### บันทึกชีวิต: จากเด็กป่า ถึงใจพอในวันนี้
**วัยเด็กในป่าลึก (50 ปีที่แล้ว)**
ั้แ่จำความได้ ผมเกิดในป่าที่ยังสมบูรณ์มาก ไฟฟ้ายังไม่มี น้ำประปาไม่มี ถนนยังไม่ลาดยาง บ้านเราเป็บ้านไม้ยกใต้ถุนสูง หลังคามุงหญ้าคา แม่ทำเองหมด ตัดไม้ไผ่ เกี่ยวหญ้าคามาตากแดดจนแห้ง แล้วทำก้านจับ ผมเป็เด็กอ้วน น่ารัก เลี้ยงง่าย เล่นดินคนเดียว ตัดก้านกล้วยทำม้า วิ่งเล่น พ่อทำยุ้งข้าวด้วยไม้ เก็บข้าวเปลือก สมัยนั้นยังลงแขกช่วยกันทำไร่ทำนา มีความสุขมาก นาน ๆ มีหนังกลางแปลงมาฉาย ดีใจสุด ๆ ถนนดินแดง หน้าร้อนฝุ่นตลบ หน้าฝนเละ เดินเท้าเปล่าไปโรงเรียน ไปกลับ 5 กิโลเมตร
มีน้องสาว 6 คน ผมเป็ลูกชายคนโตคนเดียว ต้องช่วยพ่อแม่ทำไร่ ทำนา เลี้ยงวัว ใช้รถเข็นสองล้อ + แกลลอนพลาสติก 10 กว่าใบ ไปตักน้ำที่สระไกล 6 กิโล ช่วยน้อง ๆ หุงข้าว ทำกับข้าว โอ่งดินเล็ก ๆ หน้าบ้านใส่น้ำฝนให้คนแวะกิน ตู้เย็นไม่มี พ่อเป็ผู้ใหญ่บ้าน คนมาหาเยอะ บ้านมีแค่ฝากั้น หน้าต่างไม้สองบาน ไม่มีบานปิด ใช้กระสอบข้าวเปลือกปิด นอนนอกชานคนเดียว มืดมาก หน้าหนาวหนาวมาก นอนขดตัวเหมือนลูกหมา บนเสื่อ หมอนเล็ก ๆ ผ้าห่มขาด ๆ
ทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน ต้องตื่นก่อไฟหุงข้าวด้วยไม้ ข้าวหุงแบบโบราณ รินน้ำทิ้ง ขางไฟอ่อน ๆ กับข้าวก็ยอดผักริมรั้ว น้ำพริกตาแดง ใส่บาตรพระทุกวัน วัดอยู่ตรงข้ามบ้าน พ่อใช้ควายไถนา ดำนา คราดนา ผมช่วยดำ ช่วยเก็บเกี่ยว ช่วยแม่ปลูกข้าวโพด ปอ อ้อย ปัจจุบันปลูกมันสำปะหลัง หลังบ้านมีต้นไม้มาก มะค่าโมง มะค่าแต้ ประดู่ เต็งรัง ตัดมาทำเสา ฝาบ้าน ยุ้งข้าว
**ชีวิตโรงเรียนและความกลัวเล็ก ๆ**
เสื้อนักเรียนซ้ำ ๆ จนขาวกลายเป็เหลือง กางเกงหลวมกลายเป็คับ เริ่มมีรองเท้าแตะดาวเทียม ใส่จนสึก กินข้าวเหลือจากใส่บาตรเช้า ก่อนไปโรงเรียน ผมฉลาดหน่อย เพราะเกิดก่อนเพื่อนในห้องหนึ่งปี สนุกสนาน เฮฮา แต่กลัวเข็มมาก หมอมาโรงเรียนฉีดวัคซีน ผมหนีกลับบ้าน ไข้ขึ้นเลย หน้าหนาวหนาวจัด เรียนกลางแดด ไม่มีเสื้อกันหนาว พักกลางวันเดินกลับบ้าน 3-4 กิโล เพราะไม่มีเงินซื้อข้าวโรงเรียน วันหยุดรับจ้างลอกปอ เหม็นมาก มัดละบาท วันละ 4-5 บาท ภูมิใจมาก หาเงินเอง ได้เงินบาทเดียวมีค่ามาก
