ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๖๗ จอมเวทผู้จองหอง (re-edition)

            พลังเสียงถูกถ่ายทอดมาจากบุคคลที่นั่งอยู่บนหลังมังกรสีดำวาว น้ำเสียงของมันช่างปรามาสและหยามเหยียด ทำเหล่าคองอเวจีทั้งมวลโมโหเดือดดาล

            .. ผาบบบบ ... ผาบบบบ ... ผาบบบบ ... ปีกมังกรขนาดมหึมากระหวัดกระพือเสียงดัง ลมจากปีกกระแทกลงมาอย่างรุนแรง มันโผบินลงมาหยุดยั้งลอยอยู่กลางอากาศ

            เปลวอัคคีพวยพุ่งออกจากปากและจมูก กรงเล็บทั้งสี่ขยับฉึบฉับราวอยากจะฉีกกระชากฝูงคองอเวจีเบื้องล่างให้เป็นชิ้นๆ

            .. มังกรนิลกาฬ !

            มันคือเผ่าพันธุ์มังกรดึกดำบรรพ์มีอิทธิฤทธิ์สูงส่งกว่ามังกรพันธุ์อื่นๆ นับว่าหาได้ยากยิ่ง

            มังกรนิลกาฬวัยกระทงร่างกายปราดเปรียวมีคอและหางยาวแข็งแรง ทั้งตัวปกคลุมด้วยเกล็ดสีน้ำเงินเข้มจนออกดำสะท้อนแสงวาววับดุจผลึกอัญมณี

            ปีกแต่ละข้างของมันเป็นหนังพังผืดขยายกว้างกว่าสิบวาทั้งตัวมีแง่งเขามากมายทอดยาวไปตามแนวสันหลังจนถึงหาง ที่ปลายหางมีเป็นรูปสามเหลี่ยมแหลม

            หัวมังกรอันใหญ่โตมีหนังตะปุ่มตะป่ำโดดเด่นด้วยสามเขายาวใหญ่ ปากสีแดงอ้ากว้างมองซี่ฟันเรียวแหลมเรียงเป็นแถว ดวงตาสีเหลืองหม่นทอประกายดุร้าย

            .. แต่อยู่ๆ ร่างกายของมังกรนิลกาฬก็สั่นกระตุก

            .. โฮกกกกกก !!! มันคำรามเสียงอ่อนร่างกายเอียงวูบไม่สามารถบินลอยตัวอย่างสมดุล

            นั่นเป็นเพราะพลังปราณอสูรที่เบื้องหน้าทำมังกรอสูรตัวนี้แตกตื่น มันหวาดกลัวจนดวงจิตผวาสั่นสะท้าน

            “ใจเย็นๆ ... เจ้าสามเขาลูกพ่อ ...” เสียงปลอบโยนของบุรุษที่นั่งอยู่บนหลังมังกร

            มันผู้นี้รูปร่างสูงโปร่งร่างกายห่อหุ้มด้วยชุดคลุมเป็นผ้าไหมสูงค่าสีดำ ทั้งศีรษะยังถูกผ้าดำคลุมไว้โผล่ให้เห็นเพียงซีกล่างของใบหน้า

            ใบหน้าซูบซีดแคบยาว ปากกว้างแสยะยิ้มกล่าวกับมังกรราวเป็นสัตว์เลี้ยงของมัน แล้วจึงจ้องมองเขม็งมายังเจ้าของพลังอสูรบรรพกาลที่ด้านล่าง

            “ฮี ฮี ฮี” เสียงหัวเราะอันชั่วช้าแล้วจึงกล่าวลงมาว่า

            “เป็นผู้ใดกัน!”

