พวกเขาต่างชื่นชมยินดีในชัยชนะเมื่อมาถึงพระราชวัง ราชันย์จุ้ยเสอเรียกหาเฟิ่งหยูทันทีผู้ที่คอยรับใช้กลับรายงานกลับไปว่าเฟิ่งหยูหายตัวไปตั้งแต่ยี่สิบกว่าวันก่อนแล้วราชันย์จุ้ยเสอพลันโกรธเป็นอย่างมากเพราะเฟิ่งหยูนับมีความดีความชอบอยู่ไม่น้อยในการจัดการกับเผ่าปีศาจในครั้งนี้
ทางด้านเฟิ่งหยูหลังจากเดินทางอยู่หลายวันพวกเขาจึงเดินทางมาถึงยังจักรวาลที่เก้าพวกเขามุ่งตรงไปยังโลกต้นกำเนิดในทันที่เพราะเชลยที่พวกเขาช่วยเหลือมาเป็นคนของโลกต้นกำเนิดทั้งหมดตอนนี้พวกเขาอยู่ในสภาพที่ดูดี หลายคนพักฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วเพราะพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดในเจดีย์ฟ้าสวรรค์นั้นเข้มข้นเป็นอย่างมาก
พวกเขาส่วนใหญ่มีพลังยุทธ์อยู่ระดับพระเจ้า แต่เนื่องจากถูกจับมาทรมานเป็นเวลานานเป็นอย่างมากทำให้พวกเขาไม่สามารถต่อสู้ได้แม้กระทั่งระดับเซียนเนื่องจากพลังยุทธ์ของพวกเขาถูกผนึกปิดกั้นพลังยุทธ์เอาไว้ เมื่อถูกพวกราชันย์ฟางหรงและเฟิ่งหยูรวมถึงเจ้าโลกทั้งสามช่วยเหลือเอาไว้พวกเขาจึงถูกคลายผนึกนั้นทำให้พวกเขาสามารถฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งสามสิบหกคนล้วนเป็นบรรพบุรุษของตระกูลใหญ่ในโลกต้นกำเนิดพวกเขาถูกจับได้ตอนที่ปิดผนึกโลกต้นกำเนิดไปแล้ว พวกเขาคือพวกที่เหลือรอดจากการกวาดล้างของเจ้าโลกจงจื่อในตอนนั้นที่พวกเขาถูกจับได้พวกเขาต่างยอมรับในชะตากรรมจากชาวยุทธ์เกือบสองร้อยคนเหลือรอดกลับมายังโลกต้นกำเนิดเพียงสามสิบหกคนเท่านั้น
สามสิบหกคนที่เหลือรอดล้วนได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสมานานมากหลายครั้งที่พวกเขาพยายามจะฆ่าตัวตายกันแต่ก็ไม่สามารถทำได้สำเร็จเนื่องจากราชันย์จุ้ยเสอไม่ยอมให้พวกเขาตายง่าย ๆราชันย์จุ้ยเสอยังต้องการตามหาราชันย์เฟยหลงเพื่อที่จะสังหารเขาให้ได้จนถึงทุกวันนี้พวกเขาพยายามที่จะเสาะหาโลกใบนั้นให้เจอเพราะมีสิ่งที่พวกเขาต้องการอยู่นั่นคือต้นพฤกษาโลกาที่จะทำให้พวกเขานั้นสามารถก้าวไปยังระดับมหาเทพได้อย่างง่ายดาย
ราชันย์จุ้ยเสอที่ตอนนี้ถึงแม้จะมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับพระเจ้าขั้นสูงสุดแต่ก็ยังไม่สามารถที่จะก้าวข้ามระดับมหาเทพได้เพราะพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดนั้นมีไม่เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาก้าวผ่านไปได้หากพวกเขารู้ว่าพลังชีวิตของดวงดาวเองก็สามารถทำให้ก้าวผ่านระดับไปได้พวกเขาจะไม่ลังเลเลยที่จะใช้พลังชีวิตของดวงดาวในการก้าวข้ามระดับและจะต้องมีดวงดาวอีกกี่ดวงไม่รู้ที่จะต้องดับสูญไป
เมื่อพวกเขาเดินทางถึงโลกต้นกำเนิดเฟิ่งหยูนำทั้งสามสิบหกคนออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์
“คารวะผู้อาวุโสทั้งหลายพวกเราต้องขออภัยที่ไม่ได้แนะนำตัวให้พวกท่านทราบ ข้าฟางหรงองค์ราชันย์ของจักรวาลที่เก้าปัจจุบน ส่วนสี่คนนี้ ลี่เซียนเจ้าโลกที่สามเทียนหนิงเจ้าโลกที่ห้า ห๋าวอู่เจ้าโลกที่เก้า ส่วนเด็กหนุ่มคนนั้นเฟิ่งหยู”
“ตอนที่พวกท่านทั้งหมดอยู่ที่โลกต้นกำเนิดพวกท่านมาจากตระกูลใดบ้างพวกเราจะได้ทำการติดต่อไปยังตระกูลของพวกท่านเพื่อให้มารับตัวพวกท่านกลับไปยังตระกูลเดิมของพวกท่าน”ราชันฟางหรงเอ่ยขึ้น
“พวกเราจากไปนานจนไม่รู้ว่าคนในตระกูลของพวกเราจะยังคงเหลืออยู่หรือไม?”
