“อาการไม่ค่อยดีเลยหิวก็หิว”
เดินเตาะแตะมาได้พักใหญ่ๆ ขณะเดียวกันก็สลดใจไปกับเื่ราวในอดีตที่ซานจี๋แทบไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ เลยซานจี๋พยายามทำตัวดีมาตลอด แต่ก็ไม่เคยเป็ที่ยอมรับของใครสักคนยกเว้นพ่อบุญธรรมนี่สินะที่เขาเรียกว่า บุพการีทำอะไรไว้ เวรกรรมก็มาตกอยู่ที่ลูก
โชคไม่ดีที่วันนี้ดันไปมีปากเสียงกับป้าม่านหรงเข้าซานจี๋เลยไม่ได้กินอะไรรองท้อง นอกจากตัวร้อนเหมือนไฟเด็กตัวเล็ก ๆคนนี้ก็มีอาการปวดท้องร่วมด้วย
ซานจี๋หิว...
ซานจี๋หนาว...
ซานจี๋คิดถึงพ่อชุนหลาง…
พอเดินเข้ามาถึงชายป่า ซานจี๋ก็อดไม่ได้ที่จะย่นก้นนั่งลงบนรากไม้ขนาดใหญ่เธอใช้แผ่นหลังน้อย ๆ พิงกับโคนต้นแปะก๊วยที่มีอายุราว ๆ ร้อยสิบปีเห็นจะได้
นั่งพักเอาแรงได้ไม่นานซานจี๋ก็เริ่มลุกขึ้นมาตั้งหลักจากนั้นเดินไปรวบรวมเศษไม้เพื่อเอามาก่อเป็ซุ้มกองไฟขนาดเล็ก ซานจี๋เชื่อว่า ทำงานต้องใช้แรงถ้าท้องหิวก็จะไม่มีแรงทำงาน หากไม่มีแรง ก็จะทำงานไม่ได้
ซานจี๋คิดว่าจะย่างเห็ดกินรองท้องไปก่อนในตอนที่ซานจี๋หิวจนตาลายนี้ เด็กน้อยก็เผอิญเหลือบไปเห็นนกตัวหนึ่งซึ่งมันกำลังบินวกไปวนมาอยู่ไม่ไกล้ไม่ไกล วินาทีนั้นความหิวเกือบจะครองโลกซานจี๋ไม่สนใจแล้วว่านกตัวนั้นจะกระดูกเปราะเนื้อน้อย ซานจี๋สนใจแค่ว่าอะไรกินได้ก็กิน ๆ เข้าไปก่อน
เด็กหญิงหักกิ่งไม้เตรียมไว้ท่อนหนึ่งจากนั้นเล็งไปที่นกน้อยตัวสีขาวขนปุย ซึ่งมันกำลังโบยบินต่ำ ๆ อยู่ในจุดล่อแหลม
ฟาดไปครั้งหนึ่งมันก็บินหลบครั้งหนึ่ง ฟาดอีก มันก็หลบอีก! ฟาดซ้ำ มันก็หลบซ้ำ!!!
ซานจี๋เริ่มไม่พอใจจึงอุทานด้วยความหัวเสียออกมาว่า “ปัดโถ่เอ้ย!! กินแค่เห็ดก็ได้!”
พอซานจี๋เก็บเห็ดหลากสีมาได้หนึ่งกำมือเ้าตัวก็เริ่มทำการเสียบไม้แล้วย่างเห็ดพอลวก ๆจากนั้นก็หยิบมาเคี้ยวหนุบหนับอย่างคนที่หิวโหย
น่าแปลกแฮะ...ทำไมรสชาติเห็ดมันประหลาดพิลึกไม่เห็นเหมือนกับที่เคยกินทุกครั้งคงไม่ใช่ว่าป่วยจนต่อมรับรสในปากเสื่อมสภาพหรอกนะ!?
