“อา…”
พอมาถึงมุมที่ไม่มีใครเซียวอวี้ฉีถึงค่อยพิงร่างกับผนัง หอบหายใจอย่างยากลำบากภายในมุมมืดสลัว
ตราดวงดาวสวรรค์ส่องสว่างไม่หยุด ความเจ็บระลอกแล้วระลอกเล่าก็จู่โจมไม่พักเช่นกัน
มาถึงจุดหนึ่งที่เซียวอวี้ฉีรู้สึกตาลาย คิดว่าน่าจะต้องไปประคบเย็นเพื่อบรรเทา
ร่างสูงรวบรวมแรงสูดหายใจ เอาฝ่ามือยันผนังพยุงตัวขึ้นยืน
แต่ด้านหลังกลับมีเงาหนึ่งทาบลงมา…
เซียวอวี้ฉีไม่ทันสังเกตว่ามีคนด้านหลัง ตอนหันไปจึงปะทะเข้ากับแผงอกกว้างโดยแรง เซเกือบจะล้ม ดีที่คนผู้นั้นช่วยดึงตัวไว้
“ท่าน…อ๋อง...”
เซียวอวี้ฉีหน้าซีดไป เมื่อพบว่าคนที่พยุงเขาอยู่คือใคร
อู๋จื่อหานสีหน้าสงบ ไม่พูดอันใดก็ดึงเขาไปอุ้ม
“นะ นี่ ท่านอ๋องจะทำอะไร...”
“พาเจ้าไปพัก”
อ๋องมารกล่าวแค่นั้นแล้วเดินดุ่มไปยังเรือนของทั้งสอง
เซียวอวี้ฉีไม่กล้าขยับส่งเดช กลัวจะไปกระทบครรภ์ของอีกฝ่ายเข้า ทำตัวสงบเสงี่ยมให้คนอุ้มจนไปถึงเตียง
อู๋จื่อหานวางชายาลงอย่างอ่อนโยนที่สุด ช่วยถอดเสื้อคลุมออกและนอนลง
ก่อนที่นิ้วเรียวยาวจะไล้จากช่วงแขนลงมาที่ข้อมือ
“ท่านจะทำอะไร!”
จู่ ๆ ถูกจับชีพจรเซียวอวี้ฉีดึงมือออก
ทว่าข้อมือกลับถูกรั้งกลับมาตรึงแน่นกับฟูกนอน ปลายนิ้วอุ่นของอู๋จื่อหานกดลงบนเส้นชีพจรของเขา
ด้วยไม่อาจขัดขืนเซียวอวี้ฉีเม้มปากแน่น ใจเต้นระทึกว่าจะถูกมองความผิดปกติออกหรือไม่
“หยกเหลียนซินไปไหน”
ขณะจับชีพจรท่านอ๋องมารหลุบตาต่ำ ถามขึ้นเรียบเรื่อย
เซียวอวี้ฉีทาบมืออีกข้างลงบนอก ตำแหน่งที่มักจะสวมหยกเหลียนซินเอาไว้ ยามนี้มันว่างเปล่า มีเพียงสร้อยหยดโลหิตเท่านั้นที่สวมไว้
ชายหนุ่มก้มหน้าเล็กน้อย ตอบอ้อมแอ้ม
“น่าจะ…ลืมใส่”
“จงใจไม่ใส่กระมัง”
“...”
ถูกเดาเจตนาออกเซียวอวี้ฉีก้มหน้ากัดริมฝีปากหนักกว่าเดิม ขณะที่กายก็ทนต่ออาการปวดร้อนตรงตราดวงดาวสวรรค์ไปด้วยจนเหงื่อออกหน้าผาก
อู๋จื่อหานจับชีพจรไปรอบก็ย้ายไปอีกข้าง ในตอนที่ข้อมือทั้งสองถูกปล่อยเซียวอวี้ฉีลอบผ่อนลมหายใจ คิดว่าน่าจะรอดตัวไปได้
แต่ที่ไหนได้ท่านอ๋องกลับลงมือกระชากสายคาดเอวเขาออก!
“ท่านอ๋อง! เรื่องนั้นยังไม่ได้ ครรภ์ท่านยังอ่อน!”
“เอาให้ข้าดู!”
