่วไปที่ไม่ลงอาคมเอาไว้ ตอนนี้ทั้ง 3 คงตายแบบไม่ต้องมีคนฝังไปแล้ว
“อ๊า อะ…..ออกแล้ว” เฟิงเทียนตะโกนลั่น พร้อมปลดปล่อยสิ่งที่ไป่ฉีก็รู้ว่ามันคืออะไรออกมา
‘เจ้าศิษย์โรคจิต ไม่ต้องบอกข้าว่าเจ้ากำลังหลั่งอะไรออกมา ข้าไม่ได้อยากรู้’ ไป่ฉีดุเฟิงเทียนทันที แต่ดูเหมือนทางนั้นยังส่งเสียงครางไม่เลิก เขาจึงไม่คิดจะพูดอะไรต่อ เพราะตอนนี้เขาก็ทะลวงผ่านคอขวดแล้วเช่นกัน
ทั้ง 3 คนก้าวเข้าสู่ระดับปราณราชันย์ทรราชแทบจะพร้อมกัน พลังปราณที่แผ่ออกมาหลังจากการทะลวงชั้นปราณรุนแรงจนไม่อาจกักเก็บไว้ในถ้ำต่อไปได้ ไป่ฉีจึงทำการส่งมันออกไปนอกถ้ำทันที
คลื่นพลังปราณรุนแรง 3 สายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะแพร่กระจายออก สำหรับคนธรรมดานั้นไม่ได้รู้สึกอะไร แต่กับผู้ฝึกยุทธ์นั้นส่งผลอย่างมาก ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับก่อลมปราณไปจนถึงชั้นปราณนภาทั้งทวีปเทพมังกรครามต่างสิ้นสติไปในทันที ส่วนพวกที่อยู่ระดับปราณชั้นราชันย์กับปราณชั้นจักรพรรดิต่างรู้สึกเหมือนตนเองหายใจไม่ออก สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้คือคลื่นพลังปราณที่รุนแรง หนาแน่น และเข้มข้นพุ่งเข้าปะทะพวกเขาจนหงายท้องล้มลงกับพื้น ไม่อาจต้านทานได้
ตัวภูเขาที่เป็นสถานที่ปลดปล่อยพลังปราณรุนแรง ทำให้ปราณตามธรรมชาติที่ภูเขากลับมาสะอาดบริสุทธิ์เหมือนเมื่อ 5 ร้อยปีก่อนอีกครั้ง บังเกิดสมุนไพรลมปราณผุดขึ้นจำนวนมากบนภูเขา พวกมันดูดซับพลังปราณที่ยังคงพัดผ่านออกมาอย่างตะกละตะกลาม สัตว์บางตัวที่ถูกปราณพัดผ่านพวกมันเริ่มกลายพันธุ์เป็นสัตว์อสูรระดับก่อลมปราณ โชคดีที่ภูเขาลูกนี้อยู่ห่างไกลผู้คน ซ้ำไม่มีคนมาที่นี่นานแล้ว ถึงพวกไป่ฉีจะเพิ่งมาเข้าค่ายฝึกร่างกายที่นี่ไปก็ตาม
ตำหนักเทพมังกรคราม
“ประมุขครับ นี่มัน” ผู้อาวุโสที่สัมผัสได้ถึงพลังปราณมหาศาลเคลื่อนผ่าน ถึงกับหงายหลังก้นกระแทกพื้น
“สามขุมพลังที่แผ่พุ่งมานี้เหนือกว่าฉันมาก อาจมีผู้สำเร็จชั้นราชันย์ทรราชแล้วก็เป็นได้ ภาวนาขออย่าให้เป็นพวกพรรคตะวันดับเลย” หลงสุ่ย ประมุขตำหนักเทพมังกรครามกล่าว
“ท่านพ่อ พลังนี่มันอะไรกัน” หลงเทียนหมิงเดินเข้ามาหาหลงสุ่ย
“น่าจะมีผู้สำเร็จปราณชั้นราชันย์ทรราช จากพลังสามสายที่แผ่มาพร้อมกัน น่าจะมีราชันย์ทรราชกำเนิดขึ้นถึง 3 คนแน่นอน” หลงสุ่ยกล่าว
“เราจะลองติดต่อสอบถามข้อมูลจากสมาคมการค้าดีไหม” หลงเทียนหมิงถาม
“ดีเหมือนกัน ลูกไปติดต่อดู เผื่อทางนั้นจะรู้อะไรบ้าง” หลงสุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“ครับ” หลงเทียนหมิงรับคำก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนของตนโทรไปทันที ซึ่งผลที่ได้รับก็คือทางสมาคมการค้าเองก็ยังไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เช่นกัน
ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซือซือ ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ กำลังเดินไปยังตู้เสื้อผ้า เธอรู้สึกถึงกระแสปราณรุนแรงเข้าปะทะเธอก่อนที่สติเธอจะดับวูบไป
