เสียงหัวเราะเยาะหยันขององค์รัชทายาทยังคงดังก้องไปทั่วลานดินหน้าตำหนักหยางซิ่น
เหล่าบ่าวไพร่ขององค์ชายห้าที่อยู่ในชุดผ้าฝ้ายปะชุนซอมซ่อสามถึงสี่คนต่างคนต่างกำหมัดแน่นแต่ก็แสดงออกอะไรมากมายไม่ได้ ด้วยเหตุที่กลัวว่าผู้เป็เ้านายจะเดือดร้อน
องค์ชายห้ายังคงยืนก้มหน้านิ่งงัน ไร้ซึ่งการโต้ตอบคล้ายกับรูปปั้นเก่าๆ ที่ถูกทิ้งไว้ตรงริมระเบียง ไร้ผู้คนแยแส
ในระหว่างที่บุรุษผู้สูงศักดิ์กำลังพ่นน้ำลายโอ้อวดความวิเศษวิโสของสายเืตนเองเ้าวิหคเพลิงที่เกาะอยู่บนไหล่กว้างก็ขยับหัวสอดส่องตำหนักคร่ำครึไปมาแบบดูถูก
ั์ตาสีทองหยิ่งยโสของสัตว์เทพบังเอิญกวาดไปปะทะเข้ากับก้อนขนสีขาวที่กำลังก้มหน้าก้มตาจิกกินเศษอาหารอยู่บนพื้นดิน
ทว่าสิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของวิหคเพลิงกลับไม่ใช่เพียงแค่ห่านอ้วนฉุหน้าตาโง่งมเท่านั้น!
พรึ่บ...
เปลวไฟรอบตัวของนกเทพสั่นไหวเล็กน้อย
ภาพที่มนุษย์ทั่วไปหรือแม้แต่สัตว์เดรัจฉานตัวอื่นมองไม่เห็นแต่วิหคเพลิงกลับเห็นได้อย่างชัดเจนคือกลุ่มควันสีดำทะมึนที่ดูคล้ายกับหมอกหนาตากำลังพวยพุ่งทะลักออกมาจากร่างของก้อนขนสีขาวตัวนั้น
ควันดำเ่าั้ไม่ได้ลอยหายไปในอากาศแต่มันกำลังจับตัวรวมกันเป็รูปร่างของบางสิ่งบางอย่าง...
เงาดำขนาดมหึมาที่ทาบทับอยู่เื้ัห่านกินผักค่อยๆรวมตัวกันจนกลายเป็เงาของั!
และมันไม่ใช่เงาของัดินหรือัวารีธรรมดาที่เห็นได้ตามรูปปั้นศาลเ้าเสื่อมโทรมและมันก็ไม่ใช่เงาของสัตว์เทพอย่างัเขียว แต่มันกลับแผ่กลิ่นอายาอันน่าสะพรึงกลัวออกมาจนอากาศรอบด้านแทบจะจับตัวเป็น้ำแข็งอยู่แล้ว
วิหคเพลิงสั่นสะท้านไปถึงแกนิญญา
เทพกุนแห่งสิบสองนักษัตรที่ประทานพรให้มันถือกำเนิดขึ้นมาหากนำมาเทียบกับเงาดำทะมึนเบื้องหน้านี้แล้วคงดูต้อยต่ำไม่ต่างจากลูกหมูในเล้าที่รอวันถูกจับมัดขึ้นเขียง
เปลวไฟสีแดงฉานที่เคยลุกโชนอย่างภาคภูมิ บัดนี้หดเล็กลงกะทันหันจนแทบจะกลายเป็เพียงสะเก็ดไฟก้นเตาอั้งโล่ที่ใกล้จะมอดดับ
นกเทพหน้าซีดเผือด แม้ใบหน้าจะปกคลุมด้วยขนสีแดงแต่ท่าทางของมันก็บ่งบอกถึงความหวาดกลัวสุดขีด
กร้วม!
เสียงจะงอยปากแบนกว้างสีส้มเคี้ยวเมล็ดข้าวโพดหวานฉ่ำดังขึ้นเบาๆ
เจียงลี่หยูกลืนของโปรดลงลำคอยาวระหงก่อนจะเอียงหัวกลมๆ ช้อนั์ตาสีดำขลับขึ้นมองนกไฟที่เกาะอยู่บนไหล่ขององค์รัชทายาท
ตาของสัตว์เทพและสัตว์ปีกเดรัจฉานสบกันเข้าโดยบังเอิญ...
