“เห้ย! เห้ย!...” กรีนชิลดรีบหันมาห้ามสมิธก่อนที่สถานการณ์มันจะบานปลายไปกว่านี้ ในตอนแรกมันก็คิดว่าสมิธมีเป้าหมายเหมือนกับมันคือแค่อยากเจอฟีนิกซ์เพียงเท่านั้น มันไม่เห็นรู้เลยว่าสมิธอยากให้ฟีนิกซ์ไปยอู่กับพวกมันด้วย
“…”
เงียบ! มีแต่ความเงียบหลังจากที่สมิธเปิดปากชวนให้ฟินิกซ์ย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่น บรรยากาศภายในถ้ำตอนนี้คือเงียบสงัด ได้ยินเสียงน้ำที่ไหลตามซอกหินหรือไหลลงจากผนังถ้ำ ได้ยินเสียงหินเคลื่อนตัวคลืดคลาด ได้ยินเสียงแมลงร้องกันระงม บรรยากาศมันเงียบเสียจนได้ยินเสียงเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน
“เหตุผล?” ในที่สุดบรรยากาศที่เงียบสงัดกว่าหลายนาทีก็จบลงเมื่อในที่สุดฟีนิกซ์ก็เปิดปากพูด
“ป้องกันโลกล่มสลาย เพราะ...” สมิธซูดลมหายใจเข้าเต็มปอดก่อนจะเริ่มพูดเหตุผลที่เขาขอให้ฟีนิกซ์ย้ายที่อยู่
สมิธเริ่มเล่าเรื่องราวความบ้าคลั่งของฟีนิกซ์ให้ฟีนิกซ์ฟัง ซึ่งเรื่องราวที่เขาเล่าในตอนนี้คือเรื่องราวเดียวกันที่เคยเล่าให้กรีนชิลดฟัง สมิธเล่าเรื่องราวความโหดร้ายและความตายได้อย่างราบรื่น ฟีนิกซ์ฟังเรื่องราวอย่างสงบนิ่งไม่แสดงอาการใดๆหรือโต้แย้งอะไรทั้งสิ้น
“คุณก็เห็นแล้วว่ามนุษย์กลุ่มนั้นก็ได้รับมอบหมายให้มาลักพาตัวลูกๆของคุณ และผมรับรองเลยในฐามนุษย์ด้วยกันเองผมรู้นิสัยของพวกนั้นดีพวกนั้นไม่ล้มเลิกแน่แม้ครั้งนี้จะไม่สำเร็จก็ตาม หากเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกครั้งเกรงว่าความบ้าคลั่งนั้นจะห้วนกลับมาอย่างแน่นอน” หลังเล่าเรื่องราวจบสมิธรีบพูดเสริมในทันทีเพื่อทลายความดื้อของฟีนิกซ์
“…” เงียบ! เงียบอีกแล้วเงียบเหมือนเดิม ความเงียบผ่านไปหลายนาทีเฉกเช่นเดิมฟินิกซ์ถึงจะเริ่มตอบกลับว่า...
“หากเป็นดั่งที่เจ้ากล่าวอ้าง เห็นทีข้าจะใจดีกับมนุษย์เกินไป!”
