แล้วผมก็เริ่มรู้สึกเข่าอ่อนแบบแปลกๆ จนแทบจะทรุดร่างคุกเข่าลงไปตรงหน้าของกุสุมา อีกทั้งหูตาของผมก็เริ่มมึนงงจนเริ่มรู้สึกหูอื้อตาลายขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อในระหว่างที่ผมกำลังมองตาของเธอโดยที่ไม่คิดว่าจะเกรงกลัวใดๆนั้น
'อะไรกันนี่...? พลังกดดันแบบแปลกๆนี่ มันมาจากเธอคนนี้งั้นหรือ....?!' ผมถามตัวเองอยู่ในใจ ขณะที่ผมกำลังเริ่มมึนงงขึ้นเรื่อยๆจนสติใกล้จะดับวูบลงไป เพราะพลังลึกลับบางอย่างที่ผมเริ่มมั่นใจแล้วว่ามันออกมาจากดวงตาทั้งคู่ของกุสุมานั้น ผมก็พยายามตั้งสติบอกใจของตัวเองว่า อย่ายอมแพ้ๆ อย่าให้อำนาจอันลึกลับของเธอเข้าครอบงำโดยเด็ดขาด เพราะผมไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นในความฝันครั้งนั้น ในคราวที่ชายที่ชื่อสิงห์ได้เคยดึงผมเข้าไปในฝันของเขา แล้วสุดท้ายก็ดันมีแมวดำลึกลับโผล่มา และทำให้สติของผมต้องดับวูบไปในท้ายสุด...
แล้วไอริณก็มีสีหน้าที่ตื่นตระหนกขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้เห็นว่ากุสุมากำลังพยายามใช้อำนาจลึกลับบางอย่างกับตัวผม ส่วนจันรีบถอยกรูดไปข้างหลังเพราะคงสังเกตุได้ว่ากำลังมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวผมอยู่แน่ๆ
"พี่กุสุมา...!" ไอริณส่งเสียงเรียก "พี่จะทำอะไรคะ...?อย่าได้ใช้พลังของพี่ทำร้ายเขาเลยนะคะ ริณขอล่ะค่ะ...!" ไอริณพูดแล้วก็พยายามถลาเข้ามาตรงกลางระหว่างผมกับกุสุมา
"หยุด...!!" เสียงของกุสุมาดังขึ้นมา และมีผลทำให้ไอริณถึงกับชงักค้างไปทันที โดยที่ผมก็ไม่รู้ว่าไอริณชงักเพราะเสียงของเธอหรือชงักเพราะพลังอำนาจลึกลับในตัวของเธอกันแน่ ?
กุสุมาหันไปทางไอริณ "ฉันก็แค่อยากให้เขาคุกเข่าให้กับฉันสักหน่อยแค่นั้นล่ะ เธอไม่เคยได้ยินนังอคิราห์เล่าให้ฟังบ้างเหรอว่า ฉันไม่ชอบให้ผู้ชายธรรมดาๆมาสั่งฉันหรือแสดงอำนาจเหนือฉัน เพราะผู้ชายธรรมดาๆนั้น มันช่างไม่คู่ควรกับการที่จะมามีอำนาจเท่าฉันหรืออยู่เหนือฉันเลยสักคนเดียว...!"
ไอริณอ้าปากค้าง เหมือนอยากจะพูดอะไรออกมา แต่ก็กลับพูดอะไรไม่ออก
แล้วกุสุมาก็หันกลับมาทางผม "คุกเข่าลงสิ พ่อหนุ่มน้อย... ฉันบอกให้เธอคุกเข่ายังไงล่ะ !" เสียงราวกับราชินีบ้าอำนาจ ดังกระแทกโสตประสาทผม พร้อมๆกับที่ผมได้รู้สึกถึงพลังอันกดดันที่มากขึ้นส่งมาจากดวงตาอันเริ่มจะเปลี่ยนสีเป็นเรื่อเรืองดั่งสีทองราวกับดวงตาของแมวปิศาจ !
"ไม่....!!" เสียงผมตะโกนออกไป พร้อมๆกับที่ผมก็ดันตัวขึ้นมายืนตัวตรงได้อย่างพรวดพราด ราวกับมีแรงส่งอันประหลาดได้เข้ามาหนุนร่างของผมให้กลับมายืนได้อย่างมั่นคง และหลุดพ้นจากอำนาจอันกดดันที่ส่งออกมาจากดวงตาของกุสุมาอย่างทันทีทันใด...!