            “พลังอุบาทว์นอกสารบบเช่นนี้ .. ช่างน่าขัน”

            “ต่อหน้าข้า .. มหาเวทอายันต์ .. ยังมาทำโอ้อวดพลังอันน้อยนิด .. ฮา”

            บุรุษผู้นั้นประกาศนามออกมา ... ‘อายันต์’ คือนาม ส่วน ‘มหาเวท’ คือระดับการฝึกปรือไสยเวทของมัน

            มหาเวทอายันต์คือเผ่าพันธุ์ ‘กาดฮะวา’ เผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิตชั้นสูงสืบเชื้อสายจากเทวะจริงแท้ หยิ่งทะนงในเผ่าพันธุ์ของตนและเหยียดหยามเผ่าพันธุ์ที่ต่ำต้อยกว่า รูปร่างของพวกมันเป็นดังมนุษย์อาศัยอยู่ในอีกพิภพหนึ่ง เรียกว่า ‘ราชิกาบูรพา’ มีเวทมนตร์คาถาและพลังปราณอันพิสดาร

            มันมาพิภพสัตว์อสูรนี้เพื่อเสาะหาสัตว์บริวาร และมังกรตัวที่มันโดยสารอยู่เป็น ‘สัตว์ทาส’ ตัวใหม่ของมัน

            ผู้มีฤทธิ์ในพิภพต่างๆ มักเสาะแสวงหาข้าทาสที่เป็นสัตว์เทวะหรือสัตว์อสูรเอาไว้ใช้งาน ยิ่งสัตว์เหล่านั้นมีอิทธิฤทธิ์มากเท่าไรยิ่งแสดงถึงพลังอำนาจและบุญญาธิการของนายทาสผู้ครอบครอง

            การได้สัตว์วิเศษมาเป็น ‘สัตว์ทาส’ สักตัวหนึ่งมิใช่เรื่องง่าย ผู้เป็นนายทาสต้องสยบสัตว์เหล่านั้นทั้งร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณอันป่าเถื่อนดุร้ายของมัน

            แล้วจึงผูกพันจิตใจเข้าด้วยกันเรียกว่า ‘พันธะจิต’

            แต่ผู้มีฤทธิ์ชั้นสูงจะทำการผูกพันถึงระดับจิตวิญญาณเรียกว่า ‘พันธะวิญญาณ’

            สัตว์วิเศษแต่ละตัวจะมีนายทาสได้เพียงหนึ่งเดียว และเมื่อมันยอมรับจะต้องตกเป็น ‘สัตว์ทาส’ รับใช้ไปจวบจนสิ้นอายุขัยของมันเอง

            หลายวันก่อนมหาเวทอายันต์มายังพิภพสัตว์อสูรนี้ก็ตรงมายังที่นี่ทันที เป้าหมายของมันคือคองอเวจีที่ถูกจัดเป็นหนึ่งในสัตว์อสูรแท้จริง ทั้งยังเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรดึกดำบรรพ์อีกด้วย

            แต่ความพยายามของมหาเวทอายันต์ไม่ประสบผลแม้เพียงน้อยนิด !!!

            คองอเวจีบริวารหลายตัวยอมตายแต่มิยินยอมรับมันเป็นนายทาส หลายวันนี้มันจึงจับคองอเวจีหลายร้อยตัวมาเป็นอาหารของ ‘เจ้าสามเขา’ มังกรทาสตัวใหม่ของมัน

            การกระทำของมหาเวทอายันต์สร้างความโมโหโกรธาให้แก่เหล่าคองอเวจีเป็นอย่างยิ่ง

            .. โฮ๊กกกกก ! กรรรร ! กรรรร ! กรรรร ! กรรรร !

            .. โฮ๊กกกกก ! โฮ๊กกกกก ! กรรรร ! กรรรร ! กรรรร !

            .. โฮ๊กกกกก ! โฮ๊กกกกก ! โฮ๊กกกกก ! กรรรร ! กรรรร !

            เสียงคำรามในลำคอของคองอเวจีนับล้านๆ ดังอื้ออึง เหล่าลิงอสูรต่างต้องการจับมันและมังกรทาสของมันฉีกกระชากออกเป็นชิ้นๆ

            มหาเวทอายันต์แสยะยิ้มเย้ยเยาะ มันกล่าวว่า

            “ฮึ เจ้าสัตว์อสูรหน้าขน”

            “เจ้ากล้าคำรามใส่ข้า .. หรือ”

            “แน่จริงก็เหาะขึ้นมาสู้กันบนเวหาซี ... ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

            และเมื่อมันมาถึงก็เห็นคองอเวจีเหล่านั้นก้มหัวให้กับบุรุษแปลกประหลาดผู้หนึ่ง ... ความริษยาบังเกิดขึ้นภายในจิตใจ

            “เจ้า ...” อายันต์ชี้นิ้วมือไปยังอุทัยกล่าวต่อว่า

            “เจ้าตัวประหลาด ...”

