อุปกรณ์ชีวิตเทียม
เมื่อพิธีประกาศชัยชนะจบลง กัสก็พาบลูอายกลับไปพร้อมกับกองทัพของเขาในทันที โดยไม่สนใจคำเชิญจากผู้จัดงานแม้แต่น้อยเพราะในสายตาเขา คำเชิญของผู้จัดงานไม่ได้มีความหมายใดๆ สำหรับเขา
งานเลี้ยงฉลองชัยชนะที่ไม่ได้ฉลองร่วมกับคนของตนเองนั้นย่อมไร้ความหมาย กัสจึงปฏิเสธคำเชิญผู้จัดงานที่ตั้งใจจะจัดงานเลี้ยงฉลองชัยชนะให้กับเขาและนักรบในกองทัพ
การปฏิเสธคำเชิญของกัสนั้นสร้างความผิดหวังให้กับใครหลายๆ คนและทำให้ใครอีกหลายๆ คนผ่อนคลายลงได้ด้วยเช่นกัน
เมื่อกัสจากไปพร้อมกับกองทัพ สายตาของผู้คนมากมายที่แฝงไว้ด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างก็มองตามเขาไปจนสุดสายตา
ในส่วนนี้กัสไม่ได้ให้ความสนใจกับสายตาของตัวแทนจากตระกูลใหญ่น้อยสักเท่าไหร่นักเพราะคนกลุ่มนี้ หากไม่มองมาด้วยความชื่นชม ก็มองมาด้วยความอิจฉาหรือไม่ก็ความหวาดกลัว
แต่ที่ทำให้กัสอดไม่ได้ที่ต้องหันกลับไปมองครั้งหนึ่งก็คือ สายตาที่แฝงไว้ด้วยคำตัดพ้อของนักบวชสาวจากตระกูลโฮลี่บลัดที่สร้างความประหลาดใจปนสงสัยให้เขาอยู่ไม่น้อยเพราะเขาไม่คิดว่าจะได้รับสายตาเช่นนี้จากหญิงสาวที่เขาไม่เคยแม้แต่พูดคุยด้วยอย่างจริงจัง
ส่วนสายตาที่เย็นเยือกซึ่งแฝงไว้ด้วยความเคร่งเครียดของตัวแทนตระกูลล้านแมลงนั้น กัสเพียงมองดูอย่างเฉยชาครั้งหนึ่งก็ไม่สนใจอีก
เมื่อกลับเข้าไปในดันเจี้ยน กัสก็นำพากองทัพของเขา รวมไปถึงบลูอายข้ามผ่านประตูมิติไปยังดันเจี้ยนปราการแห่งการปกป้องในทันที เพื่อนำข่าวชัยชนะที่ได้ไปบอกกับนักรบทุกคน
ทันทีที่กัสปรากฏตัวพร้อมกับข่าวของชัยชนะ เสียงโห่ร้องของนักรบนับหมื่นที่รอคอยเขามาตลอดก็ดังสะท้านขึ้นมาในทันที ก่อนจะเงียบลงในอึดใจเพื่อรอฟังคำพูดต่อจากนั้นของเขา
กัสก็ไม่ทำให้นักรบของเขาต้องผิดหวัง หลังจากที่ทุกเสียงเงียบหาย เขาก็ประกาศออกมาดังๆ เพื่อเริ่มต้นงานเลี้ยงฉลองชัยชนะในทันที
วินาทีนั้นเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง บรรยากาศภายในปราการกลายเป็นครึกครื้นถึงขีดสุดในช่วงเวลาอันสั้น การเตรียมพร้อมเสร็จสิ้นใจเวลาเพียง 1 ชั่วโมงเศษจากการร่วมแรงร่วมใจของทุกคนในโรงครัวเพื่อทำอาหารจัดเลี้ยงให้กับกองทัพนับหมื่นเพื่อฉลองชัยชนะที่ได้รับ
ไม่เพียงเท่านั้นกัสยังสั่งให้โรงครัวเปิดยุ้งฉางส่วนตัวของเขาเพื่อนำเนื้อของราชาอสูรที่ผ่านการบ่มเพาะจนกลายพันธุ์ถึง 10 ครั้งออกมาทำอาหารจานพิเศษสำหรับงานเลี้ยงในครั้งนี้อีกด้วย
แม้ว่าเนื้อจะถูกนำออกมาในปริมาณที่ไม่มากนัก แต่นักรบทุกคนก็ได้รับเนื้อไปคนละ 1 กิโลกรัมเป็นอย่างต่ำ ซึ่งก็เพียงพอแล้วสำหรับนักรบที่ยังไปไม่ถึงระดับเตรียมขั้นสูงสุด
