จอมยุทธ์ซุปตาร์

ตอนที่ 194 กำเนิดผู้ฝึกยุทธ์ระดับราชันย์ทรราชทั้ง 3 Re

        “เริ่มจากประมุขจาง  ได้กินโอสถตามที่เราบอกครบแล้วใช่ไหม” ไป่ฉีถาม


        “ครบแล้วค่ะ  ตอนนี้ของเสียในร่างกายเกือบทั้งหมดถูกขับออกแล้ว” จางหนี่หวังตอบ  ตั้งแต่เธอได้กินโอสถที่อวี้กงให้เธอมา  ตอนนี้ร่างกายของเธอเบาสบายขึ้นเหมือนเมื่อสองสามร้อยปีก่อนเลยทีเดียว


        “ดีมาก  จากนี้ทุกคนจะต้องกินโอสถ 3 ชนิดนี้เข้าไป” ไป่ฉีเรียกขวดกระเบื้องสีขาว 3 ขวดออกมาจากแหวนมิติ  ที่ตัวขวดมีแกะสลักตัวหนังสือเอาไว้  ประกอบด้วย  โอสถทะลวงชั้นราชันย์ทรราช  โอสถวิหคจันทรา  โอสถวิหคสุริยัน  ทั้งจางหนี่หวังกับเฟิงเทียนเมื่อเห็นชื่อที่สลักที่ขวดแล้วก็มองหน้าเขาเป็นเชิงถามถึงคุณสมบัติของพวกมัน


        “ที่พวกเจ้าไม่สามารถทะลวงลมปราณสู่ชั้นราชันย์ทรราชได้  สาเหตุมาจากความรุนแรงของกระแสลมปราณมีไม่เพียงพอ  ดังนั้นโอสถวิหคจันทรากับโอสถวิหคสุริยันจึงเป็นสิ่งจำเป็นมาก  สำหรับเฟิงเทียน  เจ้าต้องใช้โอสถวิหคสุริยัน 2 เม็ด  วิหคจันทรา 4 เม็ด  ส่วนประมุขจาง  ท่านต้องใช้วิหคสุริยัน 4 เม็ด กับวิหคจันทรา 2 เม็ด  ด้วยเพราะชายหญิงมีพลังของหยินกับหยางไม่เท่ากัน  เราจึงให้พวกเจ้ากินเติมในส่วนที่ขาดไป  เมื่อร้อนและเย็นรุนแรงเท่ากันมาปะทะกัน  กระแสลมปราณภายในร่างกายจะปั่นป่วนรุนแรงราวกับเกิดพายุใหญ่ขึ้น  หน้าที่ของพวกเจ้าคือกักพลังไว้ในตันเถียนเพื่อเพิ่มความรุนแรงของมัน  โดยอาศัยโอสถทะลวงชั้นราชันย์ทรราชเป็นตัวเพิ่มจำนวนพลังปราณในตันเถียน  ขั้นตอนนี้ค่อนข้างอันตรายมาก  หากพลาดขึ้นมาตันเถียนอาจได้รับบาดเจ็บหรือพิการได้  รวมถึงอาจจะสูญเสียปราณที่ฝึกฝนมาทั้งชีวิต  ด้วยเหตุนี้เราจะช่วยพวกเจ้าในการควบคุมกระแสลมปราณเอง  ไม่ต้องเป็นห่วง  สิ่งที่พวกเจ้าสมควรทำคือกักลมปราณอันรุนแรงไว้ในตันเถียน  ส่วนที่เกินกำลังเราจะจัดการเอง” ไป่ฉีอธิบาย


        “เช่นนั้นของฝากท่านเทพกระบี่แล้ว” จางหนี่หวังกล่าว  เธออดตื่นเต้นไม่ได้ที่จะได้ต่ออายุ  เพื่อหาผัว  แคก ๆ เพื่อหาคู่ชีวิตมาเติมเต็มความปรารถนาของเธอ


        “ต้องรบกวนท่านอาจารย์แล้ว” เฟิงเทียนกล่าว  แม้ภายนอกจะดูสงบนิ่ง  แต่ภายในกลับตื่นเต้นในการทะลวงชั้นปราณครั้งนี้มาก


