ในตอนกลางคืนเย่เฉินได้เข้าไปซ่อนตัวอยู่ในหลุมที่ได้ขุดเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า
หลังจากเขาผ่านอันตรายมาจากการตามไล่สังหารของจั่วชิวหมิงและตั้งแต่ไม่มียันต์สะกดรอย พวกจั่วชิวหมิงก็ยากที่จะตามหาเย่เฉินให้พบอีกทั้งป่าร้างแห่งนี้มีขนาดใหญ่มาก จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะตามหาใครสักคนจนเจอ
เย่เฉินนั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น
แม้ว่าเขาจะหนีออกมาได้แล้วแต่มือของเขาได้รับบาดเจ็บค่อนข้างหนัก ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยเลือดมีรอยบาดแผลปรากฏอยู่มากมายนับไม่ถ้วน
“รอข้าสักหน่อยเถอะ”เย่เฉินพูดอย่างเยือกเย็น จากนั้นก็กลืนเม็ดยาหุยเสวียนเข้าไปสามเม็ดและเริ่มใช้วิชาลับในการหลอมกายทรหด
......
ในเวลานี้ทางออกของป่าร้าง เต็มไปด้วยเงาร่างของผู้คนจำนวนมากไม่เพียงแต่กลุ่มของเซี่ยอวิ๋นผู้เป็นศิษย์ที่เพิ่งเข้ามาจากสำนักนอกยังมีศิษย์สำนักในจำนวนมาก พวกเขาต่างต้องการชื่นชมบารมีของเย่เฉินต้องการจะเห็นว่าศิษย์ฝึกหัดที่พลิกฟ้าพลิกแผ่นดินของสำนักนอกมีความเก่งกล้าปานใด
นอกจากบรรดาศิษย์ต่างๆแล้วที่แห่งนี้ยังเต็มไปด้วยผู้อาวุโสของสำนักในจำนวนมากมายกำลังนั่งอยู่บนก้อนเมฆรวมทั้งนักพรตเต้าเสวียนประมุขแห่งยอดเขาเทียนเสวียนเฟิงอู๋เฮิ่นประมุขแห่งยอดเขาอวี้เจี้ยน และฉู่ซวนเอ๋อร์ประมุขแห่งยอดเขาดรุณีหยก
“จริงๆแล้วศิษย์ที่เข้าร่วมการทดสอบในป่าร้างก็น่าจะออกกันมาหมดแล้วทำไมถึงยังไม่เห็นเย่เฉินเลยล่ะ” ท่ามกลางฝูงชนมีศิษย์สำนักในถามขึ้นด้วยความสงสัย
“ดูเหมือนจะเหลือเขาแค่คนเดียวแล้วนะ”
“ข้ากลัวว่าเขาคงจะไม่ได้ออกมาแล้วนะสิ”มีใครคนหนึ่งพูดขึ้นมา แต่คำพูดนั้นก็ดูมีความหมายที่ลึกซึ้ง
เมื่อเทียบกับศิษย์เหล่านี้สีหน้าของเจ้าหมีสองและเซี่ยอวิ๋นเริ่มจะไม่ค่อยดีพวกเขารู้ดีว่าเย่เฉินกำลังถูกโจมตีจากศัตรูแบบไหน ไม่ต้องพูดว่าจะเข้าสู่สำนักในได้หรือไม่เพราะจะมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่าก็ยังไม่อาจรู้ได้เลย
“ศิษย์พี่เต้าเสวียนท่านจริงใจต่อข้าใช่หรือไม่” เมื่อรออยู่เป็นเวลานานก็ยังไม่เห็นเย่เฉินเดินออกมาฉู่ซวนเอ๋อร์ก็เริ่มร้อนใจ “ดูสิท่านไปเลือกศิษย์แบบไหนมา ท่านเลือกใครไม่เลือกไปเลือกพวกข่งเฉา แบบนี้เย่เฉินจะผ่านการทดสอบออกมาได้ไหม”
“ศิษย์น้องหญิงเจ้ากำลังปรักปรำข้า” นักพรตเต้าเสวียนรีบร้องตะโกนออกมา
“เรื่องนี้ข้าเป็นพยานได้”ผู้อาวุโสอ้วนๆ ที่อยู่ด้านข้างได้หัวเราะขึ้นมา “เพื่อเป็นการยุติธรรม ศิษย์สำนักในที่ถูกส่งไปป่าร้าง ล้วนแต่ใช้การจับสลากในการเลือกกลุ่มพวกของข่งเฉาที่ได้รับการคัดเลือกออกไป ก็เป็นเรื่องบังเอิญ”
“ถ้าแบบนี้มันก็ดูบังเอิญเกินไป!” ฉู่ซวนเอ๋อร์จ้องไปยังนักพรตเต้าเสวียน“แล้วทำไมคนที่ถูกเลือกล้วนแต่เป็นศัตรูของเย่เฉิน”
“จะทำอย่างไรได้ล่ะใครใช้ให้ศิษย์คนนั้นของเจ้าทำตัวแย่อย่างนั้นล่ะ?”นักพรตเต้าเสวียนขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้“ศิษย์น้องหญิงลืมเรื่องการประลองของสำนักนอกเมื่อไม่กี่วันก่อนไปแล้วหรือศิษย์ของเจ้าต้องพบเจอกับใครมาบ้าง เจ้าคนนิสัยเช่นนี้...!”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วเขาก็คือเด็กที่โชคร้าย” ฉู่ซวนเอ๋อร์ตบหน้าผากตนเองเบาๆ อย่างอดไม่ได้
......
