ณ จุดจักรวาลที่ห่างไกลออกไปในอาณาเขตของจักรวาลที่เก้าโลกที่ถูกทำลายเริ่มหลอมรวมกันเป็นอีกโลกหนึ่ง ซึ่งในโลกใบนี้กลับไม่มีสิ่งชีวิตใดๆ อาศัยอยู่ โลกใบนี้ไม่มีแม้แต่พลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดแต่อย่างใด พวกมันเต็มไปด้วยโครงกระดูกและซากปรักหักพังที่เกิดจากการล่าสังหารของผู้คนในอดีต
สิ่งหนึ่งที่ดำรงอยู่ในโลกใบนี้ซึ่งมีอยู่จำนวนมาก มันแพร่ขยายจำนวนอย่างรวดเร็วและมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จนพวกมันจำนวนหลายพันล้านตัว แต่ละตัวกำลังดูดกลืนพลังแห่งความตายที่ไหลเวียนอยู่ในที่แห่งนี้พวกมันใช้เวลาหลายพันปีดูดซับพลังแห่งความตายของที่นี่จนหมดเมื่อพลังแห่งความตายหมดไปจากโลกใบนี้ พวกมันเริ่มกัดกินกองกระดูกที่มีอยู่อย่างบ้าคลั่งมันกัดกินทุกอย่างที่ขวางหน้า และเมื่อทุกอย่างเริ่มหมดไป พวกมันจึงเริ่มกัดกินและดูดกลืนพวกเดียวกันเพื่อให้ตัวของมันอยู่รอดในสถานที่แห่งนี้
หลายตัวเริ่มที่จะแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นระยะเวลาผ่านไปนานหลายพันปีพวกมันยังคงกัดกินและดูดกลืนพวกเดียวกันอย่างบ้าคลั่ง จากจำนวนหลายพันล้านตัวพวกมันค่อย ๆ ลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จวบจนเวลาล่วงเลยไปเกือบหนึ่งหมื่นปีจำนวนของพวกมันที่ยังคงหลงเหลืออยู่จำนวนเพียงล้านกว่าตัวเท่านั้น และการก่อกำเนิดเผ่าพันธุ์ขึ้นมาใหม่
พวกมันคือเผ่าพันธุ์ปีศาจที่ได้เกิดขึ้นมาจากความอาฆาตพยาบาท พวกมันดุร้าย และเต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น พวกมันกัดกินและดูดกลืนพลังชีวิตของพรรคพวกมันจนแข็งแกร่งและที่สำคัญคือพวกมันเริ่มมีสติปัญญาขึ้นมาเรื่อยๆ พวกมันได้ก่อกำเนิดมากว่าหนึ่งแสนปีแล้วพวกมันค่อย ๆ พัฒนามาเรื่อย ๆ อย่างเงียบ ๆโดยที่ไม่มีใครรับรู้ได้เลย
ทางด้านผู้ปกครองทั้งสิบโลกหลังจากที่ปรึกษากันเป็นที่เรียบร้อยพวกเขาต่างแยกย้ายกันกลับไปยังโลกของตนเองโลกที่สอง โลกที่หก และโลกที่เจ็ดเริ่มส่งผู้คนไปศึกษาเกี่ยวกับการปลูกสมุนไพรในโลกที่เก้าและโลกที่หนึ่ง
เมื่อเจ้าโลกทั้งสามเดินทางมาถึงยังโลกที่เก้า พวกเขาถึงกับตะลึงและแทบไม่เชื่อสายตาของตัวเองพวกเขามองดูแปลงสมุนไพรที่กว้างสุดลูกหูลูกตาของพวกเขาจากบนเรือรบที่พวกเขาโดยสารมาเหล่าผู้ติดตามที่ต้องการมาศึกษาเรื่องการปลูกและดูแลสมุนไพรต่างตื่นเต้นกับภาพที่พวกเขาได้เห็น
