คำพูดที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง สายตาที่เต็มไปด้วยศักดิ์ศรี สีหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย จุดประสงค์ที่ไม่กล้าเอ่ยออกมาเต็มคำ บางครั้งก็พูดความจริงบางครั้งก็พูดโกหก
“กิจัง...” ฟรานมองตามหลังรินลงไปที่ทะเลและสัมผัสบางสิ่งได้
“อืม เธอคนนั้นพากองทัพมาด้วย เท่าที่ตรวจจับได้ก็มีประมาณหนึ่งแสนสองหมื่นคนและมีพวกระดับสูงหลายร้อยคนด้วย”
“โห่ ! พามาขนาดนั้นเพื่อขู่เนี่ยนะ” เซนยังต้องตะลึงเพราะที่สู้ด้วยก่อนหน้าเป็นแค่ส่วนหนึ่งของกองทัพมนุษย์เงือกเอง
“อืม พวกนายกลับไปก่อนเลยก็ได้ ฉันมีเรื่องจะคุยกับจ้าวทะเลเคนก่อน”
“วางแผนสินะ ฝากด้วยล่ะกิ” เซนวิ่งหน้าตั้งกลับเมืองก่อนใคร
สุดท้ายที่ท่าเรือแห่งนี้ก็เหลือเพียงเคน ซึฮากิและฟรานที่รอฟังแผนการด้วย บรรยากาศอันเงียบสงัดชวนให้อึดอัดจนฟรานต้องเอ่ยขึ้นมา
“หวังว่าแผนของนายจะไม่เสี่ยงเกินไปนะ”
“จะว่าเสี่ยงมันก็เสี่ยงอยู่หรอกและทั้งหมดมันก็ขึ้นอยู่กับคุณเคนด้วยแหละ” ซึฮากิเหลือบมองหน้าเคนก่อนจะกล่าวต่อ
“ในเมื่ออีกฝั่งให้คำมั่นมาขนาดนั้นแล้วคุณเคนจะอยู่ฝั่งไหนกันแน่?”
“ฉันว่าฉันให้คำตอบไปแล้วนะ การอยู่แต่ในทะเลมันน่าเบื่อไปแล้ว สิ่งที่เราทำก็แค่ประคองอำนาจและมีชีวิตต่อไปซึ่งมันโคตรจะน่าเบื่อเลย”
“อือ...ถ้างั้น เราลืมเรื่องสนธิสัญญาไปเลยและมาเริ่มสงครามยึดน่านน้ำกันเลยดีกว่า”
“คราวนี้เป็นสงครามของเราเองสินะไม่เหมือนตอนอาณาจักรนอด” ฟรานเดินมายืนเคียงข้างเป็นสัญญาณว่าจะสู้ไปด้วยกัน
“หลังจากนี้เราจะเริ่มวางแผนการรบแบบจริง ๆ จัง ๆ เพราะก่อนหน้านี้ฉันอยากลองทดสอบอาวุธดูก็เลยยังไม่กล้าใส่เต็ม เราจะแบ่งเป็นสองหน่วยใหญ่ ๆ” หลังจากนั้นซึฮากิก็บอกแผนการให้เคนและฟรานฟัง
14 มิถุนายน พ.ศ.2576
ที่ดินแดนของรินมีการเคลื่อนทัพจำนวนมากกระจายไปในจุดต่าง ๆ เพื่อยึดอาณาเขตของจ้าวทะเลคนอื่น
“ผมขอโทษจริง ๆ ครับพี่ริน” แม็กซ์กล่าวด้วยท่าทางนอบน้อมไม่บ้าดีเดือดเหมือนก่อนหน้านี้เลยสักนิดเดียว
“หยุดทำตัวอ่อนหัดเสียทีแม็กซ์และรีบส่งกุญแจนั่นมาซะ !” รินตะคอกใส่จ้าวทะเลแม็กซ์ที่ใคร ๆ ต่างก็หวั่นเกรง แต่ตอนนี้เขากลายเป็นเพียงชายหนุ่มผู้น่าสงสารยอมทำตามทุกอย่างไม่กล้าขัดคำสั่งเลยแม้แต่น้อย
“ครับ ๆ” แม็กซ์ยื่นกุญแจยักษ์ให้ซึ่งมีขนาดพอ ๆ กับพัดลมหนึ่งตัว
“นายก็ด้วยไค” ไคเองก็ยื่นกุญแจที่มีลักษณะแบบเดียวกันให้
“พี่รินตั้งใจจะเปิดประตูนรกเหรอครับ?” ไคถาม
“เห็นแค่นี้มันก็ชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอ” เธอเก็บกุญแจลงกล่องแน่นหนาและถือมันไปด้วย
“ถ้างั้นเราก็ต้องไปเอากุญแจจากจ้าวทะเลทุกคนเลยสินะครับ แล้วผมต้องไปบุกที่ไหน?”
