ราชันย์สิบโลก

ตอนที่ 197 เหล่าบรรพบุรุษกลับโลกต้นกำเนิด

        พวกเขาต่างชื่นชมยินดีในชัยชนะเมื่อมาถึงพระราชวัง ราชันย์จุ้ยเสอเรียกหาเฟิ่งหยูทันทีผู้ที่คอยรับใช้กลับรายงานกลับไปว่าเฟิ่งหยูหายตัวไปตั้งแต่ยี่สิบกว่าวันก่อนแล้วราชันย์จุ้ยเสอพลันโกรธเป็นอย่างมากเพราะเฟิ่งหยูนับมีความดีความชอบอยู่ไม่น้อยในการจัดการกับเผ่าปีศาจในครั้งนี้

        ทางด้านเฟิ่งหยูหลังจากเดินทางอยู่หลายวันพวกเขาจึงเดินทางมาถึงยังจักรวาลที่เก้าพวกเขามุ่งตรงไปยังโลกต้นกำเนิดในทันที่เพราะเชลยที่พวกเขาช่วยเหลือมาเป็นคนของโลกต้นกำเนิดทั้งหมดตอนนี้พวกเขาอยู่ในสภาพที่ดูดี หลายคนพักฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพราะพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดในเจดีย์ฟ้าสวรรค์นั้นเข้มข้นเป็นอย่างมาก

        พวกเขาส่วนใหญ่มีพลังยุทธ์อยู่ระดับพระเจ้า  แต่เนื่องจากถูกจับมาทรมานเป็นเวลานานเป็นอย่างมากทำให้พวกเขาไม่สามารถต่อสู้ได้แม้กระทั่งระดับเซียนเนื่องจากพลังยุทธ์ของพวกเขาถูกผนึกปิดกั้นพลังยุทธ์เอาไว้ เมื่อถูกพวกราชันย์ฟางหรงและเฟิ่งหยูรวมถึงเจ้าโลกทั้งสามช่วยเหลือเอาไว้พวกเขาจึงถูกคลายผนึกนั้นทำให้พวกเขาสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว

        ทั้งสามสิบหกคนล้วนเป็นบรรพบุรุษของตระกูลใหญ่ในโลกต้นกำเนิดพวกเขาถูกจับได้ตอนที่ปิดผนึกโลกต้นกำเนิดไปแล้ว พวกเขาคือพวกที่เหลือรอดจากการกวาดล้างของเจ้าโลกจงจื่อในตอนนั้นที่พวกเขาถูกจับได้พวกเขาต่างยอมรับในชะตากรรมจากชาวยุทธ์เกือบสองร้อยคนเหลือรอดกลับมายังโลกต้นกำเนิดเพียงสามสิบหกคนเท่านั้น

        สามสิบหกคนที่เหลือรอดล้วนได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสมานานมากหลายครั้งที่พวกเขาพยายามจะฆ่าตัวตายกันแต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จเนื่องจากราชันย์จุ้ยเสอไม่ยอมให้พวกเขาตายง่าย ๆราชันย์จุ้ยเสอยังต้องการตามหาราชันย์เฟยหลงเพื่อที่จะสังหารเขาให้ได้จนถึงทุกวันนี้พวกเขาพยายามที่จะเสาะหาโลกใบนั้นให้เจอเพราะมีสิ่งที่พวกเขาต้องการอยู่นั่นคือต้นพฤกษาโลกาที่จะทำให้พวกเขานั้นสามารถก้าวไปยังระดับมหาเทพได้อย่างง่ายดาย

        ราชันย์จุ้ยเสอที่ตอนนี้ถึงแม้จะมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับพระเจ้าขั้นสูงสุดแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะก้าวข้ามระดับมหาเทพได้เพราะพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดนั้นมีไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาก้าวผ่านไปได้หากพวกเขารู้ว่าพลังชีวิตของดวงดาวเองก็สามารถทำให้ก้าวผ่านระดับไปได้พวกเขาจะไม่ลังเลเลยที่จะใช้พลังชีวิตของดวงดาวในการก้าวข้ามระดับและจะต้องมีดวงดาวอีกกี่ดวงไม่รู้ที่จะต้องดับสูญไป