            “วันนี้ ... เจ้าจักต้องเป็นอาหารค่ำของเจ้าสามเขาของข้า ฮา ฮา”

            แล้วนำมือลูบหลังอันสั่นสะท้านของมังกรนิลกาฬเบาๆ เพื่อปลอบประโลมให้มันผ่อนคลาย

            .. ฮา ฮา ฮา ฮ่า ฮ่า ... เสียงหัวเราะเยาะของมหาเวทอายันต์ดังไปทั่วสถานที่

            คองอเวจีมีนิสัยดื้อด้านแต่ตรงไปตรงมา กับการต่อสู้กับอุทัยถึงแม้พวกมันต้องตกตายมากมายนับพัน แต่นั่นเป็นการต่อสู้อย่างเปิดเผยพวกมันนับถือทั้งกายใจ ... ไม่ติดใจแม้แต่น้อย

            และยิ่งอุทัยแสดงจิตวิญญาณอสูรบรรพกาลออกมา พวกมันก็ยิ่งยอมสยบไปถึงจิตวิญญาณแล้ว ...

            แต่กับบุรุษที่นั่งบนหลังมังกรผู้นี้ มันใช่มนตราชั่วช้าเข่นฆ่าคองอเวจีไปมากมาย ... ความแค้นนี้ฝังลึกยิ่งนัก

            “ฮืออออ ว่าอย่างไรเจ้าตัวประหลาด ... จะยอมให้จับกินโดยดีหรือไม่ ฮา” มหาเวทอายันต์ยังกล่าวถากถาง

            วาจาของเจ้าคนผู้นี้กำลังลบหลู่อุทัย ... ผู้ที่เปรียบดังนายทาสของคองอเวจี

            .. โฮ๊กกกกกกกกก ! กรรรร ! กรรรร !

            ราชาคองอเวจีคำรามกึกก้องร่างสั่นด้วยโทสะ แล้วตะบึงออกวิ่งเข้าใส่อย่างรวดเร็ว

            .. ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! .. มันกระโจนเจ็ดแปดก้าว แล้วจึงกระโดดลอยตัวเข้าหามังกรนิลกาฬที่ลอยตัวบนอากาศสูงกว่ายี่สิบวา

            ดวงตาของราชันคองอเวจีเป็นอัคคีร้อนแรงปากอ้ากว้างร้องคำราม มันกระโดดตัวลอยราวกับบินได้ พลังปราณของสัตว์อสูรแท้จริงกดทับเข้าใส่มหาเวทอายันต์และมังกรของมัน

            .. ฮ๊ากกก !!! มังกรนิลกาฬร้องครางร่างสั่นกระตุกโลหิตทะลักออกทางจมูก พลังของราชันคองอเวจีช่างรุนแรงทรงพลังยิ่งนัก

            แต่มหาเวทอายันต์ยังสงบนิ่ง ... มันเป็นตัวตนระดับใด ถึงแม้คองอเวจีจะมีพลังปราณรุนแรงแต่ก็มีวิธีรับมือ

            “ฮ่า ฮ่า สมกับเป็นสัตว์อสูรในตำนาน” มหาเวทอายันต์กล่าว

            ในมือของมันมีแสงวูบวาบปรากฏคทาเวทสีดำอันย่อมอยู่ในมือ มันไม่รอช้าปากร่ายมนตรา ที่ยอดคทาเวทอันนั้นส่องแสงเรืองรอง

            .. โฮ๊กกกกก !!! .. ราชันคองอเวจีพุ่งลอยเข้ามาใกล้ห่างเพียงห้าวา มันง้างหมัดขวาเต็มเหนี่ยวพร้อมอัดเจ้าอายันต์ให้บี้แบน

            .. เปรี๊ยะ ! ปร๊ะ ! .. เกิดพลังแสงวิบวับ มหาเวทอายันต์ร่ายมนตร์สำเร็จก่อเกิดพลังปราณมนตราที่ปลายคทาเวท แล้วจึงฟาดพลังแสงนั้นลงมา

            .. วิชชุธฤตรา !!!