กลางดึกเย่เฉินได้แอบออกมาจากหลุมอย่างแข็งแรงมีชีวิตชีวา และมองไปรอบๆก่อนที่จะกระโดดเข้าไปในความมืดมิด
โอ๊ย...!
โอ๊ย...!
ไม่นานก็มีเสียงกรีดร้องดังขึ้นมาจากมุมที่ไม่รู้ชื่อแห่งหนึ่งในป่าร้าง
ไม่ผิดเลยเย่เฉินกำลังเริ่มต้นดักชิงทรัพย์อีกครั้ง ด้วยความสามารถที่ทรงพลังของแส้เหล็กและยังมีอาวุธมากมายที่คนร้ายชอบใช้กันในตอนนี้เขายิ่งดักชิงทรัพย์มากเท่าไรก็ยิ่งชำนาญมากขึ้นเรื่อยๆ
เช่นเดียวกันกับสองสามครั้งก่อนเขาได้นำเอาของวิเศษทั้งหมดในตัวของศิษย์สำนักในไปด้วยและไม่ลืมที่จะถอดเสื้อผ้าของพวกเขาออกจนหมดก่อนที่จะจากออกไป
และมีเรื่องหนึ่งที่เป็นไปตามความคาดหมายนั่นก็คือก่อนที่ศิษย์สำนักในเหล่านี้จะถูกทุบจนสลบไปล้วนแต่สามารถนำยันต์สะกดรอยติดไว้บนร่างกายเขาอย่างชาญฉลาดบางทีนี่อาจจะเป็นแผนการที่ข่งเฉาวางเอาไว้นานแล้วก็ได้
เพียงแต่เย่เฉินเคยพลาดมาแล้วครั้งหนึ่งฉะนั้นเขาจึงไม่ยอมให้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สองแน่นอน ยันต์สะกดรอยจึงถูกเขาทำลายลงทันที
“อยากจะทำร้ายข้าพวกเจ้าสมควรได้รับโทษอย่างหนัก” เย่เฉินพูดเยาะเย้ย และหายไปจากตรงนั้น
โอ๊ย...!
โอ๊ย...!
ไม่นานนักเสียงกรีดร้องเช่นนี้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง ศิษย์ของสำนักในที่เดินจับกลุ่มกันมาสามคนก็ถูกทุบจนหมดสติไปจากนั้นก็ถูกถอดเสื้อผ้าและมัดไว้ด้วยเชือกเทวะอย่างแน่นหนาทับซ้อนกันจนยากจะหลุดออกและยังถูกวางยาสลบและหลับไปอย่างยาวนานท้ายที่สุดพวกเขาทั้งหมดก็ถูกเย่เฉินขุดหลุมฝังเอาไว้
โอ๊ย...!
โอ๊ย...!