“พวกท่านไม่ต้องห่วงหากตระกูลของพวกท่านไม่เหลือแล้ว พวกท่านสามารถอยู่ที่เมืองจินเฟิงแห่งนี้ได้ข้าจะจัดเตรียมสถานที่ไว้ให้พวกท่านอย่างดีที่สุด”เฟิ่งหยูเอ่ย
“ขอบใจพวกเจ้ามาก ๆที่ช่วยเหลือพวกเราออกมา และยังให้ที่พักพิงแก่พวกเราอีกด้วย”
“พวกเราต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกท่านหากไม่มีพวกท่านทั้งหลาย โลกต้นกำเนิดก็คงจะไม่มีวันนี้เช่นกัน”
“เอาหละพวกท่านบอกชื่อแซ่และตระกูลของพวกท่านมาเถอะพวกเราจะทำการติดต่อพวกเขาให้มารับพวกท่านเอง”
“ก็ได้ พวกเราเองก็อยากจะรู้ว่าตระกูลของพวกเรายังคงหลงเหลือใครอยู่บ้างหลังจากที่พวกเราจากไปนาน”
“เช่นนั้น เริ่มที่จากพวกเราทั้งสามคนก่อนก็แล้วกัน ข้าไป๋เจี่ยซ่ง ไป๋หลู่ และไป๋ซาง จากตระกูลไป๋”
“ท่านผู้อาวุโสมาจากตระกูลไป๋เช่นนั้นหรือ?”
“เจ้าหมายความว่าตระกูลไป๋ของพวกเรายังอยู่ดีใช่ไหมเจ้าหนุ่มเฟิ่งหยู”
“ขอรับตระกูลไป๋ของพวกท่านยังอยู่ดีตอนนี้พวกเขาดูแลอาณาจักรพยัคขาวขอรับ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ดี ดีเจ้าพวกนั้นทำได้ดี ไม่เสียแรงที่ข้าทนทุกทรมานมาจนถึงวันนี้”
“ข้าจะรีบให้คนติดต่อไปทันทีขอรับ”
“เช่นนั้นตระกูลของพวกเราก็น่าจะยังอยู่ดีข้าสองคนมาจากตระกูลผิง พวกเจ้าพอจะรู้จักไหม”
“ตระกูลผิงตอนนี้ดูและอาณาจักรหงส์เพลิงอยู่ขอรับ”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าตระกูลของพวกเราทั้งสองก็ไม่น้อยหน้าพวกเจ้าตระกูลไป๋เช่นเดียวกัน”
“พวกเราทั้งสามมาจากตระกูลเหวินพวกเจ้าพอจะรู้จักบ้างไหม”
“หืม.... ตระกูลเหวินเช่นนั้นหรือ?”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า เฟิ่งหยู พวกเราว่างานนี้เจ้าทำได้ดีเกินคาดแล้วหละ”
“เจ้าหนุ่มเจ้ารู้จักตระกูลเหวินด้วยอย่างนั้นหรือพวกเขาเป็นยังไงกันบ้าง ยังสบายดีไหม ตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ไหนกัน”
“เออ ท่านผู้อาวุโสพวกท่านไม่ต้องเป็นห่วงพวกเขาหรอก พวกเขาสบายดี ตอนนี้ดูแลอาณาจักรเมฆาหวน”
“แถมยังเป็นพ่อตาของเจ้าหนุ่มเฟิ่งหยูนี่ด้วยขอรับท่านผู้อาวุโส”ห๋าวอู่เจ้าโลกที่เก้าเอ่ยขึ้นมา
