ณ เมืองซิงหยาง
พวกเขาพบว่าที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนจากหลากหลายที่มา ทั้งนักเดินทาง นักรบ พ่อค้า และประชาชนทั่วไป ซึ่งทุกคนต่างก็เร่งรีบดำเนินชีวิตประจำวันของตนเอง บรรยากาศของเมืองนั้นคึกคักและเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงร้องเรียกขายของจากร้านค้าต่าง ๆลู่เฟิงและเพื่อน ๆ เดินสำรวจในเมืองเพื่อหาที่พักและสืบข่าวสารเกี่ยวกับสำนักใหญ่ในเมืองชิงหยาง ระหว่างที่พวกเขากำลังเดินผ่านตลาดกลาง พวกเขาได้ยินเสียงพูดคุยของพ่อค้าและนักรบที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ กัน"ได้ยินว่าวันนี้สำนักหลิงหยุน (Lingyun Sect) กำลังรับสมัครศิษย์ใหม่ มีการคัดเลือกที่ประตูทิศเหนือของเมือง ใครที่ผ่านการทดสอบจะได้เข้าร่วมเป็ศิษย์ฝ่ายในเลยทีเดียว" หนึ่งในนักรบกล่าวกับพ่อค้าที่ขายสมุนไพรอยู่
เมืองชิงหยาง เป็เมืองโบราณที่ก่อตั้งขึ้นมากว่าพันปีแล้ว แต่เดิมเป็เพียงหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่บริเวณเทือกเขา แต่เนื่องจากทำเลที่ตั้งที่มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทำให้เมืองนี้เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็ศูนย์กลางการค้าและศิลปะการต่อสู้ในภูมิภาคเมืองชิงหยางแบ่งออกเป็สี่เขตหลัก ได้แก่ เขตการค้า เขตที่พักอาศัย เขตวัด และเขตสำนักซึ่งประกอบไปด้วยสำนักใหญ่น้อยจำนวนมาก หนึ่งในสำนักที่มีชื่อเสียงที่สุดในเมืองคือสำนักหลิงหยุน สำนักนี้ก่อตั้งโดยปรมาจารย์แห่งการต่อสู้ผู้เป็ที่เคารพในวงการยุทธจักร และเป็สำนักที่สร้างศิษย์ที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงจำนวนมากในอดีตในปัจจุบัน สำนักหลิงหยุนยังคงเป็หนึ่งในสำนักที่มีอิทธิพลและมีการรับสมัครศิษย์ใหม่ทุกปี ซึ่งการคัดเลือกนั้นขึ้นชื่อเื่ความโหดและเข้มงวด ใครที่สามารถผ่านการทดสอบได้จะได้รับการยอมรับอย่างสูงในยุทธจักร
เมื่อมาถึงประตูทิศเหนือ ลู่เฟิงและเพื่อน ๆ พบว่ามีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันที่นี่ แต่ละคนต่างก็มุ่งหวังที่จะได้เข้าร่วมกับสำนักหลิงหยุน ในบริเวณนี้ มีเ้าหน้าที่ของสำนักกำลังตรวจสอบรายชื่อและคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติเข้ารับการทดสอบ"ข้าได้ยินว่า การทดสอบครั้งนี้จะยากกว่าครั้งที่แล้ว ใครที่ไม่พร้อมจริงอย่าหวังว่าจะผ่านไปได้" หนึ่งในผู้สมัครคนหนึ่งกล่าวด้วยความกังวลลู่เฟิงกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรง เขามองไปที่ป้ายขนาดใหญ่ที่ถูกติดไว้บริเวณประตู ซึ่งมีข้อความเขียนไว้ว่า:"การทดสอบเข้าสำนักหลิงหยุน ผู้ผ่านจะได้เป็ศิษย์ฝ่ายใน"ลู่เฟิงและเพื่อน ๆ มองหน้ากัน "พวกเราไม่มีทางเลือกมากนัก หากเรา้าพลังและความสามารถในการล้างแค้น เราต้องผ่านการทดสอบนี้ให้ได้" ลู่เฟิงพูดด้วยน้ำเสียงมั่นคง"ใช่ พวกเรามาทางนี้แล้ว ไม่มีเหตุผลที่จะถอยหลัง" เหลียงฟูเสริมพร้อมกับยิ้มให้กำลังใจเมื่อเ้าหน้าที่เรียกชื่อ ลู่เฟิงและเพื่อน ๆ ก็เข้าไปยื่นชื่อและทำการลงทะเบียนเพื่อเริ่มต้นการทดสอบของสำนัก **หานซู**