ในช่วงกลางดึกป่าร้างที่ควรจะเงียบสงัด กลับไม่สงบอย่างยิ่ง ในบางมุมของป่าร้างมักมีเสียงกรีดร้องรูปแบบต่างๆ ดังขึ้นอยู่เป็นระยะ
และในขณะที่ศิษย์สำนักในยังคงถูกเย่เฉินดักชิงทรัพย์และฝังลงดินพรรคพวกของข่งเฉาที่สามารถใช้ได้ก็มีน้อยลงเรื่อยๆ มีน้อยลงเรื่อยๆและในที่สุดก็เหลือเพียงพวกเขาแค่สามคน
“อัปยศอัปยศอย่างยิ่ง” ทั้งสามคนส่งเสียงดังสะเทือนชั้นฟ้าสีหน้าแต่ละคนต่างดูดุร้ายน่ากลัว
เดิมแล้วพวกเขาคิดว่าศิษย์ฝึกหัดขั้นรวมพลังธรรมดาๆคนหนึ่งคงจะไม่มีความสามารถอะไรมากมาย แม้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงอย่างมากในสำนักนอกแต่ในสายตาของพวกเขาแล้วกลับไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรน่าสนใจเลย
เพียงแต่เหตุการณ์ต่างๆในช่วงสองวันที่ผ่านมา ทำให้พวกเขาตระหนักได้ว่าพวกเขาประเมินเย่เฉินศิษย์ฝึกหัดคนนี้ต่ำเกินไปจริงๆ
เย่เฉินเปรียบเหมือนภูตผีตนหนึ่งที่พวกเขาไม่สามารถตามหาร่องรอยอะไรได้เลยโอกาสเดียวที่เคยมีอยู่พวกเขาก็ปล่อยให้เขาหนีออกไปได้ศิษย์สำนักในผู้สง่างามจำนวนเกือบร้อยคน รวมทั้งศิษย์ขั้นพลังหยางอีกสามคนแต่กลับถูกศิษย์ขั้นรวมพลังเล่นงานเสียจนต้องอับอาย
ด้วยเหตุนี้จนถึงตอนนี้ศิษย์สำนักในเกือบร้อยคนที่ถูกส่งเข้ามาในป่าร้างกลับเหลืออยู่เพียงไม่กี่สิบคน สิ่งนี้ทำให้พวกเขาโกรธมากหากสามารถจับตัวเย่เฉินได้ก็ดีไปแต่หากจับตัวมาไม่ได้พวกเขาก็คงกลายเป็นตัวตลกของสำนักในแน่นอน
และในตอนนี้เย่เฉินที่ทำให้พวกเขาต้องหงุดหงิด ได้ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มหญ้าแล้ว
“ตรงนี้ก็แล้วกัน”เมื่อมองไปรอบๆ และเห็นว่าไม่มีคนเย่เฉินจึงนำตะกร้าใส่ทุ่นระเบิดออกมาและฝังลงไปในดินอย่างระมัดระวัง
หลังจากทำเช่นนี้เขาก็หยิบยาสลบออกมาอีกครั้ง และจัดเรียงมันไว้อย่างดีในพุ่มหญ้าจากนั้นก็วางเข็มอาบยาพิษเอาไว้ ทุกๆ กระบวนการเขาได้คิดวางแผนมาเป็นอย่างดีแล้ว
เขาใช้เวลากว่าหนึ่งชั่วยามจึงจัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยจากนั้นจึงออกไปจากที่แห่งนี้ “ตอนนี้ ถึงตาข้าบ้างแล้ว”
หลังจากเดินไปรอบๆป่าร้างแห่งนี้ เย่เฉินก็เห็นเงาร่างที่คลุมเครืออยู่จากระยะไกล “ข่งเฉา”แม้ว่าเงาร่างนั้นจะคลุมเครือแต่เย่เฉินมองเพียงพริบตาเดียวก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นข่งเฉา
ในตอนนี้มีเงาร่างของข่งเฉาอยู่เพียงลำพัง
ใช่แล้วพวกลูกสมุนของเขาล้วนแต่ถูกเย่เฉินทุบจนหมดสติไปหมดแล้วจนถึงตอนนี้จึงไม่มีเหลือแม้แต่สักคนเดียว