“พวกเจ้า พวกเจ้าเห็นเหมือนที่ข้าเห็นไหมทำไมพวกเขาสามารถปลูกมันขึ้นมาได้”
“พวกเจ้าดูตรงโน้น ตรงนั้นมันสมุนไพรหายาก”
เหล่าผู้คนจากสามโลกที่เดินทางมา พวกเขาอยากจะศึกษามันจนแทบจะกระโดดลงมาจากเรือรบเพื่อศึกษามันให้เร็วที่สุด
“ลี่จิน หากพวกเราไม่ได้มาเห็นกับตาตัวเองข้ายังคิดว่าพวกเขาทั้งหมดรวมหัวกันหลอกพวกเราเสียอีกพวกเขาสามารถปลูกมันขึ้นมาได้จริง ๆ”เจ้าโลกที่เจ็ดชวนจี๋กล่าวออกมา
“มิน่า หลายปีมานี้พวกเขาไม่กระตือรือร้นที่จะออกไปหาทรัพยากรที่อื่น พวกเราโง่เขลาเองที่มัวแต่ไปเซาะหาทรัพยากรจากโลกอื่นแทนที่จะหาหนทางพัฒนาทรัพยากรในโลกของพวกเราเอง”เจ้าโลกที่สองหงเซ่อที่เดินทางมาด้วยเอ่ยขึ้นมา
“เด็กหนุ่มเฟิ่งหยูคนนั้นมีความสามารถจริง ๆโชคดีที่ท่านบรรพบุรุษมาห้ามพวกเราได้ทัน มิเช่นนั้นข้าเองก็ไม่กล้าคิดถึงเรื่องที่จะเกิดขึ้นตามมาหลังจากนั้นเลยจริงๆ”
ทางด้านของเฟิ่งหยูหลังจากที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลในโลกที่แปดนั้นเขาได้เดินทางไปยังโลกที่แปดพร้อมกับองค์ราชันย์ฟางหรง และกองกำลังที่เหลืออยู่ของโลกที่แปดที่ยังไม่ถูกสังหารอีกราวๆ สองแสนนาย ซึ่งในการรบในครั้งนี้ถือว่ากองกำลังของโลกที่แปดนั้นเสียหายมากที่สุดเพราะมีผู้ที่ถูกสังหารราว ๆ สามแสนนาย ส่วนกองกำลังของโลกอื่น ๆนั้นเสียหายไม่มากนักเพราะพวกเขาถูกห้ามปรามโดยเหล่าผู้เฒ่าทั้งแปดเสียก่อน
“เจ้าน้องชาย เจ้าคิดว่าเจ้าจะเอาพวกเขาอยู่หมัดหรือไม่พวกกองกำลังของโลกที่แปดที่ข้าได้ยินมาพวกเขาล้วนแต่เย่อหยิ่งในศักดิ์ศรี ยอมหักไม่ยอมงอแถมยังเป็นพวกหัวแข็งอีกต่างหาก”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ลองไม่รู้ ท่านเองก็รู้พวกเขาจะต้องยอมรับคนที่แข็งแกร่งและต้องเป็นผู้นำที่เด็ดขาด แต่ท่านดูสิข้า ออกจะอ่อนโยน และอ่อนแอ ท่านว่าข้าควรมอบโลกที่แปดให้ท่านดูแลจะดีกว่าไหม”
โป๊ก.....
องค์ราชันย์เขกหัวของเฟิ่งหยูทีหนึ่ง พร้อมกับเอ่ย
“หากคนอย่างเจ้าอ่อนแอ อ่อนโยน คนทั้งโลกคงกลายเป็นคนที่ขี้ขลาดไปหมดแล้วเจ้านี่หาเรื่องบ่ายเบี่ยงเสียจริงอย่าลืมสิความรับผิดชอบของเจ้าไม่ใช่เพียงแค่โลกที่แปดเท่านั้น ในอนาคตเจ้าจะต้องเป็นผู้นำของจักรวาลที่เก้าของพวกเราภาระนั้นยิ่งใหญ่กว่านี้อีกร้อยเท่า เจ้ายังมัวแต่เล่นอยู่ได้”
“ท่านเองก็หาเรื่องปลดภาระออกจากบ่า โยนมาให้ข้าอยู่ใช่ไหมละข้ารู้ทันหรอก”