แล้วผมก็มองเห็นว่าร่างของกุสุมานั้นกลับเกิดอาการผงะเซถลาถอยไปด้านหลังราวกับถูกพลังลึกลับที่มองไม่เห็นพุ่งปะทะร่างของเธอจนเกือบล้มไปทันที !
พอกุสุมาตั้งหลักทรงตัวได้ เธอก็หันกลับมามองผมด้วยดวงตาที่เบิกโพลงระคนสนเท่ห์ อีกทั้งสีดวงตาที่ได้เปลี่ยนเป็นเรื่อเรืองราวกับดวงตาของแมวปิศาจในเมื่อกี้นี้นั้น ตอนนี้ก็กลับพลันสูญสลายกลายเป็นสีของดวงตาปกติ
"ไม่... ไม่น่าเชื่อ ว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะมี... จิตนั้นอยู่ด้วย... มันไม่น่าจะเป็นไปได้ ?!" กุสุมาพูดออกมาราวกับพูดกับตัวเอง ผมในตอนนี้ที่เริ่มหูตาสว่างชัดเจนเหมือนปกติทุกอย่างแล้ว กลับฟังคำพูดของกุสุมาไม่กระดิก รีบหันไปมองไอริณ ก็เห็นเธอกำลังยืนมองหน้าผมด้วยคิ้วที่เลิกขึ้นสูงอย่างตะลึงหน่อยๆ
"อะ... อะไรกัน...?" ผมถามไอริณ แล้วก็หันกลับไปมองกุสุมาที่กำลังทำหน้าเหมือนจะไม่เชื่อในสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเธอ
"ผะ...ผีเข้าพี่กิต... ละ... แล้ว...?!" เสียงจันดังมาจากข้างหลังอย่างติดอ่าง
"ห๋าาาา...?!" ผมอุทาน แล้วยกมือขึ้นมาดูทั้งสองข้าง ก้มลงมองเนื้อตัวของตัวเองก็ไม่เห็นมีสิ่งใดผิดปกติ... ผมจึงหันกลับไปจ้องหน้าไอริณ
"ยินดีด้วยจ้ะพี่กิต... พี่กิตมี 'จิตอารักษ์' คอยคุ้มครองอยู่น่ะ..." ไอริณพูดออกมาอย่างยิ้มๆ "จิต... อารักษ์ ?" ผมกระพริบตาปริบๆอย่างงงๆ "จิตอารักษ์อะไรกัน...?"
"จิตอารักษ์ คือจิตหรือวิญญาณชั้นสูงระดับหนึ่งที่คอยปกปักษ์คุ้มครองพี่กิต คือ... ในเวลาที่พี่กิตกำลังจะมีภัยอันตรายกล้ำกลาย จิตอารักษ์นี้จะออกมาคุ้มครองไม่ให้พี่กิตได้รับภัยอันตรายใดๆถึงแก่ชีวิตน่ะจ้ะ..." ไอริณหยุดนิดหนึ่ง แล้วเดินมาจับมือผมไว้อย่างยินดีก่อนที่จะพูดต่อ "จิตที่คอยปกปักษ์พี่กิตนี้ บางทีคนโบราณเขาก็เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า 'เทวดาอารักษ์'อะไรประมาณนี้ล่ะจ้ะพี่กิต ซึ่งก็คืออย่างเดียวกับจิตอารักษ์ที่ไม่ได้มีกันทุกคน ต่อไปนี้พี่กิตคงไม่ต้องไปกลัวภูตผีระดับชั้นล่างๆอีกต่อไปแล้ว เพราะพวกมันจะทำอะไรพี่กิตไม่ได้แน่ ไม่ว่าพี่กิตจะตกอยู่ในสภาวะจิตอ่อนแค่ไหนก็ตาม..." ไอริณจบคำพูดด้วยสีหน้ายิ้มละมัย พลางหันหน้าไปมองกุสุมาด้วยดวงหน้าเชิดๆเล็กน้อย
ส่วนจันที่หลบถอยไปอยู่ข้างหลัง ตอนนี้ก็วิ่งเข้ามาจับมือและกอดแขนของผมไว้ราวกับเป็นหญิงสาวที่กำลังหลงไหลได้ปลื้มกับคนรักของตัวเองอยู่ "อะไรๆผมก็ไม่เข้าใจ..." จันพูด "แต่คำว่าเทวดาอารักษ์นี่ผมเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่แถวบ้านพูดให้ได้ยินอยู่เหมือนกัน คราวนี้ผมจะไม่ปล่อยมือพี่กิตอีกแล้ว เพราะท่านเทวดาอารักษ์ในตัวพี่ จะได้คอยช่วยคุ้มครองผมไปด้วยยังไงล่ะ แหะๆ..." จันพูดแล้วยิ้มร่า เข้าใจว่าตอนนี้เขาคงได้เห็นผมเป็นยันต์กันผีไปแล้วล่ะมั้ง ?