และเช่นเดียวจั่วชิวหมิงและเจียงหยางก็เป็นเช่นนี้ด้วยคนที่มีจำนวนไม่เพียงพอและด้วยป่าร้างมีพื้นที่กว้างใหญ่หากว่าพวกเขาเลือกจะตามหาเย่เฉินด้วยกัน จะทำให้สามารถค้นหาได้ในพื้นที่แคบและจำกัดในตอนนี้พวกเขาจึงแยกกันค้นหา เพื่อจะได้ขยายบริเวณค้นหาที่มากยิ่งขึ้น
และสิ่งที่เย่เฉินต้องการก็คือผลลัพธ์เช่นนี้เขาต้องการให้พวกเขาแยกกันอยู่ลำพัง และต่อสู้โดยลำพัง เขาจึงไม่เกรงกลัวข่งเฉา
“เจ้าเด็กน้อยวันนี้ข้าจะขอให้บทเรียนกับเจ้าสักหน่อย” เย่เฉินพูดจาอย่างเยาะเย้ยและพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว และเมื่อเสียงได้เงียบไปเขาก็จงใจจะไม่ปิดบังกระแสลมปราณเพื่อให้ข่งเฉาสังเกตเห็น
“เย่เฉิน”เขามีความคุ้นเคยกับกระแสลมปราณของเย่เฉินผนวกกับความอึดอัดในใจของเขาที่ไร้ที่ระบาย ทำให้ข่งเฉาตามเข้ามาโดยไม่พูดจาใดๆ
เมื่อเห็นเหยื่ออย่างข่งเฉาเย่เฉินก็จงใจชะลอความเร็ว และขณะที่ข่งเฉากำลังจะตามมาเย่เฉินก็เร่งความเร็วขึ้นอย่างกะทันหัน
พวกเขาทั้งสองคนตามไล่ล่ากันไปเมื่อเข้าใกล้เขตกับดักที่เย่เฉินได้วางเอาไว้ก่อนหน้า และด้วยความโกรธของข่งเฉาทำให้เขาลืมอะไรไปสิ่งหนึ่ง นั่นก็คือการส่งสัญญาณให้กับจั่วชิวหมิงและเจียงหยาง
ตูม!
ในไม่ช้าข่งเฉาก็ถูกนำไปยังผืนป่าที่เป็นไปด้วยพุ่มหญ้าข่งเฉาไม่ทันระมัดระวังจึงเหยียบทุ่นระเบิดที่เย่เฉินวางเอาไว้เขาถูกแรงระเบิดกระแทกจนพลิกกระเด็นออกไปและเมื่อเขาตกสู่พื้นดินระเบิดลูกที่สองก็เกิดระเบิดขึ้น
ตูม!
ตูม!
ตูม!
จากนั้นเสียงระเบิดตูมตามก็ดังขึ้นอีกครั้งข่งเฉาถูกแรงระเบิดจนบาดเจ็บไปทั้งตัว และเมื่อร่างกายเดินโซเซเขาก็เซไปเหยียบถูกเข็มพิษที่เย่เฉินจัดเตรียมเอาไว้ และยังไม่ทันได้ตั้งตัวกลิ่นของยาสลบก็ได้โชยเข้าจมูกของเขาไปแล้ว
“เย่เฉินเจ้ามันสมควรตาย” เสียงตะโกนของข่งเฉาดังกึกก้อง ตอนนี้เขาเริ่มจะเวียนหัวเล็กน้อยร่างกายเริ่มสั่นเบาๆ
ในขณะนี้เย่เฉินก็โผล่ขึ้นมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ เหวี่ยงระเบิดควันสิบกว่าลูกออกไปในทันทีเมื่อระเบิดควันทำงาน ทั่วทั้งบริเวณก็เต็มไปด้วยหมอกควันสีดำ และห้อมล้อมข่งเฉาเอาไว้ด้านใน
และเมื่อเริ่มตั้งสติได้ข่งเฉาจึงรีบทำมุทราเพื่อเรียกวิชาลับที่เกี่ยวกับลมออกมาเพื่อจะพัดเอาหมอกควันสีดำเหล่านี้ออกไป
“เอาเลย”เย่เฉินโผล่ออกมาอย่างรวดเร็วเพื่อเข้าขัดขวางการเรียกวิชาลับของเขาจากนั้นจึงหมุนตัวแล้วจากออกไป
“จะไปไหน”ข่งเฉาโกรธมาก และทำการเรียกอาวุธวิญญาณประจำตัวออกมา จากนั้นก็ก้าวออกไปหนึ่งก้าวและโจมตีเข้าหาเย่เฉิน
