หลังจากเข้ามาสู่ยอดเขาไท่เสวียนแล้วเยี่ยซางและคนอื่นๆ ต่างก็พยายามฝึกฝนอย่างหนักทำให้การบ่มเพาะของพวกเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
ลำดับแรกคือถังเทียนและฉู่หนิงทั้งคู่ทะลวงเลี่ยนชี่ขั้นที่เก้าแล้วส่วนเยี่ยซางซึ่งบ่มเพาะได้ถึงจุดสูงสุดของเลี่ยนชี่ขั้นหกก็ตื่นขึ้นจากการทำสมาธิหลังตรวจสอบสภาพของตนเองแล้วพบว่าไม่ใช่เพราะร่างกายของเขาที่มีปัญหาแต่เป็นเพราะฐานการฝึกฝนมาถึงขีดจำกัดแล้วต่างหากเยี่ยซางจึงตัดสินใจที่จะเริ่มทะลวงผ่าน
การฝึกฝนเป็นเวลานานบางครั้งอาจทำให้ร่างกายรับไม่ไหว จึงจำเป็นต้องกินยาปี้กู่เพื่อปรับสภาพร่างกายก่อนแต่ตอนนี้ร่างกายของเยี่ยซางไม่ได้มีปัญหาอะไร
เขาไม่มีความยากลำบากในการทะลวงขั้นในระดับเลี่ยนชี่โดยสิ่งที่สำคัญคือการสะสมปราณแท้จริง ตราบใดที่มีปริมาณของปราณแท้จริงมากพอการทะลวงขั้นก็ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น
เยี่ยซางหยุดการบ่มเพาะคัมภีร์หมื่นวิถีก่อนจะปล่อยให้ตันเถียนดูดซับปราณแท้จริงให้มากที่สุดเพื่อขยายตันเถียนสำหรับรองรับการเพิ่มขึ้นของปริมาณปราณแท้จริง
ด้วยแรงกระแทกจากพลังงานมหาศาลรวมกับขีดจำกัดของตันเถียนในการรองรับปราณแท้จริงทำให้เกินการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตันเถียนของเยี่ยซางค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นด้านนอกของตันเถียนเดิมมีดวงแสงทั้งหมดหกดวง ตอนนี้มีดวงแสงอีกดวงค่อยๆก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆ โดยหมุนไปพร้อมกับดวงแสงทั้งหกที่มีอยู่ก่อนหน้า
การก่อตัวของดวงแสงปราณแท้จริงดวงที่เจ็ดนั้นเป็นสัญญาณของการเข้าสู่ขั้นที่เจ็ดของเลี่ยนชี่ตอนนี้ปริมาณความจุในตันเถียนของเยี่ยซางก็เพียงพอแล้วสิ่งที่จำเป็นคือการควบแน่นดวงแสงที่เจ็ดเมื่อดวงแสงปราณดวงที่เจ็ดได้ปรากฏขึ้นแล้ว สิ่งที่เยี่ยซางต้องทำคือควบแน่นดวงแสงนั้นให้หมุนวนได้อย่างมั่งคง
หลังจากผ่านไปสองชั่วยามเยี่ยซางก็ทำให้ดวงแสงที่เจ็ดมั่นคงขึ้นได้การปรากฏและควบแน่นของดวงแสงนี้เป็นสัญญาณว่าเยี่ยซางได้เข้าสู่ขั้นที่เจ็ดของเลี่ยนชี่ในที่สุด
หลังจากเข้าสู่ขั้นที่เจ็ดของเลี่ยนชี่ตันเถียนของเยี่ยซางก็สามารถดูดซับปราณแท้จริงรวดเร็วมากขึ้น
“สองเดือนเฮอเฮอ!ใช้เวลาสองเดือนในการยกระดับการบ่มเพาะจากขั้นสามไม่ถึงขั้นสี่ของเลี่ยนชี่มาเป็นระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่เจ็ดในหุบเขาโอสถยังไม่เคยมีความเร็วขนาดนี้มาก่อนเลย” กงเสวียนกล่าวอย่างตื่นเต้น