"เชอะ...!" เสียงนั้นดังมาจากกุสุมาที่กำลังวางท่ากอดอกและทำเงยหน้าเชิดหน้าขึ้นมาเล็กน้อย "แค่มีจิตอารักษ์ ไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจจิตบารมีเป็นของตัวเอง หากจิตอารักษ์นั้นไม่แข็งพอ ก็ยากที่จะต่อต้านกับบุคคลผู้มีอำนาจจิตขั้นสูงแม้ว่าเขาผู้นั้นจะปราศจากจิตอารักษ์ใดๆก็ตาม..." แล้วกุสุมาก็แย้มยิ้มออกมา "แต่ที่จริงแล้ว... ฉันก็ไม่ได้ต้องการจะทำร้ายเธอ... เอ่อ เธอชื่ออะไรนะ...?" กุสุมาถามผม "ผมชื่อ กิตติ... กิตติ นิราศกุล !" ผมตอบขรึมๆ
"เอาล่ะ... พ่อหนุ่มน้อยกิตติรูปหล่อ อันที่จริง ฉันนั้นก็รู้สึกถูกชะตาเธออยู่เหมือนกันนะ... " กุสุมาพูดยิ้มๆ แต่ผมฟังแล้วก็ถึงกับกลืนน้ำลายดังเอื๊อกอย่างสยองหน่อยๆ
"เธออยากรู้ใช่ไหมว่า ตอนนี้เจ้าผีขนดกนั่นอยู่ที่ไหน...?" กุสุมาพูดแล้วก็ก้าวย่างช้าๆไปที่แท่นศิลาแท่นที่สองที่ตั้งอยู่ติดกับผนังของห้องท่ามกลางความสลัวเรือนลาง แล้วเธอก็ลูบคลำไปที่ภาพสลักนูนต่ำประหลาดๆที่อยู่โดยรอบนั้นอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะลงมือเคาะไปที่ด้านบนของแท่นศิลานั้นดังป็อกๆ "ยู้ฮู...!" เธอส่งเสียงเรียก "มีใครอยู่บ้านไม๊จ๊ะ...?"
ผมกับไอริณต่างหันมาสบตากันชั่ววูบ และเราทั้งสองก็คงจะคิดเหมือนกันว่า แม่หญิงงามกุสุมาหรือนังปิศาจแมวดำตนนี้ เธอกำลังจะเล่นอะไรของเธอกันแน่...?
หลังจากกุสุมาเคาะไปที่ด้านบนของแท่นศิลาและส่งเสียงเรียกออกไปแล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะมีเสียงใดๆตอบรับกลับมา และในตอนนี้นี่เองที่ผมเพิ่งจะได้สังเกตุเห็นว่า ที่ด้านบนของแท่นศิลาแท่นนี้กลับไม่มีประกายแสงสีฟ้าเล็ดลอดออกมาเหมือนกับแท่นศิลาแท่นแรก ผมจึงเพ่งดูดีๆก็เห็นว่าที่ด้านบนของแท่นศิลาแท่นนี้ดูเหมือนจะมีฝาปิดหนาๆอันเป็นศิลาสีเข้มๆปิดทับอยู่อีกชั้นหนึ่ง และก็คงเพราะอย่างนี้นี่เองที่ทำให้พวกเราไม่ได้สังเกตุเห็นกันตั้งแต่ตอนแรกว่ายังมีแท่นศิลานี้อยู่อีกแท่นหนึ่ง
แล้วกุสุมาก็หันมาหัวเราะคิก "อ้อ... ฉันก็ลืมไปว่า คนข้างในนี้เขากำลังตกอยู่ในอาคมของฉันอยู่... อืม งั้นเรามาเปิดฝาโลงนี่กันก่อนดีกว่านะ..."