            ประกายวิชชุสีขาวกระหวัดพุ่งเข้าใส่ ราชาลิงอสูรลอยตัวถึงตรงหน้าเหวี่ยงหมัดชกใส่จนตัวโก่ง

            .. เปรี้ยงงงง !!! หมัดของราชาลิงอสูรและสายวิชชุเข้าปะทะกันเกิดเป็นแสงระเบิดวาบขึ้นในความมืด

            ร่างกายของราชาลิงอสูรสะท้าน !

            สายวิชชุมนตราถูกมันชกจนแตกกระจาย !

            ร่างกายของราชาลิงอสูรแข็งแกร่งทนทานต่อเวทมนตร์ทั้งปวง มีเพียงขนภายนอกของมันมีถูกเผาไหม้เล็กน้อยจนเกิดควันคละคลุ้ง แรงระเบิดส่งร่างกายราชาลิงอสูรร่วงหล่นลงพื้น

            .. ฮ๊ากกก !!! เจ้ามังกรนิลกาฬถูกแรงอัดจากการระเบิดกระแทกจนเอียงวูบ มหาเวทอายันต์ถึงกับประหลาดใจกับความแข็งแกร่งและห้าวหาญของคองอเวจีตัวนี้

            “ชิ ... ใช้ได้... ใช้ได้ ... ไอ้วานรบ้า ...” มหาเวทอายันต์สบถออกมา มันได้รับบาดเจ็บนำมือเช็ดคราบโลหิตที่มุมปากของมัน

            ราชาลิงอสูรกำลังดิ่งลงพื้น ... มหาเวทอายันต์หมายเผด็จศึกให้จบสิ้น ... มันไม่รอช้าปากท่องคาถามนตรา ที่ปลายคทาสว่างวูบวาบขึ้นมาอีกครั้ง

            .. เปรี๊ยะ ! เปรี๊ยะ ! .. คทาส่งแสงวูบวาบรุนแรงกว่าคราวก่อน มหาเวทอายันต์โมโหตั้งใจสังหารราชันคองอเวจี

            แต่ที่เบื้องหน้าของมัน !!! .. บังเกิดเงาทะมึนเข้ามาบดบัง

            เงาร่างอสูรบรรพกาลของอุทัยลอยอยู่ตรงหน้าของมหาเวทอายันต์ห่างไปเพียงสิบกว่าวา ...

            นับตั้งแต่อุทัยระเบิดพลังอสูรบรรพกาลออกจากจิตวิญญาณ ทั้งยังบรรลุระดับอัคระปราณยุทธ์ ก่อเกิดพลังมากมายมหาศาลอัดอั้นจนแทบทนไม่ไหว หากปล่อยไว้ต่อไปร่างกายและดวงจิตของมันคงต้องถูกเผาผลาญเป็นจุณ

            ยังดีที่เจ้าอายันต์ปากมอมมาปรากฏกายพอดี บุญกุศลนี้ต้องไปลงที่มันผู้นี้แล้ว ...

            “มาได้เวลาพอดี .. ฮึ ฮึ” อุทัยกล่าวยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เย็นยะเยือก

            “จะ ... จะ ... เจ้าาาา ...” เสียงของมหาเวทอายันต์สั่นเทา เหม่อมองเงาอสูรบรรพกาลที่ด้านหน้าจนตาค้าง

            .. ฮ๊ากกกกกกกกก !!! มังกรนิลกาฬร้องโหยหวนดิ้นทุรนทุรายราวลูกเจี๊ยบกำลังถูกจับโยนลงหม้อน้ำเดือด จิตวิญญาณของมันแทบแตกสลายแล้ว

            พลังปราณอสูรดำมืดหม่นระเบิดออกพุ่งเป็นลำสู่ท้องฟ้า ชักนำไต้ฝุ่นอัคคีปักษาเพิ่มพลังหมุนรุนแรงขึ้นเป็นเท่าทวี ความรุนแรงกระชากจนมิติแทบฉีกขาด

            ขุมพลังสุดยิ่งใหญ่ทะยานฟาดเข้าใส่มหาเวทอายันต์และมังกรนิลกาฬโดยทันใด ...

