บทที่ 107 โครงกระดูกสูงเท่าบ้านสองชั้น!
“หายไปซะ!” สายฝนแทงดาบเข้าไปในเบ้าตาโครงกระดูกทองคำ ต่อมากระตุ้นดาบเพลิงโลกันตร์เกิดขีดจำกัด ดาบแปรเปลี่ยนเป็นเพลิงจากขุมนรก ความร้อนของมันร้อนมาก กระทั่งสายฝนที่เป็นคนกระตุ้นให้มันเกิดขึ้นก็ยังรู้สึกร้อน ไฟนรกเผาไหม้โครงกระดูกทองคำอย่างบ้าคลั่ง เพียงไม่นานทั้งร่างของโครงกระดูกทองคำก็หายไป อดีตระดับห้าและอดีตยอดนักดาบสลายหายไปแล้ว!
‘ฉันต้องรีบออกจากอาณาเขตวงแหวนเลือด’ คิดเช่นนั้นพลางรีบเดินไปยังจุดสิ้นสุดของอาณาเขตวงแหวนเลือด เมื่อครู่ตอนปลดปล่อยเพลิงโลกันตร์ พลังสายเลือดได้หยุดทำงานพอดี ดังนั้นเวลานี้เรี่ยวแรงเขาจึงเหลือน้อยมาก น้อยจนทำได้แค่เดิน ไม่สามารถฝืนวิ่งได้
แม้ว่าโครงกระดูกดำจะสลายหายไปกับสายลมแล้ว แต่สายฝนก็ยังคงไม่ประมาท หมู่บ้านแห่งนี้น่าจะยังมีศัตรูระดับเดียวกันหรือมากกว่าโครงกระดูกทองคำอยู่ รีบออกไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุดจะดีกว่า สายฝนเดินต่อไปเรื่อยๆด้วยแรงที่เขามี เป็นอะไรที่น่าโมโหมาก ยาฟื้นฟูเรี่ยวแรงหมดไปแล้ว ถ้ามันยังไม่หมด ตอนนี้สายฝนคงสามารถดื่มมันแล้วออกจากอาณาเขตวงแหวนเลือดได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร ตอนนี้จุดสิ้นสุดของอาณาเขตวงแหวนเลือดอยู่ไม่ไกลจากสายฝนมากนัก
“แฮ่ก… แฮ่ก…” ถึงจะเหนื่อยล้าสุดๆทว่าสายฝนก็ไม่คิดจะหยุดพัก การหยุดพักตอนนี้ก็เท่ากับเป็นการฆ่าตัวตาย ไม่รู้หรอกว่าหากอยู่ในอาณาเขตวงแหวนเลือดต่อไปจะเจอกับอะไรบ้าง สายฝนคิดว่าถ้าเขาสามารถออกจากที่นี่ได้ เขาก็จะผ่านแบบทดสอบของผีเสื้อเทพธิดาราตรี คาดว่าตอนนั้นเธอไม่น่าจะปล่อยให้เขาตายง่ายๆ
ผีเสื้อเทพธิดาราตรีมองสายฝนด้วยความสนใจ เขาทำให้โครงกระดูกทองคำชะงักได้อย่างไรกัน? มนุษย์ผู้ชายคนนี้เต็มไปความลึกลับจริงๆ
‘ถึงเจ้าสามารถรอดจากโครงกระดูกได้แต่ก็ใช่ว่าเจ้าจะสามารถออกจากอาณาเขตวงแหวนเลือดได้ ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดกำลังจะปรากฏตัว เมื่ออยู่ต่อหน้ามันเจ้ามีแต่ต้องวิ่งหนีเท่านั้น ด้วยความแข็งแกร่งปัจจุบันของเจ้า เจ้าไม่มีทางสู้ชนะมันแน่’ ผีเสื้อเทพธิดาราตรีบินเข้าใกล้สายฝนพลางส่งเสียงเข้าไปในหัวเขา
‘ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุด? แค่โครงกระดูกทองคำฉันก็ไม่สามารถสู้มันได้แล้ว เพราะงั้นฉันไม่มีทางไปสู้กับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าโครงกระดูกทองคำหรอก’ สายฝนส่ายหัวช้าๆด่วยความเหนื่อยล้า ถ้าไม่ใช่เพราะพลังสายเลือด สายฝนคงถูกโครงกระดูกทองคำฆ่าตายภายในสามวินาทีไปแล้ว