ส่วนคนที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นนั้น กัสก็ได้เพิ่มปริมาณเนื้อให้อีกคนละครึ่งกิโลกรัม ซึ่งนับว่ามากพอสำหรับพวกมันที่อยู่ในระดับเตรียมเช่นกัน
งานเลี้ยงฉลองในคราวนี้จึงครึกครื้นเป็นพิเศษและดำเนินต่อไปตลอดทั้งวันทั้งคืน ติดต่อกันนานถึง 3 วันเต็มๆ
ทว่าใน 3 วันของการเฉลิมฉลองนั้น กัสกับบลูอายไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมด้วยแต่อย่างใด พวกเขาเพียงอยู่ในช่วงเปิดงานเลี้ยงและดื่มกินกับนักรบทุกคนเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็แยกตัวออกไป ทั้งนี้ก็เพราะสถานะของพวกเขานั้นจะทำให้เหล่านักรบไม่กล้าผ่อนคลาย
เพื่อให้นักรบทุกคนสามารถผ่อนคลายและดื่มด่ำกับงานเลี้ยงฉลองได้อย่างเต็มที่ กัสกับบลูอายจึงต้องแยกตัวออกไป เพื่อให้ทุกคนผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่
นอกเหนือจากเหตุผลข้อนี้แล้ว กัสกับบลูอายก็ไม่ได้มีความคิดที่จะฉลองชัยชนะในครั้งนี้แต่อย่างใดเพราะในสายตาของพวกเขา ชัยชนะในเกมรอบคัดเลือกไม่ได้มีความหมายอะไรนัก
เหตุผลเดียวที่กัสจัดงานเลี้ยงฉลองก็เพื่อกระตุ้นนักรบของเขาและทำให้พวกมันรู้ว่าเขาให้ความสำคัญกับชัยชนะมากขนาดไหน เขาทำให้พวกมันรู้ว่าแม้แต่เกมรอบคัดเลือกก็ยังทำให้พวกมันได้รับรางวัลมากขนาดนี้และกระตุ้นให้พวกมันเกิดความหวังต่อชัยชนะในสงครามที่แท้จริงไปในตัว
ส่วนกัสกับบลูอายและภรรยาคนอื่นๆ รวมไปถึงข้ารับใช้นั้น ได้ผละจากงานเลี้ยงฉลองมารวมตัวกันในปราสาทของเขาเพื่อประชุมวางแผนรับมือสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 1 เดือนต่อจากนี้
รายงานฉบับแล้วฉบับเล่าถูกส่งออกมาผ่านมือของแองจี้และข้ารับใช้คนอื่นๆ รายงานความคืบหน้าในด้านต่างๆ ของแผนการพัฒนาที่กำลังดำเนินการอยู่
แผนการในแต่ละส่วนนั้นคืบหน้าไปได้อย่างน่าประทับใจ จะมีก็เพียงแผนการปรับปรุงอาวุธของเหล่าสาวกจากตำหนักกระบี่ที่มีปัญหาติดขัดอยู่บ้างเล็กน้อยซึ่งอาจจะทำให้พัฒนาได้ไม่ทันสงครามที่กำลังจะเปิดฉากขึ้น
กัสที่รับฟังรายงานจากแองจี้ขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างไม่พอใจ แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร เนื่องจากคนที่รับหน้าที่พัฒนาอาวุธของเหล่าสาวกนั้นคืออาจารย์สาวของเขาทำให้เขาไม่สามารถตำหนิเธอได้
แองจี้เองก็เข้าใจ เธอจึงมองข้ามท่าทีของเขาไป เช่นเดียวกับภรรยาคนอื่นๆ ที่หันไปให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นแทน ทำให้บรรยากาศภายในห้องประชุมเปลี่ยนแปลงไปบ้างเล็กน้อย
“ตอนนี้อาจารย์ของข้าอยู่ที่ไหน..”