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ประเสริฐประเสริฐยิ่ง โชคดีของตระกูลพวกเราแล้วที่ได้เจ้าหนุ่มนี่มาเป็นลูกเขย”
“เชิญท่านผู้อาวุโสทั้งสามทางด้านนี้ข้าจะให้คนตระกูลข้าแจ้งข่าวไปยังกษัตริย์เทียนฉิงให้เร็วที่สุดขอรับ”
ทั้งสามสิบหกคนเริ่มทยอยบอกข้อมูลตระกูลของพวกเขาเกือบทุกคนบอกไปจนเกือบหมด ตระกูลต่างๆที่ได้รับแจ้งข่าวในครั้งนี้ทุกคนต่างรีบเดินทางมาอย่างรวดเร็ว เหลือเพียงสองคนสุดท้ายที่เป็นพ่อลูกกันซึ่งพวกเขาทั้งสองคือซิงอี และซิงอี๋นั๋ว ซึ่งตระกูลซิงของพวกเขาเดินทางไปเกือบหมดทั้งตระกูลจึงทำให้ถูกสังหารไปมากที่สุด
“ขอบคุณพวกท่านมากที่ช่วยเหลือท่านบรรพบุรุษของพวกเรากลับมา”
หลายตระกูลที่มารับบรรพบุรุษของพวกเขาต่างปราบปรื้มแต่เฟิ่งหยูไม่สามารถติดต่อตระกูลซิงได้ พวกเขาถามไถ่ไปยังทุกอาณาจักรแต่กลับไม่มีใครรู้จักตระกูลซิงเลยแม้แต่คนเดียว
“ท่านผู้อาวุโสทั้งสองพวกท่านจะรังเกียจไหมที่จะอยู่ที่อาณาจักรเฟิ่งเทียนแห่งนี้ ที่นี่ยังมีคนในรุ่นของพวกท่านหลงเหลืออยู่ข้าจะพาพวกท่านไปรู้จักกับพวกเขาเอง”เฟิ่งหยูเอ่ย
“ได้พวกเราเองก็ไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหน เช่นนั้นคงต้องรบกวนเจ้าแล้วเจ้าหนุ่มเฟิ่งหยู”
“เป็นเกียรติกับพวกเรามากกว่ารอข้าน้อยส่งผู้อาวุโสทั้งหลายเสร็จแล้วข้าน้อยจะพาท่านไปพบกับท่านปู่และท่านยายของข้าพวกเขาน่าจะมีอายุพอๆ กับพวกท่าน เป็นคนรุ่นบรรพบุรุษของพวกเราเช่นกันเพียงแต่ว่าทุกคนมาจากโลกอื่นเท่านั้นเอง”
“ได้สิ พวกเราจะรอ”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสทั้งสอง”
เฟิ่งหยูองค์ราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งสาม รวมถึงตระกูลเฟิ่งได้ทำการติดต่อไปยังตระกูลต่างๆ ภายในโลกต้นกำเนิดนี้อย่างรวดเร็ว ตระกูลที่มาถึงอันดับแรกกลับเป็นตระกูลจื่อแห่งอาณาจักรจันทร์เสี้ยว พวกเขาได้รับทราบข่าวจึงรีบเร่งเดินทางมาอย่างรวดเร็ว
รวมถึงตระกูลไป๋ที่เดินทางมาถึงในเวลาใกล้ๆ กัน ตระกูลอาน ตระกูลจื่อ และตระกูลซี พวกเขาล้วนรีบเดินทางมา กษัตริย์ทั้งห้าอาณาจักรรีบเร่งเดินทางมาด้วยตนเองเพื่อมารับบรรพบุรุษของพวกเขาทั่วทั้งเมืองจินเฟิงกลับกลายเป็นสถานที่ที่มีแขกจากทั่วทั้งโลกหลบซ่อนมารวมตัวกันอีกครั้งหนึ่ง