        “ไปประจำห้องหนึ่ง  ห้องใดก็ได้ใน 3 ห้องนี้  นั่งลงบนแท่นศิลาสวรรค์สีรุ้งที่ตั้งอยู่ภายในห้อง  เพราะมันจะเป็นเหมือนตัวถ่ายเทพลังส่วนที่พวกเจ้าควบคุมไม่ได้  เพื่อลดโอกาสตันเถียนได้รับบาดเจ็บ” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับมอบยาให้กับทั้ง 2 คน


        “เข้าใจแล้วค่ะ  เช่นนั้นฉันขอตัวเข้าห้องก่อนนะคะ” จางหนี่หวังกล่าวและเดินเข้าไปในห้องและปิดประตู


        “เข้าใจแล้วครับ” เฟิงเทียนเองก็เดินเข้าห้องไปเหมือนกัน


        'พวกเจ้าได้ยินหรือไม่' ไป่ฉีใช้ปราณสื่อสารกับทั้ง 2 คนที่เข้าไปอยู่ในห้องเรียบร้อยแล้ว


        'พวกเราพร้อมแล้ว' จางหนี่หวังกับเฟิงเทียนตอบกลับมา


        ไป่ฉีที่ตอนนี้เดินเข้าไปในห้องที่ยังว่างอยู่เพียงห้องเดียว  เขานั่งลงและหยิบเอาโอสถ 3 ชนิดขึ้นมา  แต่จำนวนที่ใช้นั้นมากกว่าเฟิงเทียนถึง 3 เท่า  เพราะร่างกายของเขาผ่านการทำลายและสร้างใหม่มาแล้วครั้งหนึ่งตอนที่สำเร็จรากฐานกายาโพธิสัตว์  แม้ร่างกายจะแข็งแกร่งกว่าผู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน  แต่การทะลวงชั้นปราณก็ยากขึ้นตามไปด้วย  ดังนั้นครั้งนี้เขาจึงต้องอาศัยพลังที่รุนแรงส่วนเกินจากเฟิงเทียนและจางหนี่หวังมาช่วยอีกแรง  ไม่อย่างนั้นเขาคงต้องเสียเวลามากกว่าคนอื่น 3-4 เท่ากว่าจะทะลวงชั้นปราณได้สำเร็จ


        'โอสถทะลวงชั้นราชันย์ทรราชให้กินเข้าไปก่อน 1 เม็ด  จากนั้นให้กินเพิ่มอีก 1 เม็ดทุก ๆ 1 ชั่วโมง' ไป่ฉีบอกสิ่งที่ทั้ง 2 คนต้องทำหลังจากนี้


        ‘รับทราบ’ ทั้ง 2 คนรับคำ  ก่อนจะกลืนโอสถตามจำนวนที่ไป่ฉีบอก  เพราะทั้ง 2 รู้ดีว่าการทะลวงชั้นปราณครั้งนี้ค่อนข้างอันตราย  โดยเฉพาะจางหนี่หวังที่มีอายุมากว่า 700 ปี  การเชื่อฟังผู้ที่ที่ชำนาญการใช้ลมปราณมากที่สุดในยุทธภพตอนนี้จึงเป็นสิ่งที่สมควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด


        ‘โคจรปราณย่อยโอสถทั้งหมด  เมื่อกระแสลมปราณเริ่มปั่นป่วนรุนแรงขึ้นภายในตันเถียน  จงกักมันเอาไว้  เราจะคอยตรวจดูให้  หากเราเห็นว่าใช้ได้  ก็ให้ปลดปล่อยกระแสลมปราณที่กักไว้ในตันเถียนไปตามจุดชีพจรลมปราณต่าง ๆ เพื่อขยายเส้นชีพจรลมปราณให้กว้างใหญ่ขึ้น’ ไป่ฉีบอกขั้นตอนแรกแก่ทั้ง 2 คน


        เฟิงเทียนกับจางหนี่หวังตอนนี้เริ่มมีเม็ดเหงื่อผุดขึ้นตามใบหน้าและร่างกายของทั้งคู่  การควบคุมปราณที่เริ่มรุนแรงขึ้นในตันเถียนและพยายามกักมันไว้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  ทั้ง 2 คนไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่  เพราะแค่การควบคุมพลังปราณในตันเถียนที่รุนแรงจนจะกักไว้ไม่อยู่ก็เต็มกลืนแล้ว