“พวกนายสองคนเป็นคนนำทัพไปบุกถล่มอาณาเขตของบลู ส่วนฉันจะไปหากุญแจของปู่สัน”
พอให้คำสั่งเสร็จเธอก็ว่ายน้ำหายไปทิ้งกองทัพไว้ให้ทั้งสองคนสั่งการ
ไคถอนหายใจโล่งอกที่รินไม่ลงโทษพวกเขา “นายยังไหวไหม?”
“ไหว...” แม็กซ์สูดหายใจเข้าออกช้า ๆ ตั้งสติอีกครั้งก่อนจะว่ายไปดูกองทัพที่รินทิ้งไว้ให้
“กองทัพมนุษย์เงือกประมาณสามหมื่นคน แค่กองเดียวก็มากกว่ากำลังพลของพวกเราสองคนแล้ว” ไคกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ได้แต่คิดสงสัยในใจ
“ก็พี่รินเขาเป็นถึงจ้าวทะเลมาตั้งแต่รุ่นแรกเลยนะ เหมือนพี่เขาเคยเล่าให้ฟังว่าท่านพอนไซได้ควบรวมอำนาจและแบ่งอำนาจออกอีกครั้งก่อนจะจากไป”
“โห่ ท่านพอนไซจะแข็งแกร่งขนาดไหนกันนะถึงได้ทำแบบนั้นได้”
“เรื่องนั้นคงมีแค่คนที่ได้อยู่ร่วมสมัยกับท่านถึงจะรู้” สองจ้าวทะเลได้ออกเดินทางพากองทัพมนุษย์เงือกสามหมื่นคนบุกไปยังอาณาเขตของบลูที่ปกครองน่านน้ำติดอาณาจักรนอด
รินที่พกกล่องเก็บกุญแจเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วไปที่อาณาเขตของปู่สัน ซึ่งตอนนี้ไร้ผู้ครอบครองทำให้พวกมนุษย์เงือกที่มีฝีมือออกมาแย่งอำนาจกัน
“นั่นมันท่านริน” ขณะที่กำลังดวลเดือดแย่งชิงอำนาจแต่พอได้เห็นรินก้าวเข้ามาในอาณาเขตทุกคนก็นิ่งเงียบทันที
“ต่อจากนี้นายจะเป็นคนคุมกองทัพที่เหลืออยู่ของปู่สัน” เธอสุ่มชี้นิ้วเลือกมาคนหนึ่ง
“ครับ แล้วเราจะเอากองทัพไปทำอะไรครับ?”
“ไปปิดล้อมน่านน้ำของเคนซะ”
“ท่านเคนเหรอครับ ผมว่าพวกเราไม่น่า...”
“ฉันบอกว่าให้ไปปิดล้อมน่านน้ำของเคนซะ !” รินถลึงตามองทำให้เหล่าผู้นำที่เหลือไม่กล้าเปิดปากถามอะไรได้แต่ทำตามคำสั่งไปทั้งอย่างนั้น
ตอนแรกเราก็ไม่อยากเริ่มก่อนแท้ ๆ แต่ในเมื่อมันเป็นอย่างนี้เราก็คงต้องย่นเวลาสักหน่อย
รินเข้าไปค้นของในบ้านของปู่สันเพื่อหากุญแจแบบเดียวกับที่คนอื่นมี
“โธ่เอ๊ย !” ทำไมถึงไม่บอกที่ซ่อนไว้ก่อนจะไปตายวะ เธอหมกมุ่นหาแต่กุญแจดอกนั้นไม่หยุดหย่อนจนเวลาล่วงเลยไปค่อนวันถึงจะไปเจออยู่ที่ชั้นใต้ดิน
เท่านี้ก็เหลือแค่สามดอกจากเมอร์ เคนแล้วก็บลู พอได้ของที่ต้องการเธอก็มุ่งตรงไปหาเมอร์ที่บ้านทันที
อาณาเขตที่เมอร์ถือครองมีน้อยที่สุดในหมู่จ้าวทะเล ด้วยความสามารถอันน้อยนิดทำให้ไม่สามารถต่อต้านจากการโดนยึดพื้นที่ไปเรื่อย ๆ จนเหลือเพียงน่านน้ำที่อยู่ระหว่างแผ่นดินของอาณาจักรอาฟและอาณาจักรเซีย