“ท่านเบรดเดียร์ยังอยู่ในโรงหลอมค่ะท่านกัส จะให้ข้าติดต่อไปหาท่านดีไหมคะ”
กัสนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้า เมื่อทบทวนเวลาใจปัจจุบัน รวมไปถึงนิสัยใจคอของอาจารย์สาวที่ทำความเข้าใจมาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาก็มั่นใจว่าอาจารย์สาวของเขาในตอนนี้น่าจะกำลังทำงานอยู่ เขาจึงไม่อยากติดต่อไปเพราะกลัวจะไปรบกวนเธอเสียเปล่าๆ
“ไม่จำเป็น เอาไว้หลังประชุมข้าจะไปหานางเอง พวกเรามาพูดถึงเรื่องต่อไปเถอะ เรื่อง..หุ่นยนต์รบรูปแบบมนุษย์พัฒนาไปถึงไหนแล้ว”
“ตอนนี้ประสบความสำเร็จไปเกิน 80 เปอร์เซ็นต์แล้วล่ะค่ะ ความสำเร็จยังสูงเกินที่ประเมินไว้อีกด้วย”
พูดแล้วแองจี้ก็ยิ้มน้อยๆ ด้วยความพึงพอใจเพราะงานในส่วนนี้อยู่ในการดูแลของเธอ แม้ว่าเธอจะไม่ใช่คนที่รับหน้าที่วิจัยและพัฒนาระบบทั้งหมด แต่ส่วนสำคัญๆ ของโครงการก็อยู่ในมือของเธอมาโดยตลอด เธอจึงค่อนข้างพึงพอใจในความสำเร็จที่เกินกว่าที่ประเมินไว้
กัสได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย พลางสอบถามแองจี้ด้วยความสนใจ คนอื่นๆ เองก็ด้วย โดยเฉพาะควีนฮาร์ทและสปีก้าน้องสาวทั้งสองของเขาที่สองตาลุกวาวทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้
ทั้งนี้ก็เพราะความหวังที่จะได้ออกไปต่อสู้ในสนามรบของพวกเธอทั้งสองนั้น ล้วนฝากไว้กับโครงการนี้ทั้งสิ้น
“ตอนนี้การคัดเลือกวัตถุดิบสำหรับการสร้างโครงกระดูกเชิงกลและกล้ามเนื้อเทียมประสบความสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยค่ะ การวิจัยเส้นประสาทเทียมรุ่นใหม่ก็ประสบความสำเร็จเกินที่กำหนดไว้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าที่พวกเราคาดหวังไว้ถึง 1 เท่าตัว โดยรวมแล้วปฏิกิริยาตอบสนองของประสาทเทียมจะเร็วกว่าของเดิมถึง 3 เท่าตัวค่ะ..”