**ด่านแรก: การทดสอบรากฐาน**
ในห้องโถงใหญ่ที่เต็มไปด้วยเสียงกระซิบของผู้สมัครนับร้อย ศิลาวัดรากฐานตั้งอยู่บนแท่นสูงใจกลางห้อง แสงสว่างจากโคมไฟหินหยกทำให้ศิลาดูมีพลังแฝงอยู่ ลู่เฟิงและเพื่อนๆ ต่างจับจ้องไปที่ศิลานั้นด้วยความกดดันที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
"ผู้สมัครทุกคนวางมือบนศิลาและปล่อยพลังยุทธ์ที่แท้จริงของพวกท่านออกมา" เสียงของผู้าุโที่ทำหน้าที่ตรวจสอบดังก้องขึ้นในห้องโถง
ลู่เฟิงก้าวไปข้างหน้า วางมือบนศิลาอย่างมั่นคง เขาหลับตาลง รู้สึกถึงพลังยุทธ์ในร่างที่ไหลเวียนอยู่ ศิลาวัดรากฐานส่องแสงสีฟ้าสว่างจ้า พลังของลู่เฟิงแข็งแกร่งและมั่นคงมากจนผู้คนรอบข้างต่างตกตะลึง
"เด็กคนนี้... รากฐานของเขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้!" หนึ่งในผู้าุโพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงทึ่ง เพื่อนๆ ของลู่เฟิงก้าวขึ้นไปทำการทดสอบตามลำดับ แม้แสงจากศิลาของพวกเขาจะไม่สว่างเท่าของลู่เฟิง แต่พวกเขาก็สามารถผ่านการทดสอบได้ด้วยดี
**ด่านที่สอง: การขึ้นเขาภายในเวลาที่กำหนด**
ผู้สมัครที่ผ่านด่านแรกถูกนำมายังฐานของ **ูเาหานเฟิง** ยอดเขาสูงชันที่มองไม่เห็นปลายเนื่องจากถูกปกคลุมด้วยหมอกหนา ผู้าุโผู้คุมกฎยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้น พร้อมทั้งประกาศกฎของด่านนี้
“การทดสอบนี้คือการขึ้นไปถึงยอดเขาภายในเวลา 3 ชั่วโมง ผู้ที่ไม่ถึงยอดเขาตามเวลาที่กำหนดจะถูกคัดออก และโปรดจำไว้ว่า ไม่มีข้อห้ามในการต่อสู้ระหว่างผู้สมัคร!”
เสียงผิวปากของลู่เฟิงดังเบาๆ ขณะที่เขายิ้มเล็กน้อย เขามองไปยังยอดเขาที่สูงเสียดฟ้า และเริ่มก้าวขึ้นด้วยความเร็วและความมุ่งมั่น
เมื่อเวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมง ลู่เฟิงยังคงปีนเขาด้วยความเร็วคงที่ จนกระทั่งเขารู้สึกถึงแรงกดดันที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง กลุ่มผู้สมัครสามคนพุ่งเข้ามาด้วยความหวังที่จะทำให้เขาชะงัก พวกเขาชักดาบออกมาพร้อมกันและโจมตีอย่างไม่ลังเล
“เ้าตายซะเถอะ! หากเราสามารถกำจัดเ้าได้ การปีนเขาก็จะง่ายขึ้น!” หนึ่งในผู้โจมตีะโ
ลู่เฟิงหลบการโจมตีได้อย่างรวดเร็ว กระบวนท่า **กระบี่สายฟ้า** ถูกปล่อยออกไปด้วยความแม่นยำ ศัตรูทั้งสามถูกโค่นลงภายในชั่วพริบตา ร่างของพวกเขาล้มลงกับพื้นโดยที่ยังไม่ทันได้ตอบโต้
“ข้าขอโทษ... แต่เ้ามาขวางทางข้าเอง” ลู่เฟิงกล่าวเบาๆ ก่อนจะเดินหน้าต่อไป เขาปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้ในเวลาเพียงไม่ถึงสองชั่วโมง ทำให้เขามีเวลาเพียงพอในการพักผ่อนและเฝ้ารอเพื่อนๆ ของเขาที่ตามมาถึงยอดเขาด้วยความเหนื่อยล้าแต่ก็ประสบความสำเร็จ
**ด่านที่สาม: การประลองกับศิษย์พี่**
บนยอดเขาหานเฟิง ลู่เฟิงและเพื่อนๆ ถูกเรียกเข้าสู่ลานประลองที่ตั้งอยู่ท่ามกลางป่าสนหนาแน่น ศิษย์พี่ของสำนักหานซูหลายคนยืนรออยู่เพื่อเป็คู่ต่อสู้ในการทดสอบ พวกเขาต้องเลือกศิษย์พี่เพื่อประลอง หากสามารถเอาชนะได้ จะได้รับสิทธิ์เป็ศิษย์ฝ่ายในทันที