        เมื่อพวกเขาเดินทางถึงโลกต้นกำเนิดเฟิ่งหยูนำทั้งสามสิบหกคนออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์

        “คารวะผู้อาวุโสทั้งหลายพวกเราต้องขออภัยที่ไม่ได้แนะนำตัวให้พวกท่านทราบ ข้าฟางหรงองค์ราชันย์ของจักรวาลที่เก้าปัจจุบน ส่วนสี่คนนี้ ลี่เซียนเจ้าโลกที่สามเทียนหนิงเจ้าโลกที่ห้า ห๋าวอู่เจ้าโลกที่เก้า ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นเฟิ่งหยู”

        “ตอนที่พวกท่านทั้งหมดอยู่ที่โลกต้นกำเนิดพวกท่านมาจากตระกูลใดบ้างพวกเราจะได้ทำการติดต่อไปยังตระกูลของพวกท่านเพื่อให้มารับตัวพวกท่านกลับไปยังตระกูลเดิมของพวกท่าน”ราชันฟางหรงเอ่ยขึ้น

        “พวกเราจากไปนานจนไม่รู้ว่าคนในตระกูลของพวกเราจะยังคงเหลืออยู่หรือไม?”

        “พวกท่านไม่ต้องห่วงหากตระกูลของพวกท่านไม่เหลือแล้ว พวกท่านสามารถอยู่ที่เมืองจินเฟิงแห่งนี้ได้ข้าจะจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้พวกท่านอย่างดีที่สุด”เฟิ่งหยูเอ่ย

        “ขอบใจพวกเจ้ามาก ๆที่ช่วยเหลือพวกเราออกมา และยังให้ที่พักพิงแก่พวกเราอีกด้วย”

        “พวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกท่านหากไม่มีพวกท่านทั้งหลาย โลกต้นกำเนิดก็คงจะไม่มีวันนี้เช่นกัน”

        “เอาหละพวกท่านบอกชื่อแซ่และตระกูลของพวกท่านมาเถอะพวกเราจะทำการติดต่อพวกเขาให้มารับพวกท่านเอง”

        “ก็ได้ พวกเราเองก็อยากจะรู้ว่าตระกูลของพวกเรายังคงหลงเหลือใครอยู่บ้างหลังจากที่พวกเราจากไปนาน”

        “เช่นนั้น เริ่มที่จากพวกเราทั้งสามคนก่อนก็แล้วกัน ข้าไป๋เจี่ยซ่ง  ไป๋หลู่ และไป๋ซาง จากตระกูลไป๋”

        “ท่านผู้อาวุโสมาจากตระกูลไป๋เช่นนั้นหรือ?”

        “เจ้าหมายความว่าตระกูลไป๋ของพวกเรายังอยู่ดีใช่ไหมเจ้าหนุ่มเฟิ่งหยู”

        “ขอรับตระกูลไป๋ของพวกท่านยังอยู่ดีตอนนี้พวกเขาดูแลอาณาจักรพยัคขาวขอรับ”

        “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ดีเจ้าพวกนั้นทำได้ดี ไม่เสียแรงที่ข้าทนทุกทรมานมาจนถึงวันนี้”

        “ข้าจะรีบให้คนติดต่อไปทันทีขอรับ”

        “เช่นนั้นตระกูลของพวกเราก็น่าจะยังอยู่ดีข้าสองคนมาจากตระกูลผิง พวกเจ้าพอจะรู้จักไหม”

        “ตระกูลผิงตอนนี้ดูและอาณาจักรหงส์เพลิงอยู่ขอรับ”

        “ฮ่า ฮ่า ฮ่าตระกูลของพวกเราทั้งสองก็ไม่น้อยหน้าพวกเจ้าตระกูลไป๋เช่นเดียวกัน”

        “พวกเราทั้งสามมาจากตระกูลเหวินพวกเจ้าพอจะรู้จักบ้างไหม”

        “หืม.... ตระกูลเหวินเช่นนั้นหรือ?”