รายงานของแองจี้ดังขึ้นมาไม่ขาด จนกระทั่งรายงานมาถึงส่วนที่เป็นปัญหาที่ทำให้สีหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นยุ่งยากใจเล็กน้อย
“ปัญหาของโครงการในตอนนี้คือ ‘แรงขับ’ ค่ะท่านกัส เนื่องจากโครงสร้างของหุ่นยนต์เป็นรูปแบบมนุษย์ ทำให้มีปัจจัยหลายอย่างที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญ นอกจากนั้นด้วยขนาดที่เล็กของมันทำให้ยากที่จะเสริมความแข็งแกร่งและติดตั้งเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ได้ ส่งผลให้แรงขับที่สร้างได้ต่ำเกินกว่าที่จะใช้งานได้ค่ะ”
นอกเหนือจากเรื่องที่แองจี้พูดออกมาแล้ว ปัญหาของหุ่นยนต์รบรูปแบบมนุษย์ก็ยังมีอีกหลายข้อทีเดียว
เนื่องจากระบบที่จะใช้กับหุ่นยนต์รบชนิดนี้เป็นระบบใหม่ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสงครามโดยเฉพาะ ทั้งยังเป็นระบบที่พัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมจากระยะใกล้ด้วยระบบ ‘ประสานสมบูรณ์’ ซึ่งจะประสานประสาทสัมผัสเทียมของหุ่นยนต์เข้ากับประสาทสัมผัสของผู้ควบคุม เพื่อควบคุมหุ่นยนต์อย่างสมบูรณ์แบบเหมือนกับการควบคุมร่างกายของตัวเอง
ในสภาพเช่นนี้มีปัจจัยหลายอย่างมากที่ต้องให้ความสำคัญ เช่นขนาดของหุ่นยนต์ที่ต้องมีขนาดใกล้เคียงกับผู้ควบคุมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้เพราะความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ จะทำให้ความสามารถในการต่อสู้ของผู้ควบคุมลดลงได้
นอกจากนั้นด้วยขนาดที่เล็กทำให้กลไกภายในมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย คุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ก็ต้องสูงขึ้นตามไปด้วยเพื่อทำให้มันแข็งแกร่งทนทานพอที่จะนำเข้าสู่สนามรบได้ ซึ่งเมื่อใช้วัตถุดิบที่มีความแข็งแกร่ง น้ำหนักของตัวหุ่นยนต์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้แรงขับเคลื่อนที่ได้จากเครื่องยนต์ขนาดเล็กและกล้ามเนื้อเทียมไม่อาจสร้างพลังได้มากพอที่จะใช้ควบคุมหุ่นยนต์ที่มีน้ำหนักสูง
นี่นับเป็นปัญหาที่ยากจะแก้ไขซึ่งแองจี้ไม่ได้อธิบายเพราะว่ามันเป็นปัญหาทางด้านเทคนิคที่ต้องใช้เวลาในการปรับปรุงและวิจัยพัฒนา
กัสเองก็ไม่ได้สอบถามละเอียดนัก เขาเพียงขอรายละเอียดของโครงการและปัญหามาอ่านผ่านตารอบหนึ่งเพื่อจำเอาไว้คิดในตอนที่ว่าง เผื่อว่าร่างญาณศักดิ์สิทธิ์ของเขาจะคิดอะไรได้สักอย่างได้ หรือไม่ก็รอให้เขาเกิดแรงบันดาลใจขึ้นมา
แต่เมื่ออ่านรายละเอียดของโครงการและปัญหาที่พบเจอได้ครู่หนึ่ง กัสก็เกิดแรงบันดาลใจขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ
“ปัญหาตอนนี้คือน้ำหนักที่มากเกินไปสินะ มันถึงได้ทำให้แรงขับไม่เพียงพอ แล้วถ้า..พวกเราสามารถหาวัตถุดิบที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแกร่งทนทานมาใช้ได้ละ มันจะเป็นยังไง”
“เรื่องนั้นสามารถทำได้ค่ะ แต่ว่า..วัตถุดิบที่มีความทนทานสูงแต่น้ำหนักเบานั้น ที่มีอยู่ในรายการสั่งซื้อทั้งหมด ล้วนเป็นวัตถุดิบหายากค่ะ หากใช้วัตถุดิบประเภทนั้นในการสร้างจริง ข้ากลัวว่าต้นทุนมันจะสูงเกินไปจนยากที่จะผลิตออกมาเป็นจำนวนมากได้ค่ะ”
กัสพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เรื่องนี้นับเป็นเรื่องปกติเพราะสงครามคือความสูญเสีย ไม่ว่าจะเป็นกำลังคนหรืออุปกรณ์ ดังนั้นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสำหรับการทำสงครามไม่ใช่ชัยชนะ แต่เป็นสิ่งที่ได้รับหลังชัยชนะต่างหาก
โดยเฉพาะสงครามการแย่งชิงตำแหน่งผู้ปกครองเมืองยิ่งต้องให้ความสำคัญเพราะถ้าความสูญเสียมีมากกว่าสิ่งที่ได้รับ มันก็จะไม่มีประโยชน์อะไรที่จะต่อสู้
นี่นับเป็นหนึ่งในเหตุผลที่กัสไม่ฝืนสู้ หากแต่รอให้กองทัพของเขามีความพร้อมที่จะสู้ก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อลดความสูญเสียให้มากที่สุด เพื่อให้สิ่งที่ได้รับหลังชัยชนะมีค่ามากกว่าความสูญเสียที่ได้รับ
“แล้วถ้า..พวกเรามีวัตถุดิบที่แข็งแกร่งทนทานน้ำหนักเบาและราคาถูกละ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของแองจี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย เธอหันมามองหน้ากัสโดยไม่ตอบ ราวกับต้องการยืนยันว่านายท่านของเธอกำลังล้อเล่นหรือพูดจริง
กัสเห็นแบบนั้นก็เลิกคิ้วขึ้น ก่อนจะยิ้มออกมาราวกับเข้าใจว่าเธอคิดอะไร จากนั้นส่ายหน้าโดยไม่ขอคำตอบอีกเพราะเขาเข้าใจแล้วว่าของแบบนี้หากมีอยู่จริงแองจี้คงหามาใช้แล้ว เธอคงไม่รอให้เขาถามแน่
“แล้วถ้า..ใช้อาคมเสริมละ”
“ถ้าทำแบบนั้นพลังงานที่ต้องใช้ก็จะสูงขึ้นไปอีกนะคะท่านกัส ถึงตอนนั้นแค่นำออกไปวิ่งโดยไม่ต้องสู้ก็คงจะวิ่งได้ไม่กี่นาทีเท่านั้นค่ะ”
พูดแล้วแองจี้ก็เริ่มถอนหายใจ วิธีแก้ที่กัสพูดถึงนั้น ล้วนเป็นวิธีที่เธอคิดมาก่อนแล้วทั้งสิ้น แต่ทุกวิธีที่ว่าก็มีปัญหาทั้งสิ้น วิธีสุดท้ายที่เธอคิดออกก็คือ การปรับปรุงแรงขับของหุ่นยนต์เพื่อให้สามารถใช้งานมันได้ก่อนที่สงครามจะเริ่ม
ส่วนวิธีอื่นนั้น สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาในภายหลังได้
แต่ก็แน่นอนว่ากัสย่อมไม่ทราบ เขาย่อมไม่มีทางรู้ว่าแองจี้ครุ่นคิดเกี่ยวกับการแก้ปัญหามานานขนาดไหนและผ่านการปรับปรุงแก้ไขมากี่ครั้งต่อกี่ครั้งกว่าจะได้วิธีที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
แต่ก็เพราะว่ากัสไม่ทราบเช่นกัน เขาจึงสามารถคิดในแง่มุมที่ต่างจากแองจี้ได้
“งั้นก็..ใช้วิธีส่งพลังงานจากระยะไกลละ แบบนี้น่าจะแก้ปัญหาได้ใช่ไหม”
คราวนี้แองจี้ไม่ตอบในทันที หากแต่ขมวดคิ้วครุ่นคิดอย่างตั้งใจ ไม่นานนักเธอก็นำเอาบันทึกโลกวิญญาณออกมาใส่ข้อมูลแล้วสั่งให้มันคำนวณหาความเป็นไปได้ที่วิธีนี้จะสำเร็จ
“โอกาสสำเร็จค่อนข้างสูงค่ะ แต่วิธีนี้มีจุดอ่อนขนาดใหญ่อยู่ นั่นคือ ‘ช่องทาง’ ส่งพลังอาจถูกรบกวนได้เพราะการส่งพลังในปริมาณมากผ่านช่องทางนั้นจะทำให้ง่ายต่อการตรวจจับค่ะ ถึงตอนนั้นศัตรูก็อาจจะค้นพบช่องทางที่พวกเราใช้และจู่โจมผ่านทางช่องทางที่ว่าได้ วิธีนี้หากนำไปใช้ข้าเกรงว่าคงจะใช้ได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น”
“งั้นหรือ..ก็จริงนะ ปกติพวกเราใช้ส่งเฉพาะข้อมูลก็เลยไม่มีอะไรผิดปกติ แต่ถ้าส่งพลังงานผ่านช่องทางพวกนี้..คงจะไม่ง่ายสินะ แล้วถ้า..เพิ่มตัวกลางเข้าไปสักหน่อยละ”
“ตัวกลางหรือคะ..”