“ข้าไม่ได้จะไปไหนสักหน่อย”ตรงเบื้องหน้า เย่เฉินที่เพิ่งจะก้าวเท้าออกไป ก็หันกลับมาอีกครั้งจากนั้นก็สะบัดแขนเสื้อ ฝุ่นสีขาวก็กระจายอยู่บนใบหน้าเขาอย่างพอดิบพอดีเมื่อดูให้ดีนี่คือเถ้าศิลาขาวสำหรับผู้ฝึกตนโดยเฉพาะ
“เจ้า...”เห็นได้ชัดว่าข่งเฉานึกไม่ถึงว่าเย่เฉินจะใช้เคล็ดวิชาเช่นนี้กับเขาและต้องรู้ว่ากลอุบายของคนร้ายเหล่านี้ เป็นวิธีการที่เขาใช้เป็นปกติ แต่ตอนนี้ตัวเขาเองกลับเป็นคนที่ถูกทำร้าย
แต่ข่งเฉาอยู่ในระดับขั้นพลังหยางแม้ว่าจะถูกเถ้าศิลาขาวที่กลั่นออกมาเป็นพิเศษเพื่อเจาะจงทำร้ายผู้ฝึกตนแต่ก็ตบตาเขาได้เพียงชั่วครู่
อย่างไรก็ตามในเวลาเพียงชั่วครู่นี้ เย่เฉินก็ฟาดแส้เหล็กลงไปบนศีรษะของข่งเฉาอย่างแรง
โอ๊ย...!
ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องก็ดังขึ้นแส้เหล็กที่ทรงพลัง สามารถเอาชนะข่งเฉาได้ จนเขาถึงกับมีเลือดออกทางทวารทั้งเจ็ดและเย่เฉินก็มั่นใจว่าตอนนี้ในสมองของเขาก็คงเหมือนกับหม้อที่กำลังระเบิด
“ข้าจะคิดบัญชีกับเจ้า”เย่เฉินตะโกนด่าออกไป ก้าวออกไปเตะเป้ากางเกงของเขาอย่างแรง
โอ๊ะ...!
น้องชายเขาถูกทำร้ายเข้าอย่างแรงเมื่อมองไปยังใบหน้าของข่งเฉา ตอนนี้ใบหน้านั้นแดงก่ำไปทั่วทั้งหน้า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความเจ็บปวดหรือว่าจุกจนหายใจไม่ออก
เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปเย่เฉินจึงไม่ยอมเปิดโอกาสใดๆ ให้กับข่งเฉา เขาจึงฟาดแส้เหล็กลงไปอีกครั้งตรงไปยังหน้าผากของข่งเฉา
โอ๊ย...!
ข่งเฉาถูกเย่เฉินทุบตีจนหัวแตกเลือดไหลออกมาโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเสียงหวีดที่ดังอยู่ในสมอง และความเจ็บปวดของจิตวิญญาณทำให้เขามึนงงและไม่สามารถจะยืนหยัดขึ้นมาได้ท้ายที่สุดก็ถูกเย่เฉินทุบลงไปนอนแผ่หลาอยู่กับพื้น และหมดสติไปในที่สุด
หลังจากเอาชนะข่งเฉาได้เย่เฉินก็เก็บแส้เหล็ก จากนั้นก็ลงมือกวาดของวิเศษทั้งหมดในตัวของข่งเฉาและถอดเสื้อผ้าของข่งเฉาออกจนเปลือยเปล่าเหลือไว้เพียงกางเกงชั้นในตัวเดียวเท่านั้น
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจเหล่านี้เย่เฉินก็ใช้เชือกเทวะมัดข่งเฉาเอาไว้ราวกับมัดบ๊ะจ่างจากนั้นก็ใช้ยาสลบช่วยให้เขาหลับสนิท และท้ายที่สุดก็โยนเขาลงไปฝังในหลุมที่ขุดเอาไว้ก่อนหน้านี้
ข่งเฉาก็ถูกฝังทั้งเป็นเช่นเดียวกัน
“ไม่เป็นไรหรอกไม่ตายหรอก” เย่เฉินตบลงไปยังพื้นดิน “หลับให้สบายก่อนเถอะ! ถึงเวลาที่เจ้าตื่นขึ้นมา จะได้พบว่าโลกใบนี้มันช่างเต็มไปด้วย...ความไร้สาระ”