        ‘ขั้นตอนถัดไปกำลังจะเริ่ม  จงทนต่อความเจ็บปวดที่จะเกิดขึ้น และโคจรลมปราณไปตามจุดชีพจรลมปราณอย่าให้ขาดแม้แต่จุดเดียว  ทำการปลดปล่อยลมปราณระลอกแรกที่กักไว้ในตันเถียนได้’ ไป่ฉีบอกขั้นตอนต่อไปทันทีหลังพบว่าพลังปราณของทั้ง 2 ถึงระดับที่กำหนดแล้ว


        เฟิงเทียนกับจางหนี่หวังทำการปลดปล่อยพลังปราณออกจากตันเถียน  ไปตามเส้นชีพจรลมปราณแต่ละจุด  ความเจ็บปวดเกิดขึ้นเหมือนกับที่อวี้กงได้กล่าวเตือนไว้  ราวกับกระดูกทั้งร่างแตกออกและรวมตัวกันใหม่


        “อ๊ากกก” เสียงเฟิงเทียนร้องด้วยความเจ็บปวด  แต่เขาก็ยังพยายามโคจรลมปราณที่รุนแรงไปตามจุดชีพจรลมปราณต่อไปไม่ให้ชะงัก


        “อึก” จางหนี่หวังพยายามข่มกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้  ไม่ได้ส่งเสียงร้องอะไรมากนัก


        ‘การผลัดเปลี่ยนกระดูก  กระดูกจะถูกทำลายและสร้างใหม่  โดยลมปราณจะนำสิ่งสกปรกภายในกระดูกออกไป และขับออกมาทางเหงื่อ  กระดูกที่สร้างขึ้นใหม่ด้วยพลังปราณบริสุทธิ์จะแข็งแกร่งขึ้นทุกครั้งที่ถูกทำลายและสร้างขึ้นใหม่’ ไป่ฉีอธิบาย  ตอนนี้ตัวเขาเองก็ทำแบบเดียวกัน  แม้ร่างกายนี้จะถูกสร้างขึ้นใหม่มาแล้วรอบหนึ่ง  แต่การทำแบบนี้จะทำให้อวัยวะที่สร้างขึ้นใหม่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมจากปราณที่เข้าไปแทรกตัวและกระตุ้นทุกอณูของอวัยวะใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น


        เวลาผ่านไปจนภายนอกถ้ำถึงช่วงเวลาเย็นแล้ว  จางหนี่หวังกับเฟิงเทียนตอนนี้ไม่มีเสียงร้องออกมาเลย  เพราะทั้ง 2 เริ่มชินกับความเจ็บปวดแล้ว  สิ่งที่ทั้ง 2 เห็นคือของเหลวสีดำที่ถูกขับออกมาตามผิวหนัง และกลิ่นอันไม่พึงประสงค์  ในส่วนของเฟิงเทียนนั้นมีของเหลวสีดำถูกขับออกมาน้อยกว่าจางหนี่หวังมาก  ด้วยเหตุที่ไป่ฉีเคยฝังเข็มขับของเสียและพิษให้เขามาก่อน บวกกับการกินอาหารลมปราณชั้นสูง  ทำให้สิ่งสกปรกในร่างกายของเขาน้อยกว่าจางหนี่หวังมาก


        ‘เริ่มกระบวนการใหม่อีกครั้ง  ทำการกักลมปราณไว้ในตันเถียน  กลืนโอสถตามจำนวนใหม่อีกครั้งหนึ่ง’ ไป่ฉีสั่งให้ทั้ง 2 คนรีบทำขั้นตอนต่อไปทันที


        เมื่อกักลมปราณในตันเถียนจนถึงจุดที่ไป่ฉีต้องการ  เขาก็สั่งให้โคจรพลังปราณที่กักเก็บไว้อีกครั้งหนึ่ง  คราวนี้เส้นเลือดของทั้ง 2 ฉีกขาดแหลกสลายและถูกสร้างขึ้นมาใหม่เพียงเสี้ยววินาที  ความเจ็บปวดคราวนี้แม้จะเบากว่า  แต่ก็ทำให้ทั้ง 2 คนรู้สึกไม่ดีเอามาก ๆ ราวกับอยู่ ๆ หัวใจหยุดเต้นไปชั่วครู่ก่อนจะกลับมาเต้นใหม่