อู๋จื่อหานพูดน้ำเสียงเฉียบขาด ไม่ตกหลุมพรางที่เซียวอวี้ฉีพยายามจะบ่ายเบี่ยงไปเรื่องอย่างว่าเพื่อกลบเกลื่อนบางสิ่งจากตน
เซียวอวี้ฉีกลืนน้ำลาย มือจับสายคาดเอวแน่น สองตาจับจ้องตอบกลับแววตาดุดันอันตรายของคนตรงหน้า
ทำอย่างไรดี ถ้าจื่อหานเห็นมัน เขาจะต้องโมโหมาก
อาจมากถึงขนาดสังหารคน…
อู๋จื่อหานเห็นคนเอาแต่เงียบ ออกแรงดึงไหล่อีกฝ่ายให้เข้ามาใกล้
“เจ้ากลัวอะไรแน่ กลัวข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ใช่! ไม่สิ ใช่…ข้ากลัวท่าน…”
เซียวอวี้ฉีส่ายหน้า หลบแววตาที่ฉายความไม่เข้าใจของอู๋จื่อหาน
เขาขบคิดวนไปวนมา สุดท้ายตัดสินใจตกลงเรื่องหนึ่งกับอีกฝ่าย
“จื่อหาน…ท่านอย่าวู่วามได้หรือไม่ เรื่องทั้งหมดข้าเป็นคนตัดสินใจ เพราะงั้น…นี่ดีที่สุดแล้ว”
“เจ้าพูดบ้าอะไร? ตกลงมันมีอะไรแน่ เจ้าคิดว่าข้าไม่สังเกตว่ากลิ่นอายเจ้าแปลกไป? เซียวอวี้ฉี หากเจ้ามีอะไรปิดบังก็บอกมาตอนนี้ หาไม่ ข้าจะไม่ละเว้นเจ้า!”
ไม่ละเว้นอย่างไรไม่รู้ แต่อู๋จื่อหานจนปัญญากับวัวดื้อตัวนี้แล้ว เจ้าตัวคิดว่าไล่อู๋เจี๋ยออกมาแล้วจะไม่มีใครสังเกตหรือไง
เห็นเขาเป็นอะไร มารบรรพกาลแค่ชื่ออย่างนั้นหรือ? เพียงกลิ่นประหลาดบนตัวอีกฝ่ายเขาก็รู้แล้ว แค่ดูว่าวัวดื้อนี่จะพูดเมื่อไหร่!
เซียวอวี้ฉีนั้นเรื่องเจ็บกายเป็นรองไปสิ้นเชิง ตอนนี้เขากลัวจนลืมหายใจ เอาแต่มองหน้าอู๋จื่อหานอย่างไม่รู้จะทำอย่างไร
ถ้าข้าพูด เขาจะต้องอาละวาดแน่…
พูดไม่ได้เด็ดขาด!
“ซะ..”
“?”
เห็นว่าคนขยับปากอู๋จื่อหานเลิกคิ้ว รอฟังว่าเขาจะว่าอย่างไร
แต่ที่ไหนได้ทุกอย่างไม่เป็นอย่างที่คิด
เซียวอวี้ฉีล้วงถุงหอมออกมาเปิดออก ตะโกนเสียงดัง
“เซียวอวี้ฉี เข้ามา!”
“นี่เจ้า!”
ร่างคนทั้งคนถูกดูดเข้าไปในถุงหอม อู๋จื่อหานไม่ทันตั้งตัวคว้าเอาไว้ไม่ทัน ทำให้วัวหนีเข้าไปในถุงหอมอักษรยี่ได้สำเร็จ
“เซียวอวี้ฉี! เจ้ากล้าหนีทั้งแบบนี้งั้นรึ!”
ท่านอ๋องมารนั่งเดือดดาลอยู่ตรงนั้นชั่วอึดใจ จ้องถุงหอมอย่างแทบจะจับมาฉีกมันเป็นชิ้น ๆ
“เซียวอวี้ฉี ถ้าเจ้าไม่ออกมาภายในนับสาม ข้าจะตีเจ้า!”
ฉี่…
ไร้การตอบกลับใด ๆ มีเพียงสายลมที่พัดผ่านใบไม้ด้านนอก
ท่านอ๋องมารกำหมัดจ้องถุงใบนั้นนิ่งนาน
กระทั่งผ่านไปพักใหญ่ถึงลุกเดินออกจากห้องไป…