อยากได้เสื้อผ้าใหม่ ต้องขยัน ไปขุดมันสำปะหลัง ตัดอ้อย วันละ 4-5 บาท ใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะได้ ภูมิใจ แบ่งเงินให้แม่ด้วย รักแม่มาก แม่ทำงานหนักเหมือนผู้ชาย ไม่เคยบ่น แม้ตัดไม้เผาถ่านร้อนมาก อยากให้แม่มีความสุข
ก่อนจบ ป.6 มีถนนลาดยางเข้ามา เสาไฟฟ้ามา แต่น้ำประปายังไม่มี ยังใช้โอ่งน้ำฝน ผมยังขี้อาย ยิ้มตอบคำถาม จุดเปลี่ยนมาเมื่อจบ ป.6 พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเรียนต่อ มีญาติพ่อพาไปบวชเณรที่ปทุมธานี พ่อแม่ตัดสินใจเอง ไม่ถามผม ผมเชื่อฟัง ไม่ว่าอะไร
**การเดินทางสู่เณรและความเหงา**
ขึ้นรถโดยสารจากบ้าน ใจหายมาก เหมือนคนไปอยู่เมืองนอกคิดถึงแผ่นดินเกิด ลง บขส. จังหวัด ต่อบัสไปรังสิต กินก๋วยเตี๋ยวเรือรังสิต อร่อยที่สุดในชีวิต ต่อรถไปปทุมธานี แล้วนั่งเรือหางยาวไปวัดสังลาน บางกระดี่ ฝั่งแม่น้ำเ้าพระยา เดินเท้าเปล่า 1 กิโลเข้าวัด พ่อแม่ ลุง ผม 4 คน วัดมีเณรพระเกือบ 100 องค์ ผมคนเดียวจากหมู่บ้าน ไม่มีเพื่อน ลุงพาไปกราบเ้าอาวาส บอกจะบวชเณร พ่อแม่ฝากผมกับเณราุโ ขอให้ดูแล ได้หนังสือท่อง นวโกวาท พุทธประวัติ ธรรมบท ปาฬิไวยากรณ์
พ่อแม่อยู่ 2-3 วัน แล้วกลับ ผมเหงา 100,000 เท่า เย็นวันหนึ่งอาบน้ำแม่น้ำเ้าพระยา โพล้เพล้ เสียงบทสวดอิสลามจากฝั่งตรงข้ามลอยมา บีบหัวใจ รู้สึกถูกทอดทิ้งบนโลกใบนี้ คิดถึงพ่อแม่ ใจจะขาด แต่ต้องก้มหน้าท่องบทนาคต่อไป
อยู่เดือนหนึ่งจึงบวช ในโบสถ์ไม่มีพ่อแม่ ผมน้อยใจ แต่ทำอะไรไม่ได้ ปรับตัวเป็เณรได้ แต่ยังดื้อตามประสาเด็ก ถูก bully จากเณรต่างถิ่น จนโกรธจริง ทะเลาะลงไม้ลงมือหลายครั้ง ตัวเล็กแต่ไม่กลัวใคร ครั้งหนักสุด เณรคนหนึ่งถือมีดไล่แทง ไล่ถึงปากวัด โชคดีโยมเห็น เลยหยุด ไม่งั้นคงไม่มีชีวิตมาถึงวันนี้
เคยสั่งจักรยานมาต่อเอง ขี่ชนสายไฟดับทั้งวัด ต่อไฟกุฎิเอง ไม่มีความรู้ แต่ต่อได้ เ้าอาวาสเห็น ตีหัวด้วยไฟฉายเพราะห่วง กลัวช็อตตาย ผมน้อยใจ ขอสึกเช้าวันถัดมา อยู่ที่นี่เกือบ 2 ปี ได้ความรู้พุทธประวัติ ประกาศนียบัตรนักธรรมชั้นตรี ถอนเงินออมสิน 2-3 พันบาท ปิดบัญชี แวะบ้านเพื่อนเณรที่สึกก่อนที่บ้านไร่ นครราชสีมา แล้วกลับบ้าน
