บทที่155 แสงสังหารที่หม่นลง
“อาจารย์แพศยาไม่มีศิษย์ดี นังแพศยาน้อยช่างโหดเหี้ยมเหมือนอาจารย์เจ้าไม่มีผิด"
ภายใต้กระแสอากาศที่หวีดหวิวเนื่องจากคมกระบี่ที่ตัดผ่านเสียงที่ทรงพลังก็ดังมาพร้อมกับวจนะยุทธ์ที่ปานฟ้าจะถล่ม เพียงเสียงเปรี้ยงเดียว ปฐพีก็ประหนึ่งกำลังสั่นสะเทือนกระบี่สีขาวที่มุ่งไปมิอาจไม่หยุดยั้ง สภาวะของกระบี่เองก็หลุดรอยราวกับว่าวที่ขาดจากป่านพลังวจนะยุทธ์ระดับสูงถึงกับทำให้ไป๋เหิ่นซินกระอักโลหิตออกมาอย่างรุนแรง
พลังระดับนี้เทียบเคียงได้กับเหล่าธรรมบาลแห่งนิกายเทวะวจนะแล้ว!
“เป็นยอดฝีมือท่านใด"
ไป๋เหิ่นซินกล่าวขึ้นด้วยแววตาที่เย็นชาแลแฝงด้วยจิตสังหารอันรุนแรงเสียงสตรีปริศนานั่นก็ดังสะท้อนต่อเนื่องทันที
“แววตาอันน่ารังเกียจ เห็นเจ้าราวกับเห็นนางแพศยาจื่อรั่วข้าจะควักลูกตานั่นและส่งไปให้แก่นาง ให้นางแพศยาผู้นั้นได้เห็นสภาพอันอนาถของศิษย์รัก"
สิ้นเสียงวาจา เงาร่างยังไม่ปรากฏ ประกายแหลมคมห้าสายที่ดุจกระบี่ร้อนลวกดั่งสุริยันได้แผดเผามาที่ดวงตาของไป๋เหิ่นซินแล้ว เคล็ดวิชานี้ไป๋เหิ่นซินพึ่งประสบมาเป็นเคล็ดวิชากรงเล็บที่ร้ายกาจ มู่ผิงเยว่ใช้ยังบีบนางให้ต้องลำบาก ทว่าพลังกรงเล็บที่ก่อเกิดนี้ยังร้ายกาจกว่าของมู่ผิงเยว่หลายเท่านั่นจึงมิใช่สิ่งที่นางจะสามารถต้านรับ!
ไป๋เหิ่นซินมิอาจรับพลังโจมตีโดยตรงจึงทำได้เพียงปัดป้องหลบลี้แม้มหาวิถีวจนะทั้งสามของนางมิอ่อนด้อย แต่เมื่อต้องเผชิญกับกรงเล็บประหนึ่งสุริยันที่แกร่งกร้าวยากหาใดเปรียบกรงเล็บนี้นางก็เพียงทานทนต่ออาการบาดเจ็บที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
ยอดฝีมือเร้นลับผู้นี้ลงมือยังไม่เปิดเผยตัวตนแต่ขนาดยังไม่แสดงตัวยังบีบให้แสงสังหารแห่งวจนะมีสภาพเจียนตายได้ หากนางเผยตัวนั่นอาจหมายถึงชีวิตของไป๋เหิ่นซินแล้ว
“เห็นหรือยังว่าอานุภาพแห่งกรงเล็บประหนึ่งสุริยันข้าร้ายกาจเพียงไหนมุทราของนังแพศยาอาจารย์เจ้าหรือยังจะเทียบเคียง"
“เจ้าก็มีดีแต่ลอบกัด มีสิ่งใดคู่ควรต่อการเทียบเปรียบกับอาจารย์ข้า”
“วาจาสามหาว คนอย่างข้ามีดีกว่านางแพศยาจื่อรั่วหลายขุม"