ทุกตระกูลรีบนำบรรพบุรุษของพวกเขากลับไปยังตระกูลและจัดงานเลี้ยงอย่างใหญ่โตนับเป็นขวัญกำลังใจสำหรับผู้คนในตระกูลของพวกเขาอย่างยิ่งที่บรรพบุรุษของพวกเขายังมีชีวิตอยู่
ทางด้านอาณาจักรเมฆาหวนเมื่อได้รับทราบข่าวกษัตริย์เหวินฉิง พร้อมด้วยองค์ชายเหวินเทียนรีบเดินทางมารับตัวบรรพบุรุษของเขาด้วยตัวเองเช่นกัน
เมื่อทุกคนกลับไปยังตระกูลของพวกเขาจนหมดเฟิ่งหยู องค์ราชันย์และเหล่าเจ้าโลกทั้งหลายจึงพาซิงอี และซิงอี๋นั๋วไปพบกับเหล่าผู้อาวุโสทั้งสิบที่อยู่ในสถานที่ที่เฟิ่งหยูจัดไว้ให้และเป็นเขตหวงห้ามสำหรับบุคคลภายนอก หากไม่ได้รับอนุญาตจะไม่มีใครที่สามารถเข้าไปข้างในนั้นได้
“ช่างเป็นสถานที่ที่งดงามยิ่ง พวกเราต้องขอบใจเจ้าเป็นอย่างมากที่พาพวกเราทั้งสองมาอยู่ในสถานที่แบบนี้”
“ไม่เป็นไรหรอกท่านผู้อาวุโสท่านผู้อาวุโสทั้งสองไม่ต้องเกรงใจ”
เมื่อเดินทางมาถึงยังจุดที่สูงที่สุดและมีวิวทิวทัศน์รอบด้านสวยงามที่สุด
“ท่านปู่ ท่านยายข้ากลับมาแล้ว”
เสียงของเฟิ่งหยูทำให้เหล่าคนชราทั้งหลายยิ้มออกมาด้วยความยินดีพวกเขารีบออกจากบ้านพักของพวกเขามาหาเฟิ่งหยูในทันทีนำโดยผู้อาวุโสใหญ่ที่กำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่กับตาเฒ่าซือ พวกเขารีบล้มกระดานหมากรุกนั้นและรีบเข้ามาหาเฟิ่งหยูในทันที
ติดตามมาด้วยคนอื่นๆ ในมือของทุกคนต่างหิ้วของกินมาด้วยโดยเฉพาะเฒ่าซือที่รีบหยิบไหสุราหมื่นปีออกมาอย่างรวดเร็ว ทุกคนเหมือนนัดกันมาพวกเขามานั่งตรงโต๊ะใหญ่กลางหมู่บ้านพร้อมที่จะจัดงานเลี้ยงในทันที
เหล่าราชันย์ฟางหรงและเจ้าโลกทั้งหลายเมื่อเห็นภาพนั้นกลับแอบนึกขำในใจแต่ก็ไม่กล้ากล่าวอะไรออกไป เพราะเฟิ่งหยูเรียกได้ว่าเป็นขวัญใจของเหล่าบรรพบุรุษของพวกเขาเช่นกัน
“ท่านปู่ ข้าพาสมาชิกใหม่มาอยู่กับพวกท่านด้วย พวกเราได้ช่วยเหลือพวกเขามาจากจักรวาลที่หนึ่งพวกเขาเป็นคนรุ่นที่ออกไปต่อต้านเจ้าโลกจงจื่อ แต่ถูกจับทรมานอยู่ที่จักรวาลที่หนึ่งเป็นเวลานาน”
“เช่นนั้นก็มานั่งก่อนพวกเจ้าทั้งสี่ด้วยมานั่งด้วยกัน”
“ขอบคุณท่านบรรพบุรุษ”
“ท่านปู่แล้วท่านยายหละไปไหนแล้ว”
“ยายเจ้านะหรือ? คงเตรียมของกินให้เจ้านั่นแหละ โน่นไงเดินมาโน่นแล้ว”