“ฉันกลับมาแล้ว” รินเปิดประตูบ้านของเมอร์เข้าไปซึ่งจะเห็นเมอร์ถูกจับตรึงไว้อย่างแน่นหนาพร้อมกับยามเฝ้าจำนวนหนึ่ง
“อำไออี่อึงอำแอบอี้” เมอร์ส่งเสียงดังผ่านผ้าปิดปากทำให้เสียงที่ออกมาฟังไม่รู้เรื่อง
“ก่อนอื่นเธอต้องบอกที่ซ่อนกุญแจมาก่อน แล้วพี่จะปล่อยเธอไป” รินดึงผ้าปิดปากออกเพื่อรอฟังคำตอบที่ต้องการ
“ทำไมพี่รินต้องทำอย่างนี้ ข้าอุตส่าห์เชื่อใจพี่แท้ ๆ” แววตาสับสนกำลังจ้องมองรินไม่ละสายตาและยังกัดฟันพูดด้วยสีหน้าลังเล
“ฉันก็ทำเพื่อเธอเหมือนกัน ถ้าเธอไปยุ่งเกี่ยวกับพวกชาวแผ่นดินก็มีแต่จะสร้างบาดแผลให้ท้องทะเลไม่หยุด”
“พี่พูดเรื่องอะไรกันเนี่ย ข้าไม่เคยไปทำอะไรแบบนั้นเลยนะ”
“จอมมารแห่งเสียงรวมถึงจอมมารทุกคนก็เป็นชาวแผ่นดินเหมือนกัน และการที่เธอเชื่อฟังนางนั่นทุกอย่างอาจจะมีปัญหาในอนาคตก็ได้”
“แต่นายหญิงไม่เคยคิดทำอะไรพวกเราเลยนะคะ ข้าอยู่กับนายหญิงตลอดสิ่งเดียวที่เห็นก็คือหญิงสาวที่กำลังพักผ่อนเฉย ๆ” รินพุ่งเข้าประชิดและจ้องมองตาไม่กะพริบ
“เธอไม่มีทางรู้หรอกว่าพวกชาวแผ่นดินมันชั่วร้ายขนาดไหน ขอแค่เธอส่งกุญแจนั่นมาซะแล้วฉันจะปล่อยเธอทันที”
“ไม่มีทาง คุณพ่อบอกไว้ว่าห้ามเปิดประตูนรกเด็ดขาดไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น”
“พวกเราเจอกุญแจแล้วครับ” ทันใดนั้นก็มีหนึ่งในหน่วยสำรวจเปิดประตูเข้ามาพร้อมกับกุญแจที่ตามหา
“เหอะ สงสัยฉันคงไม่ต้องง้อเธอแล้ว” รินเดินจากไปพร้อมกับกุญแจดอกนั้นก่อนจะหันหลังมาพูดกับเธอเป็นคำสุดท้าย
“พวกนายจะจัดการกับเธอยังไงก็ได้”
“ครับ !” ท่าทางดีใจจนเนื้อเต้นของพวกเขาทำให้รู้ได้ทันทีว่าต้องการจะทำอะไร
มนุษย์เงือกจำนวนหนึ่งออกมาปิดล้อมบ้านของเมอร์ไว้แล้วรอให้รินออกไปพ้นสายตาเสียก่อน หลังจากนั้นพวกเขาก็กลับเข้าไปรวมตัวกันในบ้านและยังส่งสายตาเลศนัยกับรอยยิ้มแสยะให้อีก
“ในเมื่อท่านรินอนุญาตแล้วเราก็คงไม่ต้องเกรงใจสินะ” พวกเขาสองคนเดินเข้าหาเมอร์พยายามจะรวบแขนแต่หัวของพวกเขาก็หลุดออกจากบ่าเสียก่อน
“ท่านรินตัดครีบออกไปแล้วไม่ใช่เหรอวะ” เหล่ามนุษย์เงือกรวมกลุ่มเตรียมปะทะแต่ก่อนจะได้ตั้งตัวเมอร์ก็ใช้ครีบที่อยู่ตรงแขนผ่าร่างของพวกเขาตายก่อนได้รู้ตัวเสียอีก
พี่ริน ทำไมพี่ถึงทำแบบนี้ คำถามมากมายยังคงวนอยู่ในใจ อีกฝั่งหนึ่งก็เสมือนพี่สาวที่คอยดูแลมาตั้งแต่เด็ก อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นนายหญิงที่เคารพรักยิ่ง