        “ฮ่า ฮ่า ฮ่า เฟิ่งหยู พวกเราว่างานนี้เจ้าทำได้ดีเกินคาดแล้วหละ”

        “เจ้าหนุ่มเจ้ารู้จักตระกูลเหวินด้วยอย่างนั้นหรือพวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง ยังสบายดีไหม ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน”

        “เออ ท่านผู้อาวุโสพวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาหรอก พวกเขาสบายดี ตอนนี้ดูแลอาณาจักรเมฆาหวน”

        “แถมยังเป็นพ่อตาของเจ้าหนุ่มเฟิ่งหยูนี่ด้วยขอรับท่านผู้อาวุโส”ห๋าวอู่เจ้าโลกที่เก้าเอ่ยขึ้นมา

        “ฮ่า ฮ่า ฮ่า ประเสริฐประเสริฐยิ่ง โชคดีของตระกูลพวกเราแล้วที่ได้เจ้าหนุ่มนี่มาเป็นลูกเขย”

        “เชิญท่านผู้อาวุโสทั้งสามทางด้านนี้ข้าจะให้คนตระกูลข้าแจ้งข่าวไปยังกษัตริย์เทียนฉิงให้เร็วที่สุดขอรับ”

        ทั้งสามสิบหกคนเริ่มทยอยบอกข้อมูลตระกูลของพวกเขาเกือบทุกคนบอกไปจนเกือบหมด ตระกูลต่างๆที่ได้รับแจ้งข่าวในครั้งนี้ทุกคนต่างรีบเดินทางมาอย่างรวดเร็ว  เหลือเพียงสองคนสุดท้ายที่เป็นพ่อลูกกันซึ่งพวกเขาทั้งสองคือซิงอี และซิงอี๋นั๋ว ซึ่งตระกูลซิงของพวกเขาเดินทางไปเกือบหมดทั้งตระกูลจึงทำให้ถูกสังหารไปมากที่สุด

        “ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือท่านบรรพบุรุษของพวกเรากลับมา”

        หลายตระกูลที่มารับบรรพบุรุษของพวกเขาต่างปราบปรื้มแต่เฟิ่งหยูไม่สามารถติดต่อตระกูลซิงได้ พวกเขาถามไถ่ไปยังทุกอาณาจักรแต่กลับไม่มีใครรู้จักตระกูลซิงเลยแม้แต่คนเดียว

        “ท่านผู้อาวุโสทั้งสองพวกท่านจะรังเกียจไหมที่จะอยู่ที่อาณาจักรเฟิ่งเทียนแห่งนี้ ที่นี่ยังมีคนในรุ่นของพวกท่านหลงเหลืออยู่ข้าจะพาพวกท่านไปรู้จักกับพวกเขาเอง”เฟิ่งหยูเอ่ย

        “ได้พวกเราเองก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน เช่นนั้นคงต้องรบกวนเจ้าแล้วเจ้าหนุ่มเฟิ่งหยู”

        “เป็นเกียรติกับพวกเรามากกว่ารอข้าน้อยส่งผู้อาวุโสทั้งหลายเสร็จแล้วข้าน้อยจะพาท่านไปพบกับท่านปู่และท่านยายของข้าพวกเขาน่าจะมีอายุพอๆ กับพวกท่าน เป็นคนรุ่นบรรพบุรุษของพวกเราเช่นกันเพียงแต่ว่าทุกคนมาจากโลกอื่นเท่านั้นเอง”

        “ได้สิ พวกเราจะรอ”

        “ขอบคุณท่านผู้อาวุโสทั้งสอง”

        เฟิ่งหยูองค์ราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งสาม รวมถึงตระกูลเฟิ่งได้ทำการติดต่อไปยังตระกูลต่างๆ ภายในโลกต้นกำเนิดนี้อย่างรวดเร็ว ตระกูลที่มาถึงอันดับแรกกลับเป็นตระกูลจื่อแห่งอาณาจักรจันทร์เสี้ยว พวกเขาได้รับทราบข่าวจึงรีบเร่งเดินทางมาอย่างรวดเร็ว

        รวมถึงตระกูลไป๋ที่เดินทางมาถึงในเวลาใกล้ๆ กัน ตระกูลอาน ตระกูลจื่อ และตระกูลซี พวกเขาล้วนรีบเดินทางมา กษัตริย์ทั้งห้าอาณาจักรรีบเร่งเดินทางมาด้วยตนเองเพื่อมารับบรรพบุรุษของพวกเขาทั่วทั้งเมืองจินเฟิงกลับกลายเป็นสถานที่ที่มีแขกจากทั่วทั้งโลกหลบซ่อนมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง

        ทุกตระกูลรีบนำบรรพบุรุษของพวกเขากลับไปยังตระกูลและจัดงานเลี้ยงอย่างใหญ่โตนับเป็นขวัญกำลังใจสำหรับผู้คนในตระกูลของพวกเขาอย่างยิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเขายังมีชีวิตอยู่

        ทางด้านอาณาจักรเมฆาหวนเมื่อได้รับทราบข่าวกษัตริย์เหวินฉิง พร้อมด้วยองค์ชายเหวินเทียนรีบเดินทางมารับตัวบรรพบุรุษของเขาด้วยตัวเองเช่นกัน

        เมื่อทุกคนกลับไปยังตระกูลของพวกเขาจนหมดเฟิ่งหยู องค์ราชันย์และเหล่าเจ้าโลกทั้งหลายจึงพาซิงอี และซิงอี๋นั๋วไปพบกับเหล่าผู้อาวุโสทั้งสิบที่อยู่ในสถานที่ที่เฟิ่งหยูจัดไว้ให้และเป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุคคลภายนอก หากไม่ได้รับอนุญาตจะไม่มีใครที่สามารถเข้าไปข้างในนั้นได้

        “ช่างเป็นสถานที่ที่งดงามยิ่ง พวกเราต้องขอบใจเจ้าเป็นอย่างมากที่พาพวกเราทั้งสองมาอยู่ในสถานที่แบบนี้”

        “ไม่เป็นไรหรอกท่านผู้อาวุโสท่านผู้อาวุโสทั้งสองไม่ต้องเกรงใจ”

        เมื่อเดินทางมาถึงยังจุดที่สูงที่สุดและมีวิวทิวทัศน์รอบด้านสวยงามที่สุด

        “ท่านปู่ ท่านยายข้ากลับมาแล้ว”

        เสียงของเฟิ่งหยูทำให้เหล่าคนชราทั้งหลายยิ้มออกมาด้วยความยินดีพวกเขารีบออกจากบ้านพักของพวกเขามาหาเฟิ่งหยูในทันทีนำโดยผู้อาวุโสใหญ่ที่กำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่กับตาเฒ่าซือ พวกเขารีบล้มกระดานหมากรุกนั้นและรีบเข้ามาหาเฟิ่งหยูในทันที

        ติดตามมาด้วยคนอื่นๆ  ในมือของทุกคนต่างหิ้วของกินมาด้วยโดยเฉพาะเฒ่าซือที่รีบหยิบไหสุราหมื่นปีออกมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนเหมือนนัดกันมาพวกเขามานั่งตรงโต๊ะใหญ่กลางหมู่บ้านพร้อมที่จะจัดงานเลี้ยงในทันที

        เหล่าราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งหลายเมื่อเห็นภาพนั้นกลับแอบนึกขำในใจแต่ก็ไม่กล้ากล่าวอะไรออกไป เพราะเฟิ่งหยูเรียกได้ว่าเป็นขวัญใจของเหล่าบรรพบุรุษของพวกเขาเช่นกัน

        “ท่านปู่  ข้าพาสมาชิกใหม่มาอยู่กับพวกท่านด้วย พวกเราได้ช่วยเหลือพวกเขามาจากจักรวาลที่หนึ่งพวกเขาเป็นคนรุ่นที่ออกไปต่อต้านเจ้าโลกจงจื่อ แต่ถูกจับทรมานอยู่ที่จักรวาลที่หนึ่งเป็นเวลานาน”

        “เช่นนั้นก็มานั่งก่อนพวกเจ้าทั้งสี่ด้วยมานั่งด้วยกัน”

        “ขอบคุณท่านบรรพบุรุษ”

        “ท่านปู่แล้วท่านยายหละไปไหนแล้ว”

        “ยายเจ้านะหรือ?  คงเตรียมของกินให้เจ้านั่นแหละ โน่นไงเดินมาโน่นแล้ว”