“ถ้ารักษาความเร็วเช่นนี้ไว้แล้วฝึกฝนอีกครึ่งปี สิบสามน้อยคงมีโอกาสเข้าร่วมการต่อสู้ของศิษย์ใหม่”โจวเจิ้งกล่าว
“ตอนนี้เขามีทักษะการต่อสู้ระดับสองไม่ต้องพูดถึงศิษย์ใหม่เลย ในยอดเขาอื่นก็ไม่มีเหมือนกัน เป็นเรื่องยากมากสำหรับศิษย์สายนอกจากยอดเขาอื่นๆที่จะแข่งกับเขาได้ ต่อให้มีคนมาสู้กับสิบสามได้แต่เขาต้องเป็นคนจากยอดเขาไท่เสวียนของเรา” กงเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ใช่แล้วพวกเรายังมีศิษย์รุ่นสามอีกสิบสองคนที่เป็นศิษย์ใหม่ด้วย พวกเขาล้วนไม่อ่อนแอศิษย์ของเราต้องแข็งแกร่งกว่าศิษย์ของคนๆ นั้นในยอดเขาหลัก”ชิงจีมีรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง แต่แล้วก็กลับแสดงความโกรธออกมา
“ศิษย์พี่หญิงหกไม่ต้องกังวลเรื่องนี้แน่นอนอยู่แล้ว” หยางเหล่ยกล่าว
หนึ่งเดือนผ่านไปหินวิญญาณในค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณก็หมดพลัง หมอกสีขาวค่อยๆ หายไปแล้วแท่นจวี้หลิงไท่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าของกงเสวียนและคนอื่นๆ
แท่นจวี้หลิงไท่ทั้งสิบสามมีความสูงต่างกันที่โดดเด่นที่สุดคือแท่นจวี้หลิงไท่ซึ่งอยู่ใกล้ๆ ด้านหน้าโดยมีเยี่ยซางนั่งอยู่บนนั้น
ยามนี้เยี่ยซางและคนอื่นๆก็รู้สึกตัวขึ้นเพราะปราณที่สามารถดูดซับได้หยุดลงแล้ว
ทุกคนบนแท่นหันมองซ้ายขวาแล้วก้มมองของตัวเองจากนั้นสีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป เพราะแท่นจวี้หลิงไท่ของแต่ละคนมีความสูงต่างกันไม่จำเป็นต้องพูดถึงความแตกต่าง เพราะช่องว่างระหว่างพวกเขาใหญ่เกินไปยิ่งเป็นแท่นของเยี่ยซางซึ่งสูงที่สุดแล้ว แท่นจวี้หลิงไท่ของเขาสูงกว่าคนอื่นๆถึงหนึ่งในสามของทุกคน หรือสูงกว่าเกือบครึ่งหนึ่งของแท่น ซึ่งพิสูจน์ว่าเยี่ยซางดูดซับปราณไปมากกว่าพวกเขา
นอกจากเยี่ยซางแล้วแท่นที่สูงที่สุดคือเจ่อจ้วง รองลงมาเป็นฉู่หนิง ถังเทียนและหนานกงไต้ทั้งสามคนมีระดับความสูงของแท่นใกล้เคียงกันส่วนอีกเก้าคนที่เหลือก็มีระดับความสูงไม่ต่างกันมากนัก
“ทั้งหมดได้รับการเลื่อนตำแหน่งทั้งที่เพิ่มหนึ่งหรือครึ่งหนึ่งรวมถึงเกือบสองระดับ ดีมาก สิบสามนี่คือยาจวี้ชี่”หลิ่วหยางอวี่ปรากฏตัวขึ้นเขาไม่ได้แสดงความคิดเห็นว่าใครทำได้ดีที่สุดในค่ายกลรวบรวมจิตวิญญาณแต่เขามอบยาจวี้ชี่ให้เยี่ยซางโดยตรง เพราะมันไม่จำเป็นต้องตัดสินในสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่าใครทำได้ดีที่สุดมิฉะนั้นจะเป็นการทำลายความมั่นใจของผู้อื่น