“ก้าวข้ามจุดวิกฤติเพื่อไปให้สูงกว่านั้น แต่เราจะไปสู้กับพวกจ้าวทะเลคนอื่นได้ยังไงล่ะ?” เธอหวนนึกถึงคำสั่งของนายหญิงที่ดูไม่มีทางเป็นไปได้
ให้ยืมมือคนนอกเหรอ แล้วใครมันจะกล้ามามีเรื่องกับมนุษย์เงือกล่ะ
อีกด้านหนึ่งรินที่ได้กุญแจมาเกือบครบแล้วจึงมุ่งหน้าไปอาณาเขตของแม็กซ์ที่อยู่ติดกับอาณาเขตของเคน กองกำลังจำนวนมากได้ปิดล้อมน่านน้ำของเคนไว้พร้อมบุกถล่มได้ทุกเมื่อ
ตอนแรกบอกมีตรีศูลอยู่ที่บ้านก็เลยดีใจเก้อซะได้ ที่แท้มันก็แค่ของปลอมเอาไว้หลอกส่วนของจริงคงไม่พ้นอยู่ในนั้นแน่ ๆ
รินว่ายน้ำมาอยู่ตรงหน้าของกองกำลังรบนับแสนคน พวกเขาทั้งหมดเตรียมอาวุธครบมือพร้อมบุกถล่มอาณาเขตของเคนซึ่งเหลือเพียงแค่รอคำสั่งของรินเท่านั้น
มานาและแรงกายเป็นสิ่งที่มีจำกัด ต่อให้มันจะแข็งแกร่งมากแค่ไหนแต่ด้วยจำนวนทหารมากขนาดนี้ก็คงเพียงพอที่จะทำให้พวกมันอ่อนล้าหรือไม่ก็หมดทางสู้ไปเลยก็ได้
ขณะเดียวกันที่อาณาเขตของบลูก็ได้มีการปะทะกันอย่างดุเดือดระหว่างกองกำลังของแม็กซ์และไคกับคนของบลูซึ่งมีจำนวนน้อยกว่าถึงสามเท่า
“ทำไมพวกนายสองคนถึงได้ร่วมมือกันล่ะ?” จ้าวทะเลบลูใช้สายตามองต่ำกับพวกเขาเสมือนเป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อยที่ถูกใช้แล้วทิ้ง
“นั่นไม่ใช่กงการอะไรของเธอ” แม็กซ์สร้างคลื่นน้ำบีบร่างอันใหญ่โตของบลูไว้แต่ไม่ทันได้สร้างความเสียหายก็มีแรงระเบิดทำลายคลื่นน้ำเหล่านั้นไปเสียก่อน
“ลืมไปแล้วเหรอว่าพลังของพวกนายมันแพ้ทางฉัน ถ้าอยากชนะจริง ๆ พวกแกก็...” พูดไม่ทันขาดคำก็มีคลื่นเสียงดังสนั่นทำให้บลูแทบจะควบคุมตัวเองไม่ได้
“อะไรวะเนี่ย !”
ที่ด้านบนมีมนุษย์เงือกคนหนึ่งถืออุปกรณ์แปลก ๆ ที่ยิงคลื่นเสียงรบกวนได้ ทุกครั้งที่บลูพยายามสู้ก็จะถูกคลื่นเสียงรบกวนจนเธอต้องกระเสือกกระสนว่ายน้ำหนีแทน
“จังหวะนี้แหละครับจัดการเธอให้ได้” มนุษย์เงือกที่ใช้อุปกรณ์ตะโกนบอก
พวกเขาไล่ล่ากันนานหลายชั่วโมงโดยที่บลูทำได้แค่หนีเท่านั้นเพราะต่อให้อยากสวนกลับแต่พวกเขาก็พกอุปกรณ์แปลก ๆ นั่นมาด้วย
ของแบบนั้นไม่เคยเห็นมาก่อนเลย อย่าบอกนะว่าพวกมันร่วมมือกับชาวแผ่นดิน บลูขว้างระเบิดสกัดไว้แต่ก็ทำได้แค่ถ่วงเวลาให้หนีได้ไกลขึ้นเท่านั้น
ต้องจัดการไอ้คนที่มีอุปกรณ์แปลก ๆ นั่นก่อน บลูว่ายวนเป็นวงกลมโดยที่อีกฝั่งไม่รู้ตัวและระหว่างนั้นก็วางระเบิดตามหลังไว้เรื่อย ๆ ก่อนจะสั่งให้มันระเบิดพร้อม ๆ กันเหมือนลูกโซ่
