ปอนด์อยากกลับตั้งแต่รอยฝ่ามือขยับ
เขาถอดหน้ากากลงใต้คางทั้งที่ผมบอกหลายครั้งว่าอย่าทำในพื้นที่ปนเปื้อน ใบหน้าเขาซีดและมีเหงื่อเกาะตามไรผม แต่ดวงตายังเหลือแววหงุดหงิดแบบคนไม่อยากยอมรับว่าตัวเองกลัว
"พี่เอก งานนี้ไม่ปกติแล้วนะ" เขาพูด "ผมว่าเอาเงินมัดจำเท่าที่ได้แล้วออกเหอะ"
"เงินมัดจำอยู่ไหนล่ะ" เอกหันไปใส่ "ไม่มีใครจ่ายจนกว่างานเสร็จ มึงอยากกลับก็เดินกลับเอง แต่ถ้าเช้าแล้วไม่มีเงิน อย่ามาขอส่วนแบ่ง"
คำว่าเงินทำให้ปอนด์เงียบ
ผมเข้าใจทั้งคู่ เอกมีหนี้รถตู้กับค่าน้ำยาที่ค้างร้านส่งของ ปอนด์มีนิสัยใช้เงินเร็วกว่าเงินเข้า ส่วนผมมีแม่รอผ่าตัด ความกลัวในบ้านหลังนี้น่ากลัว แต่ความจริงข้างนอกก็น่ากลัวไม่แพ้กัน นี่แหละเหตุผลที่คนยังทำงานต่อทั้งที่รู้ว่ามีอะไรผิด
มีคนเคยถามผมว่าทำไมถึงเลือกงานแบบนี้ ทำไมไม่ไปทำร้านสะดวกซื้อ ขับรถส่งของ หรือรับจ้างทั่วไปที่ไม่ต้องเห็นคราบเลือดคนอื่น คำตอบจริง ๆ ไม่ได้เท่เลย งานนี้ได้เงินเร็ว จ่ายสดบ่อย และคนที่โทรเรียกเรามักไม่มีเวลาต่อรองราคามาก เพราะเขาอยากให้สิ่งที่เกิดขึ้นหายไปก่อนญาติ ก่อนเพื่อนบ้าน ก่อนเจ้าของตึก หรือก่อนตัวเองจะทนอยู่กับมันไม่ไหว
งานล้างหลังคดีจึงมีความจริงสกปรกซ่อนอยู่เสมอ เราไม่ได้ล้างเพื่อคนตายอย่างเดียว หลายครั้งเราล้างเพื่อให้คนเป็นโกหกตัวเองได้ง่ายขึ้น ล้างเพื่อให้ห้องปล่อยเช่าต่อ ล้างเพื่อให้บ้านขายได้ ล้างเพื่อให้รูปถ่ายในข่าวไม่เหมือนสถานที่จริงอีกต่อไป และทุกครั้งที่เราเก็บถุงแดงขึ้นรถ ผมจะรู้สึกเหมือนกำลังช่วยใครบางคนพับความรุนแรงใส่กล่องแล้วเขียนป้ายว่า "ทำความสะอาดแล้ว"
คืนนั้น ความรู้สึกนั้นชัดกว่าทุกคืน บ้านหลังนี้ไม่ได้ต้องการความสะอาดแบบที่พื้นไม่มีคราบ มันต้องการให้เรายอมรับว่ามีอะไรบางอย่างถูกซ่อนไว้ใต้คำว่าปิดคดี และเราสามคนกำลังเดินเข้าไปใกล้สิ่งนั้นพร้อมถุงมือ น้ำยา และความจำเป็นของตัวเอง
"ถ้าเราเปิดประตูนั้นแล้วมีอะไรอยู่ข้างใน" ปอนด์พูดเบา ๆ "เราจะทำไง"
"ถ่ายรูปก่อน" ผมตอบ
เขาหัวเราะสั้น ๆ แบบไม่ขำ "พี่นี่จะตายยังถ่ายรูปก่อนเลยมั้ง"
"ถ้าต้องตาย อย่างน้อยให้มีหลักฐานว่าก่อนตายเห็นอะไร"
เอกหันมามองผม "อย่าพูดเป็นลาง"
"กูกำลังพูดเป็นขั้นตอน"
คำว่าขั้นตอนเคยทำให้ผมรู้สึกปลอดภัย แต่ในบ้านหลังนี้ ขั้นตอนเริ่มเหมือนเชือกที่เราจับไว้เพราะไม่มีอย่างอื่นให้จับ ทั้งที่ไม่รู้ว่าปลายเชือกผูกกับอะไร