        ‘อย่าหลุดสมาธิไปจากลมปราณ  เพ่งสมาธิให้กับการโคจรลมปราณอย่างเดียว’ ไป่ฉีเตือน  จึงทำให้ทั้ง 2 คนกลับมามีสมาธิกับการโคจรลมปราณอีกครั้ง


        กระบวนการดำเนินต่อไปวนแบบนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก  การทำลายและสร้างอวัยวะขึ้นใหม่  การทำลายและสร้างมัดกล้ามเนื้อกับเส้นประสาทขึ้นใหม่  การทำลายและสร้างผิวหนังขึ้นใหม่ และสุดท้ายการทำลายและสร้างเส้นชีพจรลมปราณขึ้นใหม่  ซึ่งกว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นก็เข้าสู่วันที่ 3 แล้ว


        ทั้ง 2 คนตอนนี้เหนื่อยล้ามาก  พวกเขายังไม่เห็นสัญญาณที่จะทะลวงชั้นปราณสู่ระดับถัดไปได้เลย  แต่ก็เชื่อมั่นในตัวอวี้กงว่าจะสามารถช่วยให้พวกเขาสามารถทะลวงผ่านคอขวดนี้ไปได้


        ‘การเตรียมการเสร็จสิ้น  ทำการกินยาชุดสุดท้าย  กักตันเถียนอีกครั้งเพื่อเตรียมทะลวงชั้นปราณ’ ไป่ฉีกล่าว


        เฟิงเทียนกับจางหนี่หวังเพิ่งสังเกตว่าพวกเขาสามารถกักพลังปราณในตันเถียนได้ง่ายขึ้นและมากขึ้นกว่าเมื่อ 2 วันก่อนมาก  เพราะร่ายกายที่ถูกทำลายและสร้างใหม่นับครั้งไม่ถ้วน


        ‘ได้เวลาแล้ว  ทำการโคจรปราณที่กักไว้ในตันเถียนได้’ ไป่ฉีออกคำสั่ง  ทั้ง 2 คนก็เริ่มโคจรพลังปราณที่กักเก็บเอาไว้ไปตามเส้นชีพจรทันที  ซึ่งผ่านไปเพียงไม่นานจางหนี่หวังก็สัมผัสได้ถึงขุมพลังของตนที่กว้างใหญ่ขึ้น


        “อ๊า” เสียงของเธอที่แฝงไปด้วยพลังปราณ  ส่งผลให้ถ้ำฝึกตนสั่นสะเทือนเล็กน้อย  แต่หากเป็นถ้ำทั่วไปที่ไม่ลงอาคมเอาไว้  ตอนนี้ทั้ง 3 คงตายแบบไม่ต้องมีคนฝังไปแล้ว


        “อ๊า  อะ…..ออกแล้ว” เฟิงเทียนตะโกนลั่น  พร้อมปลดปล่อยสิ่งที่ไป่ฉีก็รู้ว่ามันคืออะไรออกมา


        ‘เจ้าศิษย์โรคจิต  ไม่ต้องบอกข้าว่าเจ้ากำลังหลั่งอะไรออกมา  ข้าไม่ได้อยากรู้’ ไป่ฉีดุเฟิงเทียนทันที  แต่ดูเหมือนทางนั้นยังส่งเสียงครางไม่เลิก  เขาจึงไม่คิดจะพูดอะไรต่อ  เพราะตอนนี้เขาก็ทะลวงผ่านคอขวดแล้วเช่นกัน


        ทั้ง 3 คนก้าวเข้าสู่ระดับปราณราชันย์ทรราชแทบจะพร้อมกัน  พลังปราณที่แผ่ออกมาหลังจากการทะลวงชั้นปราณรุนแรงจนไม่อาจกักเก็บไว้ในถ้ำต่อไปได้  ไป่ฉีจึงทำการส่งมันออกไปนอกถ้ำทันที


        คลื่นพลังปราณรุนแรง 3 สายพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าก่อนจะแพร่กระจายออก  สำหรับคนธรรมดานั้นไม่ได้รู้สึกอะไร  แต่กับผู้ฝึกยุทธ์นั้นส่งผลอย่างมาก  ผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่ในระดับก่อลมปราณไปจนถึงชั้นปราณนภาทั้งทวีปเทพมังกรครามต่างสิ้นสติไปในทันที  ส่วนพวกที่อยู่ระดับปราณชั้นราชันย์กับปราณชั้นจักรพรรดิต่างรู้สึกเหมือนตนเองหายใจไม่ออก  สิ่งที่พวกเขาสัมผัสได้คือคลื่นพลังปราณที่รุนแรง  หนาแน่น และเข้มข้นพุ่งเข้าปะทะพวกเขาจนหงายท้องล้มลงกับพื้น  ไม่อาจต้านทานได้