แองจี้ทวนคำว่า ‘ตัวกลาง’ จบครั้งหนึ่ง ดวงตาของเธอก็ทอประกายวาววับ ความคิดบางอย่างปรากฏขึ้นในใจของเธอ ก่อนจะกลายเป็นรูปร่างอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจแองจี้ก็นำแรงบันดาลใจที่ปรากฏขึ้นเพียงชั่ววูบ มาต่อยอดจนกลายเป็นแนวความคิดที่สามารถนำไปใช้งานได้จริงขึ้นมา
ช่วงเวลานั้นสีหน้าของแองจี้เปลี่ยนแปลงไปมาหลายต่อหลายครั้ง ริมฝีปากขยับขึ้นลงไม่มีหยุด ส่งเสียงกระซิบที่ฟังไม่เข้าใจออกมาตลอดเวลาจนทำให้ทุกคนนึกแปลกใจ
แต่ก็ไม่มีใครเข้าไปขัดความคิดของเธอเพราะทุกคนทราบดีว่าแองจี้กำลังทำอะไรอยู่
ไม่นานนักแองจี้ก็ได้สติกลับมาอีกครั้ง เธอก็รีบเปิดบันทึกโลกวิญญาณและบันทึกข้อมูลที่เธอคิดได้ลงไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงหันมาส่งยิ้มแบบเขินๆ ให้กับกัส
“ขออภัยด้วยค่ะท่านกัส..ข้าคิดว่าข้าพอจะได้แนวทางแล้วล่ะค่ะ”
“อืม..แบบนั้นก็ดี ถ้าอย่างนั้นก็ฝากด้วยนะแองจี้”
“ด้วยความยินดีค่ะ!!”
หลังจากขานรับด้วยน้ำเสียงที่สดใส แองจี้ก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที เธอรีบรายงานหัวข้อต่อไปอย่างรวดเร็ว สรุปข้อมูลสำคัญๆ ออกมาอย่างต่อเนื่องโดยไม่อธิบายอะไรให้มากความ เนื้อหาส่วนใหญ่ล้วนอยู่ในเอกสารแล้ว ทุกคนย่อมเข้าถึงได้ เธอจึงจงใจอธิบายเพียงภาพรวมของแผนการใจปัจจุบันเพื่อให้การประชุมจบลงเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
ในจุดนี้ทุกคนชินแล้ว จึงไม่มีใครทักท้วงอะไร นอกจากก้มหน้าก้มตาอ่านข้อมูลในส่วนที่ตัวเองสนใจ ส่วนไหนยากจะเข้าใจก็ถามออกมาเพื่อให้แองจี้ขยายความ การประชุมจึงจบลงอย่างรวดเร็ว
“ถ้าอย่างนั้นข้าขอตัวก่อนนะคะทุกท่าน ขอตัวค่ะ!”