แล้วตอนที่ซานจี๋กำลังย่างเห็ดกินอย่างลำพองใจจู่ ๆ ก็สังเกตเห็นว่าไอ้นกบ้านั่นโฉบตัวลงมาบินอยู่ใกล้หัวซานจี๋อีกแล้วไหนยังจะส่งเสียงร้องจ้าบจ้วงน่ารำคาญอีก รนหาที่ตายหรือไงนะ เกิดมาเพิ่งเคยถูกนกกวนประสาทเป็ครั้งแรก
“อะ...อึก...ฮือ!!!ทำไมเป็แบบนี้ล่ะ”
เพิ่งจะกินเห็ดไปแค่สองดอก…อยู่ ๆ ซานจี๋ก็รู้สึกปวดหัวรุนแรง ตามด้วยจุกหน้าอกฉับพลันหนักข้อเข้าก็คือเริ่มหายใจไม่ออก ไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!ความรู้สึกนี้ไม่น่าเกิดจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของซานจี๋มันเป็ความรู้สึกเหมือนถูกคนจับหัวกดน้ำ แล้วก็ดึงขึ้นมาบีบคอบนบกต่อ
ไม่รู้สิ! มันเป็ความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย…
ซานจี๋อาเจียนรุนแรงอยู่ใต้โคนไม้ตามลำพังในตอนนี้สิ่งเดียวที่แล่นอยู่ในหัวคือคำพูดที่ว่า
“ตายแน่คราวนี้ซานจี๋ตายแน่ ๆ”
เด็กหญิงคล้ายรับรู้ถึงชะตากรรมอันใกล้ของตัวเองขณะเดียวกันก็เหลือบไปเห็นกลุ่มเห็ดกระจุกเดิมที่ซานจี๋เป็คนเดินไปเก็บมาย่าง
สาเหตุหลักที่ทำให้ซานจี๋มีอาการกระสับกระส่ายแบบนี้ก็เพราะซานจี๋ไม่สบายั้แ่เมื่อคืน สติจึงไม่ค่อยอยู่เนื้อกับตัวผนวกกับความหิวโหยที่ทำให้ซานจี๋มีอาการหน้ามืดตามัว
จึงเผลอไปเก็บเห็ดพิษมาย่างกิน!
กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้วตอนนี้ซานจี๋รู้สึกปวดมวนในช่องท้อง พร้อมกับอาเจียนต่อเนื่องจนไม่มีอะไรออกมาจากพุงอ้วนๆ เว้นแต่น้ำลายเหนียว ๆ หนืด ๆ
ไม่นานร่างอ้วนเทอะทะของเด็กน้อยก็ล้มตึงจนขาชี้ฟ้าใบหน้าจิ้มลิ้มเหมือนซาลาเปาก้อนนั้นเริ่มซีดเซียวไร้ฝาดเื ต่างจากริมฝีปากน้อยๆ ที่เริ่มบวมฉึ่งและกลายเป็สีม่วงอ่อน ๆ
“ก็บอกแล้วไงว่านั่นมันคือเห็ดพิษ กินไม่ได้! นอกจากไม่ฟังคำเตือนของนกที่หล่อเหลาที่สุดในป่ายังจะหัวรั้นถึงขั้นหาไม้มาไล่ตีพญานกอย่างฉันอีก พวกมนุษย์เด็กเนี่ย น่าเบื่อจริงๆ”
ก่อนจะสิ้นใจตายดวงตาที่พร่าเลือนของหลิวซานจี๋เหลือบไปเห็นเ้านกน้อยตัวเดิมกำลังบินโฉบตัวลงมาจากกิ่งไม้แล้วมาเกาะอยู่ข้างๆ ตัวของซานจี๋ มันเฝ้ามองซานจี๋ด้วยสีหน้าเรียบเฉยผิดไปกับปากของมันที่เอาแต่ส่งเสียงร้องน่ารำคาญ
แต่ทว่าครู่หนึ่ง…
เสียงนกน้อยที่น่ารำคาญกลับกลายเป็ประโยคคำพูดซานจี๋ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ตนเองได้ััก่อนตาย มันเป็เพราะฤทธิ์ของเห็ดพิษที่ทำให้สติฟั่นเฟือนหรือว่าซานจี๋แค่หูแว่วและจินตนาการจนเกิดภาพหลอนไปเอง
แต่ก็นะ!นกที่ไหนจะพูดได้กันล่ะ ไม่มีทางที่นกจะพูดภาษาคนได้หรอก!?