        ตัวภูเขาที่เป็นสถานที่ปลดปล่อยพลังปราณรุนแรง  ทำให้ปราณตามธรรมชาติที่ภูเขากลับมาสะอาดบริสุทธิ์เหมือนเมื่อ 5 ร้อยปีก่อนอีกครั้ง  บังเกิดสมุนไพรลมปราณผุดขึ้นจำนวนมากบนภูเขา  พวกมันดูดซับพลังปราณที่ยังคงพัดผ่านออกมาอย่างตะกละตะกลาม  สัตว์บางตัวที่ถูกปราณพัดผ่านพวกมันเริ่มกลายพันธุ์เป็นสัตว์อสูรระดับก่อลมปราณ  โชคดีที่ภูเขาลูกนี้อยู่ห่างไกลผู้คน  ซ้ำไม่มีคนมาที่นี่นานแล้ว  ถึงพวกไป่ฉีจะเพิ่งมาเข้าค่ายฝึกร่างกายที่นี่ไปก็ตาม


        ตำหนักเทพมังกรคราม

        “ประมุขครับ  นี่มัน” ผู้อาวุโสที่สัมผัสได้ถึงพลังปราณมหาศาลเคลื่อนผ่าน  ถึงกับหงายหลังก้นกระแทกพื้น


        “สามขุมพลังที่แผ่พุ่งมานี้เหนือกว่าฉันมาก  อาจมีผู้สำเร็จชั้นราชันย์ทรราชแล้วก็เป็นได้  ภาวนาขออย่าให้เป็นพวกพรรคตะวันดับเลย” หลงสุ่ย ประมุขตำหนักเทพมังกรครามกล่าว


        “ท่านพ่อ  พลังนี่มันอะไรกัน” หลงเทียนหมิงเดินเข้ามาหาหลงสุ่ย


        “น่าจะมีผู้สำเร็จปราณชั้นราชันย์ทรราช  จากพลังสามสายที่แผ่มาพร้อมกัน  น่าจะมีราชันย์ทรราชกำเนิดขึ้นถึง 3 คนแน่นอน” หลงสุ่ยกล่าว


        “เราจะลองติดต่อสอบถามข้อมูลจากสมาคมการค้าดีไหม” หลงเทียนหมิงถาม


        “ดีเหมือนกัน  ลูกไปติดต่อดู  เผื่อทางนั้นจะรู้อะไรบ้าง” หลงสุ่ยพยักหน้าเห็นด้วย


        “ครับ” หลงเทียนหมิงรับคำก่อนจะหยิบสมาร์ทโฟนของตนโทรไปทันที  ซึ่งผลที่ได้รับก็คือทางสมาคมการค้าเองก็ยังไม่ได้รับข้อมูลใด ๆ เช่นกัน


        ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง  ซือซือ ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จ  กำลังเดินไปยังตู้เสื้อผ้า  เธอรู้สึกถึงกระแสปราณรุนแรงเข้าปะทะเธอก่อนที่สติเธอจะดับวูบไป


        ตระกูลหลี่  หลี่โจวหม่ากับคนในตระกูลต่างหมดสติ  พอฟื้นขึ้นมาทั้งตระกูลก็วุ่นวายกันยกใหญ่  เพราะมีพวกที่มีระดับปราณต่ำกว่าชั้นปฐพีหลายคนกระอักเลือดคำโตออกมา