พูดจบแองจี้ก็แสดงความเคารพอย่างสุภาพงดงาม จากนั้นก็จากไปอย่างรวดเร็วด้วยความตื่นเต้นยินดีจนหุบยิ้มไม่ได้
กัสเห็นแบบนั้นก็หัวเราะออกมาเบาๆ จากนั้นมองไปทางภรรยาของเขาทุกคน สอบถามพวกเธออีกเล็กน้อยถึงความคืบหน้าในด้านต่างๆ พลางปลอบโยนพวกเธออีกนิดหน่อย ให้กำลังใจแต่พอเหมาะ จากนั้นก็จากไปเป็นคนที่สอง
ถึงตอนนั้นบลูอายก็ลุกขึ้นมาแทนที่กัสและเริ่มการประชุมย่อยที่เกี่ยวข้องกับความพร้อมของกองทัพบ้าง เนื้อหาส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาพร่างกายของนักรบ ความพร้อมของอุปกรณ์ ความคืบหน้าของการฝึกฝน ไปจนถึงกลยุทธ์ที่ฝึกฝนจนชำนาญ
เนื้อหาในส่วนนี้ส่วนใหญ่เป็นการพูดคุยในเชิงอธิบายถึงความคืบหน้าในแต่ละด้านและรายงานปัญหาที่พบเจอเท่านั้น ต่างฝ่ายต่างควบคุมคนของตนเองอยู่ตลอด จึงเข้าใจปัญหาที่คนของพวกเธอพบเจอดี การแก้จึงไม่ยากลำบากนัก ทั้งหมดเพียงใช้เวลาและมีความยุ่งยากอยู่บ้าง ดังนั้นเนื้อหาในส่วนนี้จึงไม่ถูกนำไปรวมในการประชุมรอบแรก เนื่องจากกัสกับแองจี้นั้นแบกรับหน้าที่สำคัญเอาไว้มากพอแล้ว จึงไม่มีใครอยากนำเรื่องเล็กๆ พวกนี้ไปรบกวนทั้งสอง
อีกด้านหนึ่งกัสที่ออกจากห้องประชุมมาก็ตรงไปยังโรงหลอมของอาจารย์สาวทันที เขาบุกเข้าไปด้านในโดยตรง ก่อนจะหยุดลงเมื่อได้ยินเสียงพูดคุยของอาจารย์และพี่สาว
แต่เมื่อกัสหยุดเดิน อาจารย์สาวและพี่สาวของเธอก็หยุดคุยตามไปด้วยเช่นกัน เนื่องจากพวกเธอเองก็สัมผัสได้ถึงการมาถึงของเขา รวมไปถึงการหยุดเดินแต่กลางทางของเขาด้วยเช่นกัน
เห็นแบบนั้นกัสก็ได้แต่ส่ายหน้ายิ้มๆ แล้วเดินเข้าไปอย่างช้าๆ พลางทักทายอาจารย์สาวเบรดเดียร์และพี่สาวของเธออาร์ทเทียร์ครั้งหนึ่ง แล้วมองดูสิ่งที่ทั้งสองกำลังให้ความสนใจ
“สำเร็จแล้วหรือครับอาจารย์”
“ยังหรอก พวกเรากำลังทดสอบอยู่ ตอนนี้กำลังรอดูผลผลลัพธ์สุดท้ายจากการบ่มเพาะมันด้วยพลัง”
กัสพยักหน้ารับง่ายๆ พลางมองดู กระบี่ขนาดใหญ่ที่ดูราวกับแผ่นเหล็กที่ถูกนำมาตัดเป็นรูปทรงในมือของอาจารย์สาว
ตัวกระบี่นั้นหลอมจากโลหะระดับ 5 ดาวสามัญทั่วไป หลอมขึ้นรูปผ่านแม่พิมพ์โดยตรงและถูกสลักลวดลายแห่งจิตวิญญาณของ ‘เมล็ดพันธุ์กระบี่’ ที่กัสสร้างขึ้นลงไป
ตอนนี้ตัวกระบี่กำลังถูกหลอมด้วยพลังของเมล็ดพันธุ์กระบี่ ใช้ความสามารถของเมล็ดพันธุ์หยั่งรากลงไปในโลหะเพื่อเปลี่ยนมันให้กลายเป็นกระบี่ที่แข็งแกร่ง