แรงระเบิดจำนวนหลายสิบลูกทำให้คนที่ตามหลังมาตายทันทีจนเหลือแค่สองจ้าวทะเลที่อึดถึกทนกว่า
แบบนี้ก็สวยสิ เธอพุ่งสวนกลับใช้มืออันใหญ่โตคว้าร่างของสองจ้าวทะเลไว้และระเบิดอัดต่อหน้าสร้างบาดแผลให้เป็นจำนวนมาก
แม้สองจ้าวทะเลจะโดนระเบิดไปแต่ก็ยังตั้งสติหันกลับมาสวนได้ทันที คลื่นน้ำจำนวนหนึ่งบีบแขนของบลูไว้เป็นเวลาเดียวกับที่ไคจ้วงแทงด้วยมานาแต่ก็ไม่อาจเจาะผิวหนังสีแดงของบลูไปได้
“ฉันบอกแล้วว่าพวกนายสู้ฉันไม่ได้หรอก” ขณะที่กำลังได้ใจก็มีกลุ่มมนุษย์เงือกที่ถืออุปกรณ์ส่งเสียงมาด้วย พวกเขาเปิดเสียงรบกวนขัดจังหวะที่บลูกำลังจะปิดฉากจ้าวทะเลทั้งสอง
ยังมีอีกเหรอวะ ท่าทางองอาจเมื่อครู่นี้หายไปหมดสิ้นเมื่อถูกคลื่นเสียงเหล่านั้น แค่จะร่ายมานาก็ทำได้ยากยิ่งแล้วเธอตัดสินจึงหนีแบบไม่คิดชีวิตอีกครั้ง
บลูว่ายน้ำขึ้นไปทางตอนเหนือที่เป็นเขตขั้วโลกทำให้พวกแม็กซ์ที่ไม่คุ้นชินสภาพอากาศตามได้ยากขึ้น พอสลัดพวกจ้าวทะเลพ้นเธอก็หนีขึ้นบนเพื่อหลบการค้นหาของพวกมัน
ทำไมพวกมันถึงร่วมมือกันแถมยังมีอุปกรณ์แปลก ๆ นั่นอีก สภาพอันน่าเวทนาที่เหมือนปลาวาฬเกยตื้น ทั้งกองกำลังและอาณาเขตก็โดนยึดไปหมดแล้วสิ่งที่เหลืออยู่ก็คงเป็นตัวเธอและกุญแจดอกนั้น
ขณะเดียวกันที่เมืองเอลโฟเรียก็มีการเตรียมหน่วยจู่โจมเช่นเดียวกัน โดยหัวหน้าหน่วยจะมีซึฮากิ ฟราน เคน แคทเทอรีน คานะ ซีโร่ โทลและเฮร่า เหล่าหัวหน้าหน่วยยืนรอฟังคำสั่งจากซึฮากิแม้บางคนจะได้รู้แผนอยู่แล้วก็ตาม
“พึ่งเคยเห็นพวกเรามารวมตัวกันเยอะขนาดนี้เลยนะ เล่นเอานึกถึงสมัยทำสงครามเมื่อก่อนเลย” ลุงโทลกล่าว
“ครั้งนี้เป็นสงครามที่เกิดขึ้นโดยพวกเราเท่านั้นจะลากอาณาเขตอื่นมาเกี่ยวด้วยเหมือนตอนกำจัดสำนักมนตร์ดำไม่ได้ และตอนนี้ฝีมือของพวกเราก็พัฒนาขึ้นมาค่อนข้างเยอะเลยทีเดียว ดังนั้นสงครามครั้งนี้ถือว่าเป็นการกระตุ้นพวกเราไปด้วย”
“คานะกับคุณเฮร่าเป็นหน่วยสนับสนุน ฟรานและแคทเทอรีนเป็นแนวหน้าของสนามรบ คุณเคนและลุงโทลจะเป็นหน่วยสนับสนุนแนวหน้า ส่วนฉันกับซีโร่จะเป็นหน่วยสอดแนม ตำแหน่งและหน้าที่ฉันจะชี้แจงทีละหน่วย” ซึฮากิกางแผนที่ที่ตนเองเขียนขึ้นใหม่พร้อมกับวางตำแหน่งของแต่ละหน่วยให้
“ถึงเราจะไม่เคยได้ฝึกซ้อมการรบร่วมกันมาก่อนแต่ขอแค่ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองก็เพียงพอแล้ว ใครมีคำถามอะไรไหม?”