**กลับบ้านและวงจรเดิม**
รถประจำทางจากด่านขุนทด ลง บขส. ต่อรถเข้าบ้านอีก 60 กม. พอเข้าเขตอำเภอ ใจเต้นแรง ดีใจจะได้เจอบ้าน พ่อแม่ น้อง เพื่อน หมู่บ้าน หลังจากจากไปั้แ่จบ ป.6 ไม่ได้ลาใคร รถใกล้หมู่บ้าน ใจเต้นแรงยิ่งขึ้น ยืนใกล้กริ่ง กลัวเลยป้าย กริ่งดัง รถเลยไป 100 เมตร ไม่เป็ไร หน้าร้อน ซื้อน้ำแข็งใส เครื่องดื่มเย็น ๆ ไปฝากพ่อแม่ เพื่อนที่ขุดมันสำปะหลัง เดินมาใจเต้นแรง เจอพ่อแม่ ดีใจจนเกือบร้องไห้ กราบพ่อแม่ ท่ามกลางเสียงดีใจของเพื่อน
ชีวิตกลับเป็เด็กบ้านนอกปกติ เก็บเกี่ยวผลผลิตปีละครั้ง (พึ่งฝน ไม่มีชลประทาน) หน้าหนาว-แล้ง แบกกระสอบข้าวสารขึ้นรถบัสเก่า เข้าเมืองทำก่อสร้าง ไม่นานหลังสึก หมดหน้าเก็บเกี่ยว เข้าหน้าร้อน อาคนหนึ่งทำก่อสร้างในกรุงเทพฯ ชวนไป บางขุนนนท์ ฝั่งธนบุรี แบกข้าวสาร อาหารแห้ง ของใช้ จำเป็ กลับเข้าเมืองอีกครั้ง
**วัยรุ่นบ้านนอกและรักแรก**
วงจรเดิม: นอนบ้านเพื่อน ตื่นเช้าเดินกลับ งานวัดยกแก๊ง งานไร่นา หาของป่า สนุกสุดเหวี่ยง อินกับหนังกลางแปลง เจาะหูตามนักแสดง พ่อเห็นโกรธมาก ไล่ให้ใช้นามสกุลอื่น เจ็บใจ โกรธพ่อ แต่ไม่แสดงออก มีแต่แม่เข้าใจ ปลอบ อคติกับพ่อ ไม่อยากกลับบ้าน พ่อเมามาทะเลาะกับแม่ ผมได้ยิน เกลียดในใจ เวลาพ่ออยู่บ้าน ผมไม่ขึ้นบ้าน พ่อก็ไม่ขึ้น พูดน้อย เหมือนเสือสองตัวในถ้ำเดียวกัน เบื่อบ้าน ติดบ้านเพื่อน พ่อเตือนผ่านแม่ให้เกรงใจ แต่ผมไม่ฟัง ถ้าพ่อทำร้ายแม่ ผมพร้อมปกป้องแม่ แม้ต้องมีปัญหากับพ่อ เพราะรักแม่ที่สุด แม่ไม่เคยร้องไห้ให้ลูกเห็น เว้นแต่หนักจริง ๆ
รักแรกเกิดในกลุ่มเพื่อนวัยรุ่น เปิดเผยไม่ได้ เพราะเพื่อนกัน + ญาติห่าง ๆ + เธออายุมากกว่า 3 ปี + กลัวหมู่บ้านรู้ อาย จีบไม่เป็ มีคนจีบเธอเยอะ แต่กิจกรรมด้วยกันมีความสุขมาก แชร์เงินทำของหวาน ขนทรายทำเจดีย์ เล่นรอบกองไฟ ไปรับจ้างยกแก๊ง ดำนา เกี่ยวข้าว ขุดมัน หาของป่า เล่นน้ำคลองข้างวัด ถ้าเธอไปด้วย ผมมีความสุขมาก รู้ว่าเรารักกัน วันหนึ่งพักกลางวัน อาสาเก็บมะขามเปรี้ยวด้วยกัน ผมแซวเื่หนุ่มในกลุ่มที่ชอบเธอ มีรูปเธอในกระเป๋าสตางค์ เธอเงียบ น้ำตาไหล ผมรู้ทันทีว่าทำร้ายใจเธอ เราไม่เคยพูดว่ารัก แต่เมื่ออยู่ด้วยกัน โลกมีแค่เราสองคน ทำไมต้องยัดเยียดให้คนอื่น
**การสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุด**
ชีวิตวัยรุ่นกำลังสุกงอม แต่ชะตาฟ้าพรากความรักไป วันนั้นไปทำบุญวัดเช้า แล้วช่วยพ่อแม่ขุดมัน บ่ายสอง สองสาวพี่น้อง (คนพี่คือคนที่ผมรัก) ขับมอเตอร์ไซค์ญาติไปอีกหมู่บ้าน ก่อนไป เอาใบไม้ปิดตาแม่ที่นอนหลับ เหมือนสั่งลา เธอขับขึ้นเนินคดเคี้ยว ไม่ชำนาญ รถกินเลน สวนกับสิบล้อ เสียงกรีดร้องดังไปทั่ว
ผมยังอยู่ในไร่ มีคนมาบอกพ่อ (ผู้ใหญ่บ้าน) ผมช็อก ยืนแข็งทื่อ ไม่เชื่อหู ฝันหรือจริง? พอรวบรวมสติได้ วิ่งไปที่เกิดเหตุ ขอปาฏิหาริย์ อย่าให้เป็เธอ หวังลึก ๆ แต่ก็รู้ว่าไม่น่า ร่างเธอยังอยู่ข้างทาง ไม่มีเื ข้อมือขวาหัก ช็อกตายก่อนชน น้องสาวเสียที่โรงพยาบาล ผมร้องไห้ข้างใน น้ำตาไม่ออก จุกแน่น นี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิต ตอนที่กำลังมีความสุข
**ความเศร้าและการจากบ้าน**
นำศพสองคนมาวัด ยังไม่เผา พ่อแม่ทำใจไม่ได้ เสียลูกพร้อมกัน ทำบล็อกปูนโบกเก็บไว้ก่อน ใส่เสื้อผ้า ของใช้ ผมแอบใส่เสื้อเชิ้ตที่เคยคลุมเธอหลังเล่นน้ำคลอง (เธอใส่แล้วซักคืนให้) เป็พยานหัวใจเรา แอบร้องไห้คนเดียว ไม่มีใครรู้ความในใจสองเรา ชีวิตอยู่ในห้วงทุกข์ ไม่มีชีวิตชีวา บ้านไม่น่าอยู่ เต็มไปด้วยความเศร้า
จนปี 2535 อาคนเดิมมารับผมกับน้าชาย (เรียนชั้นเดียวกัน แต่อายุมากกว่า 1 ปี) เข้ากรุงเทพฯ พักที่ย่าทุ่งหมาเมิน (ซอยโยธินพัฒนา บางซื่อ) อาพาไปฝากงานโรงงานกระเป๋าย่านบางซื่อ น้าชายไม่เอา กลัวยาเสพติด กลับบ้าน แต่ผมอยู่ต่อคนเดียว ในตึกแถวเก่า ชั้น 3 ห้องนอนรวม ห้องน้ำรวม วันหยุดเดินคนเดียวเลาะคลองประปา ดูหนังโรงเก่าคนเดียว ป่วยนอนคลุมโปง คนคิดว่าตาย เกือบปี ขอลาออก บอกเ้าของจะเรียนต่อทางไกลที่บ้านเกิด กลับมาเรียน ม.3 ที่ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จังหวัด เริ่มสามคน สุดท้ายเหลือผมคนเดียว ได้วุฒิ
**กลับมาวนลูปบ้านนอก และอกหักครั้งที่สอง**
ได้วุฒิแล้ว ยังวนลูปเด็กบ้านนอกซ้ำเดิม 2 ปี อาคนเดิมขึ้นมารับอีก ไปช่วยงานร้านผลิตภัณฑ์เครือสหยูเนี่ยน ย่านลาดพร้าว แรก ๆ ขายไม่เป็ ขี้อาย สาว ๆ มาซื้อก็เขิน แต่หลายเดือนเก่งขึ้น พูดเก่ง มีลูกค้าประจำ กล้าแซว ความสดใสกลับมา มีสาว ๆ ลูกค้าประจำชอบผม (วัยใส หน้าตาดี) มีคนหนึ่งจีบจริงจัง ขาว สวย ทมวย อึ๋ม ไม่นานเธอกลับใต้ แต่ติดต่อกัน จดหมายเต็มกล่อง ปีหนึ่ง แล้วโทรศัพท์หยอดเหรียญ (แพง คุยไม่กี่คำเหรียญหมด) ใจเต้นแรงทุกครั้งที่มีจดหมาย อาพาเรียน ปวช. ภาคค่ำ บางกะปิ จบสำเร็จ คุยกันมาก จนถึงขั้นจะให้พ่อไปขอ แต่สุดท้ายเธอหายไปเฉย ๆ ความหวังดับวูบ อกหักดังเปราะ ไม่รู้กรรมอะไร