“เจ้านี่มันจริง ๆ เลย คนอื่นเขาไขว่คว้าแสวงหาอำนาจกลับไม่ได้มันไปครอบครองเจ้ามีคนเขาประเคนให้ถึงที่กลับไม่อยากยอมรับ เจ้าอย่าลืมที่พวกเราเคยพูดกันไว้หละเจ้าไม่สามารถปฏิเสธได้อย่างเด็ดขาดภาระหน้าที่นั้นยังไงก็ต้องตกเป็นของเจ้าอยู่ดี”
“เฟิ่งหยูพลันนึกถึงคำพูดของพวกเขาที่ให้สัญญาไว้กับเหล่าเจ้าโลกทั้งหลายก่อนจะกลับไปยังโลกต้นกำเนิดของพวกเขาเฟิ่งหยูพลันทำหน้าเศร้าในทันที เพราะเขาได้รับปากเอาไว้จริง ๆ”
“ท่านไม่ต้องกลัวหรอก อีกหลายปีกว่าที่ข้าจะบรรลุถึงขั้นพระเจ้าได้ขอบเขตของข้ากว้างใหญ่กว่าพวกท่านนัก อาจจะใช้เวลาเป็นพัน พันปี กว่าจะก้าวไปถึงระดับพระเจ้าได้”
โป๊ก........ “นี่เจ้ายังคิดจะขี้เกียจฝึกฝนอีกอย่างนั้นหรือหากท่านบรรพบุรุษรู้เข้า พวกเขาคงเล่นงานเจ้าเป็นแน่”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พวกเขาไม่กล้าทำอะไรข้าหรอก เพราะพวกเขารู้ดีว่าข้าเป็นคนเช่นไรถึงแม้ท่านจะไปเป่าหูท่านปู่หลง พวกเขาก็ต้องเชื่อคำพูดของข้ามากกว่าท่านอย่างแน่นอน”
“เอาหละ ข้ายอมแพ้เจ้าจริง ๆยังไงเจ้าก็ลองแสดงฝีมือของเจ้าในการควบคุมกำลังพลของโลกที่แปดทั้งหมดให้ข้าดูหน่อยข้าจะดูเจ้าอยู่ห่าง ๆ ข้าเองก็อยากจะรู้เช่นกันว่าเจ้าเด็กตัวร้ายเช่นเจ้าจะทำอย่างไรฮ่า ฮ่า ฮ่า”
“นี่ท่านแกล้งข้าใช่ไหม คอยดูฝีมือข้าก็แล้วกัน เมื่อพวกเราเดินทางไปถึงยังโลกที่แปด”
เมื่อเฟิ่งหยูเดินทางไปถึงยังโลกที่แปด เขาให้แม่ทัพใหญ่ของกองกำลังที่เหลืออยู่นำทางเขาไปยังเมืองหลวงของอาณาจักรที่เจ้าโลกจงจื่ออาศัยอยู่และเขาได้ให้เหล่ารองแม่ทัพที่เหลืออยู่ออกไปแจ้งข่าวให้กับกษัตริย์และเจ้าเมืองทุกเมืองในโลกที่แปดนี้มาประชุมกันอย่างเร่งด่วน
เหล่าแม่ทัพและรองแม่ทัพไม่สามารถปฏิเสธคำพูดของเฟิ่งหยูได้พวกเขาทำได้เพียงแค่ทำตามคำสั่งเท่านั้น เพราะรู้ดีถึงความสามารถของเฟิ่งหยู พวกไม่กล้าแม้แต่จะมองเฟิ่งหยูตรงๆ ด้วยซ้ำไป
เมื่อพวกเขาเดินทางมาถึงยังโลกที่แปด เหล่ารองแม่ทัพรีบออกเดินทางไปแจ้งข่าวอย่างรวดเร็วเพราะเฟิ่งหยูกำหนดให้พวกเขามาร่วมประชุมในอีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้า
หลังจากเจ้าเมืองและกษัตริย์จากอาณาจักรต่าง ๆได้รับข่าวสารพวกเขารีบเดินทางอย่างเร่งด่วนเพื่อให้มาถึงยังอาณาจักรสว่างพิรุณเพื่อเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้ พวกเขาต่างอยากรู้เรื่องราวว่าเหตุใดเหล่ารองแม่ทัพถึงรีบมาแจ้งข่าวด้วยตนเองแถมยังไม่บอกรายละเอียดให้พวกเขาทราบอีกด้วย