            .. อ่ากกกก !!! .. มหาเวทอายันต์ร้องตะโกนไม่เข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น

            ตัวประหลาดตนนี้คือสิ่งใดกัน !!! มันเกิดความรู้สึกหลอนราวพลังที่เบื้องหน้าสามารถถล่มทำลายพิภพนี้ได้สูญสิ้น

            สติของมันกลับคืนมาชั่วครู่ ... หากปล่อยไว้เช่นนี้มันต้องตายแน่นอน ! มันต้องทำบางสิ่งแล้ว !!

            .. เปรี๊ยะ !!! มหาเวทอายันต์กลั้นใจหักคทาเวทประจำกายเพื่อปลดปล่อยวิชาก้นหีบประจำสำนักของมัน

            แล้วกระโจนขึ้นจากหลังมังกรนิลกาฬ พลังมนตราสีขาวสุกใสปะทุออกจากคทาเวทห่อหุ้มร่างกายจนเป็นทรงกลม

            .. ปราการธฤตรา !!!

            วิชาพิสดารนี้จะใช้พลังจากมนตราทั้งหมดที่สะสมอยู่ในคทาเวทออกมาห่อหุ้มร่างกายของผู้เป็นเจ้าของ ก่อเกิดเป็นสุดยอดปราการมนตร์ป้องกันพลังจากภายนอก

            เพื่อรักษาชีวิตน้อยๆ มันถึงกับยอมทำลายคทาเวทโบราณ สละพลังมนตราที่บรรจุสะสมมานานกว่าหมื่นปี

            .. ไต้ฝุ่นปราณอสูรบรรพกาลผสมเปลวอัคคีปักษาพุ่งเข้ามา

            ... มหาเวทอายันต์เกร็งพลังทั่วร่างหลับตาปี๋รอรับการปะทะอันรุนแรง

            ..... แว่บบบบบ !!! เสียงปะทะเกิดขึ้นโดยแผ่วเบา ช่างขัดกับความรุนแรงของพลังอย่างยิ่ง

            แต่มีเสียงหนึ่งดังกึกก้องสะท้อนอยู่ในดวงจิตของมหาเวทอายันต์ เป็นเสียงร้องโหยหวนของจิตวิญญาณของมันเอง อายันต์พร้อมปราณมนตร์ป้องกันทรงกลมถูกพลังอสูรบรรพกาลหนุมวนกระชากดูดเข้าสู่ภายใน

            “อะ .. อะ .. อสูร .. อ๊ากกกก” เสียงร้องของอายันต์ รู้ตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว

            ปราการมนตร์ถูกกระชากหลุดลุ่ยย่อยสลายจนเปื่อยยุ่ย กลายเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ ปลิดปลิวหลุดลอย แล้วจึงถูกเผาผลาญด้วยเปลวอัคคีปักษา

            .. ฮ๊ากกกกก !!! เสียงร้องแทบสิ้นสติของอายันต์ ความเจ็บปวดเกิดขึ้นทั่วร่างกาย ดิ่งเข้าไปถึงดวงจิต พุ่งตรงเข้าสู่จิตวิญญาณของมัน

            คงไม่คาดคิดว่าการมาพิภพสัตว์อสูรในครั้งนี้ จะได้พบเจอกับสิ่งที่หน้าสะพรึงที่สุดในจักรพิภพ สัมผัสถึงพลังปราณอันไพศาลดุจห้วงจักรวาล จิตวิญญาณของมันดำดิ่งลึกลงในส่วนที่มืดมิดที่สุด ...

    คล้ายกับเรื่องยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ ที่คุณอ่าน