“ฉัน ๆ” เซนยกมือก่อนใคร
“ว่ามา”
“ฉันอยากไปอยู่แนวหน้า...” พูดไม่ทันขาดคำคานะก็เขกหัวทิ่มพื้นไปหนึ่งที
“ขืนไปอยู่แนวหน้ามีหวังทำรูปขบวนคนอื่นเสียหมดพอดี” คานะตะเบ็งเสียงกรอกหูเซน
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง ถ้าจะจับเซนแยกกับคานะก็คงไม่ดีเท่าไรและในหน่วยสนับสนุนส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ถนัดการต่อสู้ระยะไกลกับแพทย์สนาม การเพิ่มเซนลงในหน่วยก็เพื่อเป็นนักสู้ระยะประชิดเผื่อในกรณีฉุกเฉินซึ่งมีความเข้าขากับคานะที่จะได้รับหน้าที่เป็นหัวหน้าพลซุ่มยิงด้วย”
“หา ! อะไรนะ” พอเซนดึงหัวขึ้นมาก็ตะโกนถามทันทีเพราะไม่ได้ยินว่าเมื่อกี้พูดอะไร
ซึฮากิถึงกับถอนหายใจ “เอาเป็นว่านายต้องอยู่กับคานะดีกว่าแยกกันไปคนละหน่วย”
“เยสเซอร์ ! กระผมเตรียมพร้อมรบแล้วครับ” เซนยกมือทำวันทยหัตถ์และกลับไปเข้าแถวเรียงหน้ากระดานเหมือนเดิม
“เราจะเริ่มสงครามในวันพรุ่งนี้ขอให้ทุกคนมาเตรียมตัวก่อนหกนาฬิกา” พูดจบซึฮากิก็สั่งแยกย้ายกลับไปพักผ่อน
“ขอคุยด้วยสักครู่สิ” ลุงโทลเดินมากระซิบบอก
ซึฮากิเดินถามหลังลุงโทลไปที่เงียบ ๆ ห่างไกลผู้คน
“รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงโดนอาณาจักรเซียจับเข้าคุก?”
“ก็พอรู้เท่าที่หาอ่านได้ในรายงาน”
“ฉันโดนจับเรื่องลอบสังหารเชื้อพระวงศ์ทั้ง ๆ ที่ฉันไม่ได้ทำอะไรเลย แต่พวกมันจัดฉากพร้อมกับหลักฐานแบบแน่นหนาก็เลยทำอะไรไม่ได้”
“ถ้าเป็นเรื่องการลอบสังหารและจัดฉาก ให้เดาก็คงเป็นฝีมือสำนักมนตร์ดำสินะครับ”
“ฉันก็คาดการไว้แบบนั้นเหมือนกันแต่พอโดนจับก็ไม่มีโอกาสพิสูจน์อะไรแล้ว และรู้หรือเปล่าว่าทำไมเชื้อพระวงศ์คนนั้นถึงโดนสังหาร”
“ถ้าไม่รู้ความลับของอีกฝั่งก็เป็นตัวเกะกะที่ต้องกำจัด”
“ก็ประมาณนั้น เขาเป็นเสมือนแกนนำที่พยายามไล่สำนักมนตร์ดำออกไปจากอาณาจักรแต่ก็มีขุนนางจำนวนมากที่อยู่ฝั่งตรงข้ามแถมยังมีอาณาจักรโรปให้การสนับสนุนอีก พวกเราพยายามขุดหาเหตุผลว่าทำไมพวกมันถึงพยายามแทรกแซงอำนาจของอาณาจักรเซียแต่สุดท้ายก็เป็นอย่างที่เห็นเนี่ยแหละ แกนนำของเราเสียชีวิตและฉันก็โดนจับรวมทั้งคนที่ถูกกล่าวหาว่าสมรู้ร่วมคิดก็โดนประหารหมด ถ้าฉันไม่ใช่หัวหน้าทหารองครักษ์ก็คงโดนประหารพร้อมกับคนอื่นไปแล้ว”
“แต่นั่นก็ผ่านมาสิบปีแล้วและถ้าเกิดพวกมันอยากแทรกแซงอำนาจจริง ๆ ตอนนี้อาณาจักรเซียก็คงโดนกลืนกินไปเกินครึ่งแล้วแน่ ๆ”
“นั่นแหละที่ฉันกังวล อาณาจักรที่เคยเป็นศูนย์กลางความเจริญที่ใคร ๆ ก็อยากเข้ามาทำงานกลับเป็นอาณาจักรที่ดำมืดได้ถึงขนาดนี้ ป่านนี้ในราชวังคงมีพวกมันป้วนเปี้ยนอยู่เต็มไปหมดแน่ ๆ”