เราเริ่มตามรอยฝ่ามือไปทางห้องเก็บของใต้บันได ผมถ่ายรูปทุกระยะ ในกล้อง รอยเลือดชัดกว่าตาเปล่า บางรูปมีเงาผู้หญิงยืนอยู่ปลายทางเดิน แต่พอเงยหน้าจากจอ ทางเดินว่างเปล่า ผมไม่บอกสองคนนั้น เพราะแค่รอยเลือดที่เคลื่อนเองก็พอทำให้ทีมแตกแล้ว
หน้าห้องเก็บของมีเทปกั้นสถานที่เกิดเหตุขาดห้อยอยู่ คราบมือเลือดหลายรอยประทับบนบานประตูตามรูปหลักฐาน แต่จำนวนไม่เท่ากัน ในรูปมีหกรอย บนประตูจริงมีห้ารอย
"ห้ามเช็ดคราบที่อยู่ในรูปแต่ไม่อยู่จริง" ผมพูด
"แล้วรอยที่หายไปล่ะ" ปอนด์ถาม
ไม่มีใครตอบ
ผมเปิดรูปหลักฐานในมือถืออีกครั้ง ขยายไปที่บานประตู รอยที่หายไปเป็นรอยมือเล็กที่สุด อยู่ต่ำกว่าลูกบิดเล็กน้อย นิ้วทั้งห้าแผ่ออกเหมือนเด็กพยายามผลักประตูจากด้านใน หรือพยายามเกาะประตูไว้ไม่ให้ถูกลากออกไป ผมยื่นมือถือเทียบกับประตูจริง ตำแหน่งนั้นว่างเปล่า ไม่มีเลือด ไม่มีคราบ ไม่มีแม้แต่รอยเปื้อนเก่า
ถ้าทำตามกฎ เราห้ามเช็ดคราบที่อยู่ในรูปแต่ไม่อยู่บนพื้นจริง แต่กฎไม่ได้บอกว่าต้องทำอย่างไรกับคราบที่หายไปเหมือนถูกใครบางคนเก็บกลับไปแล้ว
"รอยเด็ก" ปอนด์พูด
ผมหันไปมองเขา เขาหน้าซีดกว่าเดิม
"มึงรู้ได้ไงว่าเป็นเด็ก"
"ก็...มันเล็ก"
คำตอบของเขาเร็วไปนิดหนึ่ง เร็วแบบคนตอบเพื่อกลบสิ่งที่ตัวเองเพิ่งคิดออก ผมจำได้ว่าตอนอยู่ห้องรับแขก เขาไม่เห็นรอยนิ้วเด็กในกล้องชัดเท่าผม หรืออย่างน้อยผมก็ไม่ได้บอกเขา
เอกขยับมายืนระหว่างปอนด์กับประตู "อย่าเพิ่งคิดอะไรเอง"
"พี่นั่นแหละคิดอะไรอยู่" ปอนด์สวนกลับ "ตั้งแต่เข้ามาพี่เหมือนรู้ทางบ้านนี้หมด"
เอกเงียบ
ความเงียบนั้นมีน้ำหนักมากกว่าคำปฏิเสธ ถ้าเขาบอกว่าไม่รู้จัก ผมอาจยังเชื่อครึ่งหนึ่ง แต่เขาไม่พูดอะไรเลย เหมือนคนที่กลัวว่าคำโกหกจะถูกบ้านหลังนี้ได้ยิน
"เปิดประตู" เอกพูดในที่สุด
"ก่อนเปิด ถ่ายรูป" ผมย้ำ
ผมถ่ายภาพบานประตูตามปกติ แต่ในจอมือถือ รอยมือเล็กที่หายไปกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง มันไม่ได้อยู่บนบานประตู มันอยู่บนแขนของเอก มือเล็ก ๆ สีแดงจับอยู่เหนือข้อศอกเขาแน่น เหมือนเด็กคนหนึ่งยืนข้างหลังแล้วรั้งเขาไว้
ผมลดมือถือ หันไปมองแขนเอกด้วยตาเปล่า ไม่มีอะไร
"เป็นอะไร" เอกถาม
"ไม่มี"
ผมโกหก เพราะไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไรดี และเพราะแววตาของเอกในวินาทีนั้นบอกชัดว่าเขาเองก็รู้สึกถึงมือที่ผมเห็น