ลู่เฟิงเลือก **หลินเทียน** ศิษย์พี่ที่มีชื่อเสียงเื่ความเร็วและพลังยุทธ์ระดับ 3 ขั้น 12
“เ้าคิดว่าจะเอาชนะข้าได้หรือ?” หลินเทียนถามพลางยิ้มที่มุมปาก “ข้าจะใช้พลังแค่ 5 ส่วนเท่านั้น แต่มันก็เพียงพอที่จะทำให้เ้าหมอบกราบได้”
“ข้าไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะได้ แต่ข้าก็จะลองดู” ลู่เฟิงตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
เมื่อการประลองเริ่มขึ้น ลู่เฟิงใช้ **วิชากระบี่สายฟ้า** ในการโจมตี หลินเทียนสามารถหลบหลีกได้อย่างง่ายดาย พร้อมกับโต้กลับด้วย **วิชาหมัดหักเขา** พลังหมัดที่รุนแรงพุ่งเข้ามาหาลู่เฟิงด้วยความรวดเร็ว แต่ลู่เฟิงกลับสามารถหลบหลีกได้อย่างเฉียบขาดและใช้กระบวนท่า **กระบี่สายลม** ซึ่งเน้นความเร็วและความแม่นยำในการตอบโต้
เสียงดาบกระทบกันดังก้องในลานประลอง ลู่เฟิงใช้การโจมตีที่ฉับไวในการบีบให้หลินเทียนต้องถอยร่น จนในที่สุด ลู่เฟิงสามารถจับจังหวะและปล่อยกระบวนท่าปิดฉาก **กระบี่สายลมทลายผา** ออกไป หลินเทียนถูกโค่นลงอย่างรวดเร็ว
“ข้าแพ้... ไม่เลวเลย เด็กน้อย” หลินเทียนกล่าวพร้อมรอยยิ้มยอมรับความพ่ายแพ้
เพื่อนๆ ของลู่เฟิงบางคนไม่สามารถเอาชนะศิษย์พี่ได้ พวกเขาจึงต้องไปต่อในด่านที่สี่
**ด่านที่สี่: เอาชีวิตรอดในป่าปีศาจ**
**ป่าปีศาจ** เป็พื้นที่ที่เต็มไปด้วยอสูรร้ายและความอันตราย ผู้สมัครที่เหลืออยู่ถูกส่งเข้าไปยังป่าแห่งนี้ พวกเขาต้องเอาชีวิตรอดเป็เวลา 7 วัน และหาสมุนไพรหยกมรกตให้ได้ 5 ต้น
เมื่อเข้าไปในป่า ลู่เฟิงและเพื่อนๆ ต่างเผชิญหน้ากับอสูรที่ดุร้าย ไม่ว่าจะเป็ **หมาป่าเพลิง** ที่สามารถปล่อยไฟจากปาก หรือ **งูเห่าดำ** ที่มีพิษร้ายแรง ลู่เฟิงใช้ **กระบวนท่ากระบี่สายลม** และ **วิชากำบังเงา** ในการซ่อนตัวและโจมตีศัตรูอย่างชาญฉลาด เขาใช้พลังภายในในการตรวจจับการเคลื่อนไหวของอสูรในป่า และนำเพื่อนๆ ผ่านอันตรายมาได้หลายครั้ง
เมื่อเวลาผ่านไป ลู่เฟิงและเพื่อนๆ สามารถหาสมุนไพรหยกมรกตได้ครบจำนวน พวกเขาร่วมมือกันต่อสู้กับผู้สมัครคนอื่นที่พยายามแย่งชิงสมุนไพร ในที่สุด พวกเขาก็สามารถกลับออกมาจากป่าปีศาจได้โดยปลอดภัย
**ด่านที่ห้า: ทดสอบจากผู้าุโทั้ง 7**
ภายในห้องโถงใหญ่ของสำนักหานซู บรรยากาศเคร่งขรึมและสงบนิ่ง ราวกับทุกอย่างหยุดเคลื่อนไหวในขณะที่ผู้าุโทั้ง 7 นั่งอยู่บนแท่นสูง ขณะที่ลู่เฟิงและผู้สมัครคนอื่นๆ ก้าวเข้าสู่ห้องโถง เสียงของผู้าุโท่านหนึ่งก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ
“ด่านสุดท้ายนี้จะทดสอบความเข้าใจในพลังยุทธ์ ความมั่นคงของจิตใจ และความสามารถในการตัดสินใจของพวกเ้า ทดสอบนี้ไม่จำเป็ต้องใช้พละกำลัง แต่ใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา” ผู้าุโที่พูดนั้นคือ **ผู้าุโเซียนหยวน** เขามีระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขั้น 5 ปลาย การปรากฏตัวของเขาเต็มไปด้วยอำนาจและความรู้แจ้ง