นามจื่อรั่วแน่นอนว่าเป็นชื่อเรียกของธรรมบาลมุทราทว่าในโลกนี้ยังจะมีใครกล้าเรียกจื่อรั่วอย่างไม่เคารพเช่นนี้ แต่เสียงสตรีเร้นกายนางนี้นอกจากจะไม่เคารพนางยังสบทด่าอยู่หลายคำ บุญคุณอาจารย์สำหรับไป๋เหิ่นซินนั้นท่วมหัว นางมิอาจยินยอมให้ผู้อื่นลบหลู่ไปถึงท่านได้ไป๋เหิ่นซินจึงประกบนิ้วมือในท่ามุทราหนึ่ง เป็นท่วงท่าแลอากัปกิริยาที่ค่อนข้างติดขัดไม่ไหลลื่นพลังปาฏิหาริย์ที่ไหลเวียนก็ดูสับสน ยิ่งนางเคลื่อนพลัง วิถีแห่งพลังยิ่งสะเปะสะปะแต่พอนางเคลื่อนดรรชนีส่งท่ามุทรา พลังที่สัมแดงฤทธิ์กลับปรากฏอานุภาพอันน่าตื่นตะลึงทันที
คัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรา กอปรไปด้วยเคล็ดวิชาแห่งมุทราทั้งเจ็ดธรรมบาลมุทราท่องจำได้เกือบทั้งหมด แต่เข้าถึงวจนะมุทราได้เพียงหก ส่วนไป๋เหิ่นซินก็จดจำได้แทบหมดสิ้นเพียงแต่เข้าใจแลเข้าถึงเพียงห้ามุทราในเจ็ดเท่านั้น ทว่าภายใต้การโจมตีของศัตรู ภายใต้สถานการณ์ยากแก้ไขนางจึงฝืนปลดปล่อยมุทรากระบวนท่าที่หกในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทรา หากเป็นวจนะมุทรานี้อาจหยุดยั้งพลังกรงเล็บที่แกร่งกร้าว พร้อมลบคำสบประหม่าของสตรีที่ลึกลับนางนี้ได้
แต่พลังแห่งมุทราถูกปลดปล่อยได้ครึ่งเสี้ยวกฎเกณฑ์แห่งวิถีก็พลันแตกดับราวกับกระจกแก้ว พลังปาฏิหาริย์ถึงกับย้อนทวนไปถึงจุดโสว่บริเวณหลังมือไป๋เหิ่นซินมิอาจขยับ เพราะหากนางเดินลมปราณชีวิตพลาดเพียงเสี้ยวเดียว นางได้ตกตายทันทีแน่!
เมื่อไป๋เหิ่นซินถูกบีบให้พลาดท่า สตรีที่ลึกลับที่มาเพียงแค่เสียงก็ได้ปรากฏตัวร่างในชุดคลุมดำแซมโลหิตดูเร้นลับ ใบหน้าโฉบเฉี่ยวและตาชั้นเดียวกรีดวาดด้วยเครื่องประทินโฉมสีเข้มดูงดงามแฝงความน่าค้นหา อายุนางย่างใกล้วัยห้าสิบ แต่เคล้าความชราหามีไม่ จึงดูคล้ายสตรีกลางคนที่น่าชมมองผู้หนึ่ง
เมื่อนางปรากฏกาย ฉินซูหนี่ว์ที่กำลังบาดเจ็บสาหัสก็รีบลุกนั่งแลคารวะ
“อาจารย์”
มิต่างจากมู่ผิงเยว่ นางเองก็ทำความเคารพสตรีตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
“อาจารย์”
สตรีนางนี้มองศิษย์ทั้งสองที่พ่ายแพ้ด้วยความไม่สบอารมณ์ยิ่งเห็นว่าศิษย์ของตนสองผู้กลุ้มรุมศิษย์ของนางแพศยาผู้เดียวยังเอาชีวิตมามิได้ ยิ่งมีโทสะแต่เวลานี้มิใช่เวลาที่จะอบรมศิษย์ นางเพียงยกฝ่ามือเรียกกระบี่ขาวราวหิมะอันเป็นอาวุธคู่กายของไป๋เหิ่นซินให้ลอยเข้ามาพร้อมส่งให้กับมู่ผิงเยว่
“เจ้าต้องการสะสางความแค้นมิใช่หรือ ใช้กระบี่ของนางเองค่อยๆกรีดเลือดเฉือนเนื้อให้หายแค้นเถิด"
สตรีนางนั้นเห็นศิษย์จะตกตายด้วยกระบี่เล่มนี้นางจึงมอบกระบี่เล่มนี้ให้ศิษย์เพื่อคืนสนองต่อไป๋เหิ่นซินบ้าง การตายด้วยกระบี่ของตนเองจะนับเป็นความอัปยศเพียงไหน
มู่ผิงเยว่กำชับด้ามกระบี่ไว้แน่น มองร่างที่แข็งทื่อของไป๋เหิ่นซินก่อนจะคำรามออกมา
“ไป๋เหิ่นซินเจ้าคงไม่คิดว่าจะมีวันนี้เจ้าคงคิดว่าอยู่ภายใต้ร่มเงาแห่งเทวะวจนะจะไม่มีใครตอแยเจ้าได้ แต่เจ้าคิดผิดแล้วในเมื่อที่นี่คือเขาเถาหมิงซาน แสงแห่งวจนะก็มิอาจจะทอดถึง ที่นี่จึงเหมาะสมต่อการฝังศพเจ้าอย่างดีจงชดใช้ให้แก่บิดาข้า!”
มู่ผิงเยว่แทงกระบี่อย่างไร้ลังเล กระบี่นี้รวดเร็วแลแกร่งกร้าวทว่าความแกร่งกร้าวก็ยังมิเทียบเท่าอาจารย์ของนาง เช่นนั้นฮุ่ยจวินจึงตามทัน มันจึงใช้ร่างขวางกระบี่ให้ไป๋เหิ่นซินเช่นเดียวกัน
“ผิงเยว่ ละเว้นเถิด"
เห็นเป็นบุรุษหนุ่มรับหน้า กระบี่ของมู่ผิงเยว่ก็รั้งกลับในทันที
“หลบไป นี่มิใช่เรื่องของเจ้า”
ฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“ข้ายังยืนยันคำเดิม ต่อหน้าข้ามิว่าฝ่ายใดก็จงละเว้นซักคราเถิด”
เห็นมู่ผิงเยว่ลังเลที่จะลงมือ อาจารย์ของนางก็ตวาดลั่น
“บุรุษมักล่อลวงคน ยิ่งบุรุษหน้าตาดียิ่งหลอกลวงมากราคะศิษย์ข้าอย่าได้หลงกลมัน หากมันช่วยนังแพศยาน้อย ก็จงสังหารมันพร้อมกันซะ!"
ต่อหน้าความแค้น มู่ผิงเยว่ต้องการจะฉีกร่างของไป๋เหิ่นซินเป็นชิ้นๆแต่เมื่อนึกถึงเรื่องราวห้าปีผ่านในหุบเหวลึกแห่งนี้ นางจึงยากจะลงมือเข้าใส่บุรุษหนุ่มตรงหน้าได้ทั้งที่นางกับมันไม่เกี่ยวข้องกันแท้ๆ แต่พอหวนพบในสถานการณ์เช่นนี้อีกครั้ง นางก็มิอาจตัดใจลงมือ
เคร้ง
กระบี่ในมือร่วงหล่น มู่ผิงเยว่มองไปที่ฮุ่ยจวินแต่ปากกล่าวกับอาจารย์ว่า
“อาจารย์ แค้นนี้ศิษย์ย่อมสะสางแน่ แต่หากศิษย์อาศัยท่านยื่นมือยังจะเรียกว่าเป็นการแก้แค้นอย่างแท้จริงได้อย่างไรให้นางได้ตายด้วยความสามารถของศิษย์เองเถอะ"
สตรีนางนั้นอาจารย์ของฉินซูหนี่ว์และมู่ผิงเยว่กลับเดือดดาลถึงขีดสุดโดยอารมณ์เดือดดาลนี้ได้ตกไปยังฮุ่ยจวินเป็นจุดเดียว
“บุรุษเพศอยู่ที่ใดก็ล้วนแต่มีปัญหาที่นั่นเจ้าหนุ่มรูปงามผู้นี้ก็เหมือนกัน เจ้าอยู่ที่ไหนก็คงดีแต่ล่อลวงสตรี ข้าจะสังหารเจ้าลงที่นี่เมื่อไม่มีเจ้า มรรคจิตของศิษย์ข้าจึงจะสงบ!”
สตรีกลางคนนางนั้นลงมืออีกครา กรงเล็บประหนึ่งสุริยันแผ่พุ่งอานุภาพมู่ผิงเยว่ได้เห็นก็เบิกตาโพลง
“อาจารย์ได้โปรดหยุดมือ”
วาจาดังก้อง ร่างพุ่งทะยานออกรับพลังกรงเล็บแทนฮุ่ยจวินทว่าอาจารย์ของนางเป็นยอดฝีมือระดับใดแล้ว นางจึงมิอาจขวางกรงเล็บนี้ได้ทัน ถูกกรีดเฉือนร่างเสี้ยวเดียวก็ลอยถลาคืนกลับไปการลงมืออย่างรวดเร็วเหี้ยมเกรียมนี้ทำให้ฮุ่ยจวินต้องฝืนทะลวงเบิกดาราดวงที่สี่ แต่กฎเกณฑ์แห่งพลังมิทันจะได้ปรากฏกลับเป็นไป๋เหิ่นซินที่ฝืนร่างกายออกมารับพลังกรงเล็บนี้แทนมัน!
เปรี้ยง!!!
หยาดโลหิตสาดกระเซ็นผ่านหน้าของฮุ่ยจวินผมดำขลับปลิวสยายปกลงที่ใบหน้าของชายหนุ่ม มันไม่เข้าใจเหตุใดแสงสังหารแห่งวจนะถึงขนาดใช้ชีวิตเพื่อปกป้องตนคำถามนี้แม้แต่ไป๋เหิ่นซินเองก็ไม่เข้าใจตนว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ทำไมเพียงเห็นบุรุษตรงหน้าประสบกับอันตรายตนจึงต้องเผลอตัวคิดปกป้องมันโดยไม่สนแม้กระทั่งชีวิต!
กรงเล็บจรดลงที่อกซ้ายของไป๋เหิ่นซิน แต่โลหิตกลับสาดกระเซ็นเต็มใบหน้าของฮุ่ยจวินพลังกรงเล็บนี้แม้ร้ายกาจยากคาดเดา แต่มหาวิถีเจ็ดดาราของชายหนุ่มยังสามารถทานทนได้เมื่อครู่มันกำลังจะลงมืออยู่แล้ว ใยนางต้องเสี่ยงกับความตายเพื่อมันเช่นนี้
เป็นเพราะไป๋เหิ่นซินมิได้ทราบถึงความร้ายกาจของมหาวิถีเจ็ดดารานางจึงคิดว่าชายหนุ่มย่อมทานรับมหาวิถีวจนะยุทธ์ระดับสูงไม่ไหวแน่ นางจึงฝืนความขัดแย้งของพลังในกายออกมารับหน้าด้วยความกระชั้นชิดจวนตัว สิ่งที่ใช้ออกต้านรับพลังกรงเล็บประหนึ่งสุริยันจึงเป็นร่างกายของนางเอง!
โชคดีที่ไป๋เหิ่นซินฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์นางจึงมีกายายุทธ์ที่แข็งแกร่ง ซ้ำยังมีค่ายกลแห่งวจนะปัญญาที่ถักทอจนราวกับเป็นชุดเกราะปาฏิหาริย์ประสานอยู่พลังกรงเล็บจึงแทงไม่ถึงจุดสำคัญ บาดแผลไปไม่ถึงหัวใจ เช่นนั้นนางจึงรอดอย่างหวุดหวิด!
“ดาราสลายจันทร์!”
เป็นครั้งแรกที่ฮุ่ยจวินปลดปล่อยพลังแฝงในดาราดวงที่สองดาราสลายจันทร์ อันเป็นพลังที่หนักหน่วงแลอำมหิต ทลายไปถึงกฎเกณฑ์แห่งสรรพวิถีทะลุทะลวงถึงพลังชีวิต เพราะว่าพลังลมปราณนี้ลึกล้ำน่ากลัว จึงบีบให้สตรีนางนั้นถอนมือแลล่าถอยออกไปได้นางมองเวิ้งพลังที่ราวกับหลุดมาจากจักรวาลด้วยความสนใจ ทุ่มพลังจัดการดาราสลายจันทร์นี้จนดับสลายกระแสพลังกวาดม้วนออกรอบทิศ ทุกสรรพสิ่งอื้ออึงบดบังทัศนียภาพยากมองเห็น พลังจางลงกระแสเลือนหาย ร่างของฮุ่ยจวินและไป๋เหิ่นซินก็ได้หายไปจากบริเวณแล้ว
ฉินซูหนี่ว์มองอย่างไม่ยินยอม
“อาจารย์จะปล่อยให้นางแพศนานั่นรอดไปมิได้…”
ก่อนที่นางจะหันไปต่อว่ามู่ผิงเยว่
“ศิษย์น้อง เพียงบุรุษผู้เดียวก็ทำให้เจ้าลืมเลือนความแค้นฆ่าบิดาแล้วหรือ"
มู่ผิงเยว่ก้มหน้ามิตอบคำ สตรีที่คล้ายอยู่ในวัยกลางคนอาจารย์ของพวกนางกลับแย้มยิ้มอย่างชั่วร้ายและกล่าวว่า
“ข้าจะต้องสั่งสอนศิษย์น้องเจ้าแน่ แต่เรื่องนางแพศยาน้อยเจ้ามิต้องเป็นห่วงกรงเล็บประหนึ่งสุริยันข้า ใยจะธรรมดาเหมือนที่พวกเจ้าพึ่งฝึกถึง”
ได้ฟังเช่นนั้นแววตาของฉินซูหนี่ว์ก็ทอประกายขึ้น
“หรือว่า…”
“กรงเล็บประหนึ่งสุริยัน เมื่อฝึกถึงขั้นสูงสุดจักกอปรไปด้วยพิษที่ทำลายไปถึงจุดชีพจรลมปราณพิเศษตอนนี้พิษได้ทะลวงจุดชีพจรของนางแล้ว และประการสำคัญ นางแพศยาน้อยผู้นี้ฝึกยังไม่ถึงกฎเกณฑ์ขั้นสูงแห่งพลังในคัมภีร์สี่ศักดิ์สิทธิ์เล่มเทวะมุทราแต่นางกลับดื้อรั้นทะนงตนฝืนใช้พลังจนเกิดการย้อนทวน สภาพการณ์เช่นนี้เมื่อผสานรวมกับพิษแล้วนางจะต้องสูญเสียชีพจรลมปราณพิเศษ จักต้องเจ็บปวดราวกับตกตายทั้งเป็น แพทย์ทั้งแผ่นดินก็มิอาจรักษา…”
กล่าวถึงแพทย์นางก็ต้องหยุดชะงัก
“หรือต่อให้มีเทพดาเร้นกาย หรือพวกมันยังจะเสาะหาเทพดาเร้นกายนั่นได้ทันเวลาอีกแต่ถึงเสาะหาได้ คนอย่างเทพดาเร้นกายจะยอมช่วยคนง่ายๆ หรือ อีกอย่างคิดว่าข้าจะปล่อยให้พวกมันออกจากที่นี่ง่ายๆอย่างนั้นหรือ นางแพศยาน้อยไม่ตายดีแน่!”
หลังกล่าวคำ นางก็ผิวปากเสียงแหลมเล็ก ผ่านไปชั่วอึดใจเสียงกระพือปีกก็ดังขึ้นเต็มฟากฟ้า