'อืม... พอมองดูใกล้ๆ เ้านกเตาถ่านนี่ก็สีสวยดีแฮะเหมือนโคมไฟกระดาษแก้วที่ถูกจุดทิ้งไว้ตอนเทศกาลหยวนเซียวเลย แต่ถ้าขืนเข้าไปดูใกล้กว่านี้ตัวฉันจะติดไฟด้วยไหมนะ'
อดีตพนักงานออฟฟิศชื่นชมความงามของสัตว์ประหลาดไฟลุกในใจอย่างซื่อตรงไม่ได้คิดคำนวณสิ่งใดซับซ้อนไปกว่าการกิน และการมองสิ่งสวยงามเพื่อฆ่าเวลา
ทว่าสายตาที่ว่างเปล่าและโง่งมของห่านตัวเมียเมื่อประกอบกับการเคี้ยวอาหารตุ้ยๆ กลับถูกตีความไปอีกทางโดยสิ้นเชิง
ในสายตาของวิหคเพลิงที่กำลังตัวสั่นงันงกการจ้องมองนั้นช่างเยือกเย็นและเหยียดหยามจนถึงขีดสุด
ราวกับว่าสายตานั้นกำลังมองดูมดปลวกหรือเศษฝุ่นผงใต้ตีนผังผืด ที่เพียงแค่อีกฝ่ายขยับจะงอยปากงับลงมาเพียงครั้งเดียวตัวตนอันสูงส่งของสัตว์เทพก็อาจแหลกสลายกลายเป็เพียงเศษกากอาหารในกระเพาะห่านอย่างง่ายดาย
กึก...
วิหคเพลิงผู้สูงส่งรีบหดลำคอของมันลงสุดเท่าที่จะทำได้สองขาที่เกาะอยู่บนไหล่ขององค์รัชทายาทสั่นพั่บๆ ไม่กล้าแม้แต่จะสยายปีกหรือส่งเสียงร้องเจื้อยแจ้ว หรือพูดภาษามนุษย์ออกมาอีกแม้แต่ครึ่งคำ
เวลาล่วงเลยผ่านไปอย่างเชื่องช้าประดุจหอยทากเป็ตะคริวแสงแดดยามสายเริ่มสาดส่องแรงขึ้น แต่ก็ยังไม่อาจร้อนแรงและน่ารำคาญเท่าความขี้โม้ของบุรุษอาภรณ์ทองอย่างองค์รัชทายาทสักเท่าไหร่
“ข้าคงต้องพาแม่นางวิหคเพลิงไปพักผ่อนเสียแล้วดูไฟบนตัวของนางอ่อนลงขนาดนี้คงจะอยากนอนเต็มแก่สินะ ดังนั้น ขอให้เ้าโชคดีแล้วก็ถ้าอยากรุ่งเรืองก็ขอให้อยู่หลังข้า... ติดตามข้า... สนับสนุนข้า...อย่าไปอยู่ฝ่ายเดียวกับพวกเ้าสองและเ้าสามล่ะ ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าเสด็จพี่คนนี้ ไม่บอกเ้า เอาล่ะ ลาก่อนน้องห้า”
“ขอรับเสด็จพี่”
ในที่สุดมหกรรมโอ้อวดสรรพคุณสัตว์เทพและการเหยียดหยามสายเืมนุษย์เดินดินก็จบลงเสียที
ครืด...
เสียงล้อเกี้ยวไม้สลักลายัสี่เล็บเคลื่อนตัวบดทับผืนดินองค์รัชทายาทเสด็จกลับไปพร้อมกับวิหคเพลิงคู่ใจ ทิ้งไว้แต่เพียงฝุ่นควันและกลิ่นอายของความน่าหมั่นไส้ที่ยังคงลอยคลุ้งอยู่หน้าประตูจวนตำหนักหยางซิ่น
ชายหนุ่มผู้เป็เ้าของตำหนักหยางซิ่นเดินลากฝีเท้าเนิบนาบกลับเข้ามาในลานดินแผ่นหลังกว้างที่เคยตั้งตรงบัดนี้ค้อมลงเล็กน้อยราวกับคนแบกกระสอบข้าวสารเปียกน้ำไว้เต็มสองบ่า
ตุบ!