“แล้วมีใครรู้เรื่องนี้อีกไหมครับ?” ซึฮากิถามพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ดูว่ามีใครเข้ามาใกล้หรือไม่
“ฉันก็ไม่แน่ใจแต่คนที่รู้ส่วนใหญ่โดนประหารไปหมดแล้ว ส่วนคนที่น่าเป็นห่วงก็คือลูกสาวของฉันที่พยายามขุดคุ้ยคดีนี้อยู่ ถึงเธอจะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะพลังเดอะแต่ถ้าโดนลอบสังหารจากผู้เชี่ยวชาญก็อาจจะไม่ได้ตอบโต้ด้วยซ้ำ” แววตาอันหม่นหมองที่แสดงออกมาทำให้รู้ได้ทันทีว่าเขาคิดมากกับเรื่องนี้แค่ไหน
“นั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมอยากกำจัดสำนักมนตร์ดำให้สิ้นซาก พวกมันแทรกแซงไปทุก ๆ ที่ มีอำนาจในทุก ๆ แห่ง ถ้าเกิดมีคนที่เงินมากพอสั่งให้ยึดเมืองหรือทำอะไรที่มันใหญ่โตก็คงไม่มีใครหยุดพวกมันได้”
“เราจะสู้พวกมันไหวไหม?” ลุงโทลถามด้วยสีหน้าลังเลคิดไม่ตก
“ผมเตรียมแผนไว้แล้วแต่ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายในสงครามครั้งนี้ด้วย”
“อย่างนี้นี่เอง สมกับเป็นคนที่ท่านวิกตอเรียไว้ใจเลย…”
ซึฮากิยกมือให้สัญญาณว่ามีคนกำลังมาพวกเขาจึงหยุดพูดเรื่องสำนักมนตร์ดำเสียก่อน
“เห็นเมื่อวานหรือเปล่าที่ฉันกระโดดโยนลูกบอลลงห่วงจากสุดขอบสนามเลย”
เอลฟ์วัยรุ่นกลุ่มหนึ่งเดินผ่านพวกซึฮากิไปไม่สนใจ
“เอาเป็นว่าตอนนี้เราจะต้องให้ความสำคัญกับสงครามในวันพรุ่งนี้ก่อน ส่วนเรื่องสำนักมนตร์ดำผมจะบอกแผนการทีหลัง”
“อืม ฝากด้วยล่ะ”
หลังจากแยกย้ายซึฮากิก็ไปเดินตรวจอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่ต้องใช้ในสงครามครั้งนี้ นอกจากอาวุธก็ยังมียานพาหนะใช้สำหรับขนกองทัพและยังมีรถแบบพิเศษที่ใช่สำหรับโจมตีระยะไกลอีกด้วย
พวกเราจะเสียเปรียบเมื่อต่อสู้ในน้ำแต่หากเป็นคนที่มีมานาจำนวนมากก็จะเป็นแนวหน้าในการสู้รบได้ไม่มีปัญหา ดังนั้นหน้าที่หลักก็จะมีแนวหน้า พลยิง และหน่วยสนับสนุนซึ่งเราและซีโร่จะเป็นหน้าที่พิเศษ
ซึฮากิเงยหน้ามองรถขนาดใหญ่ที่ขนคนและสัมภาระได้จำนวนมาก
เมื่อเราเอาอาวุธทันสมัยมาใช้ก็คงจะมีสายของพวกสำนักมนตร์ดำรับรู้ได้แน่นอน เมื่อถึงเวลาที่ต้องประจันหน้ากับสำนักมนตร์ดำเราก็ต้องใช้สิ่งใหม่ที่พวกมันไม่มีข้อมูล ถึงพวกมันจะเป็นนักฆ่าที่มีอุดมการณ์เพื่อเงินแต่สุดท้ายสิ่งที่คนจ้างจะได้รับรู้ก็คือตนเองก็โดนล้วงข้อมูลไปด้วยแล้วเหมือนกัน หลังจากตรวจสอบเสร็จเขาก็เดินกลับบ้านพลางคิดวิเคราะห์ต่อไป