“ขอบคุณขอรับท่านอาจารย์” เยี่ยซางพยักหน้า
“อย่าเร่งความเร็วในการบ่มเพาะอย่างไม่ระมัดระวังรากฐานจะต้องมั่นคง หากเจ้าไม่เข้าใจอะไรก็ไปหาอาจารย์ที่ผาจิ้งซินได้”หลังพยักหน้าให้เยี่ยซาง หลิ่วหยางอวี่จากไป
เดิมทีเยี่ยซางต้องการจะกลับไปฝึกฝนต่อที่ยอดเขาป่าไผ่แต่ชิงจีและคนอื่นๆ บังคับให้พวกเขาไปที่บ้านเล็กๆ ตรงป่าไร้สำเนียงแน่นอนว่าทุกคนก็ไปเหมือนกัน ซึ่งนับเป็นการรวมตัวของศิษย์รุ่นสองและศิษย์รุ่นสามในสำนักของหลิ่วหยางอวี่ขาดเพียงแค่ศิษย์รุ่นสองคนที่สิบเอ็ด โม่เฉิน
ไม่มีใครถามเยี่ยซางเกี่ยวกับการบ่มเพาะของเขาทุกคนต่างเพียงแค่ดื่มเหล้าและพูดคุยกันทั่วๆ ไป
ตอนที่เยี่ยซางและศิษย์รุ่นสามคนอื่นๆยังไม่ได้เข้าสู่ยอดเขาไท่เสวียน กงเสวียนและศิษย์รุ่นสองคนอื่นๆมักจะมาดื่มเหล้าและดื่มชาด้วยกัน ดังนั้นความสัมพันธ์ของทุกคนจึงแน่นแฟ้นเป็นอย่างดีแน่นอนว่าความสัมพันธ์ของศิษย์ในยอดเขาไท่เสวียนก็มีชื่อเสียงไม่น้อยเช่นกัน
“สิบสามน้อยเจ้าดื่มเหล้าไปสองชามแล้ว ไม่เป็นอะไรเลย มาดื่มจากไหกับศิษย์พี่ดีหรือไม่?” สือเทียนหลินศิษย์พี่คนที่แปดมองที่เยี่ยซางและพูดขึ้น
“ตกลงถ้าศิษย์พี่ต้องการให้ดื่ม ศิษย์น้องก็จะดื่ม” เยี่ยซางพยักหน้าและพูด
“สิบสามไม่ต้องไปสนใจศิษย์พี่แปดของเจ้า เขาแค่อยากให้เจ้าช่วยเขาดื่มในไหเท่านั้น”หยางเหล่ยพูดขณะดึงเยี่ยซางไว้
“ศิษย์น้องหญิงเก้าที่เจ้าว่าก็ไม่ถูกนักสิบสามเป็นผู้ชาย ผู้ชายต้องกินเนื้อคำใหญ่แล้วดื่มให้หนัก เจ้าสิบสามไม่ไหวหรือ?” สือเทียนหลินหยิบไหเหล้ามาวางไว้หน้าเยี่ยซาง
“ศิษย์พี่หญิงเก้าศิษย์พี่ท่านมีความสุข ข้าจะดื่มด้วย ไม่เป็นอะไรหรอก” เยี่ยซางมองที่หยางเหล่ยอย่างขอบคุณเขารู้ว่าหยางเหล่ยเป็นห่วงเขา
“ก็ได้ถ้ารู้สึกไม่ดีก็หยุดดื่ม ศิษย์พี่ใหญ่ ท่านจะเอาแต่ดูศิษย์พี่แปดรังแกสิบสามหรือ?” หยางเหล่ยมองกงเสวียน
“เฮ้อลำบากข้าเสียจริง ใครจะทำอะไรก็ทำเถิด” กงเสวียนส่ายหัวและถอนหายใจ
“ศิษย์พี่ใหญ่ท่านก็รังแกสิบสามเหมือนกัน” ชิงจีก็พูดขึ้น
“ศิษย์น้องหญิงทั้งสองเจ้ายังไม่รู้ว่าใครเป็นหมาป่าใครเป็นแกะ! ดูเอาเถิด!”กงเสวียนกระซิบกับชิงจีและหยางเหล่ย
คนอื่นไม่รู้แต่กงเสวียนรู้ เยี่ยซางมักจะดื่มเป็นประจำกงเสวียนก็เคยลิ้มรสสุราของเยี่ยซางด้วย