การโต้ตอบในครั้งนี้ทำเอาสมิธและกรีนชิลดหันมามองหน้ากันด้วยความกังวล เพราะนกฟีนิกซ์ที่เคยนิ่งสงบมาโดยตลอดถึงกับยืนพร้อมกับสยายปีกขนาดใหญ่ที่ท่วมไปด้วยเปลงเพลิงอันร้อนแรง พูดด้วยน้ำเสียงอันแข็งแกร่งพร้อมกับตาปะกายสีแดงแห่งเปลวเพลิง
“ก็ใช่น่ะสิคุณใจดีกับมนุษย์เกินไป! ผมไม่รู้หรอกนะว่าโลกดั่งเดิมของคุณมนุษย์เป็นไง แต่บอกได้เลยว่ามนุษย์โลกนี้ไม่ใจดีกับคุณแน่” สิ่งที่สมิธทำหลังจากเห็นฟินิกซ์โกรธเกรี้ยวคือกระตุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก สมิธไม่ยอกให้ใจเย็นหรือหาข้ออ้างอะไรหรอกแค่บอกนิสัยของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา ถือว่าเป็นการเดินพันที่เสี่ยงมาก
“ใช่ข้าเองก็คิดแบบเดียวกับสมิธ เจ้าไม่รู้รึว่ามนุษย์นั้นชั่วร้ายขนาดใหญ่ มีถังขยะอยู่ข้างๆแท้ดันเลือกทิ้งที่พื้นแทนทิ้งลงถังขยะมันน่านัก! เจ้าลองไปดูป่าที่ใกล้เมืองมนุษย์ดูเจ้ามนุษย์พวกนี้มันทิ้งขยะมั่วซั่วไปหมดจนสิ่งมีชีวิตภายในป่าเดือดร้อนกันหมด ไม่ใช่แค่ป่านะ...ภายในมหาสมุทรหรือตามแหล่งน้ำเองก็ไม่รอด เหลือเกินจริงพวกมนุษย์!” กรีนชิลดเองก็ร่วมด้วยช่วยเสริมคำพูดของสมิธ เป็นการพูดที่ไม่เต็มใจเพราะมันโดนสมิธบังคับให้ผสมโรง ตัวมันก็ไม่รู้หรอกนะว่าการพูดแบบนี้จะทำให้ฟีนิกซ์สงบหรือย้ายบ้านจริงไหมแต่มันก็เชื่อมั่นว่าสมิธคงมีเหตุผลอะไรสักอย่าง
“…” เงียบอีกแล้ว การคุยกับฟีนิกซ์ทำสมิธขัดอารมณ์บ่อยเหมือนกันเดี๋ยวเงียบเดี๋ยวสงบเดี๋ยวอารมณ์ร้อน คาดเดาไม่ได้เลยว่าอารมณ์ต่อไปเป็นอะไร
“เจ้าลองบอกมาอีกครั้งสิเรื่องที่จะให้ข้าย้ายที่อยู่?”
“ผมบอกตามตรงเลยแล้วกัน!...ผมอยากให้คุณและลูกย้ายไปอยู่ที่ฟาร์มของผม ด้านหลังฟาร์มของผมนั้นมีภูเขาลูกใหญ่ตั้งอยู่ คุณสามารถเลือกได้เลยว่าจะอยู่บนภูเขาหรือจะใช้ไฟของคุณทะลวงภูเขาให้เป็นรูคล้ายถ้ำแบบนี้ก้ยังได้ แต่! แต่! พืชพันธุ์ที่ผมใช้ปลูกภายในฟาร์มไม่ใข่สายพันธุ์ทั่วไป แม้แต่เผ่าพันธุ์บาร์คเองยังไม่แปลกใจเมื่อได้เห็นสายพันธุ์เหล่านั้น” สมิธสาธยายถึงข้อดีในการย้ายมาที่ฟาร์มเขาซึ่งตบท้ายด้วยข้อเด่นหลักที่สุดคือผลผลิตสุดแปลกใหม่ที่สมิธมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมว่าฟีนิกซ์ไม่เคยพบเจอมาก่อนอย่างแน่นอน
“ไม่เชื่อคุณลองลิ้มรสมันด้วยตัวเอง” สมิธนำผลแอปเปิ้ลแห่งสายรุ้งออกมาให้กับฟีนิกซ์เพื่อยืนยันถึงความพิเศษของฟาร์ม
ฟีนิกซ์รับผลไม้จากมนุษย์มาและกินมันทันทีโดยไม่กังวลเรื่องยาพิษหรืออันตรายอะไรทั้งนั้น
สมิธยิ้มออกมาทันทีพร้อมกับสะกิดให้กรีนชิลดดูที่ปากของฟีนิกซ์ในตอนนี้ เพราะหลังจากฟีนิกซ์ได้กินผลแอปเปิ้ลแห่งสายรุ้งเข้าไปสีหน้าที่สงบนิ่งมาโดยตลอดของฟีนิกซ์ที่มุมปากมีอาการกระดกขึ้นเล็กน้อยเหมือนกับแอบยิ้มที่มุมปาก
“ไม่เลว! เจ้าพอจะมีอีก 5 ผลหรือไม่ ข้าอยากให้ลูกๆข้าไดลิ้มลอง”