องค์ชายห้าทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้หินสลักเก่าๆใต้ร่มไม้ ฝ่ามือหนายกขึ้นนวดคลึงขมับทั้งสองข้างอย่างหนักหน่วงราวกับพยายามจะรีดเอาความปวดหัวออกทางรูขุมขน
ั์ตาดำขลับคู่คมกวาดมองไปยังฝูงสัตว์รับบาปที่ยืนอยู่รอบๆลานดิน รวมถึงเ้าก้อนขนสีขาวอวบอ้วนที่กำลังยืนเคี้ยวข้าวโพดอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว
"ข้าก็คิดเอาไว้แล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง...มันจะต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยระบายความอัดอั้นตันใจออกมาให้สิงสาราสัตว์ฟังอย่างสิ้นหวัง
"ยิ่งองค์รัชทายาทรวบอำนาจไว้ในมือได้มากเท่าไหร่บ้านเมืองของเราก็ย่อมล่มจมเร็วขึ้น ยิ่งกว่าเกวียนตกลงก้นเหวเท่านั้นทว่าเสด็จพ่อกลับทรงหูหนวกตาบอด ไม่ยอมรับรู้สิ่งใดเลยและความบรรลัยคงมาเยือนตัวข้าเร็วๆ นี้แน่ ถ้าเสด็จพี่สองและเสด็จพี่สามคิดว่าข้าเลือกข้างอยู่ฝ่ายองค์รัชทายาทแล้ว"
เขาถอนหายใจยาวจนอกเสื้อกระเพื่อม
"การมาเยือนของเสด็จพี่องค์รัชทายาทในวันนี้พี่สองและพี่สามอาจจะรู้ และนึกเอาเองว่าการพบกันครั้งนี้คือข้าสนับสนุนองค์รัชทายาทไปแล้ว ทั้งทั้งที่องค์รัชทายาทก็มาเพื่อหยามข้า ยิ่งบัดนี้เขาผูกจิตกับวิหคเพลิงสำเร็จสันดานบ้าอำนาจคงยิ่งกำเริบหนักขึ้นไปอีก ทั้งที่ขนาดยังไม่ทันได้ผูกจิตราษฎรตาดำๆ นอกวังก็ยากแค้นแสนเข็ญแทบจะต้องต้มน้ำซาวข้าวซดประทังชีวิตกันอยู่รอมร่อแล้ว"
บุรุษหนุ่มรูปงามครวญครางอย่างสิ้นหวัง “ไม่ว่าจะข้างไหน ตัวข้าก็คงต้องถูกเล่นงานจากทุกด้านเป็แน่”
เจียงลี่หยูหยุดจะงอยปากที่กำลังเคี้ยวเมล็ดข้าวโพดลงชั่วคราวั์ตากลมบล็อกจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่กำลังอมทุกข์ค้างนิ่ง
'โอ้โห... นี่แคว้นต้าเฉียนบริหารงานห่วยแตกขนาดนั้นเลยเรอะฉันอุตส่าห์หนีชีวิตพนักงานออฟฟิศเงินเดือนไม่กี่หยวน ที่มัวแต่ทำโอทีจนเดินตกท่อระบายน้ำ เพื่อมาเสวยสุขในร่างห่าน เอ่อ...เรียกว่าเสวยสุขได้หรือเปล่านะช่างเถอะ... แล้วทำไมฉันต้องมาเจอวิกฤตผู้นำโง่จนประเทศชาติจะล้มละลายอีกแล้วเนี่ย'
สตรีวัยยี่สิบเจ็ดปีในร่างห่านตัวเมียบ่นอุบอิบในใจอย่างเหนื่อยหน่าย
ปัง!
ฝ่ามือหนาตบลงบนโต๊ะหินอย่างแรงจนเกิดเสียงดังก้ององค์ชายห้าหัวเสียจนเส้นเืที่ขมับปูดโปนเต้นตุบๆ
"ได้อำนาจจากวิหคเพลิงแล้วอย่างไรเล่า!มันช่วยให้ราษฎรอิ่มท้องได้หรือไม่!แก่งแย่งอำนาจกันในพระราชวังแล้วได้อะไรเล่า...แคว้นกำลังจะแหลกจากาอยู่รอมร่อหาใช่ว่ามีแต่แคว้นต้าเฉียนเสียหน่อยที่มีสัตว์เทพ... แคว้นอื่นเขาก็มี..."
เขากัดฟันกรอดแววตาเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและสมเพชในชะตากรรมของอาณาจักร
"ยิ่งท่านพี่โง่งมและหลงระเริงในอำนาจมากเพียงใดมันก็ยิ่งเปิดช่องโหว่กว้างเท่าประตูเมืองให้แคว้นอื่นยกทัพเข้ามาโจมตีขย้ำคอเราได้ง่ายดายมากเพียงนั้น!ยังไม่นับรวมเสด็จพี่สองและสามที่อาจจะก่อฏได้ทุกเมื่ออีก"