ชิงจีและหยางเหล่ยมองหน้ากันจากนั้นก็มองไปยังเยี่ยซางและสือเทียนหลินที่กำลังดื่มเหล้าจากไหในมือ
ไม่นานเหล้าสองไหก็ถูกวางลง
“สิบสามน้อยเจ้าดื่มได้ไม่เลวทีเดียวถึงข้าจะไม่ชอบใจนัก แต่ถ้าศิษย์พี่ดื่มกับเจ้าอีกทีศิษย์พี่หกและศิษย์น้องเก้าจะโกรธเอาได้” สือเทียนหลินกล่าวอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
“ไม่เป็นอะไรพวกเจ้าอยากดื่มก็ดื่ม ถ้ารู้สึกเวียนหัว ศิษย์พี่หญิงมีห้องนอนแขกอยู่ที่นี่ด้วยพวกเจ้าศิษย์พี่ศิษย์น้องดื่มกันให้สนุกเถิด” เมื่อเห็นเยี่ยซางดื่มเหล้าไปไหหนึ่งแต่ไม่มีอะไรผิดปกติก็ทำให้ชิงจีเข้าใจคำพูดของกงเสวียนแล้วนางจึงรู้ว่าการดื่มกับเยี่ยซางไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“ศิษย์พี่ใหญ่พวกเราอยากดื่มให้เต็มที่ ท่านไม่มีความเห็นหรือ?” สือเทียนหลินมองไปที่กงเสวียน
“เชิญพวกเจ้าตามสบายในเมื่อต้องการพักผ่อนแล้ว พวกเจ้าก็สามารถผ่อนคลายและสนุกได้”กงเสวียนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“มา มา!ศิษย์น้องทั้งหลาย วันนี้พวกเจ้าดื่มกันให้เต็มที่ ศิษย์พี่หญิงท่านนำเหล้าสมุนไพรร้อยปีออกมาเถิด! ทุกคนจะได้มีความสุขกัน” สือเทียนหลินพูดแล้วมองไปที่ชิงจี
“ครั้งนี้ศิษย์พี่หญิงสูญเสียแล้วใครก็ได้ไปเอาเหล้าชิงเซวี่ยและเหล้าไป่เฉ่ามา” ชิงจีตะโกนสั่งศิษย์ช่วยงานทั่วไป
หลังจากได้ยินคำพูดของชิงจีแล้วสือเทียนหลินก็ตะลึงไปชั่วครู่เหล้าชิงเซวี่ยป็นเหล้าที่ดีที่สุดในป่าไร้สำเนียงของชิงจีมันทำจากเลือดของพยัคฆ์ทองคำและเลือดของไป๋เจียวซึ่งหาได้ยากแค่เหล้าชนิดเดียวก็แรงมากแล้ว มีแค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่ได้ดื่มซึ่งชิงจีไม่เต็มใจนักที่ต้องนำมันออกมา
ศิษย์ช่วยงานทั่วไปนำเหล้าทั้งสองชนิดมาอย่างรวดเร็วอันหนึ่งเป็นไหศิลาดล1 ส่วนอีกอันเป็นไหทรายม่วง2
ฉู่หนิงยื่นมือออกไปที่ไหทรายสีม่วงเขากำลังต่อสู้กับเจ่อจ้วงและถังเทียน!
“ถ้าเจ้าไม่อยากตายอย่างน่าเกลียดก็อย่ายุ่งกับมัน”กงเสวียนยื่นมือออกไปตีมือของฉู่หนิง
-----------------------------------------------------------------------------
1 ศิลาดล(青瓷) เป็นเครื่องเคลือบของจีน(พอร์ซเลน) ที่ละเอียดอ่อน ดูสง่างามและเรียบง่าย มีสีสันที่สวยงาม
2 ทรายม่วง(紫砂) เป็นเซรามิกชนิดหนึ่งอยู่ระหว่างเครื่องปั้นดินเผาและพอร์ซเลนสีออกน้ำตาลแดง ทำจากดินเหนียว