‘งั้นแสดงว่าเจ้าจะวิ่งหนีสินะ ไม่คิดว่าแบบนั้นมันน่าอายหรือ?’ ผีเสื้อเทพธิดาราตรีถาม สายฝนรีบตอบว่า ‘ใช่! ฉันจะหนี อะไรคือมันน่าอาย? การหนีไม่ใช่เรื่องน่าอาย การหนีเป็นวิธีที่คนฉลาดเขาทำกันเวลาสู้กับศัตรูไม่ได้ ถ้าไม่อาจสู้ได้แล้วจะฝืนสู้ต่อไปทำไมล่ะ? ฝืนต่อไปก็มีแต่แพ้แล้วก็แพ้ คนที่ฝืนสู้ทั้งที่รู้ว่าคู่ต่อสู้แข็งแกร่งกว่าตนมากน่ะมีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เป็นแบบนั้น’
ผีเสื้อเทพธิดาราตรีตัวสั่น เธอหัวเราะให้กับความไร้ยางอายของชายคนนี้ มนุษย์เพศชายใกล้ๆกับเธอสามารถพูดว่าการหนีคือหนทางของผู้ฉลาดได้โดยไม่หน้าแดงเลยซักนิด ต่อให้เป็นเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ยังไม่อาจทำแบบนี้ได้ ผีเสื้อเทพธิดาราตรีรู้สึกว่าความหน้าด้านของสายฝนนั้นมากกว่าความลึกลับเขาเสียอีก นี่มนุษย์ยุคปัจจุบันเป็นแบบนี้กันหมดเลยรึไงกัน?
‘เธอหัวเราะอะไรกัน? สิ่งที่ฉันพูดนั้นถูกต้องทั้งหมด’ สายฝนกล่าวกับผีเสื้อเทพธิดาราตรีภายในใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายถึงหัวเราะเขาทั้งที่มันไม่มีอะไรน่าหัวเราะเลย สายฝนส่ายหัว สุดท้ายแล้วเขาก็คงไม่เข้าใจฝ่ายตรงข้ามอยู่ดี
วินาทีนั้นผีเสื้อเทพธิดาราตรีหยุดตัวสั่น เธอพลันเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง ‘เจ้าน่าจะรีบมากกว่านี้นะ ศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดกำลังจะปรากฏตัวในเร็วๆนี้ อย่าคาดหวังว่าข้าจะช่วยเจ้า จนกว่าเจ้าจะผ่านแบบทดสอบของข้า เจ้ามีแต่ต้องพึ่งตนเองเท่านั้น ข้าช่วยเจ้าไปครั้งหนึ่งแล้ว ดังนั้นข้าจะไม่ช่วยเจ้าอีกแล้ว’ กล่าวจบเธอก็บินจากไป ไม่ทราบแน่ชัดว่าเธอบินไปที่ใด
‘เรี่ยวแรงที่ฉันเหลืออยู่ตอนนี้ไม่มีทางเดินไปถึงจุดสิ้นสุดของอาณาเขตวงแหวนเลือดภายในระยะเวลาสั้นๆแน่นอน ฉันควรทำอย่างไรดี? ในแอปมิติคลังเก็บสิ่งของมีอะไรที่สามารถช่วยฉันในสถานการณ์นี้ได้บ้าง? ศัตรูที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าโครงกระดูกทองคำหรือ? ถ้ามันเป็นระดับสองคงไม่มีอะไรที่สามารถทำให้ฉันรอดจากสถานการณ์นี้ได้ บัดซบ! โคตรสิ้นหวัง’ สายฝนครุ่นคิดอย่างจริงจัง พยายามหาทางรอด น่าเสียดาย ไม่ว่าเขาจะพยายามคิดสักเท่าไหร่ เขาก็คิดไม่ออก
ตูมมมมมมมมมมมม!!!!
วินาทีที่สายฝนกำลังคิดหาทางรอดอยู่นั้น พลันมีระเบิดเกิดขึ้นจากที่ไกลๆ กระดูกมากมายมหาศาลลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า วินาทีถัดมาพวกมันพลันเปลี่ยนไป สถานะจากของแข็งแข็งกลายเป็นของเหลว เมื่อเปลี่ยนกลายเป็นของเหลวจนหมด พวกมันก็ไปรวมตัวกันกลายเป็นลูกบอลขนาดใหญ่ก่อนที่ลูกบอลจะเปลี่ยนรูปร่างเป็นรูปร่างคล้ายโครงกระดูกที่สายฝนเคยเจอ จากนั้นก็เปลี่ยนสถานะกลายเป็นของแข็งดั่งเดิม
พรึบ! พรึบ!
เกิดเพลิงสีฟ้าครามสองลูกข้างในส่วนลึกของเบ้าตาที่กรวงโบ๋ ฉับพลันโครงกระดูกยักษ์เคลื่อนไหว เพียงการก้าวเท้ากระดูกของมันแค่ครั้งเดียว พื้นดินพลันสั่นสะเทือน ขนาดสายฝนที่อยู่ไกลจากโครงกระดูกยักษ์ที่มีขนาดตัวสูงกว่าบ้านสองชั้นยังสามารถรับรู้ถึงการสั่นสะเทือนของพื้นได้ แรงที่มากแบบนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นแรงของระดับหนึ่งหรือตํ่ากว่า
‘โครงกระดูกยักษ์ตัวนี้ต้องเป็นระดับสองหรือสูงกว่านั้นแน่’ สายฝนคิดเช่นนั้นหลังเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น เขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่หมู่บ้านนี้จะเป็นโครงกระดูกขนาดยักษ์เท่าบ้านสองชั้น ตอนแรกสายฝนคิดว่าศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดจะคล้ายโครงกระดูกทองคำ
ตึง! ตึง! ตึง!
โครงกระดูกยักษ์เคลื่อนที่มาทางที่สายฝนอยู่ มองศัตรูที่เริ่มเข้าใกล้ตนเองเรื่อยๆ สายฝนสบถคำหยาบคายออกมาทันที ฝ่ายตรงข้ามขนาดใหญ่แบบนั้นแถมยังมีความแข็งแกร่งที่มากกว่าระดับหนึ่งอีก ตัวเขาซึ่งเป็นระดับหนึ่ง,เป็นมนุษย์ตัวเล็กๆจะไปสู้มันได้อย่างไร? ความแตกต่างมันมากเกินไป!
มองสายฝนที่สบถคำหยาบคายออกมา ผีเสื้อเทพธิดาราตรีก็กล่าวขึ้น ‘ตอนนี้เจ้าจะทำอย่างไรต่อดีล่ะ? จะยอมแพ้เหรอ? ยอมแพ้ให้กับความแตกต่างของพลัง การยอมแพ้ไม่ใช่เรื่องน่าอายและการเสียชีวิตก็เป็นเหมือนการพักผ่อนนิรันดร์’
สายฝนเงียบหลังได้ยินคำกล่าวผีเสื้อเทพธิดาราตรี สามวินาทีต่อมาเขาก็ถามขึ้น “มันอยู่ระดับอะไรล่ะ?”
ผีเสื้อเทพธิดาราตรีไม่คิดจะปิดบัง เธอตอบ ‘มันเป็นระดับสอง’
สายฝนถามต่อ “พวกโครงกระดูกรู้ตำแหน่งฉันได้อย่างไร?”
‘เพราะวงแหวนเลือด วงแหวนเลือดสามารถตรวจจับกลิ่นอายสิ่งมีชีวิตแล้วส่งตำแหน่งให้พวกโครงกระดูกได้’
สายฝนยิ้มก่อนเปิดปากตอบคำถามก่อนหน้านี้ของผีเสื้อเทพธิดาราตรีว่า “ยังไงฉันก็ไม่ยอมแพ้ ฉันไม่ต้องการพักผ่อนนิรันดร์อะไรนั่นหรอก ฉันอยากจะมีชีวิตอยู่ มีชีวิตอยู่ไปตลอลกาล เธอคิดว่าไอ้บัดซบระดับสองตัวนี้มันจะทำอะไรฉันได้เหรอ? ถึงฉันจะไม่สามารถต่อสู้กับมันได้ทว่าฉันหนีมันได้!’ ขณะพูดประโยคสุดท้ายออกมา ใบหน้าสายฝนก็แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจอันเต็มเปี่ยม
---
จบบทที่ 107 โครงกระดูกสูงเท่าบ้านสองชั้น!