ผู้สมัครแต่ละคนถูกเรียกขึ้นมาทีละคนเพื่อตอบคำถามและแก้ไขปัญหาที่ผู้าุโแต่ละท่านตั้งไว้ บางคำถามท้าทายหลักการทางจิติญญา บางคำถามเกี่ยวกับความรู้ในศิลายุทธ์ หรือแม้กระทั่งทดสอบความสามารถในการควบคุมพลังภายใน
เมื่อถึงคราวของลู่เฟิง ผู้าุโลำดับสาม **ผู้าุโจางเหว่ย** ยื่นกระบี่เหล็กดาบหนึ่งมาที่เขา
“จงแสดงให้ข้าเห็นการใช้กระบี่แบบที่เ้าเชี่ยวชาญที่สุด และอธิบายหลักการที่อยู่เื้ั” ผู้าุโจางเหว่ยกล่าวด้วยเสียงที่เคร่งขรึม
ลู่เฟิงก้มรับคำสั่ง เขาหยิบกระบี่เหล็กขึ้นมาและสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นเขาก็แสดงกระบวนท่าที่เขาช่ำชอง **กระบี่สายลมพัดผ่าน** ท่ากระบี่ที่แสดงถึงความรวดเร็วและความนุ่มนวลของสายลม ลู่เฟิงฟันกระบี่ไปในอากาศ สร้างแรงลมที่แฝงด้วยพลังยุทธ์ ส่งกระแสพลังภายในเข้าผสานกับท่ากระบี่ ทำให้เกิดเสียงกรีดร้องของสายลมที่คมกริบไปทั่วห้องโถง
หลังจากที่เขาหยุดการเคลื่อนไหว ลู่เฟิงจึงกล่าวอธิบาย “กระบวนท่านี้เน้นความเร็วและความแม่นยำ ผสมผสานกับพลังภายในที่ควบคุมให้มีความยืดหยุ่นและไหลลื่นดุจสายลม ข้าตั้งใจจะสะท้อนปรัชญาของลมที่สามารถปรับตัวเข้ากับทุกสถานการณ์และทะลุผ่านอุปสรรคได้”
ผู้าุโจางเหว่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่เขายังคงมีคำถามต่อ “แล้วเ้าคิดว่ากระบวนท่าของเ้านี้ มีข้อเสียหรือไม่?”
ลู่เฟิงเงียบไปชั่วขณะ ก่อนที่จะตอบด้วยความมั่นใจ “กระบวนท่านี้แม้จะรวดเร็วและแม่นยำ แต่ก็ขาดความแข็งแกร่งในการเจาะทะลวง หากศัตรูมีการป้องกันที่แ่าหรือมีพลังที่แข็งแกร่งกว่าข้า กระบวนท่านี้อาจจะไม่เพียงพอ ข้ายังต้องฝึกฝนเพื่อให้มีความสมดุลระหว่างความเร็วและความแข็งแกร่ง”
ผู้าุโจางเหว่ยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้าแล้วส่งกระบี่กลับคืน “ดีมาก ความเข้าใจในจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเองนั้นเป็สิ่งสำคัญ ข้ายอมรับเ้าในฐานะศิษย์ฝ่ายใน”
เพื่อนๆ ของลู่เฟิงถูกทดสอบด้วยวิธีที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนก็สามารถผ่านการทดสอบด้วยความช่วยเหลือของเขา จนในที่สุดพวกเขาทั้งหมดก็ได้รับการยอมรับเป็ศิษย์ฝ่ายในของสำนักหานซู
---
เมื่อการทดสอบทั้งหมดสิ้นสุดลง ลู่เฟิงและเพื่อนๆ ได้ก้าวเข้าสู่สำนักหานซูอย่างเป็ทางการ แม้ด่านทดสอบแต่ละด่านจะมีความท้าทายและอันตราย แต่พวกเขาก็สามารถเอาชนะได้ด้วยความมุ่งมั่นและสติปัญญา
ใน่ค่ำ ลู่เฟิงยืนอยู่ที่ลานหน้าสำนัก มองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว สายตาของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นที่จะก้าวเดินต่อไปในเส้นทางของเขา เส้นทางที่เต็มไปด้วยความยากลำบากและการต่อสู้ แต่ก็เป็เส้นทางที่จะนำเขาไปสู่การล้างแค้นที่รออยู่เบื้องหน้า
“ข้าจะไม่หยุดจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย ไม่ว่าข้าจะต้องเผชิญอะไรอีกก็ตาม...” ลู่เฟิงพึมพำกับตัวเอง พลางกำหมัดแน่น
และนี่คือเพียงจุดเริ่มต้นของการเดินทางที่เต็มไปด้วยการต่อสู้และการเติบโต ลู่เฟิงและเพื่อนๆ ต่างมีเส้นทางที่ต้องเดินต่อไปในโลกแห่งยุทธภพที่โหดร้ายและไม่แน่นอน...