เอกใช้ไฟฉายส่องผ่านช่องบานเกล็ดเล็ก ๆ "ข้างในมีของเยอะ เดี๋ยวเคลียร์ให้หมด เอาถุงดำมา"
"ตำรวจปิดคดีแล้วก็จริง แต่ของส่วนตัวบางอย่างเจ้าของบ้านอาจยังไม่อนุญาตให้ทิ้ง" ผมเตือน
"ผู้ว่าจ้างบอกเคลียร์บ้านหลังปิดคดี ไม่ใช่เก็บพิพิธภัณฑ์"
"ผู้ว่าจ้างเป็นใครเรายังไม่รู้เลย" ผมพูด
เอกหันมาช้า ๆ "คืนนี้มึงถามเยอะผิดปกตินะ"
"เพราะงานนี้ผิดปกติ"
"งานทุกงานผิดปกติสำหรับคนขวัญอ่อน"
"แล้วมึงขวัญแข็งนัก ทำไมมือมึงสั่น"
เอกก้มมองมือตัวเองทันที เขากำไฟฉายแน่นจนเส้นเลือดหลังมือขึ้น คำพูดของผมไม่ควรหลุดออกไป แต่ผมเหนื่อยกับการที่เขาทำเหมือนความกลัวเป็นความผิดของคนอื่น ทั้งที่บ้านหลังนี้กำลังบีบให้เราทุกคนเผยรอยร้าวของตัวเอง
ปอนด์ขยับถุงดำในมือ "พี่ ๆ อย่าทะเลาะกันตอนนี้ได้ไหม"
น้ำเสียงเขาทำให้ผมนึกได้ว่าในทีมนี้ ปอนด์เป็นคนที่เด็กที่สุด และอาจเป็นคนที่บ้านเลือกเล่นง่ายที่สุด ไม่ใช่เพราะเขาเลวกว่าใคร แต่เพราะเขายังคิดว่าของบางอย่างไร้เจ้าของเมื่อคนตายไปแล้ว
เขาเปิดประตูเข้าไป กลิ่นอับและกลิ่นเหล็กพุ่งออกมา ห้องเก็บของแคบกว่าที่คิด มีชั้นวางเหล็ก กล่องพลาสติก เสื้อผ้าเก่า ถังสี และกล่องกระดาษปิดเทปหลายใบ บนพื้นมีคราบเลือดแห้งเป็นหยด ๆ นำไปถึงมุมในสุด ซึ่งมีตู้เซฟขนาดเล็กวางอยู่
ปอนด์เห็นตู้เซฟก่อนใคร
ตาเขาเปลี่ยนทันที
แววตาแบบนั้นผมเคยเห็นมาแล้ว ตอนเขาเจอนาฬิกาข้อมือในห้องคนตาย ตอนเขาเห็นซองเงินในลิ้นชักบ้านเช่า ตอนเขาก้มเก็บพระเลี่ยมทองที่ตกอยู่หลังตู้เสื้อผ้า แล้วบอกว่า "ถ้าไม่เก็บ เดี๋ยวคนอื่นก็เก็บ" มันไม่ใช่แววตาของโจรเต็มตัว แต่เป็นแววตาของคนที่กำลังต่อรองกับศีลธรรมของตัวเอง และมักต่อรองชนะเพราะชีวิตจริงไม่เคยให้เขาชนะเรื่องอื่น
ตู้เซฟวางอยู่ในมุมที่แสงไฟฉายตกไม่ถึงเต็มที่ ตัวตู้มีฝุ่นเกาะหนา ยกเว้นตรงหน้าปัดกับขอบประตูที่สะอาดเหมือนเพิ่งถูกแตะ บนพื้นหน้าเซฟมีรอยเลือดหยดเรียงกันสามหยด แต่ในกล้องมือถือของผม หยดเลือดเหล่านั้นลากเป็นเส้นสั้น ๆ ไปแตะปลายรองเท้าปอนด์
"อย่าเข้าใกล้" ผมเตือน
ปอนด์ทำเหมือนไม่ได้ยิน
"พี่ อันนี้ต้องแจ้งเจ้าของไหม"
"อย่าแตะ" ผมพูด
เอกหันมามองผม "กูรู้"
แต่คนที่ขยับคือปอนด์ เขาเดินเข้าไปใกล้ตู้เซฟ ก้มมองรอยขูดตรงหน้าปัด ตัวล็อกเปิดค้างอยู่เหมือนมีคนไขไว้ก่อนตาย
"ถ้าข้างในมีเอกสาร เราก็ต้องแยกไว้ ไม่ใช่ทิ้งลงถุงแดง" ปอนด์พูดเหมือนมีเหตุผล แต่เสียงเขาเบาเกินไป