เหตุที่พวกเขาจำเป็นต้องรีบมาเพราะพวกเขาเกรงกลัวเจ้าโลกจงจื่อของพวกเขาพวกเขาทุกคนต่างรู้ดีว่าหากเจ้าโลกจงจื่อโกรธแล้วพวกเขาจะพบกับชะตากรรมที่น่าอดสูอย่างแน่นอน
“นี่ต้องเป็นเรื่องใหญ่อย่างแน่นอน เพราะปกติเจ้าโลกจงจื่อจะให้คนมาแจ้งก่อนล่วงหน้าเป็นเดือนแต่นี่ถึงกับส่งรองแม่ทัพออกมาเรียกตัวพวกเราเพื่อเข้าร่วมการประชุม”เจ้าเมืองคนหนึ่งเอ่ยกับผู้ติดตามของพวกเขา
เพียงไม่ถึงห้าวัน เหล่ากษัตริย์และเจ้าเมืองทุกเมืองในโลกทีแปดต่างพากันรีบเร่งเดินทางมาถึงอาณาจักรสว่างพิรุณพวกเขาทั้งหมดรีบเข้าไปรายงานตัวและเตรียมตัวเข้าร่วมการประชุมอย่างพร้อมเพียง
เฟิ่งหยูที่พักผ่อนอยู่ในตำหนักของเจ้าโลกจงจื่อ เขาสั่งให้คนของเจ้าโลกจงจื่อจัดสถานที่ใหม่ทั้งหมดก่อนการประชุมกับกษัตริย์และเจ้าเมืองทั้งหลายเฟิ่งหยูได้เรียกเหล่าขุนนางของอาณาจักรสว่างพิรุณแห่งนี้เข้ามาพูดคุยและสอบถามรายละเอียดและเรื่องราวต่าง ๆ
โชคดีที่เจ้าโลกจงจื่อไม่มีครอบครัว ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่รู้จะจัดการกับคนในครอบครัวของเจ้าโลกจงจื่อเช่นไรเมื่อเหล่าขุนนางทั้งหลายเข้าร่วมประชุมในห้องโถงใหญ่ซึ่งพวกเขาจะประชุมกันแทบทุกวันอยู่แล้ว
เมื่อแม่ทัพใหญ่ของเจ้าโลกที่แปดจงจื่อเดินเข้ามาพร้อมกับเฟิ่งหยู เหล่าขุนนางทั้งหลายต่างพากันแปลกใจเพราะดูแล้วแม่ทัพใหญ่ของพวกเขาดูนอบน้อมต่อเฟิ่งหยูเป็นอย่างมากเมื่อพวกเขาเดินไปยังเก้าอี้ประจำตำแหน่งของพวกเขา แม่ทัพใหญ่ชีชวนจึงได้กล่าวออกมา
“ข้าแม่ทัพใหญ่ ของอาณาจักรสว่างพิรุณ ขอคารวะเจ้าโลกคนใหม่ เฟิ่งหยู”
แม่ทัพใหญ่ชีชวนคุกเข่าลงข้างหนึ่งพร้อมกับทำการคารวะเฟิ่งหยูเฟิ่งหยูเดินไปนั่งยังบัลลังก์ของเจ้าโลกจงจื่อเมื่อเหล่าขุนนางทั้งหลายได้ยินสิ่งที่แม่ทัพใหญ่กล่าวออกมาพลันพากันตะลึง พร้อมกับทำตามแม่ทัพใหญ่ชีชวนในทันที
“คารวะท่านเจ้าโลก เฟิ่งหยู”
“คารวะท่านเจ้าโลก เฟิ่งหยู”
“เอาหละพวกท่านทั้งหลายเชิญนั่งก่อน”เฟิ่งหยูเอ่ยขึ้นมา
“ข้าเฟิ่งหยูได้รับคำสั่งแต่ตั้งให้มาดำรงตำแหน่งเจ้าโลกที่แปดแห่งนี้แทนเจ้าโลกคนเดิมที่เสียชีวิตไปแล้ว”
ทั่วทั้งห้องโถงต่างมีเสียงพูดคุยกันดังไปทั่วจนกระทั่งแม่ทัพใหญ่ยืนขึ้นพร้อมกับกล่าว
“เจ้าโลกคนใหม่ของพวกเราได้รับการแต่งตั้งจากท่านราชันย์คนก่อนให้ดำรงตำแหน่งแทนเจ้าโลกจงจื่อที่ถูกสังหารไปและเขายังทำให้โลกทั้งสิบกลายเป็นพันธมิตรกันแล้วตอนนี้ทั้งสิบโลกไม่ต้องสู้รบเพื่อแย่งชิงทรัพยากรกันอีกต่อไป เหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว”