เวลาล่วงเลยมาถึงเวลาโหย่ว[1] ท้องฟ้าของเมืองฉางอันในเดือนสิบเริ่มมืดลงแล้ว
ทว่าบัดนี้ ถนนที่มีชื่อว่าถนนจูเชว่กลับครึกครื้นเสียเหลือเกิน
โคมไฟเรียงรายตั้งแต่ต้นไปจนท้ายซอยส่องให้ถนนสายนี้สว่างไสวราวกับกลางวันก็ไม่ปาน
เสียงเรียกลูกค้าของบรรดาพ่อค้าแม่ขายดังกังวานกลิ่นหอมโชยมาจากร้านอาหารทั้งสองข้างทาง ผู้คนเดินขวักไขว่ไม่ขาดสาย
ไม่บ่อยนักที่ซูฉางอันจะได้เห็นบรรยากาศเช่นนี้แม้แต่ในช่วงที่ครึกครื้นมากที่สุดของเมืองฉางเหมิน ยังไม่เท่าหนึ่งส่วนร้อยของถนนจูเชว่ในยามนี้เลย
เขาเดินซอกแซกไปตามร้านค้าต่างๆ อย่างตื่นเต้น
สินค้าที่ถูกตั้งขายอยู่ตามร้านค้าช่างหลากหลายเหลือเกินมีทั้งลูกกวาด รูปปั้น ตุ๊กตา หน้ากาก และอื่นๆ อีกมากมายที่ซูฉางอันไม่เคยพบเจอมาก่อน
ชิงหลุนเดินเคียงข้างซูฉางอัน หากเขาเลือกดูข้าวของ นางเพียงแต่รออยู่เงียบๆจนเมื่อเขาออกเดินอีกครั้ง นางจึงเดินตามไปอย่างเงียบงันเช่นกัน
นางไม่มีความสนอกสนใจต่อข้าวของที่วางขายอยู่สองข้างทางเลยสักนิด
ในความคิดของนาง ของพวกนั้นเป็นเพียงของคุณภาพต่ำที่ถูกทำขึ้นอย่างลวกๆและไม่มีประโยชน์ใดๆ ทั้งสิ้น
อย่างเช่นตุ๊กตาไม้ สำหรับชิงหลุน ตุ๊กตาเหล่านั้นช่างดูแข็งกระด้างไม่สมจริงเอาเสียเลย ไม่เพียงขยับไม่ได้ ทั้งยังพูดไม่ได้อีกยังสู้สัตว์ป่าธรรมดาๆ บนเขาไม่ได้เสียด้วยซ้ำไม่รู้ว่าทำไมมนุษย์พวกนี้ถึงชื่นชอบมันมากขนาดนั้น
เมื่อหนึ่งร้อยปีก่อน ในตอนที่นางลงมาท่องเมืองมนุษย์เพื่อสิ้นสุดบ่วงแห่งเหตุและผลของตนในตอนนั้น นางได้พบกับหญิงผู้หนึ่งสามีของนางเคยใช้ต้นหญ้าถักเป็นตุ๊กตาให้นางหนึ่งตัว เมื่อสามีตายลง นางจึงเอาแต่พูดระบายความทุกข์ของตนกับตุ๊กตาตัวนั้นทุกวันราวกับตุ๊กตาตัวนั้นเป็นสามีของนางอย่างไรอย่างนั้น
ชิงหลุนรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก นางไม่เข้าใจ ว่าหญิงผู้นี้รู้สึกเช่นไรต่อสามีกันแน่เพราะนางเห็นว่าสักวันมนุษย์ทุกคนย่อมต้องตายด้วยกันทั้งนั้นและในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไยต้องมานั่งทุกข์เพราะเรื่องที่ใครตายก่อนอีกเล่า อีกอย่างชิงหลุนเห็นว่าต่อให้หญิงผู้นี้จะคิดถึงสามี และไม่อาจทำใจได้ อย่างไรเสีย นางก็ควรจะไปเยี่ยมเยือนสามีที่หน้าหลุมศพไม่ใช่มานั่งเหม่อกับตุ๊กตาเช่นนี้
ขณะคิดย้อนไปถึงเรื่องราวในอดีตชิงหลุนก็สติหลุดลอยออกไปชั่วขณะ มารู้ตัวอีกที นางก็เดินไปหยุดอยู่หน้าร้านตุ๊กตาเสียแล้ว
อีกด้าน บัดนี้ความตื่นเต้นที่เคยมีตอนเพิ่งมาถึงของซูฉางอันค่อยๆลดน้อยลงไปแล้ว เขามองซ้ายมองขวาก่อนจะพบว่าอาจารย์อาของตนกำลังยืนเหม่ออยู่หน้าร้านตุ๊กตาแห่งหนึ่ง
เขาเดินเข้าไปหาด้วยความสนใจ “อาจารย์อา ท่านชอบรึ? ข้าซื้อให้แล้วกัน” ซูฉางอันกล่าวเช่นนั้น
เมื่อได้ยินดังนั้น ชิงหลุนพลันหันไปมองตุ๊กตาที่ถูกเคลือบไปด้วยสีสันสดใสตรงหน้านางมั่นใจว่าตนไม่ได้ชอบพวกมันสักนิด จึงส่ายหน้าแล้วพูดขึ้น “ไม่ต้อง”
แต่ซูฉางอันกลับไม่เห็นเช่นนั้น ชิงหลุนบอกว่าจะมาเดินเที่ยวเป็นเพื่อนแต่ตลอดทางที่ผ่านมานางกลับเอาแต่นิ่งเงียบ ไม่ยอมพูดยอมจาทั้งยังไม่สนใจข้าวของในตลาดแห่งนี้สักนิด มีเพียงร้านตุ๊กตาร้านนี้เท่านั้นที่เรียกร้องความสนใจและทำให้นางชะงักฝีเท้าลงได้ เขานึกย้อนไปถึงสิ่งที่เคยอ่านเจอในหนังสือผู้หญิงมักปากไม่ตรงกับใจ หากบอกว่าไม่เอา ย่อมหมายถึงจะเอา แต่หากบอกว่าเอาไม่แน่ นางอาจไม่ได้ต้องการมันจริงๆ ก็ได้
ซูฉางอันรู้สึกมั่นใจกับความคิดของตนเป็นอย่างมากเขาเลือกตุ๊กตาภายในร้านอย่างตั้งใจอยู่นานก่อนจะหยิบตุ๊กตารูปผู้หญิงในชุดสีเขียวออกมาในที่สุด
“ตัวนี้ก็แล้วกัน! ” ซูฉางอันบอกแบบนั้นจากนั้นก็เจรจาต่อรองเรื่องราคากับเจ้าของร้านอย่างคล่องแคล่ว และจ่ายเงินค่าตุ๊กตาในที่สุด
“ข้าให้!”เขายื่นตุ๊กตาที่ละม้ายคล้ายกับชิงหลุนไปให้นาง
“ข้าไม่ชอบมัน” ชิงหลุนส่ายหน้า
นางมองตรงไปยังซูฉางอันขณะกำลังพูด ดวงตาของนางใสสะอาดราวธารน้ำบนเทือกเขาไม่ผิดเพี้ยนคนที่มีสายตาเช่นนี้ ไม่มีทางพูดโกหกแน่
ซูฉางอันตระหนักขึ้นมาว่าบางทีตนอาจเข้าใจอะไรผิดไปจริงๆก็ได้แต่การถูกปฏิเสธขณะให้ของหญิงสาวเป็นครั้งแรกช่างเป็นเรื่องที่น่าขายหน้าและเสียศักดิ์ศรีเหลือเกิน
และสำหรับนักดาบแล้ว ศักดิ์ศรีนับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
นี่เป็นสิ่งที่ฉู่ซีฟงบอกกับเขา และเขาก็เชื่อเช่นนั้น
ดังนั้น เขาจึงอดทนพูดต่อไปอย่างหน้าด้านๆ“การไม่ชอบของที่คนอื่นให้ นับเป็นเรื่องที่ไร้เหตุผล และไม่สมควรเอาเสียเลย”
“เป็นเช่นนั้นรึ?” ชิงหลุนชะงักไป นางเคารพในกฎเกณฑ์และเหตุผลมาโดยตลอดเมื่อได้ยินดังนั้นจึงนิ่งไปเล็กน้อย “มีกฎแบบนั้นด้วยรึ?”
“แน่นอน”ซูฉางอันดูออกว่าชิงหลุนเริ่มรู้สึกโอนเอนไปตามคำพูดของตน จึงรีบพยักหน้าสนับสนุนแล้วบอกเช่นนั้น
“อย่างนั้นก็ได้...” หลังนิ่งไปเล็กน้อยชิงหลุนก็ยื่นมือมารับตุ๊กตาไปจากซูฉางอันในที่สุด
“ของที่คนอื่นให้มา ท่านต้องรักษาเอาไว้ให้ดีด้วยละหากทำหาย หรือทำให้มันพังเสียหาย ย่อมถือเป็นเรื่องไม่สมควรเช่นกัน” ซูฉางอันเริ่มจับทางอาจารย์อาท่านนี้ได้แล้วจึงพูดเสริมขึ้นต่อ
“อืม” ชิงหลุนจดจำคำพูดของซูฉางอันเอาไว้ในใจแล้วเก็บตุ๊กตาไม้ที่ตนไม่ชอบเข้าไปในอกอย่างระมัดระวัง
“เช่นนั้นเราไปดูตรงนั้นกันเถอะ” ซูฉางอันพบว่าไม่ไกลออกไปมีคนยืนมุงอยู่เป็นจำนวนมากราวกำลังดูของที่พิเศษมากๆ อยู่ เพราะรู้สึกสนใจ จึงดึงมือชิงหลุน แล้ววิ่งเหยาะๆเข้าไปทันที
วินาทีที่นิ้วของซูฉางอันสัมผัสโดนมือ สัญชาตญาณพลันสั่งให้นางขัดขืนต่อการกระทำนั้นทว่านางตระหนักขึ้นมาได้ว่าซูฉางอันดูเป็นคนที่มีเหตุผลมากคนหนึ่งที่เขาดึงมือตนเช่นนี้ ย่อมมีเหตุผลอะไรบางอย่างเป็นแน่แล้วหากตนสะบัดมือของเขาออกไปในตอนนี้ อาจทำให้ตนดูเป็นคนไม่มีเหตุผลเสียเปล่าๆ
ดังนั้น หลังลังเลอยู่เล็กน้อย ในที่สุดนางก็ยอมให้ซูฉางอันลากตรงเข้าไปในกลุ่มคนเบื้องหน้าได้ตามใจ
“ข้าบอกไปตั้งกี่ครั้งกี่หนแล้ว ว่าเราไม่เอาของนั่น! ”
เมื่อดึงชิงหลุนแทรกผ่านเข้าไปในฝูงชนได้สำเร็จ พวกเขาพบว่าชายร่างกายสูงใหญ่ที่แต่งกายด้วยชุดองครักษ์หลายคนกำลังตะคอกใส่ชายผู้หนึ่ง
ชายผู้นั้นน่าจะมีอายุราวยี่สิบห้าปีเห็นจะได้เขามีร่างผอมบางราวเพียงสายลมก็พัดให้ปลิวออกไปได้คนผู้นี้อยู่ในชุดเสื้อผ้าเนื้อหยาบที่แสนธรรมดา และอาจเป็นเพราะผ่านการซักมาบ่อยครั้งบางจุดของเสื้อผ้าจึงเริ่มกลายเป็นสีขาวไปแล้ว
เขามีหน้าตาที่นับว่าดูดีไม่เบาแต่ดวงตาของเขากลับบวมเล็กน้อย ใบหน้าก็ดูซีดเผือดราวกับคนป่วยไข้ซึ่งทั้งหมดนั้นทำให้เขาแลดูอ่อนแอและไร้ชีวิตชีวาเหลือเกินเขาอุ้มกระดาษสีขาวปึกหนาเอาไว้ที่กลางอก และกอดพวกมันเอาไว้แน่น แน่นจนแขนผอมแห้งปรากฏเส้นเลือดปูดออกมาเลยทีเดียว
เมื่อได้ยินที่องครักษ์ตรงหน้าบอกใบหน้าที่เดิมก็ซีดเซียวอยู่แล้วของชายผู้นั้นพลันย่ำแย่ยิ่งกว่าเดิมแต่เขาก็ยังกัดฟันแล้วพูดด้วยความอ้อนวอนต่อไป “ลองดูอีกสักหน่อยเถอะช่วยดูอีกหน่อยได้ไหม?”
พูดไปพลางเขาก็ยื่นกระดาษปึกหนาที่กลางอกไปตรงหน้าองครักษ์เหล่านั้น
“ข้าบอกไปตั้งหลายรอบ พวกเราไม่เอาไอ้ผลงานที่เจ้าเขียนหรอก! ”ผู้เป็นหัวหน้าในกลุ่มองครักษ์พูดอย่างเอือมระอา จากนั้นปัดมือผอมแห้งที่ส่งกระดาษมาให้ออกไปจนพ้นทาง
“ขอร้องละ ช่วยดูอีกสักหน่อยเถอะ”แต่ดูเหมือนชายคนนั้นจะไม่ยอมรับบทสรุปเช่นนี้ยังคงยื่นกระดาษปึกใหญ่เข้าไปตรงหน้าอีกฝ่ายอย่างไม่ละความพยายามต่อไป
“ข้าบอกไปแล้วไง! ว่าข้าซื้อของๆ เจ้าไม่ได้!”เห็นได้ชัดว่าองครักษ์ท่านนั้นเริ่มรู้สึกโกรธกับการตอแยไม่เลิกของชายผู้นี้แล้วเขาโบกมือขึ้นอีกครั้ง ด้วยหวังว่าจะปัดของที่ชายคนตรงหน้าส่งมาให้ออกไปอีกหน
อาจเป็นเพราะในครั้งนี้เขาออกแรงมากเกินไปหรืออาจเป็นเพราะร่างกายของชายผู้นั้นอ่อนแอมากเต็มที ชายร่างผอมเซถอยหลังออกไป ล้มลงไปกระแทกลงบนพื้นดินอย่างแรงกระดาษปึกหนาที่เขารักและถนอมราวกับของล้ำค่าทั้งหลายหลุดปลิวไปจากฝ่ามือ ลอยกระจัดกระจายขึ้นไปบนอากาศจากนั้นจึงร่วงลงมาเบื้องล่างอีกครั้ง
ชายคนนั้นเบิกตากว้าง มองดูกระดาษปลิวว่อนไปทั่วอย่างตื่นตะลึงเขาล้มลุกคลุกคลานอยู่นานกว่าจะลุกขึ้นมาได้สำเร็จ เมื่อยืนขึ้นก็วิ่งแทรกเข้าไปในฝูงชนเพื่อเก็บกระดาษที่กระจัดกระจายไปทั่วบริเวณขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเร็วสูงสุดเท่าที่ตนจะทำได้ทันที
แต่เพราะที่นี่เป็นตลาดย่อมผู้คนเดินขวักไขว่ไปมามากมายกระดาษสีขาวของเขาจึงถูกผู้คนที่เดินผ่านไปมาแถวเหยียบจนเป็นรอยหลายแห่งเมื่อเห็นเช่นนั้น เขาก็รีบวิ่งเข้าไปดันคนเหล่านั้นออกไปจนพ้นทางแล้วเก็บกระดาษเหล่านั้นขึ้นมาพร้อมพูดพึมพำไปด้วย “อย่า อย่านะ”
เมื่อเห็นว่าในที่สุดชายคนนั้นก็เลิกตอแยเสียทีองครักษ์ทั้งหลายจึงผุดรอยยิ้มแสนเย็นยะเยือกขึ้น จากนั้นก็เดินเข้าไปในร้านด้านหลังทันที
ซูฉางอันขมวดคิ้วมุ่น เขามองร่างที่ผอมและค่อมเล็กน้อยท่ามกลางฝูงชนพลางมองสำรวจร่างนั้นอย่างละเอียด แล้วจู่ๆ เขาก็รู้สึกสงสารชายผู้นั้นขึ้นอย่างประหลาด
เขาคิดอยู่สักพักและในที่สุดก็ตัดสินใจก้มลงไปช่วยชายคนนั้นเก็บกระดาษบนพื้นขึ้นมา
และในตอนนั้นเอง จู่ๆ ชิงหลุนที่ยืนอยู่ด้านข้าง ชี้นิ้วเรียวยาวออกไปข้างหน้ายกแขนขึ้นเล็กน้อย เพียงเท่านั้น กระแสแห่งพลังอันแสนลึกลับพลันกระจายออกไปทั่วบริเวณและแล้วกระดาษที่ร่วงกระจัดกระจายอยู่บนพื้นดินก็พากันลอยเข้ามาอยู่ในมือของนางอย่างพร้อมเพรียงราวได้รับคำสั่งอะไรบางอย่างเช่นนั้น เพียงไม่กี่อึดใจกระดาษเหล่านั้นก็มาเรียงอยู่ในมืองามอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
“เจ้าเอาไปคืนเขาเถอะ” ชิงหลุนส่งกระดาษปึกหนามาให้
ซูฉางอันชะงักนิ่งไปเล็กน้อยก่อนจะรับกระดาษนั้นมาในที่สุดในตอนนั้นเองที่เขาพบว่ากระดาษสีขาวเบื้องหน้ามีตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างประณีตเรียงรายอยู่เต็มไปหมดเขามองดูมันอย่างละเอียด จึงพบว่าตัวอักษรเหล่านั้นคล้ายจะพูดถึงเรื่องราวบางอย่างอยู่ด้วยความสงสัยและสนใจ เขาจึงก้าวไวๆ เข้าไปหาชายผู้นั้น ยื่นปึกกระดาษในมือไปให้ชายที่กำลังเสาะหาของๆตนอย่างยากลำบากอยู่
“เอาคืนไปเถอะ กระดาษทุกแผ่นอยู่นี่หมดแล้ว” ซูฉางอันกล่าวเช่นนั้น
เห็นได้ชัดว่าชายผู้นั้นรู้สึกตกใจมากเขารับกระดาษนั้นมาด้วยท่าทางตกตะลึง เป็นเวลานานกว่าเขาจะได้สติ แล้วรับกระดาษเหล่านั้นเข้าไปกอดแน่นในอ้อมแขนอีกครั้งราวกับกลัวว่าหากไม่ระวัง ของเหล่านี้อาจหายไปในเสี้ยววินาทีเช่นนั้น
“ขอบคุณ” เขายืนขึ้น แล้วบอกกับซูฉางอันแบบนั้น
“เล็กน้อยเท่านั้น” ซูฉางอันตอบ“ข้าคิดว่าสิ่งที่เจ้าเขียนไม่เลวเลย ลองเอาไปเสนอกับที่อื่นดูสิ”
“อืม” ชายผู้นั้นพยักหน้าด้วยท่าทางขมขื่นเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะทำตามคำแนะนำของซูฉางอันหรือเปล่า
เขาก้มหน้าลงแล้วนิ่งเงียบไปเล็กน้อย ทว่าจู่ๆก็เงยหน้าขึ้นมาอย่างกะทันหัน แล้วมองเข้าไปในดวงตาของซูฉางอัน “ข้าชื่อกูเชียนฟานเรื่องในวันนี้ ขอบใจเจ้ามาก”
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่าแต่ซูฉางอันรู้สึกว่าวินาทีนั้น ดวงตาของคนตรงหน้าเปล่งประกายสว่างไสวกว่าเดิมมากซูฉางอันจึงพยักหน้าไปให้ แล้วกล่าวตอบ “ข้าชื่อซูฉางอัน อาศัยอยู่ที่สำนักเทียนหลานหากมีเวลาว่าง เจ้าจะเอางานเขียนมาให้ข้าลองอ่านก็ได้นะข้าชอบอ่านนิยายกับนิทานมากเลยละ”
.......................................
[1] การนับเวลาในอดีต
23:00-1:00 เวลาจื่อ
1:00-3:00 เวลาโฉ่ว
3:00-5:00 เวลาหยิน
5:00-7:00 เวลาหม่าว
7:00-9:00 เวลาเฉิน
9:00-11:00 เวลาซื่อ
11:00-13:00 เวลาหวู่
13:00-15:00 เวลาเว่ย
15:00-17:00 เวลาเซิน
17:00-19:00 เวลาโหย่ว
19:00-21:00 เวลาซี
21:00-23:00 เวลาไฮ่