สุดท้ายคนที่จะได้ข้อมูลไปก็คือคนที่มีทุนหนาพอที่จะจ่ายได้อย่างไม่มีจำกัดและคนที่ใกล้เคียงที่สุดก็คงเป็นราชวงศ์แอสต้าที่กุมอำนาจและเงินไว้มากที่สุด แต่ถ้าพวกมันเข้าแทรกแซงและทำให้ราชวงศ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนักมนตร์ดำแล้ว นั่นก็แสดงว่าพวกมันจะมีเงินทุนหมุนเวียนด้วยตนเองแล้วหรือจะเป็นแค่สถานะนายจ้างเฉย ๆ ไม่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนักมนตร์ดำ
“กลับมาแล้วเหรอ !” ฟรานเดินตรงมาหาทันทีและเมื่อเห็นท่าทางเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่เธอจึงจูงมือซึฮากิไปแทนเพื่อให้เขาได้คิดต่อไป
แต่ถ้าเกิดพวกขุนนางและราชวงศ์ในอาณาจักรเข้าร่วมกับสำนักมนตร์ดำไปแล้วเป้าหมายของมันลำดับต่อไปจะเป็นอะไรล่ะ
“วันนี้ยูกิทำก๋วยเตี๋ยวด้วยนะ” ฟรานพาซึฮากิไปนั่งเก้าอี้และป้อนอาหารให้ทำอย่างกับเป็นเด็กทารกไปได้
อาณาจักรอาฟยังไม่มีการตั้งผู้บริหารใหม่ อาณาจักรนอดพวกขุนนางและราชวงศ์ก็ตายกันหมดแล้วคงไม่มีใครมีทุนจ้างพวกมัน ส่วนอาณาจักรคาก็เป็นที่ตั้งหลักของพวกมันซึ่งมีการยึดอาณาเขตกันอย่างชัดเจนมิหนำซ้ำยังมีการติดต่อกับมนุษย์เงือกฝั่งตะวันออกนั่นก็คืออาณาเขตของริน ข้อมูลที่หามาได้จากการเฝ้าสังเกตก็คือมีการแลกเปลี่ยนบางสิ่งและเจรจาบางอย่างกัน เห็นได้ชัดว่าจ้าวทะเลรินไม่ได้ตัดขาดกับชาวแผ่นดินอย่างที่ให้คำมั่นไว้แต่ก็แค่กันคนอื่นออกไปเพื่อให้ตนเองทำงานได้ง่ายขึ้นเท่านั้น
“หลับฝันดีล่ะเดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะมาปลุก” ฟรานพามานอนถึงเตียงและยังจูบหน้าผากส่งเข้านอนเหมือนเลี้ยงลูกไม่มีผิด
ส่วนอาณาจักรไอร์ก็ไม่มีข้อมูลอะไรเลยนอกจากตอนนี้จะเป็นอาณาจักรของจอมมารแห่งความตายที่ไม่มีใครกล้าเหยียบไปที่นั่นอีก ส่วนอาณาจักรโรปก็มีข้อมูลน้อยเช่นกัน หรือเราจะซื้อข้อมูลจากสำนักมนตร์ดำดีล่ะ
หลังจากคิดวิเคราะห์มานานสุดท้ายเขาก็ต้องนอนหลับเพื่อเตรียมแรงไว้ทำสงครามในวันพรุ่งนี้
15 มิถุนายน พ.ศ.2576
“กิจัง...” ฟรานกระซิบเรียกข้างหูด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ขอบใจที่ปลุก” ซึฮากิดีดตัวขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียง จากนั้นเขาก็เดินไปอาบน้ำแต่งตัวด้วยชุดออกรบที่มีความยืดหยุ่นและเหนียวแถมยังพกมีดสั้นได้ค่อนข้างเยอะอีกด้วย
“เป็นชุดที่ดูน่าอึดอัดแต่พอใส่แล้วดันสบายกว่าที่คิดอีกนะ นายจะเก่งไปซะทุกเรื่องเลยหรือยังไง?”
“ก็ไม่หรอก ยังมีเรื่องที่ฉันต้องศึกษาใหม่อยู่เรื่อย ๆ โดยเฉพาะเรื่องของโลกนี้”
“ถ้างั้น...” ฟรานโอบกอดจากด้านหลังขณะที่ซึฮากิกำลังจะเดินออกจากห้องไป
“หลังจบสงครามนายก็ลองสร้างอะไรที่มันสนุก ๆ บ้างสิ” เธอยิ้มเริงร่ากล่าวด้วยท่าทางดี๊ด๊าตื่นเต้น
“อืม จะลองก็แล้วกัน”