**งานใหม่ ผิดศีล และกิเลสที่หอมหวาน**
ผิดศีลครั้งแรก มันหอมหวาน โทษยังไม่เกิด ย่ามใจทำชั่วต่อ เพราะเด็ก หน้าตาดี คารมดี ใกล้ชิดง่าย แม้เคยบวชเณร รู้โทษบาป แต่ตอนนั้นนรกยังเย็น ไม่กลัว ความสุขเฉพาะหน้ามันอร่อยกว่า เหมือนตำรวจรู้กฎหมายแต่ยังทำเพราะเงินหอมกว่า เมื่อผิดศีลข้อ 3 ครั้งหนึ่ง มันมืดบอด ข้ออื่นก็กล้าทำ ประกอบกับเงินขาดทุกวัน สะสมจากร้อยเป็พัน รถต้องส่ง บ้านเช่า ช็อตเดือน เครียดกายใจ สมองเครียด จนใช้ความสนิทกับร้านค้าทำชั่ว ลูกน้องที่เคยสอนขโมยรังน้ำขวดออกหลังร้านให้พอชดเชยยอดขาด ผมเห็นใจแต่ก็ชั่วตาม ปล้นลูกค้าที่ไว้ใจต่อหน้า อาย กลัว แต่ฝืนคุย ทำซ้ำเพราะไม่มีทางเลือก ใจต่อสู้ระหว่างความผิดกับความจำเป็ สุดท้ายกิเลสชนะ วงจรทุกข์วน เงินหายทุกวันไม่รู้สาเหตุ เครียดจนสมองแทบะเิ คิดไม่ออก ขอกลับบ้านละ
**ปาฏิหาริย์จากวิทยุรถ และการพบวัดสังฆทาน**
เปิดวิทยุในรถ หวังฟังเพลง แต่เจอเพลงสวดเ้าแม่กวนอิม เย็น ๆ พร้อมดนตรีเพราะ ฟังจนจบ ความร้อนในสมองลดลง ปีติเกิด อยากฟังนาน ๆ แต่จบแล้วไม่มี วันต่อมาหวังฟังซ้ำ แต่เจอเสียงเทศน์ของหลวงพ่อสนอง กตปุญโญ (ท่านยังมีชีวิต) บอกว่า "คลื่นวิทยุสังฆทานธรรม คลื่นขาวจากชาวพุทธ 89.25 MHz" จำไว้ วันหยุดอาทิตย์ดั้นด้นถามทางไปวัด (ห่าง 60 กม.) พอถึงเหมือนใจกลับบ้าน ร้อนมานาน เจอสถานที่เย็น ป่าธรรมชาติ ปีติขนลุก มีแต่ความสุข เดินตามเสียงเทศน์ เจอหลวงพ่อเทศน์สดที่ลานธรรม ก้มกราบ หาที่นั่ง จากวันนั้นไปติดต่อกัน 5 ปี ภาวนาทุกวัน แม้เหนื่อยจากงาน วินัยมาก ก่อนนอนทำสมาธิจนใจสบายแล้วหลับ (ตามหลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
ลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง อยากได้ฌานเหมือนหลวงปู่เจี๊ยะ ภาวนาถี่ ๆ จนเครียดปวดหัว เลิกเพราะไม่ได้อะไร ลองมโนมยิทธิที่ซอยสายลม ไปวัดท่าซุง (แต่หลวงพ่อเสียก่อนแล้ว) อยากได้ฤทธิ์ ครูพาฝึกทำได้ง่าย แต่รู้เองข้างในว่าไม่ใช่ ทางโลกยังหนัก แต่เริ่มเห็นแสงสว่าง เริ่มรู้ว่าทุกข์ทั้งหมดเกิดจากตัวเราเอง
**งานส่งยาและนรกที่แท้จริง**