รูปร่างของกระบี่เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง เสียงพูดคุยของอาจารย์สาวกับพี่สาวก็ดังขึ้นไม่มีหยุด หัวข้อที่ทั้งสองคุยกันนั้น โดยมากจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับกระแสพลังและปฏิกิริยาตอบสนองของลวดลายแห่งจิตวิญญาณ รวมไปถึงการสั่นพ้องของพลังกับโลหะที่ใช้สร้าง
รายละเอียดของหัวข้อที่ทั้งสองคุยกันนั้นยากจะเข้าใจอยู่บ้าง เนื่องจากเป็นข้อมูลเชิงเทคนิคที่ลึกซึ้งซึ่งมีเพียงปรมาจารย์เท่านั้นที่จะเข้าใจได้
กัสเองยังฟังเข้าใจเพียงบางส่วน แต่เขาก็ไม่ได้ถามออกมา หากแต่มองดูผลลัพธ์จากการทดลองที่อยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา การบ่มเพาะในขั้นต้นก็เสร็จสิ้น คุณภาพของกระบี่โลหะที่แสนธรรมดาพัฒนาขึ้นจนเกือบจะเทียบได้กับกระบี่ที่ถูกหลอมสร้างอย่างระมัดระวังของช่างฝีมือผู้ชำนาญ
“คุณภาพของวัตถุดิบเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ระดับ นับว่าไม่เลว แต่ยังขาดตัวอย่างอยู่ ลองส่งไปให้นักรบของเจ้าทดลองบ่มเพาะอยู่ได้ไหมกัส”
“ไม่มีปัญหาครับ ข้าคัดคนเอาไว้แล้ว ท่านสามารถส่งอุปกรณ์ไปให้พวกมันทดสอบได้เลย”
ได้ยินแบบนั้นเบรดเดียร์ก็พยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ เธอมองดูกระบี่ในมืออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็วางลงในที่สุดแล้วหันมายิ้มให้กับลูกศิษย์ที่แสนน่ารักของเธอ
“เจ้ามาหาข้าด้วยตัวเองแบบนี้หายากนะเนี่ย คงมาถามถึงเรื่องที่เจ้าของให้ข้าช่วยละสิ”
“ครับ อุปกรณ์ชีวิตเทียม..ท่านอาจารย์พัฒนาไปถึงไหนแล้วครับ”
“เจ้าอยากรู้งั้นหรือ งั้นดูด้วยตาของเจ้าเองเถอะ!”
พูดจบเบรดเดียร์ก็ดึงเอากล่องเหล็กใบหนึ่งออกมาวางเบื้องหน้ากัสแล้วเปิดฝาออก เผยให้เห็นค้อนด้ามหนึ่งที่มีสีเงินขาวสว่างสดใสทอประกายแม้ว่าแสงสว่างภายในโรงหลอมจะไม่ได้สว่างมากนัก
เมื่อเห็นค้อนในกล่อง ดวงตาของกัสก็เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย สัมผัสศักดิ์สิทธิ์ของเขากวาดออกไปทันที จนสัมผัสได้ถึงพลังที่คล้ายกับพลังของอาจารย์สาวจากค้อนด้ามนี้
ไม่เพียงเท่านั้นพลังที่อยู่ภายในค้อนยังผสานเป็นหนึ่งเดียวกับค้อน ราวกับมันคือตัวค้อน ไม่ใช่อาวุธที่บรรจุพลังเพียงผิวเผินซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของอุปกรณ์ชีวิตที่ตัวตนระดับเทพครอบครอง