        ตระกูลไป๋  ที่ห้องรับประทานอาหาร  ไป๋ชินหลงที่กำลังจ้องชายหนุ่มที่ชื่อมี่หมิงไม่วางตา  เพราะลูกสาวของเขาพาชายหนุ่มมาทานข้าวที่ตระกูลพร้อมกับแนะนำว่าชายหนุ่มคนนี้เป็นแฟนของเธอ  ทำให้ความเป็นพ่อหวงลูกสาวปะทุขึ้นและตั้งตัวเป็นพ่อตาจอมหวงลูกสาวทันที  แต่พอมีคลื่นพลังปราณพัดผ่าน  ทุกคนในตระกูลก็หมดสติไป  ตอนฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง  มี่หมิงที่มีพลังปราณต่ำกว่าระดับปฐพีกระอักเลือดคำโตออกมา  ทำให้ไป๋กุ้ยอิงตกใจมาก และไป๋ชินหลงก็ได้รับแจ้งว่าคนในตระกูลที่ระดับต่ำกว่าปราณปฐพีทุกคนต่างกระอักเลือด  ความวุ่นวายที่ตระกูลไป๋ก็ไม่น้อยเช่นกัน


        “สำเร็จแล้ว” จางหนี่หวังจ้องมองมือของตน  ตอนนี้มือของเธอที่เคยเริ่มมีริ้วรอย  กลับกลายเป็นมือที่ขาวเนียนเหมือนเมื่อ 500 ปีก่อน  เธอรีบเดินออกจากห้องทันที  ด้วยความดีใจและอยากขอบคุณอวี้กง  จางหนี่หวังเปิดประตูห้องที่ใกล้ที่สุด


        “ท่านอวี้........อุบ......อึก” จางหนี่หวังเปิดประตูเข้าไปและเริ่มเปิดปากจะพูดขอบคุณ  แต่กลับมีของเหลวสีขาวขุ่นข้นพุ่งมาเป็นสายเข้าปาก  เธอตกใจจึงเผลอกลืนไปอึกนึง  ก่อนที่เส้นสายนั้นจะยังคงพุ่งใส่หน้าและเสื้อเธออีก 2-3 ครั้ง  ด้วยความช็อกกับภาพตรงหน้าทำให้จางหนี่หวังยืนตกตะลึงกับสิ่งที่เห็น  เพราะสิ่งที่เห็นคือประมุขน้องเฟิงเทียนกำลังทำหน้าสุขสมพร้อมกับปลดปล่อยหยาดน้ำสีขาวขุ่น และเธอคือผู้รับเคราะห์


        “ประมุขจาง  เราลืมเตือนไปว่าประมุขน้อยเฟิงเทียนจะ.......อย่างที่ท่านเห็นหลังทะลวงชั้นลมปราณได้” ไป่ฉีรีบเข้ามาแก้สถานการณ์ด้วยการใช้ปราณทำความสะอาดให้จางหนี่หวังทันที


        “ประมุขจาง  ผมขอโทษครับ” เฟิงเทียนรีบคว้าเสื้อผ้ามาปิดส่วนสงวนทันทีด้วยความเขินอายและกลัวจางหนี่หวังจะโกรธ


        “ไม่เป็นไร  อร่อยดี  เอ๊ย  เป็นเราไม่รู้ว่าประมุขน้อยมีปัญหาเรื่องนี้อยู่” จางหนี่หวังกล่าว  ใบหน้ายิ้มจนแก้มแทบปริ  นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้ลิ้มลองสิ่งนั้น  หากอวี้กงไม่อยู่  เธอคงจะไม่รอช้าจับเฟิงเทียนกลืนลงท้องเป็นแน่


        “ท่านอาจารย์ช่วยผมด้วย  สายตาของประมุขจางน่ากลัว” เฟิงเทียนรีบคลานเข้าไปกอดขาอวี้กง


        “ประมุขจาง  สายตาท่านบ่งบอกว่าจะกินศิษย์เราโจ่งแจ้งมาก  เราขอได้หรือไม่” ไป่ฉีรีบพูดแก้สถานการณ์ทันที


        “เห็นแก่ท่าน  เราจะยอมถอยก่อนก็ได้” จางหนี่หวังกล่าว


        จากนั้นไป่ฉีได้บอกให้ทั้ง 2 คนปรับพลังปราณให้เสถียรก่อนแล้วค่อยบ่มเพาะพลังปราณต่อ  ก่อนจะส่งทั้ง 2 คนกลับไป  ส่วนตัวเขาก็กลับไปเป็นไป่ฉีเหมือนเดิมพร้อมกับเปิดประตูมิติกลับไปยังบ้านของเขา

___________________________________

+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+


คล้ายกับเรื่องจอมยุทธ์ซุปตาร์ ที่คุณอ่าน