ผมรู้ว่าเขาไม่ได้คิดถึงเอกสาร มือของเขาลอยอยู่ใกล้ประตูตู้เซฟเกินไป นิ้วโป้งขยับถูปลายนิ้วชี้ซ้ำ ๆ แบบที่คนทำก่อนหยิบของเล็ก ๆ ใส่กระเป๋า ผมก้าวเข้าไปขวาง แต่ห้องแคบเกินไป ชั้นเหล็กด้านข้างเกี่ยวไหล่ชุดป้องกันของผมจนเสียจังหวะ
"ปอนด์ ฟังกู" ผมพูดช้า ๆ "บ้านนี้มีอะไรบางอย่างตอบสนองกับของที่เราแตะ มึงเห็นแล้วว่าคราบเลือดมันย้ายตามเรา ถ้าข้างในมีของผู้ตาย อย่าเป็นคนแรกที่หยิบ"
"แล้วถ้าเอกสารสำคัญล่ะ"
"ถ่ายรูป แล้วให้เอกหยิบด้วยถุงหลักฐาน"
"พี่ก็เชื่อกฎมันเกินไป"
"กฎมันช่วยเรามาสองรอบแล้ว"
เขาหัวเราะเบา ๆ แต่ไม่มองหน้าผม "หรือกฎมันแค่หลอกให้เราทำงานต่อ"
คำพูดนั้นทำให้ผมชะงัก เพราะมีความเป็นไปได้ บ้านหลังนี้อาจไม่ได้ต้องการช่วยเรา มันอาจใช้กฎเป็นสายจูง ให้เราเดินลึกเข้าไปทีละห้องด้วยความเชื่อว่าถ้าทำถูกข้อ เราจะออกไปได้
ผมกำลังจะคว้าไหล่เขา เสียงผู้หญิงดังขึ้นจากมุมห้องเก็บของ
"อย่าเอาของฉันไป"
ปอนด์สะดุ้งถอย แต่เอกพูดสวนเร็วเกินไป
"รับทราบ งานยังไม่เสร็จ"
เขาตอบถูกกฎ แต่สายตายังจ้องตู้เซฟ ผมเริ่มเข้าใจว่าไม่ใช่ปอนด์คนเดียวที่คิดเรื่องของมีค่า
เสียงผู้หญิงเงียบลง แต่ห้องเก็บของไม่กลับไปเป็นห้องเดิม ชั้นเหล็กส่งเสียงลั่นเบา ๆ กล่องกระดาษด้านบนยุบตัวเหมือนถูกมือกดจากข้างใน ถุงเสื้อผ้าเก่าที่แขวนอยู่มุมห้องแกว่งทั้งที่ไม่มีลม และกลิ่นแป้งเด็กที่ผมได้ตั้งแต่หน้าประตูชัดขึ้นจนแทบกลบกลิ่นเลือด
ผมหันไฟฉายไปตามชั้นวาง เห็นรองเท้านักเรียนคู่เล็กวางอยู่ในกล่องพลาสติกใส ข้าง ๆ มีสมุดระบายสีและรถของเล่นสีแดงคันหนึ่ง ล้อหน้าหัก รูปหลักฐานไม่มีของพวกนี้ หรือมีแต่เราไม่ได้รับรูปมุมนี้
"ในข่าวบอกลูกชายเจ็ดขวบ" ผมพูด
ไม่มีใครตอบ
ปอนด์ไม่มองของเด็ก เขามองตู้เซฟเหมือนคนกำลังถูกเรียกด้วยเสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน
ตู้เซฟเปิดออกเองช้า ๆ
ข้างในไม่มีเงินสด มีเพียงกล่องกำมะหยี่เล็ก ๆ กับซองเอกสารสีขาว ปอนด์ไวกว่าใคร เขาหยิบกล่องกำมะหยี่ขึ้นมาเปิด แหวนทองฝังเพชรวงหนึ่งนอนอยู่ในนั้น แสงไฟฉายสะท้อนประกายขาววาบจนห้องเก็บของดูสว่างขึ้นชั่วขณะ
"วางลง" ผมพูด
"เจ้าของตายหมดแล้วพี่" ปอนด์กระซิบ "ของแบบนี้ถ้าส่งเข้าระบบก็หายอยู่ดี"
"ใครบอกว่าตายหมด" เอกถาม
ประโยคนั้นหลุดออกมาจากปากเขาเบา ๆ แต่ทุกคนได้ยิน ปอนด์หันไปมอง เอกเองก็ดูเหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพูดอะไรออกมา
"ข่าวบอกพ่อยังไม่ตาย" ผมพูด "แค่บาดเจ็บสาหัส"
ปอนด์กำกล่องแน่นขึ้น "งั้นยิ่งไม่ควรคืนให้มัน ถ้ามันฆ่าเมียฆ่าลูกจริง ของนี่ก็ไม่ควรเป็นของมัน"
"มึงไม่ได้มีหน้าที่ตัดสิน"
"แล้วใครมี ตำรวจที่ปิดคดีในสองวันเหรอ"
ผมตอบไม่ได้ เพราะคำถามของปอนด์ไม่ได้ผิดทั้งหมด และนั่นยิ่งทำให้มันอันตราย ของที่อยู่ในมือเขาอาจเป็นหลักฐาน เป็นของรัก เป็นของต้องห้าม หรือเป็นกับดักที่บ้านยื่นให้คนที่อยากเชื่อว่าตัวเองขโมยด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง
ผมมองซองเอกสารสีขาวในตู้เซฟ มันถูกวางไว้ใต้กล่องแหวน คราบเลือดแห้งติดอยู่ตรงมุมซอง ในกล้องมือถือ มีตัวหนังสือจาง ๆ ปรากฏบนซอง แต่ตาเปล่าเห็นเพียงกระดาษขาว
ผมยกมือถือขึ้นอ่าน
ประกันชีวิต
ชื่อผู้รับผลประโยชน์ไม่ใช่ชื่อภรรยา ไม่ใช่ชื่อลูก และไม่ใช่ชื่อสามี
แต่เป็นชื่อบริษัทเดียวกับผู้ว่าจ้างเรา
Midnight Group
คราบเลือดบนพื้นเริ่มขยับ
มันไม่ได้ไหล มันลากตัวเองจากหยดเล็ก ๆ หลายหยดมารวมกันเป็นเส้นยาว ล้อมรองเท้าปอนด์ไว้ ผมดึงเทปแดงออกมา แต่ยังไม่ทันแปะ คราบเลือดก็ขึ้นรูปเป็นตัวหนังสือบนพื้น
คืนของฉัน
ปอนด์ร้องสั้น ๆ แล้วทำสิ่งที่แย่ที่สุด เขากำแหวนแน่น วิ่งออกจากห้องเก็บของ
ไฟในบ้านดับพรึบ
ความมืดกดลงมา พร้อมเสียงผู้หญิงหัวเราะเบา ๆ จากทุกห้อง
ในความมืด เสียงฝีเท้าปอนด์ดังสะเปะสะปะไปตามทางเดิน เสียงเขาหอบ เสียงของในบ้านกระแทกกัน และเสียงเอกสบถไล่หลัง ผมคว้าไฟฉายสำรองจากเข็มขัด แต่ก่อนจะกดเปิด มีอะไรบางอย่างปัดข้อมือผมเบา ๆ เหมือนมือเด็กแตะเตือน
ผมหยุด
ในความมืดสนิท ผมได้ยินเสียงอีกเสียงหนึ่ง ไม่ใช่เสียงผู้หญิง ไม่ใช่เสียงปอนด์ แต่เป็นเสียงเด็กผู้ชายอยู่ใกล้พื้นมาก เหมือนพูดจากใต้บันได
"อย่าให้เขาเอาไป"
เสียงนั้นเบาจนผมไม่แน่ใจว่าเอกได้ยินไหม แต่ผมรู้สึกได้ว่าอากาศในห้องเก็บของเย็นลงรอบข้อเท้า เสมือนมีคนตัวเล็กยืนเบียดอยู่ข้าง ๆ
ผมเปิดไฟฉายสำรอง แสงวูบขึ้นจับภาพตู้เซฟที่ยังเปิดอยู่ ซองเอกสารสีขาวในนั้นค่อย ๆ เปียกด้วยเลือดจากมุมซอง เลือดไม่ได้หยดลงพื้น มันซึมเป็นตัวอักษรบนกระดาษช้า ๆ
ไม่ใช่เขา
ผมยังไม่ทันอ่านซ้ำ เอกก็กระชากแขนผม
"ปอนด์!"
"ตรงนั้นยังไม่สะอาด" เสียงเธอพูด
คราวนี้เสียงไม่ได้มาจากห้องครัว
แต่มาจากปากของปอนด์ที่ยืนแข็งอยู่กลางทางเดิน หันหลังให้เรา และกำแหวนไว้ในมือ