กุสุมาหันกลับไปที่แท่นศิลา แล้วลูบไล้ไปที่มุมหนึ่งของรูปสลักนูนต่ำที่อยู่ด้านข้างนั้น ทันใดก็มีเสียงดังคลิ๊กออกมาให้เราได้ยิน จากนั้นพวกเราก็ได้เห็นว่า ที่ส่วนด้านบนของแท่นศิลาที่ดูเหมือนกับฝาปิดอันหนาทึบนั้น ค่อยๆเลื่อนออกไปตามแนวขวาง แล้วก็ค่อยๆพับลงไปที่อีกฝั่งหนึ่งของแท่นอย่างนิ่มนวล และบัดนี้แสงสว่างสีฟ้าที่อยู่ในช่องสี่เหลี่ยมยาวของแท่นศิลาแท่นนี้ ก็ได้ปรากฏออกมาให้เราได้เห็นเหมือนกับในแท่นศิลาแท่นแรก และส่วนที่อยู่ด้านบนสุดนั้นก็คือกระจกโปร่งใสอันแข็งแกร่งที่ดูไม่แตกต่างกับแท่นศิลาแท่นแรกแต่อย่างใด
กุสุมาหันหน้ามาทางพวกเราที่ยังยืนตะลึงกันอยู่กลางห้อง "เข้ามาดูกันใกล้ๆสิจ๊ะ... ฉันไม่ทำอะไรพวกเธอหรอกน่า..." คำพูดของกุสุมาในขณะนี้กลับดูมีความเป็นกันเองอย่างแปลกประหลาด จนผมนั้นก็อดที่จะทึ่งกับอารมณ์ที่เดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดีของเธอไม่ได้
ผมหันไปสบตากับไอริณ แล้วไอริณก็พยักหน้าให้ผม พร้อมกับสายตาที่มีอาจจะมีความหมายว่า อย่าลืมระวังตัวด้วย เพราะไม่รู้ว่ากุสุมาจะเล่นลูกไม้อะไรอีกหรือเปล่า...?
แล้วผมกับไอริณก็ก้าวเข้าไปที่แท่นศิลานั้น ส่วนจันถึงกับร้องเฮ้ย ! แต่ก็ตามมาติดๆ
เมื่อเรามาอยู่ชิดกับแท่นศิลาที่มีแสงสว่างสีฟ้าเรืองรองอยู่ภายในเหมือนกับแท่นศิลาแท่นแรกแล้ว เราทั้งสามก็ยิ่งตกตะลึงจนตาแทบค้างกับสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของพวกเราในขณะนี้ !
จากที่พวกเราคาดว่าจะได้เห็นวิญญาณของชายที่ชื่อสิงห์ถูกขังไว้ในแท่นศิลาหรือในโลงนี้ ก็ดันกลับไม่มีเขาหรือสิ่งที่ใกล้เคียงกับตัวเขาเลยสักน้อยนิด... ก็เพราะสิ่งที่ผมและไอริณรวมทั้งจันได้เห็นประจักษ์ชัดเจนอยู่ที่ข้างหน้านี้ มันกลับเป็น... ร่างสังขารของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่กำลังนอนนิ่งลืมตามองพวกเรามาจากช่องสี่เหลี่ยมในแท่นนั้น...!!
แล้วผมกับโอริณก็หันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าอันสุดจะพิศวงงงงวยพอๆกัน ก่อนที่เราจะหันกลับไปมองที่ร่างนั้นกันอีกครั้งด้วยความตะลึงงัน..!
และร่างนั้น... ร่างของผู้หญิงที่ยังดูสาวสคราญ และมีความสวยอยู่ไม่น้อยนั้น แม้ว่าจะนอนอยู่นิ่งๆ แต่เธอกลับกำลังมองมาทางพวกเราด้วยสายตาที่เป็นมิตรและกระพริบตาให้กับพวกเราอีกต่างหาก...!
ร่างนี้เป็นร่างที่มีชีวิต... ไม่ใช่ร่างที่ตายแล้ว... และก็ไม่ใช่ร่างที่ปราศจากวิญญาณ ก็แล้วทำไมเธอจึงไปนอนอยู่ในแท่นศิลาหรือในโลงนี้กันได้ล่ะ...?! แล้ว... แล้วเธอคนนี้... เป็นใครกันแน่ล่ะนี่...??!!