ตระกูลหลี่ หลี่โจวหม่ากับคนในตระกูลต่างหมดสติ พอฟื้นขึ้นมาทั้งตระกูลก็วุ่นวายกันยกใหญ่ เพราะมีพวกที่มีระดับปราณต่ำกว่าชั้นปฐพีหลายคนกระอักเลือดคำโตออกมา
ตระกูลไป๋ ที่ห้องรับประทานอาหาร ไป๋ชินหลงที่กำลังจ้องชายหนุ่มที่ชื่อมี่หมิงไม่วางตา เพราะลูกสาวของเขาพาชายหนุ่มมาทานข้าวที่ตระกูลพร้อมกับแนะนำว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นแฟนของเธอ ทำให้ความเป็นพ่อหวงลูกสาวปะทุขึ้นและตั้งตัวเป็นพ่อตาจอมหวงลูกสาวทันที แต่พอมีคลื่นพลังปราณพัดผ่าน ทุกคนในตระกูลก็หมดสติไป ตอนฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง มี่หมิงที่มีพลังปราณต่ำกว่าระดับปฐพีกระอักเลือดคำโตออกมา ทำให้ไป๋กุ้ยอิงตกใจมาก และไป๋ชินหลงก็ได้รับแจ้งว่าคนในตระกูลที่ระดับต่ำกว่าปราณปฐพีทุกคนต่างกระอักเลือด ความวุ่นวายที่ตระกูลไป๋ก็ไม่น้อยเช่นกัน
“สำเร็จแล้ว” จางหนี่หวังจ้องมองมือของตน ตอนนี้มือของเธอที่เคยเริ่มมีริ้วรอย กลับกลายเป็นมือที่ขาวเนียนเหมือนเมื่อ 500 ปีก่อน เธอรีบเดินออกจากห้องทันที ด้วยความดีใจและอยากขอบคุณอวี้กง จางหนี่หวังเปิดประตูห้องที่ใกล้ที่สุด
“ท่านอวี้........อุบ......อึก” จางหนี่หวังเปิดประตูเข้าไปและเริ่มเปิดปากจะพูดขอบคุณ แต่กลับมีของเหลวสีขาวขุ่นข้นพุ่งมาเป็นสายเข้าปาก เธอตกใจจึงเผลอกลืนไปอึกนึง ก่อนที่เส้นสายนั้นจะยังคงพุ่งใส่หน้าและเสื้อเธออีก 2-3 ครั้ง ด้วยความช็อกกับภาพตรงหน้าทำให้จางหนี่หวังยืนตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น เพราะสิ่งที่เห็นคือประมุขน้องเฟิงเทียนกำลังทำหน้าสุขสมพร้อมกับปลดปล่อยหยาดน้ำสีขาวขุ่น และเธอคือผู้รับเคราะห์
“ประมุขจาง เราลืมเตือนไปว่าประมุขน้อยเฟิงเทียนจะ.......อย่างที่ท่านเห็นหลังทะลวงชั้นลมปราณได้” ไป่ฉีรีบเข้ามาแก้สถานการณ์ด้วยการใช้ปราณทำความสะอาดให้จางหนี่หวังทันที
“ประมุขจาง ผมขอโทษครับ” เฟิงเทียนรีบคว้าเสื้อผ้ามาปิดส่วนสงวนทันทีด้วยความเขินอายและกลัวจางหนี่หวังจะโกรธ
“ไม่เป็นไร อร่อยดี เอ๊ย เป็นเราไม่รู้ว่าประมุขน้อยมีปัญหาเรื่องนี้อยู่” จางหนี่หวังกล่าว ใบหน้ายิ้มจนแก้มแทบปริ นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ลิ้มลองสิ่งนั้น หากอวี้กงไม่อยู่ เธอคงจะไม่รอช้าจับเฟิงเทียนกลืนลงท้องเป็นแน่
“ท่านอาจารย์ช่วยผมด้วย สายตาของประมุขจางน่ากลัว” เฟิงเทียนรีบคลานเข้าไปกอดขาอวี้กง
“ประมุขจาง สายตาท่านบ่งบอกว่าจะกินศิษย์เราโจ่งแจ้งมาก เราขอได้หรือไม่” ไป่ฉีรีบพูดแก้สถานการณ์ทันที
“เห็นแก่ท่าน เราจะยอมถอยก่อนก็ได้” จางหนี่หวังกล่าว
จากนั้นไป่ฉีได้บอกให้ทั้ง 2 คนปรับพลังปราณให้เสถียรก่อนแล้วค่อยบ่มเพาะพลังปราณต่อ ก่อนจะส่งทั้ง 2 คนกลับไป ส่วนตัวเขาก็กลับไปเป็นไป่ฉีเหมือนเดิมพร้อมกับเปิดประตูมิติกลับไปยังบ้านของเขา
___________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
